ตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book)

    บทที่2 ตอนที่ 6 คนจากแดนศักดิ์สิทธิ์ 2/2

    ในตระกูลหรือสำนักระดับสูงมักมีการผูกจิตวิญญาณของนักสู้กับวัตถุพิเศษบางอย่าง มีไว้สำหรับการเก็บภาพเหตุการณ์ก่อนตายเพื่อส่งกลับไปยังตระกูลของนักสู้คนนั้นๆ ตระกูลเซวียนเยวี๋ยนเองก็มีการใช้วิธีการนี้เช่นกัน

    ณ ตระกูลเซวียนเยวี๋ยน ดาบขนาดเล็กที่มีอักษรเขียนไว้ว่าเซวียนเยวี๋ยนเหอชิวได้เปลี่ยนจากสีครามกลายเป็นสีขาวอันเป็นสัญญาณว่าเจ้าของพลังที่สร้างดาบนี้ได้ตายลงไปแล้ว

    "บัดซบ!"ประมุขตระกูลเซวียนเยวี๋ยนกล่าว หมัดของเขากำแน่นจนเส้นเลือดขึ้น ภาพเหตุการณ์ทั้งหมดในตระกูลอูส่งผ่านมายังดาบเล็กสีขาว ภาพที่ปรากฏขึ้นมาฉายตั้งแต่ต้นก่อนเริ่มสู้กันฉายไปเรื่อยๆ

    "แผนของเจ้าพังไม่เป็นท่าเลยสินะ"น้ำเสียงอันเย็บเฉียบของชายหนุ่มผมสีโลหิตดังขึ้นจากทางด้านหลังของประมุขตระกูลเซวียนเยวี๋ยน แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้มาผู้เดียว มีสตรีอีกคนได้เดินมาด้วยเป็นสตรีสวมชุดที่ดำทั้งตัวมีเส้นผมสีดำสนิท หากได้มองใบหน้านั้นไม่ว่าใครก็ต้องพูดว่างดงามแต่ว่านางกลับมีใบหน้าที่คล้ายคนที่ง่วงนอนตลอดเวลา

    "เป็นไปได้ยังไงกันตระกูลอู ราวกับรู้อยู่แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น"ประมุขตระกูลเซวียนเยวี๋ยนกำลังดังมองภาพที่กำลังฉาย ตั้งแต่เริ่มโจมตีตอนกระทั่งโดนโต้กลับจากตระกูลอู

    "ฝีมือคนคนนั้นจริงๆ ด้วยสินะ"น้ำเสียงของชายหนุ่มผมสีโลหิตยังคงสงบนิ่งแม้มองภาพตรงหน้าที่อูหลินเฟิงกำลังใช้หมาป่าโลหิตแปดหางกำลังสู้กับสามจอมยุทธ์

    "องค์ชายสี่หมายความว่าอย่างไร"ประมุขตระกูลเซวียนเยวี๋ยนถาม เขาเรียกชายหนุ่มผมสีโลหิตว่าองค์ชายสี่

    "เจ้าเคยบอกว่าได้ลองไปถามโรงค้าทาสในเมืองศิลาแดงแต่ไม่ได้ข้อมูลอะไรสินะ แต่ว่าหลังจากงานประลองล่าสัตว์อสูรข้าได้นำภาพของอูหลินเฟิงผู้นี้ไปถามในโรงค้าทาสอีกครั้ง กลับมีพนักงานจำหน้าของเขาที่มาซื้อทาสนักสู้คนหนึ่งได้"ชายหนุ่มผมสีโลหิตที่ถูกเรียกว่าองค์ชายสี่ตอบ

    "เหตุใดได้เจ้าหนูนี่ ถึงรู้ว่าจงหมิ่นอยู่ที่นั่น ตามนิยายที่ได้มาไม่ควรจะเป็นแบบนี้หรือว่านิยายเรื่องนี้ใช้ไม่ได้"ประมุขตระกูลเซวียนเยวี๋ยนกล่าวพร้อมมองไปยังนิยายที่ได้รับมา

    "ไม่หรอก แม้ตอนแรกข้าจะไม่เชื่อสิ่งที่นิยายเขียนแต่ว่าคนจากฝั่งนั้นได้ชันสูตรศพของผู้เขียนนิยายเล่มนี้แล้วพบร่องรอยของพลังจิตนิมิตที่หายาก นิยายเรื่องนี้เขียนโดยผู้ที่เห็นอนาคตจริงๆ เพียงแต่ตอนนี้อนาคตได้เปลี่ยนไปแล้ว"องค์ชายสี่ตอบด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง

    "มันเป็นไปได้ด้วยงั้นหรือ เสวี้ย (血=เลือด) เจ๋อ (喆=มีสติปัญญาล้ำเลิศ) "คนที่ถามกลับไม่ใช่ประมุขตระกูลเซวียนเยวี๋ยน แต่เป็นสตรีที่มาด้วยกันถามด้วยน้ำเสียงงัวเงีย

    "ได้สิ ถ้าหากว่าอีกฝ่ายก็อ่านนิยายเรื่องนี้เหมือนกัน"องค์ชายสี่หรือเสวี้ยเจ๋อตอบกลับ พร้อมกับถือนิยายเรื่องตำนานจอมยุทธ์จตุรธาตุไว้ในมือ

    "จะเป็นไปได้ยังไงกัน นิยายเรื่องนี้เราได้รับมาจากโลกแห่งจิตจะบอกว่าคนจากโลกแห่งจิต ให้นิยายเรื่องนี้กับผู้อื่นงั้นหรือ"ประมุขตระกูลเซวียนเยวี๋ยนกล่าวถาม

    “ข้าเองก็ไม่แน่ใจ เช่นกันแต่ว่าอูหลินเฟิงผู้นี้รับรู้เรื่องในนิยายแน่นอน” เสวี้ยเจ๋อตอบอย่างมั่นใจ “หลักฐานคือนามอูหลินเฟิงแทบไม่เคยปรากฏบนนิยายเรื่องนี้เลย มีการกล่าวถึงเพียงครั้งเดียวคือตอนที่จงหมิ่นในนิยายพูดถึงเพื่อนสมัยเด็กที่ตายไป แต่ว่าตัวตนที่ไม่เคยปรากฏในนิยายอย่าง อูหลินเฟิงไม่เพียงมีชีวิตอยู่ แต่กลับมีความแข็งแกร่งแตกต่างจากในนิยายที่กล่าวไว้ว่าร่างกายอ่อนแอตั้งแต่เกิดจนตาย รอบๆ ตัวของเขาเป็นจุดที่ทำให้หลายเหตุการณ์ต่างออกไปจากนิยาย คิดว่าตัวของอูหลินเฟิงคงเกิดเหตุบางอย่างที่ทำให้ร่างกายกลับมาแข็งแกร่งรวมถึงรับรู้เหตุการณ์ที่จะเกิด ผ่านนิยายเรื่องนี้เช่นเดียวกับพวกเรา จึงสามารถหาทางแก้ไขอนาคตเปลี่ยนให้เป็นไปคนละทางกับนิยาย” เสวี้ยเจ๋อได้กล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง จ้องมองไปยังภาพที่กำลังฉายอยู่ ตอนนี้ภาพที่ฉายคือตอนที่อูหลินเฟิงนำวิหคมรณะออกมา

    “วิหคมรณะงั้นหรือ แม้แต่พวกเรายังไม่อาจควบคุมมันได้สมบูรณ์เลย คนคนนั้นทำได้อย่างไร” เสียงงัวเงียของสตรีข้างกายเสวี้ยเจ๋อได้ดังขึ้นมาอีกครั้ง จริงๆ แล้วนางมีนามว่ากงซุนเมิ่งเป็นทายาทของราชวงศ์จันทราทมิฬ

    ภาพที่ฉายยังคงเล่นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งปรากฏภาพที่เห็นตราประจำตระกูลเนี่ยบนตัวของอูหลินเฟิงปรากฏออกมา

    “ตะ ตราประจำตระกูลเนี่ย” ประมุขตระกูลเซวียนเยวี๋ยนกล่าวอย่างตื่นตะลึง ภาพที่ปรากฏออกมานั้นแม้แต่เสวี้ยเจ๋อที่สงบนิ่งตลอดเวลายังมองอย่างตกใจ

    “โห แบบนี้เองงั้นหรือ” เพียงไม่นานหลังจากที่เสวี้ยเจ๋อได้เห็นตราตระกูลเนี่ย ราวกับเข้าได้เข้าใจเรื่องราวหลายอย่างมากขึ้น

    “เข้าใจอะไรแล้วงั้นหรือ” กงซุนเมิ่งถาม นางสัมผัสได้ว่าเสวี้ยเจ๋อต้องเข้าใจอะไรบางอย่าง

    “หากเป็นทายาทของตระกูลเนี่ยคงไม่แปลกที่สามารถควบคุมวิหคมรณะได้ เท่านี้ข้าก็แน่ใจแล้วว่าอูหลินเฟิงต้องรู้เรื่องต่างๆ ของนิยายแน่นอน เจ้านั่นหลังจากปราบวิหคมรณะได้แล้วคงให้ตระกูลอูปล่อยข่าวเรื่องการบาดเจ็บหลอกให้เราทำตามแผนการเดิม หลังจากนั้นก็ไปช่วยจงหมิ่นก่อนเวลา หาพวกที่แข็งแกร่งเข้ามาเป็นพวก เข้าร่วมงานประลองล่าอสูรเพื่อไม่ให้น้องชายต้องตายตามนิยาย สุดท้ายแล้วแม้จะได้เป็นศิษย์ปราณวิญญาณแต่ได้แกล้ง กลับตระกูลในเวลาที่เราจะลงมือเพื่อบีบเวลาลงมือของพวกเรา วางค่ายกลตอบโต้การโจมตีจนสามารถเอาชนะได้ เขาได้แสดงส่วนที่มีในนิยายให้เราเห็นว่ายังมีบางอย่างเหมือนกับนิยายอยู่ แล้วซ่อนแผนตอบโต้พวกเราที่ยึดติดกับเส้นทางนิยาย” เสวี้ยเจ๋อตอบ เรียกได้ว่าความสามารถในการวิเคราะห์ของเสวี้ยเจ๋อนั้นสูงอย่างมากจนแทบจะพูดเรื่องอูหลินเฟิงถูกทั้งหมด

    “หากเป็นเช่นนี้ เรื่องของตระกูลโอวหยางเราจะทำอย่างไรต่อไป เป้าหมายยังเป็นผู้อาวุโสสี่ตระกูลโอวหยางหรือไม่” ประมุขตระกูลเซวียนเยวี๋ยน เพราะว่าหากเป็นแบบนั้นอีกฝ่ายต้องวางแผนรับมือการโจมตีตระกูลโอวหยางได้อีกครั้ง

    “ทำเช่นเดิมทำให้เป็นไปตามนิยาย ผู้อาวุโสสี่ตระกูลโอวหยางยังเป็นเป้าหมายของเราเหมือนเดิม” แต่สิ่งที่เสวี้ยเจ๋อกล่าวนั้น สร้างความแปลกใจให้กับประมุขตระกูลเซวียนเยวี๋ยนอย่างมาก เพราะถ้ายังทำตามนิยายอีกฝ่ายก็ต้องระวังตัวตนเองผู้อาวุโสสี่ตระกูลโอวหยางเป็นแน่แล้วทำไมต้องใช้ผู้อาวุโสสี่เช่นเดิม

    “ไม่ใช่ว่าเราควรเปลี่ยนแผนงั้นหรือ” ประมุขตระกูลเซวียนเยวี๋ยนถามกลับ แต่ผลที่ได้กลับเป็นสายตาเย็นชาของเสวี้ยเจ๋อแทนคำตอบ

    “เจ้าควรจะฉลาดกว่านี้ให้สมกับเป็นประมุขของสี่มหาตระกูลหน่อยนะ” เป็นกงซุนเมิ่งที่กล่าวตำหนิประมุขตระกูลเซวียนเยวี๋ยน แม้นางจะไม่ฉลาดเท่าเสวี้ยเจ๋อแต่ก็ยังรับรู้ความต้องการของอีกฝ่าย

    “หากพวกมันคิดว่าตอนนี้ทุกอย่างต้องไปตามนิยาย เราก็แค่ทำตามนิยายเท่านั้น หากเจ้ายังไม่สามารถคิดได้ก็แค่ทำตามคำสั่งของข้าอย่าให้ผิดพลาดแล้วกัน” เสวี้ยเจ๋อกล่าวโดยไม่หันไม่มองประมุขตระกูลเซวียนเยวี๋ยน แต่กลับมองไปยังใบหน้าของอูหลินเฟิง “มาคอยดูกันระหว่างแผนของเจ้า กับ แผนของข้าหลังจากนี้ ผู้จะชนะ”

    ..

    ..

    ณ ตระกูลโอวหยาง เพียงพริบตาอูหลินเฟิงและโอวหยางฉางก็เดินทางมาถึงที่ตั้งของตระกูลโอวหยาง

    “ทางนี้คุณชายใหญ่อู อย่าให้ทั้งสองท่านรอนาน” โอวหยางฉางเร่งอูหลินเฟิง เดินนำไปห้องที่คนจากแดนศักดิ์สิทธิ์รออยู่ ไม่เพียงนานทั้งสองก็เข้าไปยังห้องที่ได้จัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว ภายในห้องนั้นมีชายหนุ่มและหญิงสาวผมสีแดงเพลิงนั่งอยู่ภายใน ทั้งสองต่างมีองครักษ์สองคนข้างกายที่มีลมปราณของชนชั้นราชันขั้นสูงแผ่ออกมาจากตัวตลอดเวลา และ ยังมีโอวหยางชิงหลงที่นั่งรออยู่ด้วย

    “คารวะท่านหญิงเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ คารวะท่านชายเฟิ่งหวงหยางชุน คารวะว่าที่ประมุข ขออภัยที่ให้ทั้งสองต้องรอ” โอวหยางฉางกล่าวด้วยน้ำเสียงนอบน้อมต่อคนทั้งสามที่มารอ

    “คารวะท่านหญิงเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ คารวะท่านชายเฟิ่งหวงหยางชุน คารวะว่าที่ประมุขตระกูลโอวหยาง ข้าน้อยอูหลินเฟิง” อูหลินเฟิงเองก็ประสานมือเคารพคนทั้งสาม พร้อมทั้งแนะนำตัวถึงไม่แนะนำตัวตอนนี้ชื่อของอูหลินเฟิงก็กลายเป็นที่รู้จักในฐานะอัจฉริยะนักฝึกสัตว์อันดับหนึ่งของทวีปไปแล้ว

    “ไม่เป็นไร ถ้าหากว่าสิ่งที่เขาได้บอกมา ว่ามีข้อมูลสำคัญของผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ฆ่าล้างตระกูลจงและเหตุการณ์อสุรกายไร้ผิวในเทือกเขาหมื่นอสูร หากทั้งสองมีผู้อยู่เบื้องหลังเป็นคนเดียวกันจริงๆ ข้าเองก็อยากทราบข้อมูลที่เจ้ามีเช่นกัน” โอวหยางชิงหลงได้เป็นคนกล่าว โดยที่คนจากแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองยังไม่ยอมพูดอะไร

    “ข้อมูลที่ข้ามีสำคัญแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” อูหลินเฟิงกล่าวพร้อมมองไปรอบๆ มองไปยังโอวหยางฉางและองครักษ์ของท่านหญิงและท่านชายทั้งสอง ทั้งสองที่เห็นการกระทำของอูหลินเฟิงก็รับรู้ความต้องการของอูหลินเฟิงได้ทันที

    “พวกเจ้าออกไปก่อน” เฟิ่งหวงหยางชุนกล่าวกับคนทั้งหมด เมื่อได้รับคำสั่ง โอวหยางฉางและสี่องครักษ์ต่างออกไปจากห้อง โอวหยางชิงหลงเมื่อเห็นคนทั้งหมดออกไปแล้วได้กางม่านพลังปกคลุมทั้งห้องปิดกั้นเสียงไม่ให้ออกหรือเข้ามาได้

    “หวังว่าข้อมูลที่เจ้าจะให้ มีค่ามากพอแล้วกัน” เฟิ่งหวงหยางชุนกล่าว เมื่อได้ยินแบบนั้นอูหลินเฟิงได้นำของสิ่งหนึ่งออกมา เป็นหนังสือที่ปกเขียนว่า ตำนานจอมยุทธ์จตุรธาตุ ออกมาและนำไปให้โอวหยางชิงหลงที่อยู่ใกล้เขาที่สุด อูหลินเฟิงใช้เวลาว่างเป็นว่าจะเป็นระหว่างเดินทางไปเทือกเขาหมื่นอสูร หรือ ระหว่างเดินทางกลับใช้เวลาว่างเหล่านั้นดึงความทรงจำของตนค่อยๆ เขียนนิยายเรื่องตำนานจอมยุทธ์จตุรธาตุขึ้นมาใหม่ ตอนนี้เขากล้าที่จะเอาเรื่องของนิยายบอกกล่าวต่อคนอื่นแล้วเพราะว่าตอนนี้เขามีพลังมากพอที่จะปกป้องตัวเอง และ มีพลังมากพอที่จะทำให้คำพูดของเขามีน้ำหนัก

    “นี่มัน? หนังสือนิยายงั้นหรือ” โอวหยางชิงหลงกล่าวอย่างแปลกใจที่อูหลินเฟิงนำหนังสือนิยายมาให้เขา ไม่ใช่แค่โอวหยางชิงหลงที่ไม่เข้าใจ เฟิ่งหวงหยางชุนและเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ต่างขมวดคิ้วไม่เข้าใจเช่นกัน

    “หมายความว่าเช่นไร” เฟิ่งหวงหยางชุนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจ ให้เขารอเพื่อมอบนิยายงั้นหรือ

    ..

    ..

    จบตอน

    คล้ายกับเรื่องตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book) ที่คุณอ่าน