บทที่ สิบ
อากาศต้นคิมหันต์เริ่มร้อนแต่ตำหนักฟู่ตงไม่นับว่าได้รับผลกระทบเท่าไรนอกจากได้อาภรณ์ให้เข้ากับฤดูแล้วนางยังได้น้ำแข็งคลายร้อน่กลางวันอีกด้วยหลิวชิงเซียงยังไม่อยากจะเชื่อด้วยซ้ำตอนที่ขันทีน้อยมาแจ้งว่าฝ่าาประทานน้ำแข็งให้นางว่าเข้าฤดูร้อนแล้วจะมีน้ำแข็งจริงๆแต่ความคิดนั้นได้แจ้งแก่ใจว่าเขาสามารถส่งน้ำแข็งมาให้นางได้ในอากาศร้อนเช่นนี้
“วันนี้มีลิ้นจี่น้ำเชื่อมด้วยเพคะหลี่กุ้ยเหริน” ฟ่านหรูเอ่ยขณะที่วางอาหารที่ได้รับมาจากห้องเครื่องลงที่กลางโต๊ะ
“ลิ้นจี่หรือ?” นางเคยได้ยินแต่ไม่เคยได้ลิ้มรสลิ้นจี่มาก่อนหลิวชิงเซียงชะโงกตัวไปมองลูกกลมๆ ที่ลอยอยู่กลางน้ำใส
“ใช่เพคะ ห้องเครื่องเตรียมให้พิเศษได้รับอยู่เพียงไม่กี่ตำหนักเท่านั้น”
หลิวชิงเซียงพยักหน้า“ความจริงพวกเ้าไม่ต้องไปรับอาหารเองก็ได้เวลานี้มีคนเต็มตำหนักไม่ใช่อย่างแต่ก่อน” นางสงสารที่คนสนิททั้งสองต้องรับหน้าที่หลายอย่างแต่ก่อนนางชอบที่จะให้อิงหลานฟ่านหรูอยู่ห่างสักหน่อยเพราะตอนอยู่ตำหนักเก่าแทบไม่มีพื้นที่ส่วนตัวแต่พออยู่ตำหนักฟู่ตงมีห้องหับมากมายแอบหลบไปไหนก็ง่าย
“ความจริงทางห้องเครื่องก็แจ้งว่าจะมาส่งให้เช่นกันเพคะแต่เห็น่นี้ยุ่งเพราะใกล้ถึงวันบวงสรวงคิดว่าหลังผ่านพิธีไปพวกหม่อมฉันสองคนก็ไม่ต้องไปห้องเครื่องเองแล้ว” อิงหลานจัดเตรียมอาหารเสร็จก็ถอยตัวออกมา
“ได้หรือที่ห้องเครื่องจะส่งมาเองไม่ผิดกฎหรือ?แล้วบวงสรวงอะไร?”
“ได้สิเพคะเื่นี้ไม่มีตายตัวหรอกเ้าค่ะถ้าไม่ใช่ตำหนักเฉียนชิงหรือยู่คังก็อยู่ที่ห้องเครื่องจัดสรรแล้วแต่เวลานี้ทั้งวังล้วนรู้ว่าฝ่าาโปรดเสด็จตำหนักใด” สมกับเป็วังหลัง ย่อมรู้ทิศทางลมจะตักอาหารก็ควรดูเ้าของจาน
“ส่วนพิธีบวงสรวงเป็พิธีกรรมประจำเมืองที่ฝ่าาจะต้องเสร็จออกไปกราบไหว้ที่ลานบวงสรวงเพคะ่นี้น่าจะเกณฑ์คนไปที่นู่นกันเยอะห้องเครื่องเลยจัดหาคนมาไม่ทัน”
เื่ห้องเครื่องเป็ต้นอ้อลู่ลมไม่ใช่อะไรน่าแปลกใจแต่เื่ที่ฮ่องเต้จะต้องเสด็จออกนอกวังเื่นี้นับว่าเป็ข่าวดี่นี้บุรุษผู้นั้นทำตามที่พูดไว้จริงๆ เขามาทานอาหารเย็นกับนางทุกวันดีที่พอทานอาหารก็กลับตำหนักเฉียนชิงไปนางภาวนาอยู่ทุกวันให้เขาไม่ค้างที่ตำหนักฟู่ตง แต่ไม่รู้จะเป็เช่นนี้อีกนานขนาดไหนถ้านางจะเบาใจได้สักสองสามวันตอนเขาไม่อยู่ในวังหลังก็นับว่าเป็เื่ดี
“แล้วฝ่าาจะไปกี่วันหรือ?”
“ปกติก็เกือบสัปดาห์รวมเดินทางและพิธีเพคะ”
หลิวชิงเซียงเผลอพ่นลมอย่างถูกใจตั้งหนึ่งสัปดาห์เชียวที่นางจะได้ใช้ชีวิตอย่างไร้กังวลนางก้าวไปนั่งที่โต๊ะแล้วเตรียมทานอาหารอย่างสุขสบายใจแต่อิงหลานเอ่ยบางอย่างขัดขึ้นมาเสียก่อน
“จริงสิปีนี้ฝ่าาจะให้ใครเป็ผู้รับหน้าที่ผูกปลายผ้ากันนะ”
“ก็คงเป็องค์หญิงเล่อเยว่เช่นเดิมละมั้ง” หลังอิงหลานเปิดคำถามมาฟ่านหรูก็เอ่ยตอบต่อกันพิธีบวงสรวงของแผ่นดินจินหยางดั้งเดิมนางไม่รู้เื่ด้วย บวงสรวงเพื่ออะไรทำอะไรบ้างผูกปลายผ้าคืออะไรทำไมถึงต้องมีองค์หญิงเล่อเยว่ผู้เป็องค์หญิงหนึ่งเดียวของราชวงศ์แต่นี่ไม่ใช่เื่ของคนต่างเผ่าหลิวชิงเซียงใคร่จะใส่ใจจับตะเกียบคีบของกินใส่ปาก
“แต่ไม่แน่ ครั้งนี้ฝ่าาอาจจะเลือกผู้อื่นก็ได้เช่น..สนมคนโปรด”
“อึก แคกๆ” ข้าวยังไม่ทันได้กลืนลงคอคำพูดแสลงก็แทรกเข้าหู นางสำลักคำโตน้ำหูน้ำตาไหลสองนางกำนัลรีบเข้ามาลูบหลังส่งน้ำให้ดื่ม
“เป็อะไรไหมเพคะ”
ผู้เป็นายรีบโบกมือ“ไม่เป็ไรๆเมื่อครู่เ้าว่าอะไรนะอิงหลาน”
“ก็พิธีบวงสรวงอย่างไรเพคะ” สองคนสนิทเริ่มเล่าให้ฟังความเป็มาของพิธีพิธีนี้ฝ่าาจะเสด็จไปที่ลานพิธีทางใต้ใกล้อุทยานหยวนโฉ่ว มีการเซ่นไหว้รวมสามคืนโดยปกติผู้รวมพิธีจะเป็ผู้ครองมงกุฎหงส์ แต่หลังจากที่ตำแหน่งฮองเฮาว่างมาหลายปีผู้รวมพิธีก็เปลี่ยนมาหลายคน จนมาปีหลังๆ ที่เป็องค์หญิงเล่อเยว่ผู้ผูกปลายผ้าอีกด้านในวันสุดท้ายของขั้นตอนที่เปลี่ยนผ้าให้กับเสากลางพิธีสองต้นแต่พิธีบวงสรวงนี้จัดที่ใกล้อุทยานหยวนโฉ่วที่อยู่กลางเขาทั้งกลางฤดูร้อนพืชพันธุ์จึงอุดมสมบูรณ์ และไม่มีพิธีการขนบเท่าวังหลังพวกนางกำนัลหลายคนจึงอยากติดตามไปด้วยเพื่อจะได้ไปชมอุทยานหรือเมืองใกล้ๆแม้แต่อิงหลานฟ่านหรูก็ยังอยากไปเพราะได้ยินนางกำนัลเก่าๆ เล่าให้ฟังกันเยอะ
“สามารถไปชมอุทยานและเมืองใกล้ๆได้หรือ?”สิ่งนี้ถูกจี้เข้ากลางใจอยู่วังหลังแบบนี้หนีออกไปไม่ได้ แต่ถ้าได้ไปร่วมพิธีบวงสรวงนางจะหลบเข้าเมืองได้นางอยากส่งจดหมายให้หลี่เสวี่ยสักครั้งเพราะตอนนี้นางไม่รู้ทางอื่นไม่สามารถฝากฝังใครให้ทำหน้าที่นี้ได้
“ใช่เพคะ คนอื่นก็ว่ามาเช่นนี้แต่ไม่ใช่ทุกคนจะได้รับหน้าที่ให้ร่วมติดตาม”
ครั้งนี้มาดูกันว่าตัวนางได้รับความโปรดปรานจริงหรือไม่หลิวชิงเซียงรู้ว่านี่อาจจะเป็หนทางเดียวก็เป็ได้คืนนี้จึงเป็คืนที่นางเฝ้ารอการมาของบุรุษเ้าของวังหลังเพียงครั้งเดียวนับแต่อยู่ที่นี่มา
หลิวชิงเซียงย้ายมายืนที่หน้าตำหนักเมื่อใกล้ถึงเวลายามซวีสองเค่อยังเหลือแสงร่ำไรที่ปลายขอบฟ้า หญิงงามในอาภรณ์สีขาวลายเมฆสีครามยืนลำพังที่หน้าตำหนักโม่เหวินหานที่กำลังย่างก้าวพลันชะงักเมื่อเห็นสิ่งตรงหน้า เท้าย่างก้าวนิ่งยกไม่ขึ้นดั่งมีหินถ่วงเอาไว้หลายร้อยชั่งเหมือนเป็ภาพคุ้นตาแต่ก็ไม่คุ้นเคยอีกแล้ว เมื่อได้สติร่างสูงก็รีบก้าวเดินไปหาหญิงสาว“สนมรักเหตุใดมายืนที่นี่”
“หม่อมฉันมารอฝ่าาเพคะ”
“หืม? รอเรา?” แปลกนัก ทุกวันมีแต่ไล่เขาออกไปหลังกินอาหารเสร็จทีไรก็บ่นง่วงบ้าง เหนื่อยบ้าง อยากจะพักผ่อนแต่ไฉนวันนี้มารออยากพบเขานัก
“ใช่เพคะเมื่อกลางวันหม่อมฉันได้ลองลิ้นจี่ในน้ำเชื่อมถูกใจมากเลยขอให้ห้องเครื่องส่งมาอีก อยากให้ฝ่าามาทานด้วยกัน”
หลี่ต้ากงผู้โค้งตัวอยู่หลังฝ่าาได้ยินพระสนมคนโปรดเอ่ยเช่นนี้ก็พยักหน้าถูกใจผู้เป็นายของเขามาฝากท้องที่นี่หลายคืนแล้วแต่หลี่กุ้ยเหรินช่างไม่รู้ความไม่ปรนนิบัติเอาอกเอาใจไม่รั้งให้อยู่ค้างที่ตำหนักแถมยังไล่อีกฝ่ายกลายๆ อยู่ทุกคืน ฮ่องเต้ก็ช่างใจดีไม่หักหาญน้ำใจเลยส่งผลให้เดินกลับตำหนักเฉียงชิงอย่างคนเหงาๆ ทุกคืน ครั้งหนึ่งเขาเคยใจกล้าถาม ‘เสด็จไปตำหนักสนมอื่นไหมพ่ะย่ะค่ะ’ กลับถูกกริ้วทั้งถูกกำชับว่าห้ามพูดถึงตำหนักอื่นให้ได้ยินอีกไม่รู้อะไรเข้าสิงหลี่กุ้ยเหริน แต่คืนนี้ฝ่าาคงพอพระทัยอย่างมาก
“เพราะลิ้นจี่จริงหรือเ้านี้เห็นแกกินเสียจริง” โม่เหวินหานมีหรือจะเชื่อคำสตรีแสนดื้อผู้นี้แต่เขาจะเล่นตามน้ำไปก่อนเขาจิ้มปลายจมูกรั้นของนางอย่างหยอกล้อก่อนจะคว้ามือบางมากุมเตรียมพาเข้าตำหนักจังหวะแรกที่เขาััมือนางเกือบสะบัดหนี แต่ไม่รู้เื้ัอะไรนางจึงยอมอยู่นิ่งให้เขาจับ
ในตำหนักประทับยามค่ำคืนแสงจันทร์ส่องลอดเข้ามาทางหน้าต่างบานใหญ่สะท้อนโต๊ะอาหารไม้จันทน์แดงที่ประดับด้วยสำรับอาหารเรียบง่ายแต่รสเลิศฮ่องเต้ประทับบนเก้าอี้สูง ดวงตาดูเผินๆ สงบนิ่งแต่แฝงแววขันเมื่อทอดมองสนมตัวน้อยผู้ยืนอยู่ด้านข้างนางอยู่ในชุดผ้าไหมบางเบาสีครามประดับลวดลายเมฆาสะท้อนแสงอ่อนๆ
หลังเสวยเสร็จหลิวชิงเซียงก็ลุกขึ้นไปหยิบลิ้นจี่น้ำเชื่อมมาวางที่หน้าบุรุษผู้มีสายตากรุ้มกริ่มนางย่อกายถวายความเคารพด้วยกิริยางดงามตอนถอยหลังออกมาเวลานี้นางอยู่กับเขาสองคนเพราะไล่นางกำนัลทั้งสองออกไปแล้วแต่นางไม่กลับไปนั่งที่เดิมแต่กลับเอ่ยเสียงแ่กับคนตรงหน้า “ฝ่าาเพคะ คืนนี้จันทร์งามยิ่งหม่อมฉันมองแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าเพราะมีฝ่าาปกครองบ้านเมืองประชาชนถึงสบายใจเวลาชมจันทร์ถึงเพียงนี้”
โม่เหวินหานเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนแย้มสรวลบางเบา “เ้าไม่เคยพูดจาเช่นนี้มาก่อนมีสิ่งใดในใจ?”
หลิวชิงเซียงเหลือบสายตาขึ้นสบพระพักตร์อีกฝ่ายเล็กน้อยก่อนรีบก้มลงหลบตาไม่แปลกที่เขาจะรู้ ขนาดนางพูดเองยังกระดากอาย “หม่อมฉันเพียงคิดว่าผืนแผ่นดินนี้ช่างโชคดีที่มีฝ่าาทรงดูแลประชาชนทุกผู้ล้วนอยู่เย็นเป็สุข หม่อมฉัน..รู้สึกปลื้มปีติอย่างยิ่งเพคะ”
ฮ่องเต้ผู้สวมอาภรณ์สีทองหลุดเสียงหัวเราะเสียงนั้นเต็มเปี่ยมด้วยความขบขันอย่างยิ่ง “เ้าไม่ต้องพูดให้เราชื่นใจถึงเพียงนี้หรอกมีอะไรก็พูดมาตรงๆ เถิด”เขาอยากรู้เสียเต็มประดาทำไมคืนนี้นางถึงต้องฝืนตัวเองเอาใจเขานักหนา
หลิวชิงเซียงลังเลเล็กน้อยก่อนค่อยๆขยับเข้าไปใกล้ ทิ้งระยะห่างเพียงไม่กี่ก้าว “ฝ่าา..ในอีกไม่กี่วันจะมีพิธีบวงสรวงที่นอกเมือง หม่อมฉันได้ยินว่าเป็พิธีสำคัญ” นางหยุดเว้น่อึดใจพลางช้อนสายตามองสบอีกฝ่ายแฝงด้วยแววตาออดอ้อน “หม่อมฉันเพียงคิดว่าคงดีถ้าได้ตามไปถวายงานเคียงข้างฝ่าาเพคะ”
เข้าใจแล้วนางกำลังเอาใจเขาเพื่อหวังผลนี่เอง คงอยากจะออกไปโลดแล่นเป็แมวดื้อนอกวังสินะ “เ้าอยากติดตามเราไปร่วมพิธีบวงสรวง?” โม่เหวินหาทวนคำมองสบตานางด้วยสายตาคมกริบ
“เพคะหม่อมฉันคิดว่าการได้เห็นพระองค์เข้าพิธีบวงสรวงซึ่งนำมาถึงความร่มเย็นเป็เกียรติอย่างสูงของหม่อมฉัน” หลิวชิงเซียงตอบพร้อมวางมือไว้แนบอก
“เ้าช่างรู้จักใช้คำพูดงดงามเสียจริง” ฮ่องเต้แย้มสรวลอย่างถูกใจก่อนลุกขึ้นยืนแล้วค่อยๆ ก้าวเข้ามาใกล้สนมของตนเอง
หลิวชิงเซียงทำได้แต่ยืนนิ่งมือทั้งสองกำชายกระโปรงเบาๆ ใจเต้นแรงเมื่ออีกฝ่ายขยับเข้ามาจนใกล้เกินควร “ฝ่าา..?”
ผู้เป็ฮ่องเต้ไม่ตรัสเอ่ยอะไรทำเพียงยื่นมือไปแตะไหล่นางอย่างแ่เบา แล้วจงใจโน้มพระวรกายลงเล็กน้อยคล้ายจะกระซิบคำใดบางอย่าง ทว่าพระสุรเสียงกลับแ่พร่า “เ้าช่างมีเล่ห์กลนัก รู้ไหมว่าในยามเ้าพูดหวานเช่นนี้เราแทบอยากรับปากเ้าทุกเื่”
ส่วนมืออีกข้างที่ซ่อนอยู่ด้านหลังค่อยๆเลื่อนมาโอบเอวร่างบางเบาๆ ส่งผลให้นางสะดุ้งเล็กน้อยก่อนแหงนหน้าขึ้นด้วยความใ ดวงตาเบิกกว้าง “พระองค์..”
“หรือเ้าจะปฏิเสธ?” บุรุษผู้นี้แสร้งเอียงใบหน้าเข้ามาใกล้แววตาคล้ายเ้าเล่ห์แต่เปี่ยมไปด้วยอำนาจ
หลิวชิงเซียงได้แต่หลบสายตาใบหน้าแดงระเรื่อ“หม่อมฉันมิกล้าเพคะเพียงแต่..”
“เพียงแต่อะไร?” ฮ่องเต้ตรัสพร้อมจุดปากขึ้นก่อนกระชับวงแขนที่โอบกอดเบาๆ “เ้ามีความตั้งใจถึงเพียงนี้เช่นนั้นเราจะให้เ้าไปด้วยก็ได้แต่มีข้อแม้”
หลิวชิงเซียงหายใจติดขัดรอฟังแต่เขาก็ไม่พูดให้จบกลับรู้สึกถึงความอบอุ่นจากวงแขนของเขาที่รัดแน่นขึ้นเรื่อยๆ “ขอบพระทัยเพคะแต่ข้อแม้ใดพระองค์โปรดแจ้งให้หม่อมฉันกระจ่างแก่ใจที”
“ไว้ไปถึงเราจะบอกอีกที แต่หวังว่าเ้าจะไม่ทำให้ผิดหวัง” อยู่ๆเขาก็คลายอ้อมแขนแล้วผละออกเล็กน้อย แต่ยังคงยืนอยู่ใกล้ก่อนทรงปรายตามองนางอย่างพึงพอใจ “ไปนั่งที่เถิดมากินลิ้นจี่ที่เ้าชอบกัน เดี๋ยวเราป้อนเ้าเอง”
หลิวชิงเซียงก้มหน้ารับคำก่อนถอยไปนั่งตามที่อีกฝ่ายบัญชา ทว่าในใจกลับเอ่อล้นไปด้วยความยินดีและหวั่นไหวในเวลาเดียวกันก็เขาไม่ยอมบอกข้อแม้ให้นางฟัง.. ‘ฮ่องเต้มากเล่ห์’ นางค่อนขอดเขาในใจ
ยามสายวันฟ้าใสแสงอาทิตย์สาดส่องลงมายังประตูเมืองหลวงเวลาัท่องฟ้าชาวบ้านรอชมภาพขบวนเสด็จที่จัดเรียงอย่างยิ่งใหญ่ ขบวนม้ามงคลประดับด้วยพู่ไหมสีแดงสดนำหน้าขบวนกลองศึกขนาดใหญ่ตีเป็จังหวะกังวานขับไล่ลมหนาว แจ้งเวลาฤดูร้อนมาถึงอย่างเป็ทางการเป็เสียงที่ก้องสะท้อนทั่วทั้งเมืองหลวง
สองข้างทางเต็มไปด้วยชาวบ้านในเสื้อผ้าสะอาดเรียบร้อยทุกคนน้อมตัวลงต่ำแสดงถึงความเคารพสูงสุด เด็กเล็กวัยเยาว์นั่งอยู่บนบ่าของบิดามารดาใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มระคนตื่นเต้นที่ได้เห็นขบวนเสด็จยิ่งใหญ่ของรอบปี
กองทหารองครักษ์ในเกราะเหล็กสีดำขลับยืนเรียงรายสองฝั่งอย่างเคร่งขรึมทวนในมือสะท้อนแสงแดดวาววับ ยามที่พวกเขาก้าวเดินล้วนเต็มไปด้วยความสง่างาม
กลางขบวนเป็ราชยานัทองคำแกะสลักจากทองแท้และประดับด้วยอัญมณีล้ำค่าหัวัเงยขึ้นสู่ฟ้าลากจูงด้วยอาชาศึกกล้าแปดตัวราวกับจะประกาศศักดาของแผ่นดินที่ซึ่งองค์ฮ่องเต้ทรงประทับด้านใน บุรุษผู้สวมฉลองพระองค์สีทองปักลายัห้าเล็บแววพระเนตรนิ่งสงบแต่แฝงด้วยอำนาจล้นฟ้าท่าทางสงบเยือกเย็นพระเกศาเกล้าขึ้นอย่างประณีตประดับมงกุฎหยกขาว
ถัดจากนั้นเป็ราชรถผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ติดตามขบวนของเหล่านางในวังหลังหนึ่งในนั้นคือหลี่กุ้ยเหรินที่นั่งอยู่ภายในสวมชุดสีครามปักลายดอกบัวด้วยไหมทอง ชุดพิธีการที่ได้รับประทานมาผมยาวถูกเกล้ามวยอย่างงดงามประดับด้วยปิ่นหยกผีเสื้อราวมีชีวิตพร้อมเส้นไหมระย้าทิ้งตัวลงมาด้านข้างนางแย้มม่านแอบมองชาวบ้านที่น้อมส่งเสด็จเล็กน้อยแล้วรีบปิด
จากนั้นจึงเป็ขบวนตามด้วยขุนพลและขุนนางระดับสูงทุกคนในชุดคลุมยาวที่แสดงถึงยศถาบรรดาศักดิ์
เสียงไชโยโห่ร้องของชาวบ้านดังกึกก้องเมื่อขบวนเสด็จเคลื่อนตัวผ่าน ชายหนุ่มหญิงสาวโบกมือด้วยความตื่นเต้นบางคนประสานมือไหว้ต่ำจนหน้าผากแนบพื้นเพื่อแสดงความจงรักภักดี เด็กๆ ะโเสียงใส“ทรงพระเจริญ! ทรงพระเจริญ!”
ขบวนเสด็จเคลื่อนตัวไปช้าๆผ่านประตูเมืองสู่ถนนสายหลักมุ่งหน้าสู่นอกเมืองที่ใช้ประกอบพิธีบวงสรวงพร้อมเสียงแตรสังข์ดังเป็จังหวะสลับกับเสียงกลองและเพลงดนตรีบรรเลงจากเหล่าคนดนตรีในขบวนชาวบ้านยังคงโบกมือตามขบวนจนหายลับไปจากสายตา
หลังขบวนพ้นประตูเมืองมาได้สักพักเสียงอึกทึกก็เงียบลงขบวนโอ่อ่ายาวเหยียดกลับมาอยู่ในความเงียบอีกครั้งหลิวชิงเซียงแอบเลิกม่านมองสอดส่องด้านนอกความรู้สึกที่ว่าอิสระอยู่ห่างเพียงเอื้อมมือเป็เช่นนี้เองหากว่า่ที่ขบวนเสด็จพักแล้วนางแอบหลบหนีไปขอเพียงสักชั่วยามถ้าไม่มีใครสังเกตว่านางหายไปนางน่าจะรอดได้แต่เท่ากับนางหาเื่เดือดร้อนให้เผ่า หลิวชิงเซียงทำได้แต่ถอนหายใจต้องใช้แผนการเดิม ขอเพียงหลบออกไปส่งจดหมายเท่านั้นก็พอหลี่เสวี่ยจะได้ไม่เป็กังวลมากนัก
จากนี้นับไปอีกหนึ่งวันขบวนเสด็จจะถึงลานพิธีบวงสรวงฉะนั้นคืนนี้ขบวนจะหยุดพักที่วัดฉงหนานสถานที่เช่นนี้ควรสำรวมแสดงว่านางไม่น่าจะถูกเรียกไปปรนนิบัติเพราะนอกจากนางแล้วก็ไม่มีสนมคนใดติดตามมาอีก มีเพียงไท่เฟยไท่ผินและองค์หญิงเล่อเยว่เท่านั้น
นางไม่คิดอะไรมากอยู่แล้วที่จะพักแบบสมถะแค่เพียงคืนเดียวข้าวของก็ไม่ได้เอามาเยอะจึงจัดของเสร็จเร็วอิงหลานฟ่านหรูต่างหากที่พยายามขนอาภรณ์มากมาย
“หลี่กุ้ยเหรินเหนื่อยไหมเพคะนั่งในราชรถทั้งวัน ให้หม่อมฉันนวดให้ดีไหมเพคะ”
“เอาอะไรมาเหนื่อยเล่าเบาะก็นุ่มหลับแทบตลอดทาง ข้าเสียอีกที่ต้องถามพวกเ้า รีบอาบน้ำแล้วเข้านอนเถอะ” หลิวชิงเซียงโบกมือไล่นางกำนัลทั้งสองให้ไปพักผ่อนเสียบ้างส่วนตัวเองจะได้หาที่สงบแอบร่างจดหมายที่นางไม่ร่างจดหมายก่อนที่จะออกเดินทางเพราะเกรงจะมีคนแอบมาพบเห็นอยู่ในตำหนักมีสายตาหลายคู่แต่จากนี้ไปจะมีเพียงอิงหลานฟ่านหรูเท่านั้นแต่นางสามารถพอจะหลบเลี่ยงได้แปลกที่แปลกทางยากจะสังเกต
เมื่อคล้อยหลังคนสนิทจนมั่นใจว่ากลับไปพักผ่อนแล้วหลิวชิงเซียงก็แอบลุกมาเริ่มฝนหมึกที่เตรียมมาทันทีน้ำหมึกเริ่มได้ที่ยังไม่ทันจะได้จรดพู่กันลงที่กระดาษเสียงประตูชั้นนอกก็เปิดออกพู่กันในมือถูกวางลงนางถอยหลังกลับไปที่เตียงแต่ยังไม่ทันล้มตัวนอนประตูก็เปิดออก
“ดีจริงที่เ้ายังไม่หลับ” บุรุษหน้าเหม็นผู้นี้อีกแล้วเขามาทำไม?
“ฝ่าาเสด็จมาประสงค์สิ่งใดเพคะ” หญิงสาวไม่แม้แต่จะทำความเคารพนางถามกลับโต้งๆ หากแต่อีกฝ่ายไม่ตอบ ร่างสูงเดินดุ่มๆไปคว้ามาเสื้อคลุมตัวหนาแล้วยื่นให้นาง “สวมก่อนที่นี่อาการกลางคืนเย็น”
“..หม่อมฉันจะนอนแล้วเพคะไม่ต้องสวมก็ได้เพคะ”
“เราอยากไปผูกด้ายมงคลท้ายวัด”