“เอาเถอะ ตัวอาจารย์เพียงกล่าวต่อเจ้าว่าอย่าทะนงในความแข็งแกร่งตนมากไปเท่านั้น หากแต่ถ้ามีคนมาเหยียดยามต่อตัวเจ้า หรือกระทำใดๆต่อผู้ที่เจ้ารัก ถึงยามนั้นเจ้าจงตอบโต้มันกลับไป ทั้งยังต้องทดแทนต่อมันผู้นั้นด้วยสิ่งที่มากกว่าถึง 100เท่า 1000 เท่า”
น้ำเสียงของหยางจิ่นที่กล่าวต่อศิษย์มันยามนี้นั้นพลันเกิดความแข็งกร้าวรุนแรงขึ้น หลังจากกล่าวเสร็จตัวมันพลันบังเกิดรอยยิ้มอย่างภาคภูมิขณะที่มองไปยังตัวของหยางเทียน
“แต่ยามนี้เจ้าต้องเลิกทำความเข้าใจตำราพวกนี้ก่อน หากอาจารย์จำไม่ผิดหลังจากเจ้าหายดีแล้วต้องไปพบกับหัวหน้าตระกูลหยางเพื่อทดสอบพรสวรรค์อีกครั้งกระมัง”
หลังจบคำกล่าวของหยางจิ่น แววตาของหยางเทียนพลันเปิดกว้างออก ยามนี้ย่อมแน่ชัดว่ามันลืมเลือนคำกล่าวที่หัวหน้าตระกูลกล่าวต่อมันไปเสียสนิท ชนิดที่ว่าหากไม่มีใครมากระตุ้นเตือน มันย่อมไม่สามารถจดจำขึ้นมาได้อีก
“เจ้าจงไปพบหัวหน้าตระกูลเถอะ หากเจ้าทำธุระเสร็จแล้วค่อยกลับมาหาอาจารย์พรุ่งนี้ตอนเช้า อาจารย์จะสอนเจ้าปรุงยาขั้นพื้นฐาน” หยางจิ่นยังคงกล่าวออกด้วยใบหน้าแย้มยิ้มประกอบกับนำเสียงอันอบอุ่นทำให้หยางเทียนรู้สึกสบายในจิตใจ
หยางเทียนยามนี้โค้งศีรษะพร้อมเคลื่อนมือขึ้นมาเพื่อประสานไปยังอาจารย์ของมันเพื่อเป็นการทำความเคารพ ก่อนที่จะก้าวออกจากตำหนักคลังโอสถ
หากแต่ยามนี้เอง แทนที่มันจะตรงไปยังตำหนักหัวหน้าตระกูล มันกลับดิ่งพาร่างตนเองไปยังคนละทิศทางเสียอย่างนั้น เมื่อมองดูดีดีแล้วหนทางที่หยางเทียนไปนั้น ชัดเจนว่าเป็นทิศทางที่บ้านของมันตั้งอยู่
“หยางเทียนนั่นลูกกลับมาแล้วหรือ” ทันทีที่หยางเทียนก้าวผ่านพ้นประตูเข้าไปในตัวบ้าน มันพลันได้ยินเสียงอันคุ้นเคยที่แสนจะอบอุ่นเป็นที่สุดดังรอดผ่านโสตประสาทมันเข้ามา ส่งผลให้ใบหน้ามันยามนี้ไม่อาจอดกลั้นลอยยิ้มได้ เนื่องจากนี้เองเป็นบรรยากาศที่มันเฝ้าคิดถึงอย่างที่สุด
“ท่านแม่ ข้าขอโทษที่หลังจากจบการทดสอบก็ไม่ได้กลับมาบ้านก่อน ข้าคิดถึงกับข้าวของท่านแม่เป็นที่สุด” หยางเทียนกล่าวออกด้วยใบหน้าของเด็กแสนทะเล้นอย่างเด็กน้อยเมื่อกาลก่อนไม่มีผิดเพี้ยน
หยางซูหลังจากได้มองใบหน้าของบุตรชายมันยามนี้ พร้อมด้วยคำกล่าววาจาก่อนหน้า คนพลันบังเกิดรอยยิ้มอันอบอุ่นขึ้นสายหนึ่งด้วยความเอ็นดูต่อบุตรชายตรงหน้าของมัน
“แม่ได้ยินว่าเจ้าได้เข้าเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสหมอโอสถหยางจิ่นแล้ว เจ้าไม่คิดจะกล่าวบอกต่อมารดาเจ้า ต้องรอให้แม่อ่ยถามก่อนตลอดเลยหรือ” คำกล่าวของหยางซูแม้จะดูเหมือนเป็นการกล่าวออกด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย หากแต่ใบหน้าของนางยังคงประดับไว้ด้วยรอยยิ้มอันปิติสุขและอบอุ่นไว้เช่นเคย
“ลูกว่าจะบอกท่านแม่อยู่แล้วเชียว หากแต่ท่านแม่ของลูกกับเก่งกาจสามารถ รับรู้เรื่องราวนี้ก่อนที่ลูกจะบอกออกไปได้” วาจานี้เป็นดั่งกาลก่อนในยามที่มันทะลวงระดับที่หนึ่งแห่งลมปราณแรกกำเนิดได้ไม่ผิดเพี้ยน คำกล่าวของมันเต็มไปด้วยความซนของเด็กน้อยทั่วไปที่ต้องการเย้าแหย่มารดาตนเองเพียงเท่านั้น
หากใครได้มองดูการสนทนาระหว่างหยางเทียนและหยางซู คงไม่คาดคิดเป็นแน่ว่าเด็กน้อยที่ทะเล้นและดูท่าจะซุกซนนี้ กลับเป็นคนเดียวกันกับที่ลงมืออย่างโหดเหี้ยมต่อหยางกุ้ยบุตรชายของผู้อาวุโศลำดับสามแห่งตระกูลหยางอย่างไม่ไว้หน้า
“เจ้าลูกคนนี้ เลิกทำหน้าทะเล้นเย้าแหย่แม่เจ้าเสียที แม่ได้ยินว่าลูกกระดูกซี่โครงหักจากฝ่ามือเสียดนภาของผู้อาวุโสลำดับสามหยางหลง ลูกยังเจ็บที่ใดอยู่หรือไม่ ”
ทันทีที่หยางซูคุยกับบุตรชายไม่กี่ประโยค หญิงสาวพลันนึกขึ้นมาได้ว่าบุตรตนนั้นเมื่อสองวันก่อนได้รับฝ่ามือเสียดนภาของผู้อาวุโสหยางหลงจนบาดเจ็บสาหัส ทั้งข่าวนี้ยังแพร่สะพัดไปทั่วทั้งตระกูลหยาง ทำให้กาลก่อนนั้นหญิงสาวร้อนใจเป็นที่สุดและขณะที่หญิงสาวกำลังจะลุกจากเตียง นำพาร่างตนเองไปหาบุตรชายแล้วนั้น คนกลับถูกห้ามปรามไว้จากผู้อาวุโสลำดับห้าหยางจ้าวทันที ทั้งหยางจ้าวยังได้กล่าวกับหญิงสาวว่าหยางเทียนยามนี้อยู่กับหมอโอสถหยางจิ่นและทำการรักษาอยู่ห้ามมิให้ผู้ใดไปรบกวนเด็ดขาด หญิงสาวจึงได้ยอมล้มเลิกความตั้งใจ กลับไปนอนรักษาตัวจนหายดีแล้วจึงกลับมายังบ้านตนเองเมื่อคืนวานนี้
หากแต่ตัวหญิงสาวก็ไม่เคยคลายความกังวลและความเป็นห่วงต่อบุตรชายเลยแม้แต่ ในทันทีที่หญิงสาวเห็นร่างบุตรชายมาปรากฏตรงหน้า คนพลันดีใจจนลืมนึกเรื่องที่ตัวบุตรชายของตนเองได้รับบาดเจ็บสาหัสในกาลก่อนไปเสียสิ้น
“ข้าเพียงแค่กระดูกซี่โครงหักเท่านั้น ตอนนี้ข้าสมานมันเรียบร้อยแล้ว ท่านแม่อย่าได้เป็นกังวลเลย หากแต่ที่ลูกกลับมาในครั้งนี้เพื่อมาเยี่ยมท่านแม่ก่อนเท่านั้น ลูกเพียงคาดเดาว่าหากท่านแม่ยังไม่กลับ ลูกจะไปตามหาท่านแม่ที่ตำหนักท่านหยางจ้าวต่อ ไม่คาดคิดว่าท่านแม่จะกลับมาแล้วจริงๆ”
หยางเทียนกล่าวขณะที่ก้าวเข้าไปโผกอดแก่มารดาที่มันรักอย่างที่สุดหนึ่งคราก่อนผละมือตนเองออกมา
“หากเจ้าไม่รีบไปไหน ก็อยู่กินข้าวเช้ากับแม่ก่อนเถิด เดี๋ยวแม่จะเข้าครัวทำอาหารที่เจ้าชอบให้” หยางซูกล่าวไปยิ้มไปขณะที่หญิงสาวเดินเข้าครัวโดยไม่รอฟังคำตอบจากบุตรชายเสียด้วยซ้ำว่าจะอยู่หรือไม่อยู่
หยางเทียนเห็นดังนั้นมันพลันคิดว่า นี่มารดาของมันใช่กำลังมัดมือชกมันใช่หรือไม่ คำถามนี้คือสิ่งใดกัน มารดามันแทบไม่ต้องการคำตอบเสียด้วยซ้ำ ตัวมันในยามนี้ทำได้เพียงนั่งลงกลางโต๊ะอาหารกึ่งกลางบ้านเก่าๆผุพังตัวหนึ่งเท่านั้น
หากแต่หยางเทียนกลับไม่ได้รู้สึกไม่ดีอะไร กลับกันมันกระทั่งอยากร่วมทานอาหารกับมารดามันอีกครั้งมาตลอด ทั้งมันยังคิดว่าคนในครอบครัวย่อมสำคัญกว่าธุระอย่างอื่นอย่างไม่ต้องไปเสียเวลาคิดแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นธุระของผู้ใดหรือกระทั่งตัวตนอย่างหัวหน้าตระกูลก็ได้หาสำคัญไม่ หากเทียบกับการที่มันได้อยู่และทำกิจกรรมบางอย่างร่วมกับคนในครอบครัว
ตัวมันอยู่และรับประทานอาหารในช่วงเช้ากับหยางซู ทั้งยังได้คุยกันตามประสาแม่-ลูกอยู่เป็นนานสองนาน กระทั่งตะวันเคลื่อนตัวมาอยู่จุดกึ่งกลางของฟากฟ้า ชัดเจนว่านี่เป็นเวลาช่วงเที่ยงตรงแล้ว หยางเทียนจึงได้กล่าวต่อมารดาว่ามีธุระต่อที่ตำหนักหัวหน้าตระกูล ทั้งเมื่อเสร็จธุระมันต้องกลับไปฝึกฝนต่อกับอาจารย์ของมันต่อ อาจบางทีตัวมันอาจไม่ได้กลับบ้านอีก 2-3 วันเสียกระมัง
ก่อนที่ตัวมันจะก้าวเท้าออกจากบ้านไปมันได้บอกกล่าวต่อหยางซูผู้เป็นมารดาของมันว่า หากยามใดที่มารดาคิดถึงตัวมันก่อนที่ตัวมันจะกลับมายังบ้าน ให้มารดาไปพบมันที่ตำหนักอาวุโสหมอโอสถได้ทุกเวลา
เมื่อหยางเทียนเสร็จธุระที่บ้านตนเองแล้วนั้น คนพลันเร่งความเร็วสูงสุดไปยังทิศทางของตำหนักหัวหน้าตระกูลทันที เนื่องด้วยตัวมันคิดว่ามันชักช้าแล้วเต็มที ทั้งมันยังต้องการทรัพยากรอย่างมากในการทะลวงระดับของมันในยามนี้
ขณะที่หยางเทียนมาถึงหน้าประตูตำหนักหัวหน้าตระกูลแล้วนั้น คนพลันไม่นึกสิ่งใดอีก พร้อมก้าวออกเดินเข้าไปในตำหนักต่อทันที
หากแต่ขณะที่มันกำลังจะก้าวเข้าไปห้องส่วนกลางของตำหนักหัวหน้าตระกูลนั้น คนกลับเห็นบางสิ่งที่ตรึงดวงตามันไว้ยังจุดนั้น ทั้งยังตรึงกระทั่งร่างกายมันไม่ให้ขยับไปไหน เนื่องด้วยเบื้องหน้ามันยามนี้กลับปรากฏร่างของเด็กหญิงน้อยอันงดงามอย่างมากผู้หนึ่ง ทั้งผิวพรรณที่ราวกับหยกขาวช่างดูเหมาะกับใบหน้านางที่งดงามของเด็กหญิงน้อยนางนี้อย่างที่สุด
หยางเทียนพลันสังเกตไปที่ใบหน้าของเด็กหญิงตรงหน้าของมันนั้น พลันนึกขึ้นได้ว่านางนั้นคือหยางหลิงจื่อบุตรสาวของหัวหน้าตระกูลหยาง หากแต่ในกาลก่อนนั้นเด็กหญิงกลับไม่ได้คงความงดงามเช่นนี้ อาจเนื่องด้วยชุดการแต่งกายดั่งชายบุรุษที่หยางหลิงจื่อสวมใส่อันเป็นชุดที่เหมาะแก่การต่อสู้อย่างที่สุด ทำให้ความงามของนางถูกบดบังไป แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่สามารถบดบังดวงหน้าที่ประกายความสวยงามของหยางหลิงจื่อไปได้เสียหมด หากแต่หยางเทียนไม่ได้สนใจกับตัวตนของหยางหลิงจื่อเท่าใดนัก ตัวมันในกาลก่อนเพียงมุ่งหวังเรื่องของทรัพยากรเพื่อนำมาบ่มเพาะพลังต่อเท่านั้น เรื่องอื่นใดนอกจากนี้มันจึงเห็นเป็นเพียงเรื่องไร้สาระ
แต่หากนำมาเทียบเปรียบกับภาพใรครรลองจักษุตรงหน้าของมันในยามนี้แล้ว คงจะเทียบกันไม่ติดฝุ่นเลยทีเดียว เนื่องด้วยยามนี้เด็กหญิงน้อยไม่ได้แต่งกายด้วยชุดบุรุษเพื่อต่อสู้แต่อย่างใด นางเพียงแต่งกายด้วยชุดกระโปรงอันสดใสของหญิงสาวทั่วไปเท่านั้น เส้นผมที่เคยม้วนเกล้าขึ้นขณะต่อสู้ ยามนี้กลับปล่อยให้สยายออกมาดั่งนางเซียน ภาพตรงหน้านี้ส่งผลให้หัวใจของหยางเทียนเต้นกระตุกถี่อย่างรุนแรงด้วยความตื่นเต้นทั้งยังประหม่ากลับการเจอตัวตนราวกับเทพธิดาน้อยเช่นนี้
หากแต่ยามนี้เองเด็กหญิงน้อยพลันรู้สึกคล้ายดั่งว่ามีบุรุษเพศมายืนจ้องจนนางรู้สึกเสียวสันหลังขึ้นอย่างอดไม่ได้ จึงได้หันกลับไปมองทิศทางสายตาที่นางรู้สึก จนพบกับตัวตนของเหยางเทียนปรากฏขึ้นบนสายตาของนาง
ทันใดนั้นไม่ทันที่หยางเทียนจะได้ตกใจกลับการหันมาของหยางจื่อหลิงที่ประชันหน้ากับมันในยามนี้แต่อย่างใด ตัวมันพลันรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกจากจิตสังหารของหยางจื่อหลิงลอยออกมาเสียอย่างนั้น
“เจ้าเป็นใคร กล้าเข้ามาในตำหนักหัวหน้าตระกูลพร้อมทั้งใช้สายตาอันน่ารังเกียจจดจ้องมองตัวข้าบุตรสาวของหัวหน้าตระกูลหยาง ใช่ต้องการลิ้มรสดาบผ่านสมุทรของข้ากระมัง” คำกล่าวที่เย็นชาของเด็กหญิงน้อยพุ่งออกมาอย่างรุนแรงเป็นที่สุด ชัดเจนแล้วว่าหยางจื่อหลิงคาดคิดว่าหยางเทียนแอบเข้ามาเพียงเผื่อแอบดูตัวนาง ทั้งแววตาที่หยางเทียนจ้องมามาที่นางนั้นกลับคล้ายแววตาคะนึงหาอย่างหนึ่งอันน่ารังเกียจจากตัวบุรุษเป็นที่สุด
หากแต่เมื่อหยางจื่อหลิงกล่าววาจาจบเด็กหญิงน้อยไม่ได้รอให้หยางเทียนเอ่ยวาจาตอบกลับใดๆ กลับทะยานร่างของตนเองพร้อมกระชับกระบี่ผ่าสมุทรพุ่งตรงหาหยางเทียนทันทีพร้อมใช้ออกด้วยกระบวนท่า “หนึ่งกระบี่สบั้นสมุทร” อันเป็นทักษะระดับสูงขั้นต่ำ ชัดเจนว่าเด็กหญิงน้อยนั้นไม่ได้ต้องการเพียงแค่ทำให้บาดเจ็บเป็นแน่ หยางเทียนเห็นเช่นนั้น คนพลันสบถด่าขึ้นอยู่ภายในใจ ประกายตาคะนึงหาเมื่อครู่กลับมลายหายไปหมดไม่หลงเหลือใดใดต่อเด็กหญิงน้อยผู้งดงามตรงหน้า “บัดซบ ! เด็กหญิงน้อยนี่กลับไม่ทันให้ข้าตอบคำใดใดด้วยซ้ำ กลับพุ่งมาพร้อมทักษะวิชาระดับสูง เพื่อฆ่าข้าให้ตกตายเสียแล้ว ผู้หญิงทุกคนบนโลกเป็นเช่นนี้กันหมดหรือไม่”
หยางเทียนสบถอยู่ใจพร้อมเร่งเคลื่อนลมปราณโคจรสมุทรพร้อมรวมปราณแห่งฟ้าและดินด้วยท่วงท่ากลืนสวรรค์เพื่อสร้างเป็นเกราะแห่งวารีธาตุครอบคลุมตัวอย่างรวดเร็วด้วยพลังเต็มสิบส่วน ชัดเจนว่าเด็กน้อยไม่ได้ประมาทตัวตนตรงหน้าเลยแม้แต่นิดเดียว ทั้งมันในยามนี้ยังเคลื่อนลมปราณได้รวดเร็วกว่ากาลก่อนยิ่งนัก ด้วยมันในตอนนี้ได้ศึกษาอ่านตำรากายาชีพจรมนุษย์จนมีความเข้าใจอย่างมากเกี่ยวกับร่างกายรวมถึงเส้นลมปราณ ทั้งการเคลื่อนออกด้วยลมปราณแบบใดจึงกระทำได้รวดเร็วและเกิดผลเสียตามมาน้อยที่สุด ตัวมันย่อรู้วิธีการดังกล่าวเป็นอย่างดี
ขณะที่หยางจื่อหลิงกำลังพุ่งเข้ามาด้วยความรวดเร็วทั้งยังประกอบด้วยความรุนแรงและความกดดันจากทักษะหนึ่งกระบี่สบั้นสมุทรผนวกรวมกับกระบี่ผ่าสมุทรอันเป็นยอดแห่งศาสตราชั้นหลอมรวมด้วยแล้ว ยิ่งทำให้พลังของเด็กหญิงน้อยนี้นั้นรุนแรงขึ้นเป็นเท่าตัว หากแต่เมื่อนางใกล้จะถึงตัวหยางเทียนนั้นใบหน้าของเด็กหญิงกลับปรากฏสายตาแห่งความประหลาดใจถึงความเร็วในการเคลื่อนลมปราณสร้างเกราะคุ้มกายเพื่อต้านทานกระบวนท่านางได้ทันก่อนที่นางจะถึงตัวเช่นนี้
ทันใดนั้นหนึ่งกระบี่สบั้นสมุทรของหยางจื่อหลิงผ่าแหวกอากาศลงตรงส่วนอกของหยางเทียนอย่างถนัดมือ หากแต่เมื่อกระบี่กระทบลงไปนั้นกลับทะลวงไม่ถึงตัวของหยางเทียนแม้เพียงนิด กระทั่งผิวเกราะวารีของหยางเทียนกับถูกแยกออกไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
หยางจื่อหลิงพลันบังเกิดความตกตะลึงขึ้นบนใบหน้าอย่างอดไมได้ ทั้งปากของเด็กหญิงเองยังคงอ้าออกด้วยความตะลึงลานเช่นเดียวกัน ถึงแม้เด็กหญิงจะได้ยั้งมือไว้และใช้ออกด้วยพลังเพียงหกส่วน แต่กลับตัวตนของรุ่นเยาว์ทุกคนในตระกูลหยาง กระทั่งในเมืองฟ้าอำพันแห่งนี้ เด็กหญิงกลับมีความมั่นใจอย่างมากในการสยบทั้งสิ้น และในยามนี้เองก็ไม่ต่างกัน เด็กหญิงมั่นใจเป็นอย่างมากว่ากระบี่ของตนเองนั้นสามารถสร้างรอยแผลกระทั่งทำให้เด็กบุรุษตรงหน้าบาดเจ็บสาหัสได้อย่างแน่นอน
หากแต่ยามนี้เรื่องราวกลับกลายเป็นสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง กระบี่ของตนเองยามนี้นั้นอย่าว่าแต่ได้สัมผัสผิวกายของเด็กชายตรงหน้า แค่เพียงทะลวงชั้นแห่งวารีธาตุเพียงนิดยังกระทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
“ พวกเจ้าหยุดมือกันก่อนเสีย ” ในขณะที่ทั้งหยางเทียนกำลังตั้งใจรั้งเกราะแห่งวารีธาตุปกป้องตนเอง และ หยางจื่อหลิงกำลังเกิดความตระหนกอยู่นั้น กลับเกิดเสียงสายหนึ่งดังรอดออกมาจากข้างห้องอย่างกะทันหัน และเมื่อทั้งสองได้เคลื่อนสายตามองไปยังทิศทางของเสียงนั้น คนทั้งสองพลันรั้งลมปราณกลับทันที
หยางจื่อหลังพลันโค้งศีรษะลงเล็กน้อยพร้อมกล่าวออกด้วยวาจาเคารพ “ท่านพ่อ เด็กบุรุษตรงหน้าลูกนี้กลับกระทำอุกอาจบุกรุกเข้ามาในเขตของตำหนักหัวหน้าตระกูล ทั้งยังใช้สายอันลามกจ้องมองลูกอย่างไม่กระพริบตา ลูกเห็นดังนั้นจึงไม่อาจสะกดกลั้นอารมโกรธได้ จึงได้เกิดเรื่องราวเช่นก่อนหน้านี้” คำกล่าวของหยางจื่อหลิงต่อผู้เป็นบิดานั้นแม้น้ำเสียงจะเต็มไปด้วยความเคารพหากแต่ชัดเจนว่ายังมีประกายความขุ่นเคืองอยู่เล็กน้อยผสมอยู่
“ หะ ! ตัวข้าไปมองเจ้าด้วยความลามกอันใดตอนไหนกัน ข้าเพียงมองเจ้าเพราะความสวยงามเพียงเท่านั้น อีกทั้งการที่ข้ามาเหยียบที่นี่เป็นเพราะบิดาเจ้าเชิญมาต่างหาก ฮึ่ม. . . . ต่อไปข้าต้องระวังตัวในการเข้าใกล้พวกผู้หญิงเสียหน่อยแล้ว ” หยางเทียนในยามนี้พลันขมวดคิ้วขึ้นทันใดพร้อมสบถด่าต่อเด็กหญิงนางนี้อยู่ภายในใจหลังจากที่ได้ยินวาจาของหยางจื่อหลิง
หากแต่หยางเทียนกลับละทิ้งสิ่งไร้สาระในหัวออกทันทีแล้วจึงทิ้งเข่าลงหนึ่งข้างพร้อมประสานมือและเอ่ยวาจาเสียงดังกึกก้อง “ข้าน้อยหยางเทียน ขออภัยที่มาพบท่านหัวหน้าตระกูลล่าช้า โปรดอภัยให้แก่ข้าด้วยขอรับ” คำกล่าวของหยางเทียนแม้จะดังก้องเป็นที่สุด หากแต่มันไม่ได้มีความเย่อหยิ่งทะนงตนในน้ำเสียงแฝงมาด้วยเลยแม้แต่น้อย
“เจ้าลุกขึ้นเถอะ หยางเทียน เจ้าไม่ได้มาช้าอันใด ตัวข้าก็พึ่งจะเสร็จสิ้นภารกิจที่เขตแดนคุกกักกันแดนอสูรเมื่อไม่นานนี้เอง ”
คำกล่าวของหยางลู่จิวผู้นำตระกูลหยางนั้นเต็มไปด้วยความทุ้มลึก ทั้งน้ำเสียงยังแฝงไว้ด้วยรัศมีแห่งความทรงพลังเอาไว้ ทำให้ผู้ที่อยู่ต่อหน้าไม่กล้าไม่แสดงท่าทีไม่เคารพ