สายน้ำยังไหลผ่านดอกไม้ยังผลิบานเมื่อถึงฤดู... และแล้ว อีกหนึ่งปีเต็มก็ล่วงเลยไป
สำหรับสายตาของผู้คนภายนอก ในสวนสมุนไพรยังคงดำเนินไปตามปกติไป๋ลี่ยังคงเป็เพียงศิษย์รับใช้ผู้สงบเสงี่ยม เขารดน้ำพรวนดินศึกษาตำราสมุนไพรพื้นฐาน หัดควบคุมไฟเตาหลอมยาแบบงูๆ ปลาๆ และคอยเดินตามต้อยๆเป็ลูกมือให้หมอเฒ่าซุนเวลาลงเขาไปรักษาคน การฝึกฝนตบะของเขาก็ยังคงนิ่งสนิทไร้ซึ่งกลิ่นอายของผู้ฝึกปราณ เป็เพียง 'ขยะห้าธาตุ' ที่ไม่มีใครให้ราคาเช่นเดิม
ทว่า ภายใต้การปกปิดซ่อนเร้นตัวตนในความเป็จริง บัดนี้ตบะของไป๋ลี่ได้ก้าวล่วงเข้าสู่ ผู้ฝึกปราณขั้น 6 ไปแล้ว!เพียงแค่อีกก้าวเดียว เขาก็จะทะลวงเข้าสู่่ปลายของขั้นฝึกปราณอย่างสมบูรณ์
จากคราวก่อนที่อาศัยฤทธิ์ยาบีบคั้นจนทะลุรวดเดียวสามขั้นในคืนเดียวไป๋ลี่เพิ่งมาตระหนักรู้ในภายหลังว่า สำหรับวิถีแห่งการบำเพ็ญเพียรนั้น‘ความมั่นคงของรากฐาน’ สำคัญยิ่งกว่าความเร็วในการทะลวงคอขวด หากรากฐานกลวงเปล่าการก้าวสู่ขั้นที่สูงขึ้นไปก็ไม่ต่างจากการสร้างหอคอยบนผืนทราย ดังนั้นตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมานี้ เขาจึงเน้นไปที่การโคจรลมปราณ ชำระล้างเส้นชีพจรและบีบอัดพลังฟ้าดินให้หนาแน่น ระดับขั้นจึงค่อยๆขยับขึ้นอย่างเชื่องช้าแต่มั่นคงดุจขุนเขา
นอกจากการบำเพ็ญเพียรแล้วเวลาส่วนใหญ่ที่เหลือจากการทำหน้าที่ดูแลสวนไป๋ลี่ทุ่มเททั้งหมดไปกับการศึกษาและทำความเข้าใจ ‘คัมภีร์แห่งา’ที่ได้มาจากตลาดมืด
คัมภีร์ม้วนนี้หาได้เหมือนตำราโอสถสกิลที่ติดตัวเขามาที่เพียงแค่กด ‘ดาวน์โหลด’ ความรู้ทั้งหมดก็ไหลบ่าเข้าไปสลักลึกในสมองทันทีแต่นี่คือศาสตร์ที่เขาต้องใช้เวลาทุ่มเทอ่าน ทำความเข้าใจ และตีความด้วยตนเองทีละหน้า
แน่นอนว่าด้วยมันสมองระดับไป๋ลี่เขาไม่ใช่คนโง่เขลา การทำความเข้าใจตรรกะของคนโบราณจึงไม่ได้ยากเกินความสามารถเพียงแต่ต้องใช้เวลาค่อยๆ ย่อยข้อมูลมหาศาลที่เทียบเท่ากับหนังสือปกแข็งนับสิบๆเล่มก็เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น หากมีเนื้อหาส่วนใดที่คลุมเครือหรือซับซ้อนเกินไปเขาก็ยังมีระบบคอยช่วยเป็ ‘ผู้ช่วยอัจฉริยะ’ตีความและขยายความให้เข้าใจได้อย่างปรุโปร่ง
ผลลัพธ์จากความอุตสาหะตลอดหนึ่งปีทำให้บัดนี้ ไป๋ลี่เริ่มเข้าใจแก่นแท้และสามารถลงมือ ‘เขียนยันต์’ รวมถึง‘สร้างค่ายกลพื้นฐาน’ ได้บ้างแล้วแม้จะยังมีข้อจำกัดเื่ระดับพลังตบะที่ยังไม่สูงพอทำให้สร้างได้เพียงค่ายกลระดับต้นและยันต์ระดับต่ำ ทว่ามันก็เป็จุดเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยม
และที่สำคัญที่สุด... เขาได้เริ่มฝึกฝน‘เคล็ดวิชาหุ่นเชิด’ ไปพร้อม ๆ กัน
จะว่าไป นี่คือ ‘จุดขาย’และเอกลักษณ์อันโดดเด่นที่สุดของตัวเอกในนิยายเื่นี้เลยก็ว่าได้ภาพจำของไป๋ลี่ในซีรีส์ คือผู้ใช้เวทที่สามารถเสก ‘หุ่นเชิดกระดาษ’ขึ้นมานับร้อยนับพันให้กลายเป็กองทัพส่วนตัว กวาดล้างศัตรูจนราบคาบแน่นอนว่าความแข็งแกร่งของหุ่นเชิดกระดาษเหล่านี้ย่อมแปรผันตามระดับตบะและวัสดุที่ใช้สร้าง
ในตอนนี้อย่าเพิ่งไปพูดถึงกองทัพนับพันเลย ด้วยขีดจำกัดของพลังไป๋ลี่สามารถตัดกระดาษและร่ายเวทสร้างหุ่นเชิดออกมาได้เพียงแค่ 7-8 ตัวเท่านั้นความแข็งแกร่งในการต่อสู้ของพวกมันแทบจะหวังผลอะไรไม่ได้ทำได้เพียงช่วยหยิบจับสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ หรือเป็หูเป็ตาให้เขาทว่าเมื่อมองดูเ้าหุ่นกระดาษตัวจิ๋วเหล่านี้วิ่งเตาะแตะไปมาอยู่บนโต๊ะมันก็ดูน่ารัก ‘ตะมุตะมิ’ ไม่หยอกเลยทีเดียว
ทว่าความน่ากลัวที่แท้จริงของวิชาหุ่นเชิดที่ไป๋ลี่ซุ่มพัฒนาขึ้นมา ไม่ได้อยู่ที่หุ่นกระดาษ...แต่อยู่ที่ ‘หุ่นเชิดกิ้งก่า’ อีกสองตัวที่เขาแอบทดลองสร้างขึ้นต่างหาก!
หุ่นเชิดกิ้งก่าคู่นี้มีความพิเศษและแตกต่างจากหุ่นกระดาษอย่างสิ้นเชิงเพราะไป๋ลี่ได้ใช้ศาสตร์มืดเล็กๆ น้อยๆ ในการดักจับและ ‘ผนึกิญญา’ของกิ้งก่าจริงๆ ลงไปในแกนกลางของหุ่นเชิดที่สร้างจากไม้เนื้อหนาและแร่เหล็ก
ในยามปกติหุ่นเชิดทั้งสองจะใช้คุณสมบัติพรางตัวหลอมรวมกลิ่นอายและรูปลักษณ์ให้ดูเหมือนกิ้งก่าตัวเล็กๆ ธรรมดาเกาะนิ่งอยู่ตามขื่อคานหรือกิ่งไม้เพื่อทำหน้าที่เป็ยามเฝ้ากระท่อมให้เขาตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงโดยไม่มีใครจับััได้
แต่เมื่อใดก็ตามที่ถึงคราวต้องเผชิญหน้ากับศัตรูหรือเมื่อไป๋ลี่ออกคำสั่งสังหาร กิ้งก่าตัวน้อยทั้งสองจะขยายร่างและกลายสภาพเป็‘กิ้งก่าปีศาจหุ่นเชิดขนาดั์’ ที่หุ้มเกราะเหล็กเต็มไปอักขระยันต์พละกำลังและความดุร้ายของพวกมัน ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว... หากประเมินจากแรงปะทะพวกมันแต่ละตัวมีความแข็งแกร่งทัดเทียมกับ ผู้ฝึกปราณ่กลางน่าจะได้
กาลเวลายังหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านอย่างไม่แยแสผู้ใด... และแล้วหนึ่งปีก็ล่วงเลยผ่านไปอีก
แต่สายน้ำที่เคยไหลเอื่อย หลายวันมานี้กลับหยุดนิ่งสนิทแอ่งน้ำทั้งลำธารที่ไหลผ่านสวนแข็งตัวจนกลายเป็น้ำแข็งเหมันตฤดูมาเยือนพร้อมกับละอองหิมะที่โปรยปรายลงมาปกคลุมทั่วทั้งขุนเขาจนทุกสรรพสิ่งกลายเป็สีขาวโพลนอากาศหนาวเหน็บเสียดกระดูก สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงและวาระของบางอย่างที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้
นับั้แ่ที่ไป๋ลี่ทะลุมิติเข้ามาในโลกใบนี้นับเวลาได้ตอนนี้ก็มากว่าสามปีแล้ว...และในขณะที่โลกภายนอกยังคงมองว่าเขาเป็เพียงขยะห้าธาตุทว่าบัดนี้ตบะของเขาได้บรรลุถึง ‘ผู้ฝึกปราณขั้นเก้า’ซึ่งเป็จุดสูงสุดของขอบเขตขั้นฝึกปราณอย่างไม่มีใครล่วงรู้
ส่วนเื่มิตรภาพระหว่างสหายทั้งสาม...ถ้านับั้แ่วันที่เข้าสำนักมา ยังคงดำเนินไปอย่างแแ่ยิ่งกว่าเก่าจ้าวอิงยังคงแวะเวียนมาหาพวกเขาที่สวนสมุนไพรอยู่เสมอหญิงสาวในคราบคุณชายหน้าหยกผู้นี้หาได้สนใจสายตาหรือคำครหาของคนนอกไม่แม้ว่าภาพลักษณ์ของนางในยามนี้ จะดูแปลกประหลาดไปสักหน่อย ที่ลดตัวลงมาคบค้าสมาคมกับศิษย์รับใช้ที่ดูต้อยต่ำไปบ้างอย่างไป๋ลี่และเถี่ยซานก็ตาม
นั่นเป็เพราะบัดนี้จ้าวอิงได้รับการยอมรับและถูกแต่งตั้งให้เป็ถึง ‘ศิษย์สายตรงของเ้าสำนัก’อย่างเป็ทางการแล้ว! ด้วยตบะที่ก้าวะโขึ้นมาถึง ผู้ฝึกปราณขั้นเจ็ดภายในเวลาเพียงสามปี หากไม่นำมาเปรียบเทียบกับสัตว์ประหลาดที่โกงระบบอย่างไป๋ลี่ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของนางถือว่าน่าสยดสยองจนไม่อาจใช้แค่คำว่า‘อัจฉริยะของสำนัก’ ได้อีกต่อไปแต่นางคือยอดอัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่งในรอบร้อยปีของยุทธภพและก้าวขึ้นไปติดอันดับยอดฝีมือรุ่นเยาว์ของดินแดนแห่งนี้ได้เลย
ด้วยสถานะที่โดดเด่นและกลายเป็เป้าสายตาของทุกผู้คนจากที่เมื่อก่อนนางสามารถเดินมาหาพวกเขาทั้งสองได้อย่างเปิดเผยระยะหลังมานี้จ้าวอิงจึงจำเป็ต้องใช้วิธีปกปิดร่องรอย สวมหมวกคลุมหน้าและลอบเร้นกายมาพบอย่างเงียบๆ เป็ส่วนมาก
ส่วนทางด้านของเ้าั์เถี่ยซานหลังจากพยายามลองผิดลองถูกและล้มเหลวมานับครั้งไม่ถ้วนในที่สุดความพยายามของเขาก็สัมฤทธิ์ผล เขาสามารถเปิดจุดชีพจรและก้าวเข้าสู่ผู้ฝึกปราณขั้นที่หนึ่ง ได้สำเร็จเสียที แม้จะเป็เพียงก้าวเล็กๆแต่มันก็ทำให้เด็กหนุ่มร่างกำยำผู้นี้ดีใจจนร้องไห้น้ำตาซึม
ทว่า ท่ามกลางความยินดีเ่าั้บรรยากาศในเรือนใหญ่ของสวนสมุนไพรกลับหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด...
หมอเฒ่าซุนไป๋เฉ่าเริ่มมีอาการเจ็บป่วยออดๆ แอดๆ ร่างกายที่เคยดูอ่อนแรงอยู่แล้วยิ่งดูผ่ายผอมลงไปมากกว่าเดิมใน่ไม่กี่เดือนมานี้ เสียงไอกระแอมดังลอดออกมาจากเรือนบ่อยครั้งบ่งบอกให้รู้ว่า ‘วาระสุดท้าย’ ของชายชรากำลังคืบคลานเข้ามาเร็วเกินกว่าที่คิด และใกล้จนแทบนับวันรอได้
อย่างที่ไป๋ลี่เคยบอกกับตัวเอง...หากเขาไม่ล่วงรู้พล็อตเื่อันมืดดำมาก่อนเขาคงจะหลงเชื่อใจและรักตาเฒ่าผู้นี้ประดุจอาจารย์แท้ๆ ไปแล้ว
แต่ถึงกระนั้นในยามนี้ไป๋ลี่ก็ไม่ได้เห็นหมอเฒ่าซุนเป็ภัยคุกคามในสายตาอีกต่อไป ด้วยระดับพลัง‘ผู้ฝึกปราณขั้นเก้า’ ของเขาต่อให้อีกฝ่ายจะงัดแผนชั่วร้ายระดับพลิกฟ้าคว่ำดินอะไรออกมา เขาก็ไม่ได้เห็นอีกฝ่ายจะเป็ปัญหาในสายตาเขาได้
ทว่า สิ่งที่ซับซ้อนกว่าเื่ของพลังคือ ความรู้สึก...
ตลอดสามปีที่ผ่านมาความผูกพันจากการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมันเริ่มหยั่งรากลึกลงไปในใจอย่างไม่รู้ตัวทั้งในยามที่ตาเฒ่าค่อยๆ อดทนสอนเคล็ดบำเพ็ญเพียรให้เถี่ยซานและเขาทั้งในยามที่ตาเฒ่าถ่ายทอดความรู้เื่สมุนไพรให้เขาทีละหน้าทั้งรอยยิ้มใจดีที่ดูไม่เหมือนการเสแสร้ง...หรือแม้กระทั่งความทรงจำในตอนที่ชายชรายื่นก้อนหินิญญาระดับต่ำให้เขาที่ตลาดมืด...
เหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้หลอมรวมให้หัวใจที่เคยเ็าของไป๋ลี่เกิดความสับสนจะไม่ให้เขารู้สึกผูกพันอะไรเลยก็คงจะเป็ไปไม่ได้ ลึกๆ แล้วในใจของเด็กหนุ่มแอบคาดหวังว่า บางที...ตาเฒ่าผู้นี้อาจจะสำนึกได้และยอมกลับใจในท้ายที่สุด
ไป๋ลี่มักจะนั่งทอดสายตามองเรือนไม้ของชายชราท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายพลันนึกสงสัยอยู่ในใจ... ทั้งๆ ที่ตาเฒ่าซุนก็รู้ตัวดีว่าสังขารของตนกำลังจะแตกดับและในเมื่อทั้งเขาและเถี่ยซาน ก็มีตบะห่างไกลจาก ‘ขั้นที่สาม’ซึ่งเป็เงื่อนไขสำคัญในการใช้เป็ภาชนะย้ายิญญาอยู่มากโข(เถี่ยซานเพิ่งขั้นหนึ่ง ส่วนตัวเขาก็แสร้งทำเป็คนธรรมดา)แต่ชายชรากลับนิ่งเงียบกริบไม่ได้มีท่าทีร้อนรนที่จะลงเขาไปลอบจับศิษย์คนอื่นมาเป็ภาชนะสำรองแต่อย่างใด
ความสงบเงียบนี้ทำให้ไป๋ลี่แอบคิดเข้าข้างชายชรา... หรือว่าคนผู้นี้ จะคิดกลับตัวกลับใจได้จริงๆ หรือว่าวาระสุดท้ายของชีวิต จะทำให้ตาเฒ่าปลงตกกับสัจธรรมและยอมปล่อยวางความปรารถนาที่จะมีชีวิตะไป
บ่ายวันนั้นพายุหิมะพัดกระหน่ำรุนแรงกว่าทุกวัน ลมหนาวกรีดร้องหวีดหวิวราวกับเสียงภูตผีท้องฟ้าเบื้องบนมืดครึ้มจนแทบแยกไม่ออกระหว่างยามบ่ายกับยามเย็นเกล็ดหิมะหนาทึบสาดซัดจนทัศนวิสัยขาวโพลนไปหมด
ท่ามกลางความเหน็บหนาวที่เสียดแทงกระดูกไป๋ลี่ได้รับคำสั่งให้ขึ้นไปพบหมอเฒ่าซุนที่เรือนใหญ่เพียงลำพัง
ขณะที่เขาก้าวเท้าขึ้นบันไดไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดลางสังหรณ์บางอย่างก็ร้องเตือนอยู่ในอก บรรยากาศรอบเรือนดูเงียบสงัดผิดปกติทว่าไป๋ลี่จึงยังคงรักษาสีหน้าเรียบเฉยและผลักบานประตูเข้าไป
ปัง!
ทันทีที่ส้นเท้าของเขาก้าวข้ามธรณีประตูบานประตูไม้ด้านหลังก็ปิดกระแทกเข้าหากันและลงดาลเองอย่างแรงราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกระชากมันปิด!
ภายในเรือนสลัวชายชรานั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่งกลางห้องั์ตาที่เคยฝ้าฟางและเปี่ยมไปด้วยความเมตตาบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็คมกริบและเย็นเยียบชายชราจ้องเขม็งราวกับจะมองทะลุเข้าไปถึงิญญาของเขา
“เ้า...เป็ผู้ฝึกตนแล้วสินะ” เสียงแหบพร่าเอ่ยทำลายความเงียบ
ไป๋ลี่ชะงักไปเล็กน้อยเขารู้ดีว่าในสถานการณ์เช่นนี้ การแสร้งทำเป็คนโง่ไม่มีประโยชน์อีกต่อไปแล้วเด็กหนุ่มจึงพยักหน้ารับอย่างสงบนิ่ง
“และเ้าย่อมรู้...ถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของข้าแล้วใช่หรือไม่” ตาเฒ่าถามต่อ มุมปากกระตุกเป็รอยยิ้ม
ไป๋ลี่ไม่ตอบเป็คำพูดเขาเพียงแค่พยักหน้าตอบรับอีกครั้ง
เมื่อเห็นท่าทีที่นิ่งสงบเกินวัยของศิษย์รับใช้หมอเฒ่าซุนก็หัวเราะในลำคอก่อนจะไอกระแอมออกมาทีหนึ่ง ชายชรายิ้มอย่างพึงพอใจก่อนจะยกมือขึ้นทุบลงบนโต๊ะไม้ข้างกายเบาๆ หนึ่งครั้ง
วูบ! พลันปรากฏเส้นแสงสีเืสว่างวาบขึ้นตามรอยแยกของแผ่นไม้กระดานบนพื้นและผนังห้องมันถักทอปรากฏตัวอักขระเรืองแสงประสานกันกลายเป็โดมแสงสีแดงฉานครอบเรือนทั้งหลังเอาไว้อย่างมิดชิด
ไป๋ลี่เบิกตากว้าง ลางสังหรณ์อันตรายที่ที่เขารู้สึกตะขิดตะขวงใจมาั้แ่หน้าประตูกลายเป็ความจริงเขารีบกวาดสายตาประเมินอักขระที่วิ่งวนอยู่รอบตัว ด้วยความรู้จากคัมภีร์าเขาย่อมคุ้นเคยกับค่ายกลพื้นฐานเป็อย่างดี ทว่า...สิ่งที่อยู่ตรงหน้านี้กลับอยู่นอกเหนือความเข้าใจของเขา!ลวดลายอักขระที่สลับซับซ้อนและไอสังหารที่แผ่ออกมา บ่งบอกชัดเจนว่านี่คือ‘ค่ายกลระดับกลาง’
หมอเฒ่าซุนมองดูสีหน้าที่เริ่มตื่นตระหนกของเด็กหนุ่มพลางชี้มือไปยังกระถางธูปทองเหลืองที่ตั้งอยู่มุมห้องควันสีขาวขุ่นกำลังลอยอ้อยอิ่งกระจายไปทั่วอากาศ
“ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเ้าซ่อนความลับอันใดไว้ถึงได้ปกปิดซ่อนคมได้แเีขนาดนี้ จนข้าก็มองระดับตบะที่แท้จริงของเ้าไม่ออกด้วยซ้ำ...”หมอเฒ่ากล่าวเสียงเย็น “แต่สัญชาตญาณของข้าบอกว่า เ้าอันตรายกว่าที่ตาเห็นข้าจึงต้องเตรียมการเผื่อเหลือเผื่อขาดเอาไว้ ควันในห้องนี้คือ ‘กำยานสยบเทวะ’เป็ยาพิษสลบชั้นเลิศที่ข้าลงทุนลงแรงตามหามาถึงสองปีเต็มต่อให้เ้ามีตบะสูงส่งแค่ไหน หากสูดดมเข้าไปแล้ว ยังไงก็หนีไม่รอด!”
ไป๋ลี่ถ้าจะกลั้นหายใจก็ช้าไปแล้วความรู้สึกชาหนึบเริ่มแล่นริ้วขึ้นมาจากปลายเท้าบ่งบอกว่าพิษร้ายได้แทรกซึมเข้าสู่ร่างไปแล้วไม่น้อย
“เ้าคงสงสัยสินะว่าข้าเริ่มจับตาดูเ้าั้แ่เมื่อใด...” ตาเฒ่าลุกขึ้นยืนช้าๆ เอามือไพล่หลัง“ทุกอย่างมันเริ่มชัดเจนขึ้น... ก็ั้แ่วันนั้น ที่ตลาดมืด...”
ั์ตาของไป๋ลี่หดเกร็งเขานึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อปีก่อน... วันที่ตาเฒ่าโยนหินิญญาให้เขาก้อนหนึ่ง...
“วันนั้นข้าได้แอบตามเ้าไป...และดันแอบเห็นพฤติกรรมลับหลังของเ้าพอดี ข้าเห็นเ้าเอาขวดยาชั้นดีไปแลกกับม้วนหนังสัตว์โบราณนั่น...”
ไป๋ลี่พลันนึกตามขณะที่อีกฝ่ายพูด... หินิญญาก้อนนั้นหาใช่รางวัลแห่งความหวังดีไม่ แต่ตาแก่นี่ แค่้ากันเขาออกไปให้พ้นระยะหูเพื่อจะได้คุยธุระกับสหายได้อย่างสะดวกต่างหาก
หมอเฒ่าซุนแสยะยิ้ม “เมื่อเห็นเช่นนั้นข้าจึงเริ่มทบทวนทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเ้าใหม่ั้แ่ต้น... ั้แ่วันแรกที่พบกันทำไมเด็กหนุ่มบ้านนอกธรรมดาถึงมองออกว่านางหนูจ้าวอิงนั่นปลอมตัวเป็ชาย และในวันทดสอบรากิญญา ทำไมคนที่ถูกตัดสินว่ามีรากิญญาขยะห้าธาตุถึงได้ยืนนิ่งสงบ ไม่สะทกสะท้านหรือผิดหวังเลยแม้แต่น้อย ราวกับรู้อยู่แล้ว...
หลังจากข้าเริ่มระแคะระคายข้าก็จงใจแสร้งทำเป็ทุ่มเทเอาใจใส่และตั้งความหวังไว้ที่เ้าเถี่ยซานเหมือนเช่นเดิมเพื่อไม่ให้เ้าแหวกหญ้าให้งูตื่น แต่เป้าหมายที่ข้าจับตาดูและ้าตัวจริงๆ...คือเ้าต่างหาก”
หมอเฒ่าก้าวเดินเข้ามาใกล้สายตาเต็มไปด้วยความโลภที่ปิดไม่มิด “ข้าอ่านตำราโบราณมามากข้าเคยได้ยินเื่เล่าขานถึงพวก ‘ลูกรัก์’ ผู้มีวาสนาพลิกฟ้า... หรือพวก‘ปรมาจารย์กลับชาติมาเกิด’... หรือแม้แต่ตำนานเื่ ‘ิญญาเฒ่าในแหวนมิติ’ที่คอยชี้แนะวิชา คนทั่วไปอาจคิดว่ามันเป็แค่นิทานเพ้อเจ้อหลอกเด็กแต่ข้าเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้หาได้ไร้สาระเสียทีเดียว และมันก็ยังพอเป็อย่างเดียว ที่จะอธิบายความลับที่ซ่อนอยู่ในตัวเ้าได้อย่างเป็เหตุเป็ผล
ไม่ว่าเ้าจะมีความลับอันใดซ่อนอยู่...หลังจากวันนี้ไป มันจะต้องตกเป็ของข้า!”
สมองของไป๋ลี่ประมวลผลอย่างหนักทุกอย่างกำลังพังทลาย! นี่ไม่ใช่พล็อตเื่ในนิยายที่เขาเคยรู้อีกต่อไป ตัวละครถูกดัดแปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงเส้นเื่ฉีกขาดจนเขาแทบจะตามไม่ทัน
ทันใดนั้นไป๋ลี่ก็ตระหนักถึงความผิดปกติบางอย่างได้... คาดเดาในความไม่สมเหตุสมผลของอีกฝ่าย “ตบะของท่าน...คงไม่ใช่แค่ 'ผู้ฝึกปราณขั้นสาม' สินะ” ไป๋ลี่กัดฟันถาม
หมอเฒ่าซุนชะงักไปเล็กน้อยดวงตาฉายแววประหลาดใจที่ไม่นึกว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าจะเฉียบแหลมถึงเพียงนี้“จะว่าใช่...ก็ใช่ จะว่าไม่ใช่... ก็ได้” ชายชราแค่นยิ้ม
“ความจริงแล้ว... ในอดีต ข้าเคยบรรลุถึง‘ฝึกปราณขั้นเก้า’ มาแล้ว!” ตาเฒ่าเริ่มเปิดเผยอดีตอันดำมืดของตนหาได้ปิดบังกับคนใกล้ตาย“เพียงแค่อีกก้าวเดียว...อีกก้าวเดียวเท่านั้นข้าก็จะทะลวงเข้าสู่ขั้นสร้างรากฐานได้สำเร็จแต่์ช่างบัดซบ! ข้าผิดพลาดในด่านทดสอบสุดท้ายพลังสะท้อนกลับจนเส้นลมปราณฉีกขาดตบะของข้าถดถอยร่วงหล่นลงมาติดอยู่ที่ขั้นสามอย่างน่าสมเพช!
หลายสิบปีมานี้ นี่คือเหตุผลที่ข้ามาหลบซ่อนตัวอยู่ในสำนักนี้อาศัยความรู้ติดตัวที่เคยมี เพราะอ่านตำราเื่สมุนไพรมาพอสมควร จนสามารถยกระดับฐานะกลายเป็นักปรุงโอสถขั้นหนึ่งขึ้นมากลบปมด้อยการฝึกตนที่ถดถอย เพื่อให้ผู้คนภายนอกได้พอเกรงใจไม่ต้องถูกดูถูกอยู่บ้างแต่มันก็ช่างเป็ความอัปยศอยู่ดี อีกก้าวเดียวกับคนที่ควรจะกลายเป็ขั้นสร้างรากฐานต้องตกมาอยู่ในสภาพนี้ ข้าเสาะแสวงหาวิธีรักษาทุกวิถีทางจนกระทั่งได้พบกับเคล็ดวิชาสายมาร... วิชาย้ายิญญา...”
ตาเฒ่าเล่าเื่ราวของตัวเองอย่างคร่าวๆ ไปสักพักหนึ่ง แต่เหมือนเขาเองจะนึกขึ้นได้ว่าพูดไปก็เสียเวลาในขณะที่ถ้อยคำยังไม่ทันจบประโยคดี เื่เล่าก็ยังครึ่งๆ กลางๆเพียงตาเฒ่าถอนหายใจ บรรยากาศรอบตัวของหมอเฒ่าซุนก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน!
ั์ตาของชายชราเบิกกว้างเส้นเืสีดำปูดโปนขึ้นเล็กน้อย พลังอำนาจและแรงกดดันก่อตัวขึ้น มันแผ่ขยายออกไปจนข้าวของในเรือนถึงกับขนาดสั่นไหวด้วยอานุภาพแรงกดดันหนักอึ้งอีกทั้งยังน่าสะพรึงกลัวเสียจนไป๋ลี่ก็ยังถึงกับสั่นสะท้าน
“ใช่...ตบะของข้าลดเหลือเพียงขั้นสาม...” เสียงของหมอเฒ่าซุนแหบห้าวและดังกังวาน “แต่บางครั้งข้าสามารถฝืนขีดจำกัด ดึงพลังกลับคืนมาอยู่ ‘ขั้นเก้า’ ชั่วคราว ได้อยู่”
“ข้าขอดูหน่อยเถอะว่าตบะที่ซุกซ่อนอยู่ของเ้าคือขั้นไหนกันแน่”
สิ้นเสียงคำรามหมอเฒ่าซุนไม่รอให้ไป๋ลี่ได้ตั้งตัว ร่างผอมเกร็งพุ่งทะยานเข้าหาชายหนุ่มด้วยความเร็วที่สบประมาทไม่ได้ฝ่ามือเหี่ยวย่นงุ้มเกร็งเป็กรงเล็บ แผ่จิตสังหารและพลังปราณสีดำทะมึนพุ่งตรงหมายจะตะปบกะโหลกศีรษะของไป๋ลี่เพื่อเค้นดูพลังที่ซ่อนเร้น!
ทว่าในเสี้ยววินาทีที่กรงเล็บมฤตยูห่างจากใบหน้าของไป๋ลี่เพียงไม่กี่คืบ...มันกลับต้องชะงักค้างอยู่กลางอากาศ!
ตู้ม!!
คลื่นพลังปราณอันบริสุทธิ์และหนักหน่วงรุนแรงะเิออกจากร่างของไป๋ลี่ราวกับทำนบแตก! รัศมีพลังที่ถูกกดทับไว้ปลดปล่อยออกมาแรงกระแทกของปราณแท้จริงนั้นรุนแรงเสียจนหมอเฒ่าซุนกระเด็นถอยครูดไปกับพื้นหลายก้าว
“จะ... เ้าก็อยู่ ขั้นเก้า...” หมอเฒ่าซุนเบิกตากว้าง สีหน้าซีดเผือดลงทันตาไม่ว่าจะคิดคำนวณอย่างไรแกก็ไม่อยากเชื่อว่าขยะห้าธาตุตรงหน้าจะก้าวะโมาถึงจุดสูงสุดของขั้นรวบรวมลมปราณได้!
ความจริงในความคิดของชายชราเ้าเด็กนี่ ต่อให้มีวาสนาอะไรหนุนหลังอะไรยังไงก็แล้วแต่ ก็น่าจะอยู่ขั้นสองหรือขั้นสาม ใช่ ถ้ามันอยู่ขั้นสามเขาก็สามารถใช้เป็ภาชนะได้ทันที
กับระยะเวลาสามปีด้วยรากิญญาห้าธาตุของมัน อาจเพราะด้วยมีของวิเศษหรือวาสนาคอยช่วยเหลือเกื้อกูล ถ้าอีกฝ่ายจะอยู่ขั้นสามก็สมเหตุสมผลที่สุดแล้ว
หรือต่อให้มันอยู่ขั้นสองนั่นก็เป็ความคิดที่ตาเฒ่าก็คิดเผื่อไว้ก่อนลงมือแล้วเช่นกัน เขาก็อาจจำต้องบีบบังคับให้มันเร่งผ่านด่าน...แล้วค่อยใช้มันเป็ภาชนะ...ด้วยสภาพร่างกายของเขาในตอนนี้ ไม่มีทางอื่นให้เลือกอีกแล้ว
แต่นี่มันอะไรกันทุกอย่างกลับไม่ได้เป็อย่างที่ตาเฒ่าคิดแม้แต่น้อย
ทางด้านไป๋ลี่แม้จะผลักดันอีกฝ่ายออกไปได้ แต่สีหน้าของเขาก็เคร่งเครียด พิษ ‘กำยานสยบเทวะ’ของตาเฒ่านี่ร้ายกาจนัก แม้แต่กับว่าที่เทพโอสถอย่างเขาหากสูดดมเข้าไปแล้วก็ไม่อาจขับไล่มันออกจากเส้นชีพจรได้ในทันที
เขายังมีกิ้งก่าหุ่นเชิดถ้าพวกมันสองตัวรวมกันน่าจะพอสู้พอฟัดพอเหวี่ยงกับ ฝึกปราณขั้นปลายได้แต่ปัญหามันอยู่ที่ม่านอาคมค่ายกลที่ขวางกั้นอยู่
ความจริงแล้วไม่ต้องรอให้ตาเฒ่าสาธยายสรรพคุณของควันพิษเพียงแค่เขาก้าวเท้าเข้ามาในเรือนได้สามก้าวจมูกที่ไวต่อกลิ่นสมุนไพรของเขาก็ััถึงความผิดปกติได้แล้ว แต่นั่นก็ยังช้าไปเขาเผลอสูดดมควันจางๆ เข้าไปเล็กน้อย เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัว เขาจึงเล่นไปตามบทบาทและแอบโคจรปราณสกัดกั้นพิษเอาไว้อย่างเงียบๆ
ทว่าด้วยความร้ายแรงของพิษเขาทำได้เพียงสกัดจุดไม่ให้มันลามแพร่กระจายได้เท่านั้นหากจะขับมันออกต้องนั่งเดินลมปราณอย่างสงบเป็เวลานาน ซึ่งสถานการณ์ตอนนี้ไม่เอื้ออำนวยเอาเสียเลยไป๋ลี่จึงตัดสินใจเด็ดขาด ล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อหยิบยาเม็ดสกัดพิษที่เขาปรุงเตรียมไว้ยัดเข้าปากและกลืนลงคอไป ยานี้แม้ไม่อาจถอนพิษนี้ได้แต่มันก็น่าจะพอสะกดอาการไว้ได้ในระยะสั้นๆ
ไม่รอช้าทันใดนั้น ไป๋ลี่ก็สะบัดมือเรียก‘กระบี่เวท’ เล่มหนึ่งออกไว้ในมือ ก่อนจะถีบตัวพุ่งทะยานะโเข้าใส่หมอเฒ่าซุนเพื่อชิงความได้เปรียบ!
หมอเฒ่าซุนก็เช่นกัน แกเรียกกระบี่ขึ้นมาไว้ในมือแล้วตั้งรับกระบี่อีกฝ่าย
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
เสียงโลหะปะทะกันดังกึกก้องไปทั่วเรือนที่ถูกปิดตายไป๋ลี่รุกไล่อย่างดุดัน ท่วงท่าของเขารวดเร็วดุจสายฟ้าจู่โจมทั้งซ้ายและขวาไปมากว่าสิบกระบวนท่า กดดันจนตาเฒ่าซุนต้องถอยร่นและได้เพียงแต่ตั้งรับ
ด้วยอานุภาพกระบี่ของทั้งสองคนข้าวของในเรือนกระจัดกระจาย ระเนระนาด ฝาผนังด้านข้างกลายเป็เห็นแต่รอยพรุน
ทว่า แม้สถานการณ์จะดูเหมือนเป็ต่อแต่ไป๋ลี่กลับไม่สามารถเผด็จศึกอีกฝ่ายได้เสียที เขาช้ากว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว ไม่นั้นพิษที่อยู่ในตัวต้องกำเริบแน่นนอน
ในระหว่างที่การต่อสู้ดำเนินไปไป๋ลี่เริ่มตระหนักถึงความผิดพลาดของตนเอง เขาประเมินศัตรูต่ำเกินไปที่เขาคิดว่าตนเองรอบคอบแล้ว แต่มันก็ยังรอบคอบไม่พออยู่ดี ประการแรก อาวุธ...กระบี่เวทในมือของเขาเล่มนี้ แม้จะไม่ใช่ของเลวร้ายแต่มันก็เป็เพียงกระบี่ระดับพื้นฐานที่เขาไหว้วานให้จ้าวอิงช่วยหามาให้สำหรับไว้ฝึกกระบี่ทุกครั้งที่ปะทะกับกระบี่ของตาเฒ่าซุน ไป๋ลี่สังเกตเห็นรอยบิ่นเล็กๆที่คมกระบี่ของตน หากปะทะกันยืดเยื้อ กระบี่ของเขาต้องหักสะบั้นแน่
ประการที่สอง วิชาและประสบการณ์...กระบวนท่าที่เขาใช้อยู่นี้ ล้วนมาจากคัมภีร์ยุทธ์พื้นฐานสองสามเล่ม ที่เขาเคยขอให้จ้าวอิงหามาให้เมื่อครั้งนั้นด้วยความมั่นใจในตบะอันแข็งแกร่งของตัวเองเขาเคยคิดว่าแค่วิชาพื้นฐานก็เพียงพอแล้วที่จะบดขยี้ตาเฒ่าที่อยู่เพียง ‘ขั้นสาม’
แต่พอมารู้ความจริงที่ตาเฒ่าซ่อนงำเอาไว้ตลบหลังเขากลับทุกอย่างจึงไม่ง่ายอย่างที่คิด! กลายเป็ว่าไม่ว่าไป๋ลี่จะงัดกระบวนท่าไหนออกมาหมอเฒ่าซุนก็คล้ายจะอ่านทางออกและรู้ทันไปเสียหมด ยิ่งด้วยกระบวนท่าที่เขาใช้เป็เพลงกระบี่พื้นฐานของสำนักตาเฒ่าที่อยู่ในสำนักมาหลายสิบปี ย่อมอ่านทางออกได้ไม่ยาก แถมด้วยประสบการณ์การต่อสู้จริงของเขาที่แทบไม่เคยสู้รบประมือกันใครมาก่อนเมื่อนำไปเทียบกับชายชราที่ผ่านร้อนผ่านหนาวอาบเืต่อสู้ในโลกผู้บำเพ็ญเพียรมานานนับร้อยปี มันช่างกลายเป็ช่องโหว่อย่างเห็นได้ชัด
ตาเฒ่าจากที่ได้เพียงใช้กระบี่ตั้งรับในทีแรกเริ่มรุกกลับ และตอบโต้ ในบางจังหวะ
แต่ถึงกระนั้นไป๋ลี่ก็หาได้สูญเสียความเยือกเย็นหรือความมั่นใจไปไม่ เขาอาจจะด้อยประสบการณ์ แต่ด้วยรากฐานบำเพ็ญเพียรฝึกปราณขั้นเก้าของเขาที่มั่นคงผนวกกับไหวพริบของตัวเอง เขาก็หาได้หวาดเกรง
ไป๋ลี่กัดฟันรุกคืบสาดเพลงกระบี่เข้าใส่อีกสิบกว่ากระบวนท่า ทว่าคราวนี้เขาเริ่มไม่ยึดติดกับขนบเดิมๆของตำรามากเกินไปอีกแล้ว เพียงเสริมใช้ความเร็ว่ชิงจังหวะ ใช้สัญชาตญาณผสานกับกระบวนท่าดัดแปลงและพลิกแพลงแล้วเข้าจู่โจม อาศัยจังหวะที่ตาเฒ่าซุนกำลังตวัดกระบี่ปัดป้องไป๋ลี่ใช้ความคล่องแคล่วของท่วงท่า ด้วยความเร็วสูงสุดอ้อมตลบไปโผล่ที่ด้านหลังของชายชราในมุมอับสายตาอีกฝ่าย
หมอเฒ่าซุนััได้ถึงจิตสังหารด้านหลังแกสะดุ้งเฮือกและรีบหมุนตัวกลับมาเตรียมรับมือ ทว่า สิ่งที่รอแกอยู่ หาใช่คมกระบี่ที่พุ่งทะลวงเข้าใส่ไม่
มือซ้ายของไป๋ลี่ที่ว่างอยู่ถูกยกขึ้นมาในระดับสายตานิ้วที่กำแน่นพลันแบออก... ฟุ่บ!!
ผงฝุ่นสีดำขลับ ที่ถูกกำไว้ในฝ่ามือถูกเป่าพ่นและสาดกระจายออกไปในอากาศ ปะทะเข้ากับใบหน้าของหมอเฒ่าซุนเข้าอย่างจัง! ชายชราเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด รู้ก็ช้าไปเสียแล้วสมองของหมอเฒ่าซุนขาวโพลน ร่างที่กำลังเงื้อกระบี่เซถลาถอยหลังไปสองก้าวขาทั้งสองข้างอ่อนเปลี้ยไร้เรี่ยวแรง ก่อนที่ร่างผอมเกร็งนั้นจะล้มตึงหงายหลังฟาดพื้นทั้งยืนในทันที!
ทุกสิ่งทุกอย่างภายในเรือนไม้หลังใหญ่พลันสงบเงียบลงคลื่นพลังปราณที่เคยดุเดือดหายไปราวกับฝุ่นควันที่ถูกสายลมพัดพา
ม่านอาคมสีเืที่เคยครอบคลุมเรือนเอาไว้อย่างมิดชิดค่อยๆสั่นไหว ก่อนจะค่อย ๆ คลายตัวออกสลายในอากาศธาตุอย่างไร้ร่องรอยเปิดทางให้ลมหนาวและพายุหิมะที่ตกหนักโหมกระหน่ำสาดซัดความเยือกเย็นเข้ามาปกคลุมอาณาบริเวณสวนสมุนไพรอีกครั้ง
ห่างออกไปไม่ไกลนักท่ามกลางม่านหิมะที่ขาวโพลน 'เถี่ยซาน' ที่สังเกตเห็นถึงความผิดปกติเขาไปหาไป๋ลี่ เดินหาจนทั่วแต่ไม่รู้หายไปไหน เขาจึงมายืนชะเง้อคออยู่นอกเรือนกระท่อมของหมอเฒ่าซุนสัญชาตญาณทำให้เขาััได้ถึงความผิดปกติเมื่อครู่ ทว่าด้วยม่านที่ปิดกั้นเขาก็ไม่อาจรู้ได้ว่าข้างในนั่นเกิดอันใดขึ้น
เมื่อม่านอาคมถูกปลดลงเถี่ยซานพยายามหรี่ตาเพ่งมองฝ่าพายุหิมะไปยังกระท่อมหลังใหญ่ตาเฒ่าซุนสิ่งแรกที่เขาสังเกตเห็นคือบริเวณผนังไม้ด้านข้างของเรือน มีรอยแตกปริ รอยแหว่งและรอยพรุนคล้ายถูกรังสีของมีคมฟันฟาดอยู่ไม่น้อยทว่าด้วยสภาพอากาศที่ย่ำแย่และหิมะที่ตกลงมาเกาะทับอย่างรวดเร็วหากไม่ได้ตั้งใจสังเกตหรือเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ก็แทบจะมองความผิดปกตินั้นเท่าไหร่นัก
แอ๊ด... เสียงบานประตูไม้ของเรือนใหญ่ก็ถูกดึงเปิดออกช้าๆดังแว่วฝ่าเสียงลมหนาวมา
เงาร่างหนึ่งค่อยๆก้าวเท้าข้ามธรณีประตูออกมาจากความสลัวภายในเรือน... หมอเฒ่าซุนไป๋เฉ่าออกมายืนเอามือไพล่หลังอยู่นอกระเบียงเรือนเรือนผมและหนวดเคราสีขาวโพลนปลิวไสวไปตามแรงลมพายุ พร้อมกับเสียงกระแอมไอเล็กน้อยอย่างที่คุ้นชิน …