บรรยากาศในคฤหาสน์มู่ยามค่ำคืนเงียบสงัดผิดกับความโกลาหลในสวนสนุกที่เพิ่งผ่านมา มู่เฉิง เดินนำทุกคนเข้ามาด้วยท่าทีนิ่งสนิทตามปกติ เขาหันไปพยักหน้าให้บอดี้การ์ดเพิ่มเวรยามเข้มงวดขึ้น ก่อนจะหันมาหาซูหว่าน
"ผมขอตัวขึ้นไปจัดการตัวเองหน่อยนะ ความเหนียวของน้ำเชื่อมสายไม้นั่นทำให้ผมรำคาญจะแย่" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงติดจะดุเล็กน้อยเพื่อปกปิดความอ่อนล้า พลางเดินขึ้นบันไดวนไปที่ห้องนอนใหญ่ชั้นบน
ซูหว่าน มองตามแผ่นหลังกว้างนั้นไปอย่างไม่วางตา เธอสังเกตเห็นจังหวะการเดินที่ขัดเขินเล็กน้อยของเขา และรอยขาดรุ่ยของเสื้อเชิ้ตสีขาวที่หัวไหล่ซึ่งมีรอยเลือดซึมออกมาจางๆ มันคือรอยแผลที่เกิดจากแรงกระแทกตอนที่เขาใช้ตัวกำบังเธอไว้ในกระเช้าชิงช้าสวรรค์
"เสี่ยวเป่า อยู่กับคุณย่าด้านล่างก่อนนะลูก แม่จะขึ้นไปดูคุณมู่สักครู่" ซูหว่านกระซิบกับลูกสาวที่นั่งตักคุณท่านมู่พรางเล่าเรื่องปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้น
ในห้องส่วนตัวของพญามังกร
ก๊อก ก๊อก...
ซูหว่านถือกล่องปฐมพยาบาลเดินเข้าไปในห้องนอนโทนสีเทาดำที่ดูเรียบหรู เธอพบมู่เฉิงที่เพิ่งถอดเสื้อเชิ้ตออก เผยให้เห็นแผ่นหลังที่อุดมไปด้วยกล้ามเนื้อแน่นหนัด แต่ที่หัวไหล่ขวากลับมีรอยฟกช้ำสีเขียวคล้ำและรอยถลอกยาวจนเลือดซิบ
"คุณมู่... แผลคุณใหญ่ขนาดนี้ ทำไมไม่บอกคะ?" ซูหว่านอุทานด้วยความตกใจ รีบวางกล่องยาลงบนโต๊ะข้างเตียง
มู่เฉิงชะงัก เขาหันมามองหญิงสาวด้วยสายตาที่ยังคงพยายามรักษาความเย็นชา "แค่รอยขีดข่วนน่า คุณลงไปดูแลเสี่ยวเป่าเถอะ ผมจัดการเองได้"
"ไม่ต้องมาเก่งตอนนี้เลยค่ะ" ซูหว่านพูดด้วยเสียงที่เข้มขึ้นอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน เธอเดินเข้าไปกดไหล่เขาให้นั่งลงบนขอบเตียง "คุณเจ็บเพราะปกป้องฉัน อย่างน้อยก็ให้ฉันได้ทำหน้าที่ดูแลคุณบ้างนะคะ"
ความเด็ดเดี่ยวในดวงตาของซูหว่านทำให้มู่เฉิงยอมนิ่งเงียบ เขาขยับตัวนั่งลงแต่ยังคงเชิดหน้าขึ้นตามสไตล์ประธานจอมเผด็จการ "ตามใจ... แต่อย่าทำผมเจ็บล่ะ ไม่อย่างนั้นผมจะหักเงินเดือนคุณ"
สัมผัสที่ละลายน้ำแข็งในใจ
ซูหว่านขยับเข้าไปใกล้จนหัวเข่าของเธอเกือบจะชิดกับขาของมู่เฉิง เธอเริ่มใช้สำลีชุบน้ำยาทำความสะอาดแผลอย่างเบามือ กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวซูหว่านที่ผสมผสานกับกลิ่นยาทำให้มู่เฉิงรู้สึกผ่อนคลายอย่างประหลาด เขาแอบลอบมองใบหน้าหวานที่กำลังขมวดคิ้วตั้งใจทำแผลให้เขาด้วยความระมัดระวัง
"ซี๊ด..." มู่เฉิงเผลอครางออกมาเบาๆ เมื่อตัวยาสัมผัสแผล
"เจ็บเหรอคะ? ขอโทษค่ะ ฉันจะเบามือกว่านี้" ซูหว่านเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ระยะห่างที่เหลือเพียงไม่กี่นิ้วทำให้ลมหายใจของทั้งคู่เป่ารดกัน ดวงตาคมกริบของมู่เฉิงบัดนี้ไม่ได้มีความดุดันเหลืออยู่เลย แต่มันกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกโหยหาที่เขาพยายามซ่อนไว้มานาน
"ซูหว่าน..." มู่เฉิงเรียกชื่อเธอด้วยเสียงทุ้มต่ำและแผ่วเบา
"คะ?"
"ขอบคุณนะ... ที่ไม่เป็นอะไร" มือหนาของเขาเอื้อมมาจับข้อมือที่กำลังทำแผลของเธอไว้แน่น สัมผัสที่มั่นคงและอบอุ่นส่งผ่านความรู้สึกจากหัวใจ "ตอนที่ชิงช้ามันหยุดหมุน สิ่งเดียวที่ผมคิดคือ... ถ้าผมเสียคุณไป ผมจะอยู่อย่างไร"
คำสารภาพที่หลุดออกมาจากปากประธานผู้ปากแข็งที่สุดในโลกทำให้ซูหว่านนิ่งงัน หัวใจของเธอเต้นรัวจนแทบเสียการควบคุม "คุณมู่... คุณพูดแบบนี้..."
กำแพงที่พังทลาย
มู่เฉิงใช้อีกมือหนึ่งเชยคางซูหว่านขึ้นมาอย่างอ่อนโยน ความเป็นประธานและเลขาถูกลบเลือนไปสิ้น เหลือเพียงชายหนุ่มและหญิงสาวที่ผ่านความเป็นตายมาด้วยกัน "ผมอาจจะเป็นคนปากเสีย เป็นประธานที่เอาแต่ใจ... แต่ความรู้สึกที่ผมมีให้คุณและเสี่ยวเป่า มันคือเรื่องจริงที่สุดในชีวิตผม"
เขาค่อยๆ โน้มใบหน้าลงมาหาซูหว่านอย่างช้าๆ ซูหว่านหลับตาลงรับสัมผัสที่แสนนุ่มนวล มู่เฉิงจุมพิตที่หน้าผากของเธออย่างเนิ่นนานเพื่อเป็นการขอบคุณและขอโทษในทุกสิ่งที่ผ่านมา ก่อนจะกระชับอ้อมกอดดึงเธอเข้ามาแนบอก แผ่นหลังที่เคยเจ็บปวดกลับดูเหมือนจะหายเป็นปลิดทิ้งเมื่อมีเธออยู่ในอ้อมแขน
"ไม่ต้องไปไหนแล้วนะ... อยู่ที่นี่ อยู่เคียงข้างผม" มู่เฉิงกระซิบข้างหูเธอ
ซูหว่านซุกหน้าลงที่แผงอกกว้าง เธอพยักหน้าเบาๆ แม้จะคลึงกับคำพูดของหมู่เฉิงแต่เธอก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอก็เริ่มรู้สึกกับเขาเช่นกัน"ค่ะ... ฉันจะไม่ไปไหน ฉันจะอยู่ที่นี่ จะไปไหนได้ล่ะคะ"
ในห้องนอนที่เคยเงียบเหงาและเย็นชาของมู่เฉิง บัดนี้ถูกเติมเต็มด้วยไออุ่นแห่งความรัก กำแพงที่เขาสร้างขึ้นมาปิดกั้นตัวเองจากโลกภายนอกบัดนี้ได้พังทลายลงอย่างสมบูรณ์เพียงเพราะสัมผัสของหญิงสาวคนนี้ แต่ท่ามกลางความหวานชื่น มู่เฉิงกลับกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น เพราะเขารู้ดีว่าศัตรูที่อยู่ข้างนอกจะไม่มีวันยอมให้ความสุขนี้ยั่งยืนแน่ หากเขาไม่จัดการถอนรากถอนโคนพวกมันให้สิ้นซาก!