“หน่านหนาน หากเจ้ามิรู้ว่านางเป็นคนดีหรือไม่เจ้าก็เลือกสิ่งที่นางทำกับเจ้าในทุกๆ วันพูดออกมาอย่างละเอียดยังดีที่วันนี้แม่มีประสบการณ์มามาก ได้พบผู้คนมากหน้าหลายตา ลูกไม้ของนางหนูคนนี้มีหรือที่แม่จะมองไม่ออก?”
หัวใจของเฉินเหลียนเอ๋อร์เต้นไม่หยุดท้ายที่สุดนางก็เลือกเรื่องไม่กี่เรื่องแล้วพูดออกมามันไม่มีอะไรมากไปกว่าการที่ไป๋ฝูฉวีคล้อยตามนางไปเสียทุกเรื่องยังมีเรื่องของการเยินยอที่มากเกินไปพวกนั้นอีก
ทว่าเรื่องการสอบเข้าสถานศึกษาของไป๋ฝูฉวีได้ทำการตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้วซึ่งนางไม่กล้าที่จะบอกกับมารดาของตนว่าตัวนางนั้นสอบไม่ผ่านเกณฑ์
ในตอนนี้เมื่อลองนึกย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงถนนใบหน้าของเยี่ยนเจาเจาที่มองมายังนางนั้นมันเต็มไปด้วยความเย้ยหยันอีกทั้งยังเย็นชานึกถึงคำด่าพวกนั้นที่เยี่ยนเจาเจาด่าไป๋ฝูฉวี ยังมีคำพูดที่คนพวกนั้นพูดด้านล่างอีกนางตระหนักได้ในทันที ดูเหมือนเรื่องราวทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องจริง
ความรักฉันพี่น้องของไป๋ฝูฉวีที่มีต่อนางนั้นลึกซึ้งเหมือนที่นางมีหรือไม่?
ก่อนที่นางจะมาแม้ว่าในสถานศึกษาของตระกูลหยวนจะไม่ได้เป็นที่นิยมสักเท่าไรไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็มีเพียงไม่กี่คนที่พูดคุยด้วย ทว่าก็ไม่มีผู้ใดที่แสดงท่าทีรังเกียจแต่หลังจากได้เป็นสหายกับไป๋ฝูฉวี สหายเก่าที่เคยมีก็ค่อยๆ ทำตัวหลีกห่างออกไป
นางไม่เหลือสหายแม้แต่คนเดียวแต่ในใจยังคงรับไป๋ฝูฉวีมาเป็นสหายรักประหนึ่งพี่สาวน้องสาว คิดว่าขาดสหายเหล่านั้นไปก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรคนพวกนั้นใส่ร้ายป้ายสีฝูเอ๋อร์ ฝูเอ๋อร์นั่งร้องไห้น้ำตาตกต่อหน้านางนางจึงอดไม่ได้ที่จะแสดงความโกรธ นางต่อสู้เพื่อไป๋ฝูฉวี ปะทะริมฝีปากกับคนอื่นๆ สุดท้ายจบลงที่ไม่มีใครสักคนชอบนางทว่าไป๋ฝูฉวีเล่า
ไป๋ฝูฉวีคิดว่าตนเป็นสหายรักจริงๆหรือไม่?
หากใช่เหตุใดในสถานศึกษาทางใต้ ในเหล่าบัณฑิตชายชื่อเสียงของนางถึงได้ดีมากขึ้นเรื่อยๆ ทว่าชื่อเสียงของตนถึงได้ยิ่งอยู่ยิ่งแย่ลงกันเล่า?
ความสงสัยเกิดขึ้นในใจเฉินเหลียนเอ๋อร์นอกจากจะยิ่งคิดมากขึ้นเรื่อยๆ ชั่ววูบหนึ่งก็รู้สึกเหมือนฝันดับสลายผงะจนใจลอยออกไป
นายหญิงเฉินยิ่งฟังก็ยิ่งโกรธด้านหนึ่งโกรธที่เหตุใดเฉินเหลียนเอ๋อร์ถึงได้เชื่อคนง่ายถึงเพียงนี้อีกด้านหนึ่งก็นึกโกรธไป๋ฝูฉวีที่เป็นเด็กสาวอายุแค่นี้ เหตุใดถึงมีความชั่วร้ายมากถึงเพียงนี้!
เป็นเรื่องจริงที่เฉินเหลียนเอ๋อร์คลานออกมาจากท้องของนางแน่นอนว่านายหญิงเฉินย่อมรู้ดีว่านางเป็นเช่นไรมิใช่คนดีแต่ก็ไม่น่าจะนอกรีตไปไหนได้กลายเป็นพวกไม่มีขื่อไม่มีแปอีกทั้งยังดูโง่เขลาถึงเพียงนี้ ซึ่งก็ขาดไป๋ฝูฉวีผู้อยู่เบื้องหลังคอยชักนำไม่ได้
วจีสังหารถือเป็นอีกวิธีหนึ่งที่โดนเลือกใช้บ่อยภายในจวนนายหญิงเฉินเห็นมันมาแล้วหลายรูปแบบ นึกไม่ถึงเลยว่าเฉินเหลียนเอ๋อร์จะตกอยู่ในอุบายนี้ด้วย!
คิดเช่นนั้นนายหญิงเฉินก็มองไปยังไป๋ฝูฉวีแววตานั้นเหมือนอาบไปด้วยยาพิษที่แสนอำมหิต
แววตาที่นางมองมีความดุดันแข็งแกร่งไป๋ฝูฉวีมิอาจสบตากลับไปได้ สายตาเช่นนี้ทับซ้อนกับภาพที่อยู่ในความทรงจำของนางเมื่อครั้งอดีตไป๋ฝูฉวีอดไม่ได้ที่จะต้องหดย่อตัวลง เรียวคิ้วบางก็ยกขมวดขึ้น
การกระทำและการแสดงออกเช่นนั้นทำให้นายหญิงเฉินรู้สึกคุ้นเคยอย่างไม่มีสาเหตุนางเกิดอาการใจลอย รู้สึกเหมือนนางเคยเจอกับคนแบบนี้ที่ไหนสักแห่งคิดอย่างละเอียดรอบคอบอยู่นาน จู่ๆ ในสมองก็มีชื่อหนึ่งปรากฏขึ้น
ไป๋...
ไป๋!
ชื่อนี้ทำให้สีหน้าของนายหญิงเฉินเปลี่ยนไปมือของนางสั่นอย่างไม่สามารถควบคุมได้ ดวงตาจ้องไปที่รูปลักษณ์ของไป๋ฝูฉวีอย่างละเอียดถี่ถ้วนซ้ำแล้วซ้ำเล่ายิ่งทำให้รู้สึกถึงความคล้ายกัน ภาพจำของใครคนหนึ่งในอดีตทับซ้อนเข้ามา ซึ่งดูเหมือนกันไม่มีผิด
กลับกันเป็นเฉินเหลียนเอ๋อร์ที่นึกไม่ออกว่าเหตุใดมารดาของตนถึงได้โกรธมากมายเพียงนั้น นางดึงมือของนายหญิงเฉินเบาๆกลัวว่าความโกรธจะทำให้เสียสุขภาพอีก ทั้งยังกลัวว่านางจะทำอะไรบางอย่างกับไป๋ฝูฉวี
“เป็นทายาทโสเภณีตัวน้อยจริงๆ ด้วย! แม่ลูกล้วนแต่เป็นคนชั้นต่ำน่ารังเกียจเป็นที่หนึ่งเหตุใดตอนนั้นถึงไม่สั่งให้คนบีบคอนางให้ตายไปเลยนะ!”
นายหญิงเฉินกำมือที่อยู่ในแขนเสื้อจนแน่นมีร่องรอยลึกจากการบีบปรากฏบนฝ่ามือของนาง สูดลมหายใจแรงเข้าออกอยู่หลายครั้งถึงทำให้นางรู้สึกสงบลงได้
เฉินเหลียนเอ๋อร์ได้ยินประโยคที่มารดาของนางพูดผ่านไรฟันไม่ชัดตอนที่อยากถามก็โดนนายหญิงเฉินรั้งเอาไว้ที่เดิมเสียก่อน “เจ้าห้ามส่งเสียงใดแม้ได้ยินสิ่งใดก็อย่าส่งเสียงออกมา”
เห็นได้ชัดว่านายหญิงเฉินโกรธมากทั่วทั้งร่างของนางเหมือนจะสั่นไปทั่ว
นางคนสารเลวชั้นต่ำไร้ยางอายตอนนั้นปล่อยนางและบุตรสาวไป ตอนนี้ยังกล้ามาอยู่ตรงหน้าอีก การกระทำนั้นก็เพื่อต้องการเหยียบย่ำบุตรสาวของตนอย่างนั้นหรือ?ปากบอกว่าคนอื่นมีจิตใจโหดเหี้ยม ตัวของนางต่างหากที่เป็นผู้เลวทรามที่สุด!
บุตรสาวของนางโดนเลี้ยงมาอย่างน่ารักไร้เดียงสาทว่ากลับโดนไป๋ฝูฉวีคนนี้หลอกลวงด้วยจิตใจป่าเถื่อน แต่มันไม่ได้หมายความว่าตัวนางเองจะโดนไป๋ฝูฉวีหลอกไปด้วย!
ในตอนนั้นตระกูลไป๋มิอาจรอดจากมือนางได้เป็นนางที่มีจิตใจดียอมไว้ชีวิตแม่ลูกคู่นั้นตอนนี้กลับส่งมาที่หน้าประตูบ้านอีกครั้งวันนี้นางจะให้นางคนชั้นต่ำออกไปได้อย่างครบทุกส่วนเหลือทิ้งเอาไว้แค่ป้ายชื่อที่อยู่เบื้องหลังก็พอ!
เห็นได้ชัดว่าเส้นทางของนายหญิงเฉินนั้นมากกว่าความโกรธที่เฉินเหลียนเอ๋อร์ไร้ความสามารถหลายเท่าแค่ประเดี๋ยวเดียวนางก็สามารถปรับอารมณ์ของตนให้เป็นปกติ รอยยิ้มกลับมาอยู่ตรงหน้ามือบางเอื้อมไปจับมือของไป๋ฝูฉวี ละทิ้งร่องรอยความโกรธเมื่อครู่ไปจนไม่สามารถมองออกได้
“ท่านพี่ ข้าเห็นท่านกับยายหนูพูดคุยกันอย่างออกรสได้ยินว่าครอบครัวของนางมีมารดาที่เป็นหญิงม่ายเพียงคนเดียว ชีวิตน่าเศร้าบ้านเกิดของพวกเราล้วนแต่อยู่เมืองหยางโจว เช่นนั้นก็มาเป็นญาติบุญธรรมกันดีหรือไม่?”
แน่นอนว่าไป๋ฝูฉวีสังเกตเห็นแววตาที่ดูโหดเหี้ยมน่ากลัวของนายหญิงเฉินเมื่อครู่นี้
ไป๋ฝูฉวีรู้ว่านายท่านเฉินยังไม่รู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของนางการที่เขาดูเป็นมิตรกับนางมากถึงเพียงนี้นั่นเป็นเพราะนางหน้าตาคล้ายกับท่านแม่ของนางอย่างน้อยก็เป็นคู่ที่ครองรักกันมาหลายปี พูดไปก็น่าจะพอจำบางสิ่งบางอย่างได้อยู่บ้าง
แต่ไป๋ฝูฉวีไม่แน่ใจว่านายหญิงเฉินมองออกหรือยังว่าตัวนางนั้นเป็นใครตอนนั้นที่ได้เจอกันตัวนางก็ยังเป็นเด็ก รูปร่างผอมซีดเซียว เรือนผมรุงรัง ไม่น่าจะจำนางในตอนนี้ได้ทว่าคำพูดนี้มันกลับตีระฆังส่งเสียงเตือนภายในหัวใจของไป๋ฝูฉวีทันที
แต่นางก็ไม่อาจปฏิเสธคำพูดของนายหญิงเฉินได้ทำได้เพียงพยักหน้ารับด้วยความเหนียมอาย “แม้ว่าฝูเอ๋อร์และเหลียนเอ๋อร์จะสนิทกันมากจนนับเป็นพี่น้องกันแต่ชาติกำเนิดของข้าน้อยต่ำต้อย มิอาจเอื้อมตระกูลเฉินที่สูงศักดิ์ ฝูเอ๋อร์ขอบคุณนายหญิงเฉินที่เมตตาเจ้าค่ะ”
รูปลักษณ์ที่ดูทั้งอ่อนน้อมและนุ่มนวลมาพร้อมกับความแข็งแกร่งที่ดูคุ้นตาดูเหมือนนายหญิงเฉินจะมั่นใจแล้วว่าไป๋ฝูฉวีคือมารหัวขนของนางผู้หญิงสมควรตายผู้นั้นทว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของนางกลับยิ่งดูเจิดจ้ามากยิ่งขึ้น
ตอนนั้นที่ได้พบกันโสเภณีตัวน้อยนี่ก็จำความได้แล้ว เป็นไปแทบไม่ได้เลยที่จะกล่าวว่านางนั้นไร้เดียงสามิเช่นนั้นในสถานศึกษาของตระกูลหยวนที่มีสตรีจำนวนมากมาย เหตุใดถึงไม่เลือกผูกสัมพันธ์กับผู้อื่นไยถึงต้องมาผูกสัมพันธ์กับเหลียนเอ๋อร์ด้วย?
ก็เหมือนกับมารดาโสเภณีชั้นต่ำของนางที่ได้ผูกสัมพันธ์กับบุรุษที่อยู่รอบตัว สุดท้ายก็เลือกบุรุษตระกูลเฉินของนาง ไม่ใช่เพราะตระกูลเฉินเป็นตระกูลมั่งคั่งของเมืองหยางโจวหรอกหรือ?
เพ้ย!
“ที่ไหนกันเล่า ข้าน่ะอยากมีลูกอีกหลายๆ คน น่าเสียดายที่ข้านั้นไร้โชคมีเพียงเหลียนเอ๋อร์ที่เป็นแก้วตาดวงใจคนเดียว ทำให้ตระกูลเฉินมีคุณหนูแค่คนเดียวเท่านั้น”
คำพูดของนายหญิงเฉินทิ่มแทงไป๋ฝูฉวีอย่างแรงไป๋ฝูฉวีประหลาดใจและเกิดความสงสัยขึ้นมาทันที
คุณหนูแค่คนเดียวนายหญิงเฉินจำนางได้เช่นนั้นหรือ?
ไป๋ฝูฉวีอายุยังน้อยนายหญิงเฉินอยู่ที่เรือนหลังผ่านเรื่องราวมากมาย ไม่แม้แต่จะเผยเจตนาออกมา นางจึงรีบก้มหน้าลงและแสร้งกล่าวด้วยใบหน้าที่ดูเศร้าสลด“ครอบครัวของพี่หญิงเหลียนเอ๋อร์ย่อมดีที่สุด...”
แน่นอนว่าฐานะของตระกูลเฉินนั้นดีเยี่ยมมิเช่นนั้นท่านแม่ของนางก็คงไม่ยอมทิ้งศักดิ์ศรีและแอบไปตั้งครรภ์อย่างลับๆกับนายท่านเฉินอย่างแน่นอน ยอมทำกระทั่งกินยาเพิ่มน้ำหนักเพื่อจะเก็บรักษาเด็กที่อยู่ในท้องเอาไว้มิใช่ว่าต้องการสูงศักดิ์ขึ้นเพราะบุตรชายอย่างนั้นหรือ?
น่าเสียดายที่เด็กคนนั้นคลอดออกมาเป็นเด็กผู้หญิงนายท่านเฉินไม่ขาดบุตรสาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุตรสาวที่นามไม่เที่ยงวาจาไม่ราบรื่น
นายหญิงเฉินหัวเราะเยาะใบหน้ากลับมิได้แสดงสิ่งใดออกมา ทว่าดวงตาทั้งสองข้างกลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มดูราวกับว่านางกำลังมีความสุขยิ่งนัก
ไป๋ฝูฉวีดูสิ้นหวังมากยิ่งขึ้นคำพูดเมื่อครู่ที่ไป๋ฝูฉวีกล่าวออกมาทำให้รู้ว่านางพูดผิดไปเสียแล้ว
ยามนี้แววตาของนายหญิงเฉินเริ่มแดงก่ำตามคำพูดของไป๋ฝูฉวีมือลูบที่แขนของนางก่อนจะดึงเข้ามาในอ้อมกอดของตน น้ำตาร่วงลงสองหยดพร้อมกับเสียงถอนหายใจที่สั่นเครือ
“สวรรค์คุ้มครอง ภูมิหลังเกี่ยวกับครอบครัวนั้นเป็นเพียงกฎเกณฑ์บนโลกมนุษย์ข้ารู้สึกถูกชะตากับเจ้าจริงๆ ข้าอยากรับเจ้าเป็นบุตรบุญธรรม ดูร่างกายของเจ้าสิ เหตุใดถึงได้ดูบอบบางถึงเพียงนี้จากนี้จะแต่งออกไปก็คงเป็นเรื่องยาก”
ไป๋ฝูฉวีผอมบางมากจริงๆนางได้รับการสืบทอดรูปร่างในวัยสาวของมารดาอีกทั้งตอนที่อยู่ในครรภ์มารดาก็ผอมแห้งร่างกายจึงดูไม่ค่อยจะมีเนื้อหนังมากสักเท่าไร
นายหญิงเฉินเอื้อมมือไปแตะไหล่ของไป๋ฝูฉวีทว่ากลับไม่ได้ฉวยโอกาสนี้บีบไหล่ของนาง น้ำเสียงที่กล่าวออกมาก็แยกแยะได้ยากในใจของไป๋ฝูฉวีราวกับมีกลองที่ตีรัวไม่หยุด
นายหญิงเฉินเริ่มร้องตะโกนคำว่า“ลูกรัก” ออกมาทีละคำ อีกอย่างไป๋ฝูฉวีเห็นเฉินเหลียนเอ๋อร์ยืนอยู่อีกฝั่งด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความแปลกประหลาดจนแทบทนดูต่อไม่ได้ในใจก็ยิ่งตื่นตระหนกมากยิ่งขึ้น
นางไม่กลัวนายหญิงเฉินสำหรับไป๋ฝูฉวีสิ่งที่ต้องการคว้าเอาไว้ให้ได้มิใช่นายหญิงเฉิน แต่เป็นเฉินเหลียนเอ๋อร์
แต่เห็นได้ชัดว่านางพ่ายแพ้แล้วเฉินเหลียนเอ๋อร์มองนางเป็นศัตรู ในแววตาคู่นั้นมีประกายของความไม่เชื่อถือและโทสะ
แต่การกระทำของนายหญิงเฉินดูมีความกระตือรือร้นมากเกินไปในตอนที่นางกำลังสั่งอาหาร อีกด้านหนึ่งก็กล่าวกับไป๋ฝูฉวีอย่างอบอุ่นนางยังลากให้ไป๋ฝูฉวีมานั่งลงด้านข้าง พออาหารมาถึงก็จัดแจงใส่ถ้วยให้นาง ดูแล้วช่างอบอุ่นสนิทสนมกันมากเลยทีเดียว
ทว่าอาหารเหล่านั้นก็มีคำถามต่างๆมากมายตามติดมาจากนายหญิงเฉินด้วย ตีที่ขอบลูกหนัง [1] มันเหมือนไป๋ฝูฉวีหลายใจ คำถามนี้ยังไม่จบคำถามใหม่ก็ถูกโยนเข้ามาอีกเป็นสิ่งที่ไป๋ฝูฉวียากจะรับมือ
แรงกดดันทำให้ไป๋ฝูฉวียิ่งเข้าใกล้จุดวิกฤติมากขึ้นอีกประการ การจ้องเขม็งของเฉินเหลียนเอ๋อร์ทำให้นางหายใจอย่างยากลำบาก หลังทานอาหารเสร็จใบหน้าของไป๋ฝูฉวีก็ซีดเผือดลงด้านหลังชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น
“เหตุใดสีหน้าของเด็กคนนี้ถึงดูแย่เพียงนี้ ไม่สบายหรือ? ท่านพี่ ข้าขอพาลูกออกไปสูดอากาศนะเจ้าคะจะได้ไม่รู้สึกว่าน่าเบื่อจนเกินไป”
นายหญิงเฉินลากแขนของไป๋ฝูฉวีให้ลุกขึ้นโดยไม่ฟังคำอธิบายระหว่างที่พูดนางก็หันกลับไปหาเฉินเหลียนเอ๋อร์ที่กำลังขยับด้วยรอยยิ้ม “หน่านหนานเจ้ากับพี่ชายของเจ้าอยู่เป็นเพื่อนท่านพ่อไม่ได้เจอกันกว่าค่อนปีคงมีเรื่องราวมากมายที่จะพูดสินะ!”
ระหว่างที่พูดก็ลากแขนไป๋ฝูฉวีเดินออกไป
เฉินเหลียนเอ๋อร์นั่งในห้องแทบไม่ติดสิ่งที่นางรู้แทบจะไม่สามารถอธิบายการกระทำของนายหญิงเฉินได้เมื่อรวมกับความหวาดกลัวต่อนายท่านเฉินผู้เป็นบิดาของนาง แม้ว่าตนจะอยากอยู่กับท่านพี่ที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกันเวลายังไม่ทันถึงครึ่งถ้วยชา เฉินเหลียนเอ๋อร์ก็ถือโอกาสหนีออกมา
เฉินเหลียนเอ๋อร์อยากรู้ว่าท่านแม่ของนางพาไป๋ฝูฉวีไปที่ใดนางยังไม่สามารถแยกแยะได้ว่าไป๋ฝูฉวีนั้นแท้จริงแล้วเป็นคนเช่นไรดังนั้นนางจึงอดใจไม่ไหวจำต้องวิ่งตามออกไป
ประกอบกับมีเสี่ยวเอ้อร์เข้ามารับใช้อยู่ไม่ไกลนางดึงร่างของเสี่ยวเอ้อร์คนนั้นเข้ามาและสอบถามอย่างเร่งรีบว่าท่านแม่พาไป๋ฝูฉวีไปที่ใดจากนั้นก็เร่งฝีเท้าตามไปทันที
นายหญิงเฉินและไป๋ฝูฉวีไม่ได้ออกไปไหนแต่อยู่ในห้องชาตรงมุมที่เงียบสงบของชั้นสามแทน
ในตอนที่เฉินเหลียนเอ๋อร์กำลังจะผลักประตูเข้าไปก็ได้ยินน้ำเสียงที่เย็นชาของท่านแม่ดังขึ้น “ไป๋ฝูฉวี เจ้ารู้หรือไม่ว่าไป๋เหมยคือผู้ใด?”
-----------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] ตีที่ขอบลูกหนัง หมายถึง ทำเรื่องที่อยู่ใกล้ขอบเส้นกฎเกณฑ์