ตอนที่ 1 : นักชิมอาหาร
อาหาร....เป็สิ่งที่ขับเคลื่อนความอยากของคนในทุกยุคทุกสมัย ผู้คนจำนวนมากต่างคิดค้นหาวิธีการต่างๆนาๆในการที่จะสร้างสรรค์อาหารให้มีรสชาติที่ดียิ่งขึ้น รสชาติของอาหารจึงถูกพัฒนาขึ้นเรื่อยๆตามกาลเวลา ทำให้ในสมัยปัจจุบันนั้นเกิดอาชีพที่เกี่ยวข้องกับอาหารขึ้นมากมาย
คนที่ทำอาหารเก่งก็อาจเปิดร้านอาหารหรือผันตัวเองไปเป็คนครัว ใครที่ทำอาหารไม่เก่งแต่มีช่องทางการค้าก็อาจเลือกที่จะเปิดกิจการขายวัตถุดิบแทน แต่ยังมีคนอีกกลุ่มนึงที่สามารถทำเงินจากอาหารได้โดยมิได้อยู่ในสองกลุ่มข้างต้น
คนเหล่านี้กลับมีความสำคัญที่ต่างออกไปในอีกแง่มุมหนึ่ง เพราะพวกเขาเหล่านี้คือคนที่ทำให้อาหารต่างๆเป็ที่แพร่หลายหรือเป็ที่รู้จัก และบางครั้งยังสามารถกำหนดชะตากรรมของร้านอาหารนั้นๆได้อีกด้วย เราเรียกพวกเขาเ่าั้ว่า….นักชิมอาหาร
นักชิมอาหาร จะทำหน้าที่ในการชิมอาหารและบรรยายออกมาให้ผู้ที่ได้ฟังเห็นเป็ภาพและเกิดความรู้สึกอยากที่จะลิ้มลอง ว่ากันว่านักชิมอาหารที่เก่งกาจสามารถทำให้คนฟังน้ำลายไหลได้โดยที่ยังไม่ได้เห็นแม้แต่หน้าตาของอาหารเสียด้วยซ้ำ
ยุคปัจจุบัน… ณ ร้านอาหารขนาดใหญ่แห่งหนึ่งใจกลางเมือง
บนโต๊ะทรงกลมขนาดใหญ่มีอาหารมากหน้าหลายตาวางเรียงรายกันอย่างสวยงาม แต่ละจานสีสันสดใสชวนรับประทาน บ้างก็เป็เนื้อสัตว์ บ้างก็เป็ผัก นอกจากนั้นก็ยังมีอาหารทานเล่น และยังมีจานที่เป็ซุปรวมอยู่ด้วย ซึ่งอาหารทุกจานนั้นล้วนเป็อาหารขึ้นชื่อของที่ร้าน
รอบโต๊ะขนาดใหญ่ที่ควรจะมีคนจำนวนมากนั่งรายล้อมกินอาหารกันอยู่นั้น กลับมีเพียงชายคนหนึ่งกำลังทำท่าทางกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อยอยู่เพียงลำพัง โดยมีทีมงานตากล้องกำลังทำหน้าที่ของตัวเองอยู่ฝั่งตรงกันข้าม
ชายหนุ่มคนนั้นยกมือขึ้นคีบอาหารเข้าใส่ปากพร้อมกับหลับตาพริ้ม ทำหน้าตาดื่มดำราวกับกำลังเพลิดเพลินกับรสชาติที่กำลังได้ัั ปากที่เคี้ยวกร้วมๆนั้นดูท่าทางเอร็ดอร่อย
ชายหนุ่มเอ่ยปากชมถึงความวิเศษของอาหารจานนี้ก่อนที่เขาจะเอื้อมมือไปหยิบอาหารจานต่อไปเข้าใส่ปาก ทุกท่วงท่าของเขาทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่เขากำลังกินอยู่นั้นมันช่างน่าเอร็ดอร่อยจริงๆ
ชายหนุ่มคนนี้มีนามว่า “หยางซวน” เป็นักชิมอาหารเบอร์ต้นๆในวงการ ถึงแม้ใบหน้าของเขาไม่ถึงกับหล่อเหลาระดับที่เดินผ่านไปที่ไหนก็ต้องมีสาวเหลียวหันมามองอยู่ทุกครา แต่โดยรวมแล้วหน้าตาของเขาก็จัดว่าไม่เลวนัก บวกกับผิวหน้าที่ขาวใสเรียบเนียนและวาจาที่ลื่นไหลชวนให้คนลุ่มหลง
ท่าทางการกินอาหารที่ดูเอร็ดอร่อยของเขายังทำให้คนส่วนใหญ่ที่เห็นต้องกลืนน้ำลายตามและรู้สึกว่ามันน่าจะอร่อยจริงๆ ทำให้เป็ที่ถูกอกถูกใจของทั้งผู้ติดตามที่เห็นเขากินอาหารที่ไหนก็อยากจะตามไปกินด้วย
และบรรดาร้านอาหารต่างๆที่อยากจะจองตัวเขามารีวิวอาหารเพราะเป็ที่การันตีว่าร้านไหนที่หยางซวนได้มาทำการ ”ซวนชวนชิม” และเผยแพร่คลิปวิดีโอออกไป ยอดขายของร้านค้าหลังจากนั้นก็จะพุ่งกระฉูดทำสถิติใหม่กันเลยทีเดียว
“วันนี้ก็ขอจบการแนะนำแต่เพียงเท่านี้ ส่วนครั้งหน้าเราจะไปที่ร้านอาหารไหนนั้น ก็อย่าลืมติดตามชม “ซวนชวนชิม” กันต่อในอาทิตย์หน้านะครับ วันนี้ขอลาไปก่อน บ๊ายบาย” หยางซวนกล่าวคำพูดปิดท้ายวิดีโอหลังจากที่เขาได้ชิมและบรรยายอาหารทุกจานเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
หลังจากที่ได้ร่ำลาเ้าของร้านแล้ว หยางซวนและตากล้องคู่ใจของเขาก็กล่าวคำอำลากับเ้าของร้าน และได้เดินออกมาเตรียมขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ที่แต่ละคนจอดเอาไว้
“โอย อิ่มพุงกางเลยวันนี้” หยางซวนพูดไปพลางมือก็ลูบท้องไปพลาง สีหน้าท่าทางแสดงออกถึงความสุขอย่างชัดเจน
“ไม่อิ่มได้ยังไงกัน กินไปตั้งขนาดนั้น ปกติคนอื่นเขารีวิวก็กินแค่นิดๆหน่อยๆพอเป็พิธี แต่แกนี่เล่นกินจริงจังซัดไปอย่างละครึ่งจาน” ตากล้องคู่หูและเป็สหายที่รู้ใจกันมานานพูดออกมาในขณะที่กำลังเตรียมจะขี่รถแยกย้ายกันกลับ
“แหม ก็มันอร่อยไปเสียทุกจานเลยนี่นา ใครจะไปอดใจไหว”
“ข้าเข้าใจ คนอื่นน่ะทำอาชีพนี้เพราะรายได้ดี แต่ข้ารู้ว่าแกน่ะทำเพราะอยากกินของฟรี แถมไม่ได้อยากกินของฟรีธรรมดาๆ อยากกินของฟรีที่อร่อยๆแถมได้กินเยอะๆอีกต่างหากใช่มั้ยเล่า” ตากล้องที่เป็คู่หูตระเวนถ่ายทำรายการด้วยกันมาหลายปี กล่าวออกมาอย่างรู้ทัน
“ฮ่าๆๆ ยังคงเป็เพื่อนที่รู้ใจจริงๆ เื่เงินน่ะเป็ของแถม...”
“แต่ความปรารถนาของข้าจริงๆนั้นคือการกินอาหารไปทั่วหล้าต่างหากเล่า ชีวิตนี้ขอแค่ได้กินของอร่อยจะให้บุกไปโลกไหนข้าก็ยินดีทั้งนั้นแหละ” หยางซวนพูดะโด้วยความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า จนเพื่อนที่เดินมาด้วยกันยังอดส่ายหน้าไปกับความเป็คนชอบกินจนยากจะหาใครเปรียบนี้ไม่ได้
“เอาล่ะ ข้าไปก่อน ตัดต่อเสร็จแล้วเดี๋ยวโทรไปใหม่” ตากล้องคู่ใจพูดจบก็ขี่รถออกไปทันทีโดยไม่รอให้เพื่อนพูดตอบ
หยางซวนโบกมืออำลาเพื่อน แล้วตัวเองก็จัดข้าวของเตรียมตัวที่จะกลับเช่นกัน โดยไม่ทันได้สังเกตเลยว่าใกล้ๆกับที่จอดรถมีศาลาเล็กๆตั้งอยู่
ภายในนั้นมีรูปปั้นขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กตั้งอยู่ด้วย และวินาทีที่ได้ยินคำพูดที่ะโออกมาด้วยความมุ่งมั่นนั้นของชายหนุ่ม ั์ตาของรูปปั้นนั้นก็เหมือนจะขยายขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อยราวกับคนที่กำลังทำตาเบิกโพลงเมื่อได้ยินสิ่งที่ไม่คาดคิด
“เช่นนั้นข้าก็จะทำให้เ้าสมปรารถนา”
จู่ๆก็มีสุ้มเสียงที่ทุ้มต่ำแลดูโบราณเก่าแก่ ทว่าน้ำเสียงแฝงไปด้วยความตื่นเต้นระคนยินดีราวกับได้เจอสิ่งที่กำลังตามหามานาน
“นั่นใคร” หยางซวนรู้สึกใกับเสียงที่ได้ยิน แต่หันมองไปรอบๆก็ไม่เห็นผู้คนอยู่ในบริเวณนั้นนอกจากตัวเอง
“สงสัยเราจะหูฝาดไป”
หลังจากที่ยืนสงบใจได้อยู่สักพัก ยังมิทันที่หยางซวนจะได้ขยับตัวทำสิ่งอื่นใดต่อไป จู่ๆบนท้องฟ้าที่ในตอนแรกยังคงสว่างไสว แต่ตอนนี้กลับมีเมฆดำปกคลุมเฉพาะบริเวณ้าเหนือขึ้นไปบนหัวของเขาั้แ่เมื่อใดก็ไม่มีใครรู้
และก่อนทีเขาจะทันได้รู้ตัวและแหงนหน้าขึ้นไปมอง
เปรี้ยง!!!
สายฟ้าฟาดลงมาที่ตัวของหยางซวนด้วยความรวดเร็วที่แม้แต่นกก็ยังมิทันจะกระพือปีก
ความรู้สึกของหยางซวนในเวลานี้ราวกับมีกระแสไฟฟ้าพาดผ่าน ร่างกายรู้สึกชาไปทั้งตัวั้แ่หัวจรดเท้า ม่านตาเบิกกว้าง ร่างกายกระตุก เซลล์ประสาททุกส่วนตื่นตัว
หยางซวนยังคงมีสติพอที่จะรับรู้ได้ว่าเมื่อสักครู่นี้เกิดสิ่งใดขึ้นกับตัวเอง แต่ก่อนที่เขาจะทันได้นึกทำสิ่งใดต่อไป
จู่ๆภาพในอดีตทั้งหลายก็ค่อยๆหลั่งไหลพรั่งพรูกันเข้ามาสู่ความทรงจำ ความรู้สึกของเขาบ่งบอกว่านี่คือสิ่งที่เขาเคยได้ยินคนพูดถึงกันมาก่อน
ว่ากันว่าใน่เสี้ยววินาทีก่อนที่คนเราจะตายจะมีภาพความทรงจำในอดีตทั้งหลายหลั่งไหลกันเข้ามา
หยางซวนรู้สึกขนลุกไปทั้งกาย ถึงแม้ว่าในความเป็จริงเส้นขนในร่างกายของเขาในตอนนี้จะถูกฟ้าผ่าไหม้ไปหมดแล้วก็ตาม
“นี่เรากำลังจะตายแล้วหรือนี่” ร่างกายของเขาทรุดตัวลงนอนกับพื้น
“ทำไม….”
“ทำไมความทรงจำก่อนตายของเรา…..”
“ทำไมความทรงจำก่อนตายของเรา…..ถึงมีแต่เมนูอาหารล่ะเนี่ย”
ไม่ใช่แค่เพียงภาพในสมอง แต่หยางซวนรู้สึกราวกับว่าเขาเห็นภาพอาหารเ่าั้ลอยมาอยู่ตรงเบื้องหน้าเขาจริงๆด้วย
“นี่เราเป็คนเห็นแก่กินขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย ขนาดกำลังจะตาย ความทรงจำของเรายังมีแต่ของกินอย่างนั้นเหรอ”
แม้หยางซวนเองที่เป็คนพูดออกมา ยังอดไม่ได้ที่จะหัวเราะไปกับคำพูดและความรู้สึกในเวลานี้ของตัวเอง
หยางซวนรวบรวมกำลังครั้งสุดท้ายยื่นมือออกไป ทำท่าราวกับกำลังจะคว้าจับอาหารมากมายที่ลอยอยู่ตรงหน้า เป็จังหวะเดียวกับที่ภาพในสายตาค่อยๆดำมืดลงเรื่อยๆ และก่อนที่เขาจะทันได้เอื้อมมือไปคว้าจับอาหารที่อยู่ใกล้ที่สุดได้สำเร็จ
ทันใดนั้นแสงทั้งหมดก็หายลับไปจากสายตา