บทที่ 17
ระดับปรมาจารย์ขั้นสอง
สิบวันผ่านไปนับั้แ่สวีหยางลงมือสังหารจ้าวเหยียนไป เขายังคงใช้ชีวิตอย่างปกตินอกจากการนอนแล้วก็ออกไปเดินเล่นบ้างเป็บางครั้ง
ภายในลานเรือนที่เงียบสงบแห่งเดิม ร่างของสวีหยางยังคงนอนทอดกายสบายใจอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ แต่เขาไม่ได้หลับเขากำลังจ้องมองการเปลี่ยนแปลงบนหน้าต่างระบบของเขาอยู่
[ชื่อ สวีหยาง ระดับ ปรมาจารย์ ขั้น 2 ]
[เคล็ดวิชา ลมหายใจพื้นฐาน ขั้น 11 [75,860/102400] ดาบปราบมาร ขั้น 11 [75,860/102400] เคล็ดวิชากายาหยก ขั้น 11 [24360/102400] เคล็ดวิชากายาเหล็กดำ ขั้น 11 [24360/102400] เคล็ดวิชาผลาญโลหิต ขั้น 11 [24360/102400] เคล็ดวิชาล่องเมฆา ขั้น 11 [24360/102400] เคล็ดวิชาลมหายใจเต่าศิลา ขั้น 11 [24360/102400] ]
ใน่สิบวันที่ผ่านมาสวีหยางทะลวงเข้าสู่ระดับปรมาจารย์ขั้นสองเรียบร้อยแล้ว หลายวันที่ผ่านมาเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนอน
ทำให้ระดับตบะของเขาและเคล็ดวิชาต่างถูกยกระดับขึ้นไม่น้อย เพียงแต่ว่าเคล็ดวิชาทั้งหมดที่เขามีอยู่ในตอนนี้ถูกยกระดับไปจนถึงระดับ 11ทั้งหมดแล้ว
แต่การที่จะทะลวงผ่านจากขั้นที่ 11 ไปขั้นที่ 12 มันกับใช้ค่าประสบการณ์ที่เยอะมาก
ปัจจุบันความสามารถของระบบ มันจะมอบค่าประสบการณ์ให้ทุกๆ 2 หน่วยต่อ 1 นาทีที่เขาหลับใหล
เพราะแบบนั้นในหนึ่งวันต่อให้เขานอนไปถึงวันละ 18 ชั่วโมง หรือราวๆเก้าชั่วยามต่อวันเขาก็ได้รับค่าประสบการณ์ของเคล็ดวิชา ในแต่ละเคล็ดวิชาเพียงแค่ประมาณ 2,000 กว่าๆเท่านั้น
เพราะแบบนั้นการทะลวงผ่านจากขั้นที่ 11 ไปสู่ขั้นที่ 12 ที่ใช้ค่าประสบการณ์ถึง 100,000 ค่าประสบการณ์แน่นอนว่ามันต้องเก็บสะสมเป็เวลานาน
เพียงแต่ว่าถึงแม้ว่าระดับของเคล็ดวิชาจะไม่ถูกยกระดับขึ้น แต่ว่าทุกๆวันระดับขอบเขตของเขาเองก็พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แม้กระทั่งตัวของเขาเองก็ยังััได้ถึงความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นในแต่ละวันได้อย่างชัดเจน
แม้ว่าในตอนนี้ตบะของเขาจะอยู่เพียงแค่ระดับปรมาจารย์ขั้นสอง แต่ให้พูดตามความเป็จริงสวีหยางว่าตัวของเขาน่าจะแข็งแกร่งกว่าระดับปรมาจารย์่กลางเสียอีก
นี่ยังไม่รวมเคล็ดวิชาอย่างเคล็ดวิชาผลาญโลหิต ที่เป็เคล็ดวิชาลับที่จะช่วยยกระดับศักยภาพทั้งหมดของเขาใน่ที่ใช้งานเคล็ดวิชาอีก
เดิมทีเคล็ดวิชาผลาญโลหิตมีเพียงแค่ห้าขั้น แต่เพราะความพิเศษของระบบจึงทำให้เคล็ดวิชานี้ทะลวงได้อย่างต่อเนื่องจนตอนนี้ก็ทะลวงไปถึงขั้นที่ 11
ตามเคล็ดวิชาพื้นฐานมีกล่าวเอาไว้ว่าผลาญโลหิตสำเร็จห้าขั้น ยามะเิพลังศักยภาพทั้งหมดของผู้ฝึกยุทธจะถูกยกระดับถึงห้าเท่า
แล้วถ้าเกิดว่าเป็เคล็ดวิชาผลาญโลหิตที่ถึงขั้นที่ 11 แน่นอนว่าระดับความสามารถที่มันจะถูกยกขึ้น หลังจากที่ใช้เคล็ดวิชานี้ต้องไม่ได้มีเพียงแค่ 11 เท่า
เป็เพราะว่าหลังจากที่เคล็ดวิชาทะลวงผ่านระดับขั้น 10 เคล็ดวิชาแต่ละเคล็ดวิชาจะได้รับการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกฟ้าพลิกดิน เหมือนเป็การทะลวงคอขวดใหญ่ของเคล็ดวิชา จึงทำให้เคล็ดวิชามีความสามารถที่พัฒนาก้าวะโอย่างมาก
ทำให้ในตอนนี้ถ้าเกิดว่าฝืนปลดปล่อยเคล็ดวิชาอย่างผลาญโลหิตออกมา สวีหยางคิดว่าความแข็งแกร่งทั้งหมดของเขาในตอนนี้น่าจะทะลวงขึ้นไปหลายสิบเท่า
เคล็ดวิชายุทธ์ทั้งหมดของเขาในตอนนี้ เรียกว่ามันพัฒนาไปจนไม่เหมือนเคล็ดวิชายุทธ์ธรรมดาไปแล้ว
อย่างเคล็ดวิชาผลาญโลหิตต้องยอมรับว่าเป็เคล็ดวิชาต้องห้ามที่ไม่ธรรมดา แต่ต่อให้เป็คนธรรมดาทั่วไปฝึกฝนก็สามารถฝึกฝนไปได้จนถึงเพียงแค่ขั้นห้าเท่านั้น ไม่มีทางที่จะทะลวงไปจนถึงระดับที่สามารถะเิพลังได้หลายสิบเท่าหลังจากใช้เคล็ดวิชาเหมือนกับเคล็ดวิชาของเขาในตอนนี้
และแน่นอนว่าที่เป็เช่นนี้ได้ก็ต้องยกความดีความชอบให้กับระบบ
และในขณะที่สวีหยางกำลังมองดูหน้าต่างระบบด้านหน้าของตนเองอยู่ ด้วยประสาทััที่รวดเร็วของระดับปรมาจารย์ เขากับััได้ว่ามีแขกมาหาเขาอีกแล้วนี่ทำให้สวีหยางขมวดคิ้วและหันไปมองทางประตูใหญ่
หลังจากนั้นไม่น่าก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น แต่สวีหยางยังไม่ทันได้ลุกไปเปิดประตู คนผู้นั้นก็ไม่รออนุญาติของเ้าของบ้านเลยสักนิด อีกฝ่ายถือวิสาสะเปิดประตูเข้ามาในทันที
ทันทีที่สวีหยางพบเห็นผู้ที่ก้าวเดินเข้ามาก็ส่งเสียงประหลาดใจ “หื้ม? ท่านมาทำอันใด?”
ผู้ที่ก้าวเดินเข้ามาไม่ใช่คนอื่นอีกฝ่ายถือว่าเป็คนคุ้นเคยกันดี คือเถ้าแก่เนี้ยมู่แห่งร้านสุราใกล้ๆที่เขามักจะไปซื้อสุราเป็ประจำ
เถ้าแก่เนี้ยมู่วันนี้ยังคงงดงามเปี่ยมเสน่ห์ นางสวมใส่ชุดคลุมขนสัตว์หนาภายในมือหิ้วน้ำเต้าสุราหนึ่งไหติดมาด้วย เมื่อก้าวเดินเข้ามาภายในลานเรือนก็กวาดสายตามองรอบๆอย่างอยากรู้อยากเห็น
สำหรับการปรากฏกายของสตรีผู้นี้สวีหยางย่อมรู้สึกประหลาดใจอยู่แล้ว แถมยังบังเกิดความระแวดระวังขึ้นมาด้วย ให้พูดตามตรงทั้งสองคนถือว่าเป็คนรู้จักกันแต่ก็ไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น
ผนวกกับ่ที่ผ่านมาสวีหยางที่ทะลวงระดับขึ้นเรื่อยๆ ประสาทััของเขาก็รวดเร็วขึ้นและเฉียบคมขึ้น เขาก็ยิ่งััได้ถึงความผิดปกติของสตรีที่เป็เ้าของร้านสุราผู้นี้ได้อย่างชัดเจนมากขึ้น นี่ทำให้เขาขีดเส้นแบ่งความสัมพันธ์กับนางเอาไว้อย่างชัดเจน ไม่ได้สนิทเกินไปแต่ก็ไม่ใช่คนแปลกหน้า ไม่คิดว่าวันนี้นางจะมาหาเขาด้วยตนเอง
เถ้าแก่เนี้ยมู่ยกยิ้มที่มุมปากอย่างงดงามแล้วเอ่ยขึ้น “วันนี้ข้าพกสุรามาเยี่ยมเยือน คุณชายสวีไม่คิดเชิญข้าเข้าไปนั่งด้านในหน่อยหรือ?”
สวีหยางมุมปากกระตุก ท่านก้าวเข้ามาเช่นนี้แล้วยังจะให้ข้าเชิญอีกหรือ? เขาจึงต้องจำใจลุกขึ้นจากเก้าอี้หวาย “เชิญ…”
เมื่อก้าวเดินเข้ามาภายในห้องโถงที่มีโต๊ะรับแขกเพียงแค่โต๊ะเดียว ภายในบ้านก็แทบจะไม่มีของตกแต่งอันใดเลยเถ้าแก่เนี้ยมู่ก็เอ่ยถามขึ้นมาอย่างสงสัย “คุณชายสวีอยู่คนเดียวหรือ?”
สวีหยางรินน้ำชาและส่งให้พลางตอบ “ใช่”
เถ้าแก่เนี้ยมู่ยิ้มบางรับน้ำชาถ้วยนั้นเอาไว้ จากนั้นก็วางไหสุราในมือลงบนโต๊ะ “นี่เป็สุราชนิดใหม่ของร้าน ข้าเลยลองนำมาให้คุณชายสวีลองชิมก่อนวางขาย”
“ท่านมาพบกับข้าเพราะเื่แค่นี้หรือ?” สวีหยางรับไหสุราเอาไว้แล้วเอ่ยถามกลับ
สวีหยางไม่ใช่คนโง่การที่สตรีนางนี้มาพบเขาเช่นนี้ ย่อมไม่ได้้านำเอาสุรามาให้ชิมอย่างแน่นอน
ถึงอย่างไรภายในร้านของนางสวีหยางก็เป็เพียงแค่ลูกค้าระดับกลางเท่านั้น ยังมีลูกค้าอีกหลายคนที่ไปอุดหนุนนางบ่อยกว่าเขา
ถ้าเกิดว่าเถ้าแก่ร้านสุราอยากจะเอาสุราใหม่ไปให้ลูกค้าชิมจริงๆ ก็ควรจะไปมอบให้กับพวกลูกค้าที่มาอุดหนุนนางทุกวันมากกว่าไม่ใช่เขาที่หลายวันไปสักครั้ง
ส่วนกับเื่ความลึกลับของสตรีที่อยู่ด้านหน้า สวีหยางเริ่มััได้อย่างชัดเจนก็ั้แ่ตนเองทะลวงเข้าสู่ระดับปรมาจารย์
เป็เพราะว่าถึงแม้ว่าเขาจะทะลวงเข้าสู่ระดับปรมาจารย์แล้ว เขาก็ยังมองสตรีผู้นี้ไม่ออกอยู่ดีนี่จึงทำให้เขาค่อนข้างที่จะระแวดระวังนางอยู่เสมอ
ในขณะที่สวีหยางถามออกไปเขายังไม่ทันได้คำตอบที่ตนเองอยากรู้ เขากับโดนขัดจังหวะโดยเสียงกระแทกประตูจากด้านนอก
เสียง ตรึง!! ดังขึ้นพร้อมกับประตูใหญ่ของเรือนที่ถูกถีบเปิดเข้ามา
สวีหยางขมวดคิ้ววันนี้มันวันบัดซบอะไรกัน บ้านของเขาใครอยากจะเข้ามาก็เข้ามางั้นหรือ?