บันทึกการเดินทางต่างโลกของตัวละคร เลเวล MAX

    ศัตรูตัวแรก

    บันทึกการเดินทางต่างโลกของตัวละคร เลเวล MAXศัตรูตัวแรก







         เวลาล่วงเลยผ่านไปจนกระทั่งดวงอาทิตย์ตั้งขนานเหนือศีรษะ กระนั้นแม้จะออกเดินทางตั้งแต่เช้าตรู่ ผมก็ยังไม่เจอหมู่บ้าน หรือผู้คนเลยแม้แต่เงา สิ่งมีชีวิตที่พบเห็นก็มีแค่แมลง สัตว์ตัวเล็กอย่างนก ไม่ก็กระรอกเท่านั้น ตัวใหญ่ขึ้นมาหน่อยก็เป็นกวาง

         รูปร่างของกวางไม่ได้แตกต่างจากโลกเดิมมากนัก เพียงแค่เขาของมันมีขนาดใหญ่ และแหลมกว่าปกติ ด้วยความที่ว่ามันกำลังหยุดพักกินน้ำในแม่น้ำด้านหน้า ทำให้ผมจำต้องหยุดมองอยู่หลายนาทีกว่ามันจะกลับเข้าป่าไป

         อีกอย่างผมพึ่งจะมารู้ตัวว่าตั้งแต่เมื่อวานที่ถูกส่งมาที่นี่ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยสักอย่างนอกจากน้ำ แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกหิวแต่อย่างใด เหมือนกับในเกมที่ไม่มีระบบหิว ซึ่งอาหารในเกมจะมาในรูปแบบของไอเทมสำหรับบัพแทน

         แต่ก็ใช่ว่าจะไม่รู้สึกถึงรสชาติเสียทีเดียว เพราะตอนดื่มน้ำจากแม่น้ำ ผมยังรู้สึกถึงกลิ่นดินจาง และรสชาติของน้ำจากธรรมชาติได้อยู่

         คราวหลังลองล่าสัตว์ ไม่ก็หาผลไม้มาลองชิมสักหน่อยดีไหมนะ? แต่การจะคร่าสิ่งมีชีวิตเพื่อสนองความอยากรู้ที่ไร้สาระของตัวเองมันก็ดูไม่ควรสักเท่าไหร่นะ

         เอาเป็นว่าลองหาผลไม้มาชิมดูละกัน แต่เดินไปตามแม่น้ำแบบนี้คงจะเจอผลไม้อยู่หรอก ผมเคยได้ยินมาว่าผลไม้ป่าค่อนข้างจะหายากพอสมควรซะด้วย

         ขณะกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น สายตาของผมก็ไปเตะตากับต้นไม้ต้นหนึ่งที่มีสีใบเป็นสีฟ้าไม่เหมือนต้นไม้โดยรอบที่เป็นสีเขียว นอกจากนั้นตามกิ่งไม้ยังมีลูกกลม ๆ สีเทาอยู่ด้วย

         คิดปุ๊ปก็เจอปั๊ปเลยแฮะ

         ผมตัดสินใจเลี้ยวไปหาต้นไม้แปลกประหลาดข้างแม่น้ำ เมื่อเข้ามาใต้ร่มเงาของต้นไม้ก็ทำการปักดาบยักษ์สีดำในมือลงบนพื้น พลางแหงนหน้ามองลูกกลมๆ สีเทาที่น่าจะเป็นผลไม้สูงห่างจากพื้นดินประมาณ 5 เมตร

         ไม่รู้ว่าเป็นผลไม้หรือเปล่า แต่ลองเด็ดมาดูสักลูกก็ไม่เสียหาย

         "ฮึบ!"

         ผมออกแรงกระโดดขึ้นไปคว้าลูกกลมๆ สีเทาลูกหนึ่งมาไว้ในมือ พลางพิจารณาสิ่งที่น่าจะเป็นผลไม้อย่างถี่ถ้วน มันมีขนาดประมาณลูกเทนนิส ผิวสีเทาขรุขระค่อนข้างแข็งพอสมควร หากเป็นตัวผมเมื่อก่อนคงจะต้องหาค้อนมาทุบเพื่อให้ผิวนอกแตก แต่สำหรับตัวผมในตอนนี้น่ะเหรอ

         แกร่ก!

         ไม่จำเป็น

         สองนิ้วออกแรงแหวกเปลือกหนาอย่างง่ายดาย เผยให้เห็นเนื้อในที่เป็นสีฟ้าเปล่งประกาย และมีของเหลวใสไหลออกมาด้วย พอลองดมก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นหอมแปลกๆ 

         อ๊ะ! ลืมไปเลยว่ามันมีพิษด้วยรึเปล่าเนี่ยสิ

         ผมขมวดคิ้วมุ่นด้วยความรู้สึกเคลือบแคลงใจต่อสิ่งที่น่าจะเป็นผลไม้ในมือ แม้ในเกมอาทัสจะมีภูมิต้านทานต่อสถานะผิดปกติค่อนข้างสูงก็เถอะ แต่การจะเอาของแปลกหน้าเข้าปากสุ่มสี่สุ่มห้าก็ใช่ที

         ผมกวาดสายตามองรอบๆ หวังว่าจะเจอสัตว์สักตัวกินเป็นตัวอย่าง แต่ในระยะสายตาของผมก็ไม่เจอสิ่งมีชีวิตอะไรสักตัวนอกจากผีเสื้อที่บินผ่านหน้าไป

         "เป็นไงเป็นกันวะ!"

         สุดท้ายยืนอยู่เฉยๆ กับผลไม้แปลกประหลาดในมือก็ไม่ช่วยอะไร ผมจึงตัดสินใจใช้นิ้วแตะของเหลวใสมาเลียชิมดู

         รสชาติออกหวานฝาดหน่อย แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเผ็ดร้อน หรือปวดแสบปวดร้อนอะไร เท่านี้ก็พิสูจน์ได้แล้วว่ายังมีต่อมรับรสอยู่ แต่จะให้ทิ้งลูกสีเทาในมือไปก็กระไรอยู่

         เมื่อลองชิมดูแล้วไม่รู้สึกว่ามันมีพิษ ผมจึงตัดสินใจยกขึ้นดื่มของเหลวใสข้างใน คราวนี้รสชาติที่สัมผัสค่อนข้างแตกต่างจากการชิม รสออกจะหวานฝาดเล็กน้อย และกลิ่นหอมโชยไปทั่วปาก กว่าจะรู้ตัวอีกทีของเหลวใสก็หมดไปเสียแล้ว

         "ก็ใช้ได้แฮะ"

         ปากว่าพลางเลียริมฝีปาก จ้องมองเนื้อในที่เป็นสีฟ้าเปล่งประกาย พอลองเอานิ้วแตะดูก็พบว่ามันค่อนข้างนุ่มพอสมควร ผมจึงใช้นิ้วสวมเกราะแคะมันออกมา เผยให้เห็นเนื้อผลไม้ที่หลุดออกมามีสีฟ้าเปล่งประกายสวยงาม

         ถึงจะรู้สึกแปลกที่ไม่เคยเห็นผลไม้ชนิดไหนมันเปล่งประกายได้ แต่ในเมื่อของเหลวมันกินได้ เนื้อของมันก็ต้องกินได้ คิดแล้วก็เอาเนื้อผลไม้สีฟ้าเปล่งประกายเข้าปากเคี้ยวทันที

         เนื้อผลไม้เหนียวเล็กน้อยแต่ก็นุ่ม นอกจากนี้ยิ่งเคี้ยวน้ำหวานที่อยู่ข้างในก็ยิ่งทะลักออกมา กลิ่นหอมเข้มข้นกระจายไปทั่วปาก นับว่าเคี้ยวเพลินเลยทีเดียว

         กว่าจะรู้ตัวอีกทีเนื้อผลไม้ข้างในก็โดนฟาดเรียบจนกลวงโบ๋ไปแล้ว

         "อร่อยใช้ได้"

         อันที่จริงก็กะจะพกไปกินอีกสักสองสามลูก แต่ด้วยความที่ว่าไม่มีกระเป๋าใส่ของพกติดตัวเลยสักใบ ทำให้ผมหยิบมาได้เพียงลูกเดียว แล้วออกเดินทางเพื่อตามหาหมู่บ้านต่อไป

         เวลาดำเนินต่อไปพร้อมกับสองเท้าสวมเกราะหนาก้าวเดินตามแม่น้ำที่ทอดยาวแบบไร้จุดหมาย จนกระทั่งดวงอาทิตย์เคลื่อนตัวเข้าสู่ช่วงบ่ายไปแล้ว สำหรับผมที่ไม่มีความรู้ในเรื่องการเดินป่าเลยสักนิด จึงทำได้แค่นี้เท่านั้นแหละ

         หากตัวผมที่อยู่ในร่างอาทัสไม่จำเป็นต้องทานอาหารจริง ๆ ล่ะก็ แสดงว่าไม่ต้องกังวลว่าจะอดตายกลางป่าเขาน่ะนะ แถมยังไม่มีท่าทีว่าจะหมดแรงระหว่างการเดินทางอีกด้วย

         ขณะกำลังเดินพร้อมกับลากดาบยักษ์สีดำไปด้วยอยู่นั้น สัญชาตญาณของผมก็ได้ร้องเตือนขึ้นจนต้องหยุดเท้าลง ก่อนจะสังเกตเห็นว่าพุ่มไม้ด้านหน้ามีการเคลื่อนไหว ตามมาด้วยการปรากฏตัวของร่างสูงใหญ่เดินโผล่พ้นออกมา

         "ตัวอะไรวะนั่น?"

         ผมเผลอพลั้งปากพูดออกมาด้วยความแปลกใจ สิ่งมีชีวิตตรงหน้ามีรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่สูงใหญ่กว่ามากประมาณ 4 เมตรเห็นจะได้ ผิวกายสีเทา หน้าท้องค่อนข้างอ้วนท้วมขัดกับกล้ามแขนทั้งสองข้างที่ใหญ่ราวกับนักกล้าม ในมือถือไม้ตะบองขนาดใหญ่เอาไว้ รอบเอวถูกพันด้วยขนสัตว์ปิดบังของสงวน ใบหน้าค่อนข้างน่าเกลียดมีฟันซี่ใหญ่ยื่นออกมาจากปาก และยังหัวล้านอีกด้วย

         มันไม่เหมือนกับมอนสเตอร์ในเกมเลยสักนิด เพราะมอนสเตอร์ส่วนใหญ่ภายในเกมจะมีรูปร่างบิดเบี้ยวราวกับไม่ใช่สิ่งมีชีวิตปกติ เนื่องจากมอนสเตอร์ภายในเกมจะเกิดขึ้นมาจากพลังงานความมืดที่ก่อรูปร่างขึ้นมาด้วยการดูดกลืนสิ่งมีชีวิตหลายรูปแบบ ทั้งสัตว์ป่า หรือมนุษย์ แต่มอนสเตอร์ตรงหน้าผมกลับไม่เคยเห็นมาก่อนเลย

         อาจจะเป็นเพราะมันคือต่างโลก มอนสเตอร์ที่ผมรู้จัก กับมอนสเตอร์ในโลกนี้จึงไม่เหมือนกัน?

         ไม่รู้ว่าเพราะสังเกตเห็น หรือได้ยินเสียงอุทานของผมกันแน่ สิ่งมีชีวิตประหลาดจึงหันมามอง ก่อนจะแยกเคี้ยวขู่คำรามดังลั่นป่า

         "โฮก!!!"

         ท่าทางคุกคามของมันทำให้ผมผงะไปชั่วขณะหนึ่ง พริบตานั้นเองชุดเกราะของผมก็ส่งเสียงราวกับเครื่องจักรทำงานดังขึ้น

         แกร็ก!

         ทันใดนั้นใต้เกราะบริเวณคอพลันมีชิ้นส่วนสีดำก่อตัวขึ้นมาเป็นแผ่นอย่างรวดเร็วไล่ไปตั้งแต่คอที่เปิดโล่งไปจนถึงศีรษะ ชิ้นส่วนสีดำที่ก่อตัวขึ้นมากลายเป็นหมวกเกราะปิดบังทั้งใบหน้าของผม พร้อมกับเปล่งแสงสีแดงสองดวงอันเป็นจุดของดวงตา

         เอฟเฟกต์สุดเท่ของชุดเกราะเริ่มทำงานแล้ว Battle Mode (โหมดต่อสู้)

         สาเหตุที่ชุดเกราะเซ็ตนี้ไม่มีหมวกเกราะเหมือนชุดเกราะเซ็ตอื่น นั่นเป็นเพราะว่าเกราะส่วนหัวมันรวมอยู่ในเกราะส่วนลำตัวอยู่แล้ว และไม่ต้องห่วงว่าจะถูกลอบโจมตีระหว่างที่ Battle Mode ยังไม่ทำงาน เพราะเกราะส่วนหัวจะปรากฏขึ้นมาทันทีที่ผู้สวมใส่ได้รับอันตราย จึงไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะถูกยิงเข้าที่หัว หรือการลอบโจมตีจากด้านหลัง

         อีกเหตุผลหนึ่งที่ผมเลือกใส่ชุดเกราะเซ็ตนี้ทั้งที่ยังมีชุดเกราะเซ็ตอื่นที่มีพลังป้องกัน และเอฟเฟกต์ที่ดีกว่านี้ นั่นก็เพราะว่ามันเท่ยังไงล่ะ

         ขณะที่ผมกำลังใช้มือซ้ายถือผลไม้ลูบคลำหมวกเกราะด้วยความประทับใจอยู่นั้น เสียงกระแทกเท้าหนักพลันดังขึ้น พร้อมกับร่างของสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดกำลังย่างสามขุมมาหาผมด้วยท่าทางมุ่งร้ายพลางชูไม้ตะบองในมือด้วยท่าทางเชิงข่มขู่

         ไม่ว่าใครหากเจอสัตว์ประหลาดสูง 4 เมตร เดินเข้ามาหาด้วยท่าทางน่ากลัวก็ต้องถอยหนีกันเป็นธรรมดา ผมเองก็เช่นกัน ด้วยความที่ทำอะไรไม่ถูกจึงเผลอก้าวถอยหลังด้วยความลืมตัว

         พริบตาที่ผมขยับตัว เจ้าสัตว์ประหลาดสูง 4 เมตรก็ได้พุ่งเข้าใส่ผม ไม้ตะบองในมือของมันโบกสะบัดไปมาพร้อมกับคำรามเสียงดังลั่น ทุกการก้าวเท้าจะส่งเสียงดังอึกทึกครึกโครม และก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนไปทั่วบริเวณ

         แม้การพุ่งตัวของมันจะดูรวดเร็วก็ตาม แต่ในสายตาของผมมันดูเชื่องช้าชะมัด...

         มือซ้ายพลันขว้างผลไม้ทิ้งไป พร้อมกับวิ่งสวนเข้าใส่ร่างยักษ์ตรงหน้า สองมือกำด้ามจับดาบยักษ์สีดำไว้แน่น พลางก้มตัวหลบไม้ตะบองที่เหวี่ยงเข้ามาให้เฉียดผ่านเหนือศีรษะ เข้าไปประชิดร่างของมันในชั่วอึดใจ

         "ฮว๊าก!?"

         เสียงร้องตกใจของสัตว์ประหลาดดังขึ้น แต่ผมก็ไม่สนใจบิดกายเบรกตัวโก่ง ก่อนจะเหวี่ยงดาบยักษ์สีดำจากล่างขึ้นบน ส่งคมดาบยักษ์สีดำทมิฬเฉือนตัดตั้งแต่เอวซ้ายขึ้นไปจนถึงใต้รักแร้ขวา แยกร่างของอสูรยักษ์ให้ร่างขาดสองท่อนกระเด็นไปคนละทิศคนละทาง

         ท่อนล่างเสียหลักล้มลงไปกลิ้งกับพื้น ส่วนท่อนบนถูกส่งลอยขึ้นไปกลางอากาศทั้งที่ยังมีเสียงร้องโหยหวนของอสูรยักษ์ดังอยู่ไม่ขาด

         ก่อนที่ท่อนบนจะตกลงมาบนพื้น พร้อมกับดิ้นพล่านอย่างเจ็บปวด เสียงร้องของมันดังระงมอยู่สักพักจนกระทั่งแน่นิ่งไป

         หลังสูงหายใจเข้าลึก ๆ เป็นจังหวะ ผมก็ทำการสะบัดดาบยักษ์สีดำในมือเพื่อสลัดเอาคราบเลือดออกไป

         ทั้งที่พึ่งจะฆ่าสิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ไป แต่จิตใจไม่รู้สึกหวั่นไหวสักเท่าไหร่ แม้แต่มือ หรืออารมณ์ของตัวเองยังไม่มีอาการสั่นสักนิด

         อาจจะเป็นอิทธิพลของร่างนี้ก็เป็นได้ล่ะมั้ง?

         แต่ทว่าความรู้สึกที่ได้ลงดาบคร่าชีวิตใครสักคนเป็นครั้งแรกมันแปลกประหลาดมาก ร่างกายมันขยับไปเร็วกว่าความคิดเสียอีก แม้จะมีสติอยู่ตลอดเวลาก็ตาม

         ราวกับว่าร่างกายมันไม่ใช่ของตัวเองอย่างไรอย่างนั้น...

         เอาเป็นว่าช่างมันจะเถอะ คำถามที่คิดไปก็ไม่มีวันได้คำตอบก็อย่าไปคิดให้เปลืองสมองเลย ขอแค่ให้ตัวเองอยู่รอดปลอดภัยจะอะไรก็ได้หมดนั่นแหละ หากความรู้สึกนี้มันช่วยให้ผมมีชีวิตรอดต่อไปก็ถือว่าเป็นเรื่องดีแล้วล่ะ

         สายตาภายใต้หมวกเกราะเบนไปมองร่างไร้ชีวิตที่ถูกผมแยกเป็นสองส่วนเองกับมือทางด้านหลัง สองเท้าเดินกลับไปตรวจดูสัตว์ประหลาดอย่างถี่ถ้วน แม้ว่าจะได้กลิ่นเลือด และเห็นเครื่องในที่กองอยู่บนพื้นก็ตาม แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกคลื่นไส้แต่อย่างใด

         ผมลองใช้มือจับร่างกายของมันดูก็พบว่ามันค่อนข้างแข็งพอสมควร หากเป็นอาวุธทั่วไปคงทำได้แค่สร้างรอยแผลตื้นเท่านั้น แต่มันกลับถูกคมดาบยักษ์สีดำของผมตัดผ่านอย่างง่ายดายเสียอย่างงั้น

         เมื่อค้นศพมันก็ไม่พบสิ่งของมีค่าอะไรนอกจากไม้ตะบองที่ทำขึ้นจากไม้ธรรมดา และผ้าหนังสัตว์ที่ปกปิด... เอ่อ... ของใหญ่เอาไว้อย่างลวก ๆ ผมจึงตัดสินใจลากร่างของมันมากองเอาไว้ แล้วหยิบเอาไม้แถวนั้นมาวางทับถมบนตัวของมัน

         จากนั้นผมก็เรียกประกายสายฟ้าขึ้นมาบนฝ่ามือ แล้วยื่นไปจ่อกองไม้ที่ทับถมอยู่บนศพของสัตว์ประหลาดยักษ์ ก่อนที่กองไม้จะเริ่มติดไฟจากความร้อนสูงของสายฟ้า ตามมาด้วยการลุกไหม้เป็นกองไฟกองใหญ่ในเวลาต่อมา

         ขืนปล่อยทิ้งไว้แบบนี้ เดี๋ยวศพก็เน่าก่อให้เกิดเชื้อโรคกันพอดี เพื่อความปลอดภัยต่อคนที่ผ่านมาแถวนี้ก็ต้องกำจัดทิ้งให้สิ้นซาก แม้จะมีความเป็นไปได้ยากที่จะมีคนมาเดินเล่นในป่าหนาทึบก็ตาม

         อย่างน้อยศพของเจ้ายักษ์ตัวนี้ก็จะกลายเป็นขี้เถ้า แล้วมีประโยชน์ต่อต้นไม้ใกล้ ๆ ในฐานะปุ๋ยล่ะนะ

    _________________________________________________


    ช่วงประวัติของอุปกรณ์สวมใส่
    ดาบแห่งอัศวินคาไลน์นา
              เดิมดาบเล่มนี้ถูกผลิตขึ้นสำหรับอัศวินที่ประจำอยู่อาณาจักรคาไลน์นา ถูกปลุกเสกด้วยเทคนิกพิเศษจากจอมเวทย์ประจำอาณาจักรทำให้ภายในดาบทุกเล่มสามารถเพิ่มพลังแฝงให้แก่ผู้ใช้เพื่อต่อกรกับศัตรูที่เป็นภัย แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่งอาณาจักรก็ได้ถูกอสูรทมิฬเข้าโจมตีจนอาณาจักรถึงคราวล่มสลาย          ดาบเล่มนี้จึงกระจัดกระจายไปทั่วจากทั้งอัศวินผู้หลบหนี หรือโจรขโมย สามารถพบเห็นได้บ่อยสุดจากในอาณาจักรคาไลน์นาที่ล่มสลายไปแล้วหลายร้อยปี ด้วยความที่ถูกปลุกเสกจากจอมเวทย์ชั้นสูง จึงทำให้ดาบเล่มนี้ไม่ผุผังแม้เวลาจะผ่านไปนานแล้วก็ตาม

    **หากถูกใจก็อย่าลืมคอมเม้นให้กำลังใจกันด้วยน้า~**

    อัพในวันที่ 2/7/2563