“วันนี้การประชุมในครอบครัวของเราสิ้นสุดแต่เพียงเท่านี้ จุดประสงค์ของข้าชัดเจนมาก ก็คือ เมื่ออยู่ข้างนอกต้องให้เกียรติข้า”
หลังจากที่อันเยว่สรุปเรื่องในวันนี้แล้ว นางก็เอนร่างบนเก้าอี้โดยกวาดตามองหน้าแต่ละคน เวลานี้ หากนางถอยหนึ่งก้าว วันหน้านางก็จะไม่มีสิทธิ์พูดในบ้านหลังนี้อีก
ทั้งสี่คนไม่มีใครพูดอะไร เสียงแมลงข้างนอกดังมาก ดังจนทำให้คนรู้สึกรำคาญใจอย่างยิ่ง
บรรยากาศน่าอึดอัดขึ้นเรื่อย ๆ แม้อันเยว่อยากจะพูด แต่ก็ไม่กล้าเปล่งเสียงออกมา
“ข้าหิวแล้ว”
ในขณะที่ทุกคนเงียบ ซูจือฉือก็เอ่ยขึ้นช้า ๆ เขาเอียงศีรษะมองอันเยว่ ทั้งยังยกยิ้มมุมปาก
รอยยิ้มนี้ทำให้อันเยว่ยอมจำนนทันที เดิมนางตั้งใจว่าจะยืนหยัดต่อจุดยืนของตัวเอง หากอันเยว่ไม่ยอมทำอาหาร คนพวกนี้จะทำอะไรได้
ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ความชอบในรสชาติอาหารของทั้งสี่คนถูกอันเยว่ควบคุมไว้หมดแล้ว และนี่ก็คือจุดประสงค์ของนางเช่นกัน
“จือฉือ ข้าอยากไปทำอาหารให้เจ้าอยู่หรอก แต่ท่าทีของคนพวกนี้ในวันนี้ทำให้ข้าผิดหวังมาก”
“เช่นนั้นเจ้าจะเอาอย่างไร”
เซียวสิงเยี่ยนรู้สึกโกรธเช่นกัน เขาถลึงตามองอันเยว่เหมือนต้องการฉีกนางเป็นชิ้น ๆ และคิดว่าต้องจับตาดูสตรีผู้นี้ไว้ให้ดี
ก่อนหน้านี้นางเคยทำเรื่องขายซูจือฉืออย่างลับ ๆ แล้ววันนี้จะให้เขาก้มหัวให้กับสตรีแบบนี้หรือ?
“ขอโทษข้า!”
อันเยว่พูดทีละคำ นางเชิดหน้าอย่างจองหอง นางยอมรับว่าไม่ต้องการอ่อนข้อให้
“ขอโทษหรือ?”
นางเอามือตบลงบนแขนเก้าอี้ด้วยความโกรธจากนั้นขมวดคิ้วมุ่นและส่งเสียงไม่พอใจ “เซียวสิงเยี่ยน เจ้าจะมากไปแล้ว หากเจ้าไม่เต็มใจอยู่บ้านข้าก็ไม่เป็นไร ขอแค่เจ้าพูดมาคำเดียว ข้าสามารถยื่นจดหมายหย่าและปล่อยเจ้าเป็นอิสระ”
นางอยากพูดประโยคนี้มานานแล้ว แม้สามีจะเป็นของนาง แต่จะมีประโยชน์อันใดหากปล่อยให้เขากดหัวตลอดเวลาเช่นนี้?
สามีที่ไม่เชื่อฟังทั้งยังสร้างปัญหาให้สารพัด หากสามารถไปถึงขั้นหย่าร้างได้จริง ก็ถือว่าเป็นไปตามความตั้งใจแต่แรกของอันเยว่
หย่าทิ้งหนึ่งคนก่อน จากนั้นอีกสามคนที่เหลือก็ง่ายแล้ว
“ข้าจะไม่ขอโทษเด็ดขาด อีกอย่าง หากเจ้าต้องการหย่าสามี อย่าได้แม้แต่จะคิด”
เมื่อเซียวสิงเยี่ยนพูดจบก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน โดยไม่ไว้หน้าอันเยว่แม้แต่น้อย จากนั้นเอ่ยขึ้นหนึ่งประโยคด้วยใบหน้าดำทะมึน “ยังไม่ไปทำอาหารอีก?”
“นี่…”
อันเยว่มองเซียวสิงเยี่ยนที่จากไปด้วยความประหลาดใจ หัวคิ้วของนางขมวดเข้าหากันแน่น สามีใหญ่ผู้นี้เอาใจยากเหลือเกิน
“ฮูหยิน ถ้าเช่นนั้น วันนี้เรากินเนื้อวัวติดมันกันดีไหม?”
“เนื้อวัวติดมัน? นี่เจ้ายังมีหน้ามาสั่งข้าอีก?”
อันเยว่มองกู่หยางด้วยความประหลาดใจ เกิดอะไรขึ้นกับผู้ชายคนนี้? หรือว่าตอนประชุมกันเมื่อครู่นางพูดไม่ชัดเจน?
ไม่สิ นางพูดชัดเจนมากว่าหากอยู่ที่บ้านหลังนี้ต่อไปได้ก็อยู่ หากอยู่ไม่ได้ก็หย่าไม่ใช่หรือ?
แต่ใครจะรู้ว่าในตอนนี้หยูยวนกลับลุกขึ้นบิดขี้เกียจ อีกทั้งยังยกยิ้มมุมปาก
“ก็คิดว่าเรื่องใหญ่อะไรเสียอีก เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับข้านี่ เอาเป็นว่า ทำปูอบมาอีกหนึ่งอย่างด้วย เมื่อครู่ข้าเพิ่งซื้อปูกลับมาสองสามตัว”
พูดจบก็ไม่รู้ว่าหยูยวนหยิบปูหนึ่งเชือกออกมาจากที่ไหน หนำซ้ำปูเหล่านี้ยังตัวอ้วนเสียด้วย
“ไปได้ปูอ้วนขนาดนี้มาจากที่ไหน?” อันเยว่เอ่ยปากถามก่อนจะรีบโบกมือ “ข้าไปรับปากเจ้าตอนไหนกันว่าจะทำปูอบให้เจ้า?”
“ขอบใจนะ”
หยูยวนโบกมือแล้วเดินตรงออกไป
เมื่อมองแผ่นหลังที่สง่างามของเขา มือของอันเยว่ก็กำเข้าหากันแน่น นางไม่เคยพบเคยเจอผู้ชายหน้าไม่อายขนาดนี้มาก่อนเลยจริง ๆ
เฝ้าดูเรื่องสนุกพร้อมหัวเราะเยาะ ซ้ำยังพูดจาถากถาง นี่ยังมาสั่งรายการอาหารเพิ่มอีก!
“จือฉือ เจ้าดูพวกเขาสิ มีสามีบ้านไหนกันที่รังแกภรรยาเช่นนี้? ต่อให้ข้าทำอาหารเป็นไม่กี่อย่าง ข้าก็เป็นภรรยาอยู่ดีนะ!”
อันเยว่แสดงท่าทางกระเง้ากระงอด นางต้องใช้โอกาสนี้ประจบซูจือฉือแล้ว
แม้ว่าจะถูกเซียวสิงเยี่ยนโวยวายใส่ แต่อย่างน้อยซูจือฉือก็รู้ว่าจิตใจของนางไม่ใช่มองแวบเดียวก็รู้ได้ ทว่านางกำลังปกป้องเขา
ซูจือฉือเดินมาอยู่ข้าง ๆ อันเยว่ เขายกมือจัดผมที่ยุ่งให้นางเบา ๆ จากนั้นหยิบปูไปและเอ่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ข้าเป็นผู้ช่วยให้เจ้าได้”
“นี่ไม่ใช่เรื่องเป็นผู้ช่วยได้หรือเปล่า แต่พวกเขารังแกผู้อื่นเกินไปแล้วต่างหาก”
อันเยว่เบะปาก นางรู้สึกอึดอัดใจมาก เกรงว่าภรรยาที่น่าเวทนาที่สุดในราชวงศ์ต้าโจวคงไม่มีใครเกินนาง
ในฐานะสตรีแห่งยุคที่ผู้หญิงเป็นใหญ่ อันเยว่ไม่ได้รับการให้เกียรติมากนัก เมื่อต้องการเอาใจซูจือฉือด้วยฝีมือทำอาหาร ก็กลับทำให้ตัวเองต้องลำบากเสียอย่างนั้น
“ปูในวันนี้มีห้าตัวพอดี”
ซูจือฉือพูดด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ตอนที่เขาพูดอันเยว่มองไปที่เชือกฟางก็อดหัวเราะไม่ได้
ในยามนี้ความโกรธแต่เดิมของนางคลายลงมากแล้ว ไม่คิดว่าหยูยวนผู้นี้จะเตรียมปูไว้ห้าตัวพอดี
ในบ้านมีกันทั้งหมดห้าคน การที่เขาสามารถทำสิ่งนี้ได้ ก็พอจะแสดงให้เห็นว่าท่าทีของเขาที่มีต่อนางได้เปลี่ยนไปแล้ว
“ใช่ ฮูหยิน ข้าจำได้ว่าตอนที่กลับมาพี่ใหญ่พูดถึงเรื่องซื้อปู เหมือนกับว่าพี่ใหญ่เป็นคนเห็นปูนี่ เขาบอกว่าฮูหยินชอบปูมาก จริงไหม?”
“แน่นอนข้าชอบปู”
ปูในฤดูใบไม้ร่วงตัวอวบอ้วนที่สุดแล้ว มีใครไม่ชอบล่ะ
ถือว่าเซียวสิงเยี่ยนยังมีคุณธรรมหลงเหลืออยู่บ้าง เขายังจำ…จำได้ว่านางชอบกินปู
ไม่รู้เหตุใดอันเยว่ถึงรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
เมื่อครู่ยังทะเลาะกับเซียวสิงเยี่ยนอยู่เลย แต่เขากลับซื้อปูมาก่อนที่จะไปลากซูจือฉือกลับมาจากหอจู้เหอ นี่มันอะไรกัน?
เขาเริ่มเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ เริ่มยอมรับว่ามีภรรยาที่ชื่ออันเยว่ในบ้านหลังนี้ใช่ไหม?
ในเมื่อยอมรับแล้ว กลับยังคงชักสีหน้าอยู่เช่นนั้น อย่างน้อยควรยิ้มบ้างสิ ไม่อย่างนั้น ใครจะไปรู้ว่าในใจเขาคิดอะไรอยู่
“จริงๆ เลย ผู้ชายน่ะ เป็นพวกที่ไม่ชอบพูดความในใจ มักชอบให้ผู้อื่นเดา ข้าไม่ใช่พยาธิในท้องของใครสักหน่อย จะไปรู้ได้อย่างไรว่าเขาคิดอะไรอยู่? จำเป็นต้องโกรธด้วยหรือ?”
อันเยว่ถอนหายใจ แต่เริ่มมีรอยยิ้มบนใบหน้าของนางแล้ว จากนั้นนางก็ชี้นิ้วไปยังห้องครัว
“ไปกันเถอะ มีหลายคนที่รอกินข้าวอยู่ จือฉือ วันนี้เจ้าอยากกินอะไร? สั่งมาได้เลยหนึ่งอย่าง”
“กินหม่าเจี้ยงลาผี ได้ไหม?”
ซูจือฉือไม่ได้ทำให้อันเยว่ลำบากใจเลย ยามที่เขาเอ่ยประโยคนี้ด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ ก็เห็นว่าอันเยว่กำลังยิ้มอยู่เช่นกัน ทำให้เขารู้สึกเบาใจเล็กน้อย
“จือฉือ เจ้ายิ้มสวยเหลือเกิน”
อันเยว่พูดออกมาจากใจ แต่ซูจือฉือกลับชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็หุบยิ้ม ใบหน้าของเขาเย็นชาขึ้นมาทันใด