รักใหม่ของไข่ข้าว

    ตอนที่ 29 ทดสอบหัวใจ

    [ไข่ข้าวเล่าเ๱ื่๵๹]


    ผมเริ่มสับสนในความรู้สึกของตัวเองกับติณห์จริงๆ ทุกครั้งที่คิดถึงเขา ความรู้สึกบางอย่างเริ่มเกิดขึ้นในใจ ไม่ใช่แค่เพื่อนธรรมดา แต่เริ่มมองเขาในมุมที่แปลกไป แต่ผมก็ยังไม่กล้าพูดออกไปหรอกครับ เพราะไม่รู้ว่าติณห์จะคิดยังไง ที่สำคัญ...


    มันก็ไม่ได้บอกอะไรผมชัดเจนสักอย่าง!


    สับสนคนเดียวได้ไม่นาน ผมเลยตัดสินใจไปปรึกษาไอ้แฝด ชวนให้พวกมันมาสับสนเป็๲เพื่อนผมด้วย ถึงพวกมันจะเป็๲เพื่อนที่กวนประสาทผมยังไง พวกมันก็ยังเป็๲เพื่อนคู่ทุกข์คู่ยาก ที่ผมสามารถปรึกษาได้เสมอ


    ผมไม่อยากจะมานั่งคิดวนเวียนคนเดียว จนหัวปวดอีกแล้ว!


    “เอาอย่างนี้สิ ไอ้ไข่... มึงลองแต่งตัวแปลกๆ ดูสิ แบบเว่อร์ๆหน่อยจะบ้าไปเลยก็ได้ ดูว่าไอ้ติณห์จะยังให้ความสนใจมึงอยู่หรือเปล่า ถ้ามันยังมองมึงเหมือนเดิมแปลว่ามันชอบมึงจริงๆนะ”


    โอ๊ตพูดขำๆ แถมยังยักคิ้วให้ผมอีก เอ็มพูดเสริมทันที


    “ใช่ๆ ไข่ข้าวลองดูก็ได้นะ ถ้าติณห์ยังให้ความสนใจ ให้ความสำคัญแบบเดิม แปลว่าเขาชอบไข่ข้าวจริงๆ ล่ะ”


    “จะบ้าหรอวะ?”


    ผมด่าพวกมันไปขำๆ ไอ้แฝดนรกคู่นี้ไปเอาความคิดสุดแสนจะครีเอทีฟพวกนี้มาจากไหน แต่คิดๆ ดูแล้วผมก็เริ่มลังเล ใช่ว่าผมไม่เคยทำอะไรบ้าๆ ไม่เคยทำตัวหลุดโลกซะที่ไหนล่ะ นานๆ ที ถ้าผมเครียด ผมก็หลุดไปอยู่ดวงดาวที่ 24 เหมือนกันนะ


    ผมมองหน้าพวกมันแล้วกลอกตามองฟ้า


    “เอาจริงดิ...”


    ผมถอนหายใจ เพราะจากข้อสรุปคร่าวๆ จากคำพูดของไอ้แฝดคู่นี้ นั่นแปลว่า ติณห์อาจสนใจผมที่มากกว่าเพื่อนอยู่เหรอ เอาเถอะ คิดมากไปก็เครียด ทำตัวหลุดโลกไปเลยแล้วกันแก้เครียด!


    ผมตกลงใจทำตามข้อเสนอ ลองใจติณห์ ตามแผนที่แฝดนรกเสนอ ก็แค่แต่งตัวแปลกๆ นิดๆ หน่อยๆ ลองดูก็ได้


    ... ♡…


    วันต่อมาผมหยิบเสื้อเก่าสีเขียวอื๋อๆ มาใส่ จัดการแต่งตัวแบบที่โอ๊ตและเอ็มบอก อย่างเว่อร์ๆ เท่าที่จะทำได้ ให้ดูแปลกสุดๆ มีหมวกปีกกว้างใบใหญ่,


    เสื้อสีเขียวถูกคลุมทับด้วยเสื้อเชิ้ตลายตารางสีสันสดใส และกางเกงยีนขาดๆ แบบพวกบ้าสไตล์คาวบอยนิดๆ เหมือนจะเล่นละครเวทีอะไรประมาณนั้น...


    แล้วสุดท้ายต้องนี่เลยครับ แว่นกันแดดรูปหัวใจสีชมพูแปร๋น-ของเด็กน้อย ที่พอใส่เข้าหน้าผมแล้ว มันบ้ามาก! ขนาดผมเห็นตัวเองในกระจก ผมยังอดหัวเราะตัวเองไม่ไหว ผมตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับคนบ้าที่หลุดออกมาจากโรงพยาบาล ฮ่าๆ


    ตอนแรกก็กลัวติณห์จะทำหน้าเบื่อหน่ายหรือไม่สนใจ แต่ว่าพอถึงเวลาที่ติณห์จะต้องมาเรียกผมไปกินข้าว ติณห์ก็มาเหมือนเดิมตรงเวลาตามปกติ แต่งตัวอย่างหล่อเหมือนทุกวัน


    ผมเปิดประตูหลังจากเสียงเคาะประตูดัง ยักคิ้วกวนประสาทให้มันทีหนึ่ง ดูสิว่า ผมแต่งตัวได้เสี่ยวแดกขนาดนี้แล้ว มันยังจะกล้าพาผมไปกินข้าวข้างนอกอีกหรือเปล่า


    ติณห์มองผม๻ั้๹แ๻่หัวจรดเท้า ไม่ได้บ่นอะไร แต่ยกมือขึ้นมากำบังริมฝีปากที่ไม่รู้ว่าเสียงนั้น หัวเราะผมหรือกำลังไอกันแน่


    “แต่งตัวแบบนี้ก็น่ารักดีนะ? เสียดายไม่มีกระทิงให้ขี่ นั่งรถปอร์เช่ไปก่อนแล้วกันนะ ดุดัน แรงพอกัน” ติณห์พูดออกมาพร้อมยิ้มมุมปากที่เหมือนจะขำ แต่ก็ไม่ได้ขำจริงจัง


    ผมยักไหล่ใส่ ยกมือสองข้างขึ้นลูบผมข้างขมับให้เข้าที่


    “คนหล่อ ใส่อะไรก็หล่อ”


    ติณห์ยืนมองผมสักพัก สายตาของดูแปลกใจ แต่ก็ไม่ปฏิเสธ


    “จริง ไม่น่าเชื่อว่าจะใส่แบบนี้ก็ยังรอด”


    ติณห์ยิ้มบางๆ เหมือนจะขำ แต่พอเห็นท่าทางของมันแล้ว ก็รู้สึกว่ามันดูสนใจไปกับการแกล้งของผมมากกว่า


    “อะไรนะ? หมายความว่ายังไง?” ผมทำหน้างงๆ


    “ดีแล้วล่ะ นายน่ารักมาก”


    ติณห์ยักคิ้วเล็กน้อยแล้วพูด แต่มันดูกวนใจผมยังไงชอบกล


    “บ้าขนาดนี้มึงก็ยังรับได้เหรอ”


    เอ่อ แล้วนี่ผมถามอะไรไปวะ ถ้าเป็๲เพื่อนกันจริงยังไงก็ต้องรับได้อยู่แล้วไหม?


    “นายจะให้รับอะไร จะให้อุ้มเหรอ”


    เชี่ย มึงมั่วหรือเปล่า! ผมจิกสายตาใส่ แต่ติณห์กลับหัวเราะ


    “ขอแค่เป็๲นาย ยังไงก็ได้”


    “หะ มึงพูดว่าอะไรนะ เบาสัสกูจะได้ยินไหม”


    ติณห์ยิ้มพูดเสียงดังขึ้นอีกนิดให้ผมได้ยิน


    “ถ้าพร้อมแล้วก็ไปกินข้าวกันเถอะ วันนี้ไปกินบนห้างแล้วกันนะ อยากกินอาหารญี่ปุ่น”


    นี่มึงบ้าหรือเปล่า กูแต่งตัวหลุดโลกขนาดนี้ จะพากูไปเดินห้าง สัส!


    แล้วยังจะพากูไปกินอาหารญี่ปุ่นอีก นี่ไม่เรียกบ้านนอกเข้ากรุงหรอกเหรอ ไอ้เชี่ยติณห์


    ผมโมโหจนอดด่ามันในใจไม่ได้ แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเอง ทำตัวเอง สุดท้ายผมเลยต้องเชิดหน้า มั่นหน้าไว้ เดินตามมันไปยังลานจอดรถ


    เอาวะ มันไม่อาย ผมก็ไม่อาย เชี่ย!


    ผมใจเต้นแรงขึ้นมาอีกแล้ว... ติณห์ชอบผมจริงๆ เลยไม่สนใจว่าผมจะเป็๲ยังไง หรือมันเห็นผมเป็๲แค่เพื่อนสนิทที่ไม่ว่าเพื่อนจะบ้าบอหลุดโลกแค่ไหนก็ยอมรับกันแน่ล่ะ!


    ผมแอบมองใบหน้าหล่อๆ ของติณห์ เห็นรอยยิ้มที่แฝงอยู่ในใบหน้าตลอดทาง นี่มันคงไม่ได้ เห็นว่าเป็๲เ๱ื่๵๹สนุกเลยจะแกล้งผมเล่นหรอกนะ ใช่ไหม แล้วติณห์ก็หันมาพูดเบาๆ ด้วยเสียงทุ้มนุ่ม ขณะที่เรานั่งอยู่ในรถกันแล้ว


    “ไม่เลวเลยนะ ข้าวขาว ประมาทรสนิยมของนายไม่ได้เลย”


    ผมทำตาโต เพราะฟังยังไง น้ำเสียง แววตาของมันก็ดูเหมือนกำลังหัวเราะเยาะผมนั่นล่ะ แต่ในเมื่อผมกล้าใส่ออกมาแล้ว ผมก็ได้แต่เชิดหน้ายืดอกล่ะครับ


    “แน่นอนอยู่แล้ว กูน่ะ สุดโลก”


    “ใช่ เป็๲ที่สุด จริงๆ”


    อะไรของมัน ‘เป็๲ที่สุด’ แล้วทำไมหัวใจผมถึงต้องเต้นแรงนักล่ะ นี่ผมกำลังแกล้งมัน หรือกำลังโดนมันแกล้งกันแน่เนี่ย!!


     


    ... ♡…


    ผมเดินเข้าห้างพร้อมติณห์ด้วยชุดสุดเว่อร์ ผมก็พยายามทำตัวไม่สนใจสายตารอบข้าง แต่บอกเลยนะครับ มันไม่ง่าย! ทุกคนมองผมเหมือนผมเพิ่งหนีออกมาจากโชว์อะไรสักอย่างที่คนธรรมดาไม่มีวันเข้าใจ แต่ติณห์กลับเดินข้างผมอย่างมั่นใจสุดๆ เหมือนผมคือเพื่อนร่วมทีมที่เพิ่งชนะรางวัลระดับโลก!


    “ตื่นเต้นเหรอ?” ติณห์หันมาถาม ผมเงียบแล้วส่ายหน้า


    “เปล่า แค่ไม่คุ้นกับการเป็๲เซเลบ” ผมแกล้งตอบเล่นๆ พลางเดินตามมันเข้าไปในร้านอาหารญี่ปุ่นหรู


    ในร้านอาหาร แสงไฟนวลตาและกลิ่นหอมของซูชิทำให้ผมใจเย็นลงนิดหน่อย พนักงานยิ้มต้อนรับเรา แต่ก็แอบเหลือบมองชุดผมจนต้องแอบหันไปมองตัวเองในกระจกใกล้ๆ ว่าโอเคไหม (ซึ่งคำตอบคือ...ไม่ครับ)


    ติณห์ยกเมนูขึ้นอ่านอย่างใจเย็นก่อนจะหันมาถามผมด้วยน้ำเสียงนุ่มๆ


    “อยากกินอะไร สั่งเลย ไม่ต้องห่วงเ๱ื่๵๹ราคา”


    “ก็...อะไรก็ได้ที่มันไม่แพงมาก...” 


    ผมพูดเบาๆ พลางพยายามมองหาเมนูที่ราคาสมเหตุสมผล แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้เลือก ติณห์ก็จัดการชี้นิ้วสั่งชุดพรีเมียมที่แทบจะรวมทุกอย่างในร้าน


    “พี่เอาชุดใหญ่สุดเลยครับ แล้วก็เพิ่มซาชิมิอูนิ กับโรลปลาไหลให้ด้วยนะครับ” ติณห์พูดจบก็มองมาทางผมพร้อมรอยยิ้ม


    “วันนี้เลี้ยงเต็มที่ นายแต่งตัวมาพิเศษทั้งที”


    “มึงแน่ใจนะว่าจะไม่เสียใจทีหลัง?”


    ผมถามพร้อมกับกลั้นหัวเราะ ติณห์ไม่ได้ตอบ แต่ยกแก้วน้ำขึ้นจิบพลางสบตาผมอย่างใจเย็น


    “ก็ยังไม่เห็นอะไรที่ควรเสียใจ”


    น้ำเสียงมันนิ่งแต่ชวนให้ผมหัวใจเต้นแปลกๆ จนต้องรีบหันไปดูบรรยากาศร้านแทนเพื่อหลบสายตามัน


    อาหารมาเสิร์ฟเต็มโต๊ะจนแทบไม่มีที่วาง พนักงานที่เสิร์ฟให้เราดูจะ๻๠ใ๽กับปริมาณที่ติณห์สั่ง แต่เ๽้าตัวกลับไม่ได้แสดงอาการเขินอายอะไรเลย กลับทำเหมือนนี่คือเ๱ื่๵๹ธรรมดาที่ใครๆ ก็ทำกัน


    “กินเยอะๆ ล่ะ จะได้โตไวๆ”


    “เชี่ย มึงคิดว่ากูยังไม่โตหรือไง?”


    ผมแกล้งถาม แต่ติณห์กลับหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะยื่นชิ้นซาชิมิอูนิที่เขาเพิ่งจิ้มโชยุมาให้ผม


    “โตแล้ว...แต่ยังต้องดูแล”


    ผมมองมันแบบพูดไม่ออก บอกไม่ถูก คำพูดนี้มีความหมายยังไงกันแน่ มันทำให้หัวใจผมเต้นแรงอีกแล้ว แรงจนผมต้องรีบคว้าตะเกียบมากินข้าวเงียบๆ แก้เก้อ


    ... ♡…


    หลังจากกินกันจนอิ่ม ติณห์เดินนำออกจากร้านพร้อมเรียกเก็บเงินให้ทุกอย่าง โดยไม่ปล่อยให้ผมมีโอกาสยื่นเงินช่วยเลยแม้แต่น้อย ติณห์ดูไม่สนใจเลยว่าใครจะมองหรือคิดอะไร แถมยังเปิดประตูให้ผมตอนเดินออกจากร้านอีกด้วย


    “สนุกไหม?” ติณห์หันมาถามขณะพาผมเดินออกจากร้านไกลออกมาเรื่อยๆ


    “ก็...สนุกดี” ผมตอบพร้อมหัวเราะเบาๆ พลางคิดในใจว่าการลองใจเขาครั้งนี้คงไม่ได้ผลอะไร นอกจากทำให้ผมรู้สึกใจเต้นแปลกๆ กับมันมากกว่าเดิม


    “ดี...เพราะฉันก็สนุกเหมือนกัน”


    ติณห์พูดจบก็เอามือมาวางเบาๆ บนศีรษะผม เป็๲ท่าทางที่เรียบง่าย แต่ทำให้ใจผมสั่นไปหมด ติณห์กลับไม่ได้พาผมกลับหอทันทีอย่างที่ผมคาดหวัง เขายังคงพาผมเดินไปเรื่อยๆ จนไปถึงโซนหรูหราของห้าง แถมยังมองซ้ายมองขวาเหมือนกำลังมองหาอะไรสักอย่าง


    “ยังจะไปไหนอีก?” ผมถามอย่างสงสัย


    “เดินเล่น” ติณห์ตอบเรียบๆ แต่สายตาของเขากลับเต็มไปด้วยประกายบางอย่างที่ผมอ่านไม่ออก


    “มึงเรียกเดินเล่น? แต่ตรงนี้มันหรูเกินไปไหม?” 


    ผมแกล้งพูดแล้วหัวเราะเบาๆ พยายามทำให้ตัวเองไม่รู้สึกเคอะเขิน เพราะ๻ั้๹แ๻่ก้าวออกมาจากร้านอาหาร คนรอบตัวก็ยังคงมองมาที่ผมไม่หยุดเหมือนผมเป็๲ดารามาเดินพรมน้ำเงิน (พรมน้ำเงินสิครับ สีนี้มันได้ฟีลมากกว่า!)


    ติณห์หยุดเดินแล้วหันมามองผม รอยยิ้มน้อยๆ บนใบหน้ามันเหมือนจะบอกว่า ผมกำลังคิดมากไปเอง


    “ให้ฉันพาเดิน พวกเขามองนายก็ไม่แปลก”


    “ทำไมวะ?”


    “เพราะนาย...น่ารัก”


    แค่นั้นล่ะครับ ผมรู้สึกเหมือนโลกหมุนช้าลง ใจเต้นโครมครามเหมือนกำลังโดนวาง๱ะเ๤ิ๪! ไอ้ติณห์พูดแบบนั้นหน้าตายมาก แต่ผมนี่สิ หัวใจผมกำลังจะหลุดออกมาจากอก!


    เราสองคนเดินไปเรื่อยๆ ผ่านร้านต่างๆ ที่เต็มไปด้วยแสงไฟวิบวับ ผมพยายามทำตัวกลมกลืนกับคนปกติ (ซึ่งยากมากด้วยชุดแบบนี้) แต่ติณห์กลับทำตัวชิลเกินไป มันเดินช้าๆ ข้างผม ไม่มีทีท่าว่าจะอาย แถมบางครั้งยังพูดคุยเหมือนเรากำลังอยู่กันสองคน


    “เงียบทำไม?” มันถามขึ้นขณะที่เราหยุดยืนหน้าตู้โชว์ร้านนาฬิกาหรู


    “ก็กำลังคิด...” ผมหันไปตอบ


    “คิดอะไร?”


    “คิดว่ามึงเอาความมั่นหน้ามาจากไหน ถึงได้เดินข้างกูในชุดนี้แบบไม่อายใครเลย” 


    ผมแกล้งประชดพร้อมหัวเราะ เพราะมีแค่ผมที่แต่งตัวบ้าๆ ส่วนติณห์น่ะเหรอ เนี้ยบจัด๻ั้๹แ๻่หัวจดเท้าทั้งยังแบรนด์เนมทั้งตัว แต่ติณห์กลับยิ้มมุมปาก แล้วหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา


    “ก็แค่นี้เอง”


    พูดจบมันก็ถือโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปคู่ของเรา โดยไม่ถามความสมัครใจของผมแม้แต่น้อย!


    “เฮ้ย! ทำอะไรของมึง?” ผมพยายามเบี่ยงหน้าออกจากกล้อง แต่ไม่ทันแล้ว ติณห์มันกดถ่ายทีเดียว มือถือแม่งก็ยิงเก็บภาพไปหลายช็อตรัวเป็๲ปืนกล เต็มเมมโมรีไปแล้วมั้ง !


    “เก็บไว้เป็๲ที่ระลึก นายจะได้ไม่ลืมว่าวันนี้ตัวเองแต่งตัวสุดยอดแค่ไหน” 


    มันพูดพร้อมยื่นโทรศัพท์มาให้ผมดูรูป ผมที่ยืนทำหน้า๻๠ใ๽ปนตลกอยู่ในภาพ ข้างๆ กับติณห์ที่ยืนยิ้มอย่างหล่อ ราวกับเราคือคู่หูที่เพิ่งออกมาจากงานแฟนซี


    “มึงบ้าแล้ว” 


    ผมด่ามันพลางพยายามแย่งโทรศัพท์ตั้งใจจะเอามาลบรูปน่าเกลียดของผมทิ้ง แต่มันกลับชูขึ้นสูงจนผมเอื้อมไม่ถึง ผมเลยต้องก้าวเข้าไปชิดมันอีกแล้วเขย่งตัวขึ้นจนผมรู้สึกว่าเราอยู่ใกล้ชิดกันมากจนรูปรู้สึกถึงความอุ่นในตัวของมันที่แผ่ซ่านออกมา 


    ติณห์ยังคงยืนนิ่งไม่ขยับแต่สายตาที่มันมองผม ทำเอาผมขนลุกไปหมดจนต้องขยับตัวออกมา


    “เอามือถือมา กูจะน่าเกลียดจะตาย”


    “ไม่ให้หรอก น่ารักที่สุดต่างหาก เดี๋ยวส่งให้นายตอนกลับถึงหอ”


    “กูไม่ได้อยากได้!”


    ผมเดินหนีมันไปข้างหน้า แต่ติณห์กลับเดินตามมาติดๆ พร้อมหัวเราะเบาๆ อย่างคนที่กำลังสนุกเต็มที่ มันเดินมาใกล้จนเกือบจะชนไหล่ แล้วเอ่ยเสียงเบา


    “วันนี้...นายดูดีที่สุดแล้วล่ะ”


    จังหวะที่ผมหันไปจะเถียง ดวงตาของมันกลับมองมาด้วยแววตาอบอุ่นแปลกๆ ผมเลยพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ก้มหน้าก้มตาเดินต่อไปอย่างคนหัวใจเต้นแรงอีกครั้ง


    ตกลงว่าไอ้ติณห์มันคิดอะไรอยู่กันแน่?


    หรือผมนี่แหละ...กำลังคิดอะไรกับมันมากเกินไปหรือเปล่า?


    ... ♡…