ความเคร่งครัดในธรรมเนียมของจวนแม่ทัพใหญ่หลี่เหว่ยนั้นหนักอึ้งกว่าที่หลิวเม่ยคาดคิดไว้มากนัก ทุกวันของเธอเต็มไปด้วยการเรียนรู้และปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เข้มงวด ั้แ่การตื่นนอนก่อนอรุณรุ่ง การปรนนิบัติฮูหยินหลี่และแม่ทัพใหญ่หลี่เหว่ย ไปจนถึงการดูแลจัดการเื่ภายในจวนทั้งหมดในฐานะภรรยาเอกที่ถูกต้องตามกฎหมาย
แต่สิ่งที่หนักอึ้งที่สุดในใจของหลิวเม่ยคือความกังวลถึงสามีที่อยู่ไกลออกไป หลี่จง ออกรบไปอย่างเร่งด่วนในคืนวิวาห์ ทิ้งไว้เพียงห้องหอที่ว่างเปล่าและความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงบนบ่าของเธอ ในแต่ละวัน เธอจะใช้เวลา่บ่ายนั่งปักผ้าอยู่ในห้องหอที่เงียบเหงา สายตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ราวกับจะมองเห็นภาพสามีของเธอกำลังต่อสู้ในสนามรบ
ความเงียบในห้องหอที่เคยถูกประดับประดาด้วยสีแดงสดได้กลายเป็ความเ็าที่กัดกินหัวใจของหลิวเม่ย เธอเป็ภรรยาที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่กลับต้องแบกรับภาระในการให้กำเนิดทายาทของตระกูลหลี่ไว้เพียงผู้เดียวภายใต้ "ธรรมเนียมเหล็ก" ที่ห้ามสามีมีอนุภรรยาจนกว่าจะอายุ 35 ปี หากหลี่จงกลับมาและไม่มีทายาท นั่นหมายถึงความอับอายของตระกูล และความกดดันทั้งหมดก็ตกอยู่บนบ่าของเธอผู้เดียว ความรับผิดชอบนี้หนักอึ้งจนทำให้เธอแทบหายใจไม่ออกในบางครั้ง เธอได้แต่กอดผ้าห่มที่เย็นเฉียบของสามีไว้แน่น พยายามซึมซับกลิ่นอายจางๆ ที่หลงเหลืออยู่เพื่อปลอบประโลมความโดดเดี่ยว
ความกังวลนี้ไม่ได้มีเพียงหลิวเม่ยเท่านั้น ฮูหยินหลี่ ภรรยาของหลี่เหว่ยและมารดาของหลี่จง ก็ล้มป่วยลงด้วยความเป็ห่วงบุตรชาย ฮูหยินหลี่เป็สตรีที่เคร่งครัดและเข้มแข็ง แต่ความตรอมใจที่ต้องส่งบุตรชายคนเดียวออกไปเผชิญอันตรายถึงชีวิตก็ทำให้นางทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว ใบหน้าของนางซีดเซียวลงทุกวัน ดวงตาที่เคยคมกล้าบัดนี้เต็มไปด้วยความอ่อนล้า
หลิวเม่ยเห็นความทุกข์ทรมานของแม่สามีแล้วก็รู้สึกสงสารและเห็นใจอย่างสุดซึ้ง เธอตัดสินใจทุ่มเทดูแลฮูหยินหลี่อย่างใกล้ชิดที่สุด เธอจัดเตรียมยาบำรุงตามตำราที่เรียนรู้มา คอยป้อนยา ป้อนน้ำ และเช็ดตัวให้ฮูหยินหลี่อย่างไม่ย่อท้อ ทุกขั้นตอนเต็มไปด้วยความพิถีพิถันและอ่อนโยน เธอใช้ผ้าขนหนูอุ่นๆ เช็ดตามซอกคอและหน้าผากของฮูหยินหลี่อย่างแ่เบา ราวกับกลัวว่าการััที่แรงเกินไปจะทำให้นางแตกสลาย
"ท่านแม่เ้าคะ ยานี้เป็ยาบำรุงหัวใจที่ข้าปรุงเองกับมือ ท่านต้องดื่มให้หมดนะคะ" หลิวเม่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ขณะประคองฮูหยินหลี่ให้ลุกขึ้นพิงหมอน
ฮูหยินหลี่มองใบหน้าอ่อนเยาว์ของลูกสะใภ้ด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน นางเห็นความจริงใจและความดีงามที่ฉายชัดในดวงตาคู่นั้น นางรู้ว่าหลิวเม่ยเป็ลูกสะใภ้ที่ดีที่สุดที่นางจะหาได้ แต่ความกังวลถึงบุตรชายก็ทำให้นางไม่สามารถผ่อนคลายได้เลย
"เ้าดีกับข้ามาก หลิวเม่ย" ฮูหยินหลี่กล่าวเสียงแ่ "แต่ข้า... ข้าเป็ห่วงจงเอ๋อร์เหลือเกิน ข้ากลัวว่าเขาจะ..."
"ท่านแม่ไม่ต้องกังวลนะคะ ท่านแม่ทัพหลี่จงเป็วีรบุรุษผู้กล้าหาญ เขาจะต้องกลับมาอย่างปลอดภัยแน่นอนค่ะ" หลิวเม่ยปลอบโยนพลางกุมมือที่เย็นเฉียบของฮูหยินหลี่ไว้ ความอบอุ่นจากมือของหลิวเม่ยทำให้ฮูหยินหลี่รู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย
การดูแลฮูหยินหลี่อย่างใกล้ชิดนี้เองที่ทำให้ แม่ทัพใหญ่หลี่เหว่ย ได้เห็นความดีงามและความทุ่มเทของลูกสะใภ้ของเขาอย่างชัดเจน หลี่เหว่ยเป็บุรุษที่เคร่งขรึมและไม่แสดงอารมณ์ แต่เขาก็เป็สามีที่รักภรรยามากที่สุด การที่หลิวเม่ยเข้ามาดูแลภรรยาของเขาอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ทำให้เขารู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง
หลายครั้งที่หลี่เหว่ยกลับมาจากราชการทหาร เขาจะยืนอยู่หน้าห้องนอนของฮูหยินหลี่อย่างเงียบๆ และมองผ่านช่องประตูที่แง้มอยู่เข้าไป เขาจะเห็นภาพหลิวเม่ยกำลังนั่งอยู่ข้างเตียงของภรรยา คอยพัดวีให้ หรือกำลังป้อนน้ำแกงอย่างอ่อนโยน ภาพนั้นเป็ภาพที่อบอุ่นและอ่อนโยนที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมาในจวนแม่ทัพที่เต็มไปด้วยความแข็งกระด้างนี้
เขาจ้องมองทุกรายละเอียดของหลิวเม่ยอย่างไม่ลดละ ชุดผ้าไหมสีอ่อนที่เธอสวมใส่ขับเน้นให้เห็นสัดส่วนที่งดงามและอ่อนเยาว์ของเธออย่างชัดเจน ทุกการเคลื่อนไหวของเธอเต็มไปด้วยความระมัดระวังและอ่อนช้อย กลิ่นหอมอ่อนๆ ของสมุนไพรและกลิ่นกายบริสุทธิ์ของหญิงสาวลอยออกมาจากห้อง ทำให้จิตใจที่แข็งกระด้างของหลี่เหว่ยเริ่มอ่อนยวบลง เขาไม่ได้รู้สึกถึงความปรารถนาทางกายเช่นนี้มานานแล้ว แต่ความบริสุทธิ์ของหลิวเม่ยกลับปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบของเขาให้ตื่นขึ้น
หลี่เหว่ยรู้สึกว่าหลิวเม่ยเป็เหมือนแสงสว่างเล็กๆ ที่ส่องเข้ามาในชีวิตที่มืดมิดและเต็มไปด้วยความรับผิดชอบของเขา แสงสว่างที่เขาปรารถนาจะไว้แต่เพียงผู้เดียว
เมื่อฮูหยินหลี่ป่วยหนักลงเรื่อยๆ หน้าที่ต่างๆ ในจวนที่เคยเป็ของนางก็ต้องมีคนมาทำแทน หลิวเม่ยในฐานะภรรยาเอกจึงต้องรับภาระเหล่านี้ไว้ด้วย หนึ่งในหน้าที่สำคัญที่สุดคือการเตรียมน้ำชาสำหรับหลี่เหว่ยในตอนเช้ามืดก่อนที่เขาจะออกไปฝึกวรยุทธ์
"หลิวเม่ย" เสียงทุ้มต่ำของหลี่เหว่ยดังขึ้นในยามเช้าตรู่ เมื่อเขาเรียกหลิวเม่ยมาพบที่ห้องทำงานของเขา
"ท่านพ่อเรียกหาข้าเ้าคะ" หลิวเม่ยรีบเข้ามาทำความเคารพ ใบหน้าของเธอยังคงง่วงเหงาเล็กน้อยจากการตื่นเช้า
"ฮูหยินหลี่ป่วยหนัก ไม่สามารถทำหน้าที่เตรียมน้ำชาให้ข้าได้ เ้าจะต้องมาทำหน้าที่นี้แทนนาง" หลี่เหว่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึม แต่ในดวงตาของเขาแฝงไว้ด้วยแววที่ลึกลับ
"เ้าค่ะ ข้าจะทำหน้าที่นี้อย่างดีที่สุดเ้าค่ะ" หลิวเม่ยตอบอย่างนอบน้อม
"ดีมาก ั้แ่พรุ่งนี้เป็ต้นไป เ้าจะต้องตื่นก่อนอรุณรุ่งเพื่อเตรียมน้ำชาและขนมจีบเล็กๆ น้อยๆ ให้ข้า ข้าจะออกไปฝึกวรยุทธ์ที่สวนหลังจวนในเวลา ตีสี่ครึ่ง เ้าจะต้องเอาน้ำชาไปให้ข้าที่นั่น"
หลิวเม่ยพยักหน้ารับคำสั่ง แม้ว่าจะรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่ต้องไปส่งน้ำชาถึงที่ฝึกวรยุทธ์ แต่เธอก็ไม่กล้าถาม เธอคิดว่าอาจเป็เพราะหลี่เหว่ยไม่้าให้ใครมารบกวนการฝึกซ้อมของเขา
วันรุ่งขึ้น หลิวเม่ยตื่นขึ้นมาในยามที่ดาวยังคงส่องแสงอยู่บนฟ้า เธอรีบลุกขึ้นล้างหน้าแปรงฟัน และแต่งกายให้เรียบร้อย ก่อนจะรีบไปที่ครัวเพื่อเตรียมน้ำชาและขนมจีบตามที่หลี่เหว่ยสั่งไว้
เธอเลือกใบชาที่ดีที่สุด ชงด้วยน้ำที่อุณหภูมิพอดี และจัดขนมจีบลงในถาดเล็กๆ อย่างประณีต ทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบ เพราะเธอไม่้าให้หลี่เหว่ยผิดหวัง
เมื่อเวลาใกล้ตีสี่ครึ่ง หลิวเม่ยก็ถือถาดน้ำชาเดินไปยังสวนหลังจวน ในความมืดมิดของยามเช้าตรู่ เธอใช้โคมไฟเล็กๆ ส่องทางเดิน เสียงใสของน้ำค้างที่หยดจากใบไผ่และเสียงแสงแรกของนกที่เริ่มร้องทำให้บรรยากาศดูเงียบสงบและลึกลับ
เมื่อเธอมาถึงบริเวณที่หลี่เหว่ยฝึกวรยุทธ์ เธอก็ได้ยินเสียงลมหายใจที่หนักและเสียงเท้าที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เธอวางถาดลงบนโต๊ะหินเล็กๆ ที่อยู่ใกล้ๆ และยืนรออย่างเงียบๆ
ในแสงจันทร์อันเลือนราง หลิวเม่ยได้เห็นภาพที่ทำให้เธอต้องกลั้นหายใจ หลี่เหว่ยกำลังฝึกวรยุทธ์อยู่ในชุดฝึกที่บางเบา เสื้อผ้าของเขาเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ ทำให้ผ้าบางๆ เกาะติดกับร่างกายที่แข็งแรงของเขา กล้ามเนื้อที่กำยำและเส้นสายของร่างกายที่สมส่วนปรากฏชัดเจนผ่านเสื้อผ้าที่เปียกชื้น
ทุกการเคลื่อนไหวของหลี่เหว่ยเต็มไปด้วยพลังและความแม่นยำ แขนที่แข็งแรงของเขาเหวี่ยงไปมาด้วยความรวดเร็วที่น่าทึ่ง กล้ามเนื้อบนอกและหลังของเขาเกร็งตึงและคลายตัวตามจังหวะการเคลื่อนไหว เหงื่อไหลเซาะลงมาตามแนวกล้ามเนื้อ ทำให้ผิวของเขาเปล่งประกายในแสงจันทร์
หลิวเม่ยรู้สึกใจสั่นเทา เธอไม่เคยเห็นร่างกายของผู้ชายที่แข็งแรงและกำยำเช่นนี้มาก่อน แม้แต่กับสามีของเธอเอง เธอก็ไม่เคยได้เห็นอย่างใกล้ชิดเช่นนี้ ใบหน้าของเธอร้อนผ่าวขึ้น และเธอต้องหลับตาลงเพื่อพยายามควบคุมตัวเอง
หลี่เหว่ยรู้ดีว่าหลิวเม่ยมาถึงแล้ว เขาได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของเธอปะปนกับกลิ่นของน้ำชาร้อน เขาจงใจฝึกวรยุทธ์ต่อไปอีกสักพักเพื่อให้เธอได้เห็นความแข็งแรงและความกำยำของเขาอย่างเต็มที่ เขา้าให้เธอประทับใจ ้าให้เธอเห็นว่าเขาแตกต่างจากหลี่จงที่ยังเป็หนุ่มน้อยอย่างไร
เมื่อเขารู้สึกว่าเพียงพอแล้ว เขาจึงหยุดการฝึกซ้อมและหันมาหาหลิวเม่ย ใบหน้าของเขาเปียกไปด้วยเหงื่อ หายใจหอบเล็กน้อย แต่ดวงตาของเขาเปล่งประกายด้วยความพึงพอใจเมื่อเห็นสีหน้าแดงก่ำของหลิวเม่ย
"เ้ามาแล้วหรือ" เขากล่าวด้วยเสียงที่ยังคงหอบเล็กน้อย
"เ้าค่ะ ข้าเตรียมน้ำชาและขนมจีบมาให้ท่านแล้วเ้าค่ะ" หลิวเม่ยตอบด้วยเสียงที่สั่นเทาเล็กน้อย สายตาของเธอไม่กล้ามองหลี่เหว่ยตรงๆ
หลี่เหว่ยเดินเข้ามาใกล้ ความร้อนจากร่างกายของเขาและกลิ่นของเหงื่อที่ผสมกับกลิ่นกายธรรมชาติของเขาทำให้หลิวเม่ยรู้สึกวิงเวียน เขายื่นมือมารับถ้วยน้ำชา มือที่แข็งแรงและใหญ่ของเขาแตะเบาๆ กับมือเล็กๆ ของหลิวเม่ยขณะรับถ้วย
"ขอบใจ" เขากล่าวเสียงทุ้ม ก่อนจะดื่มน้ำชาอย่างช้าๆ สายตาของเขาจ้องมองหลิวเม่ยไม่วางตลอดเวลา
หลิวเม่ยรู้สึกไม่สบายใจกับสายตาที่เข้มข้นนั้น เธอพยายามหาข้ออ้างเพื่อจะกลับไป "ท่านพ่อเ้าค่ะ หากไม่มีอะไรแล้ว ข้าขอตัวกลับไปดูแลท่านแม่ก่อนนะคะ"
"รอก่อน" หลี่เหว่ยกล่าวขึ้น "เ้าจะต้องมาทำหน้าที่นี้ทุกวัน ข้า้าให้เ้าเข้าใจว่าข้า้าอะไรบ้าง"
เขาเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวที่วางอยู่บนก้อนหินใกล้ๆ และเริ่มเช็ดเหงื่อบนใบหน้าและคอ การเคลื่อนไหวของเขาช้าและเซ็กซี่ เขาจงใจให้หลิวเม่ยได้เห็นทุกรายละเอียดของร่างกายที่แข็งแรงของเขา
"น้ำชาต้องร้อนพอดี ไม่ร้อนหรือเย็นเกินไป" เขาอธิบายขณะเช็ดแขนที่กำยำ "และขนมจีบต้องสดใหม่ ไม่ใช่ของเก่าที่เหลือจากเมื่อวาน"
"เ้าค่ะ ข้าจะจำไว้เ้าค่ะ" หลิวเม่ยพยักหน้า พยายามไม่มองไปที่ร่างกายของเขา
"อีกอย่างหนึ่ง" หลี่เหว่ยหยุดการเช็ดตัวและเดินเข้ามาใกล้หลิวเม่ยมากขึ้น "เ้าจะต้องรอจนกว่าข้าจะฝึกเสร็จ บางครั้งข้าอาจ้าน้ำชาเพิ่ม หรือผ้าเช็ดตัวสะอาด"
ระยะห่างระหว่างพวกเขาใกล้มากจนหลิวเม่ยสามารถรู้สึกถึงความร้อนจากร่างกายของเขาได้ กลิ่นของเขาที่ผสมระหว่างเหงื่อและกลิ่นกายธรรมชาติทำให้เธอรู้สึกมึนงง
"ข้า... ข้าเข้าใจแล้วเ้าค่ะ" เธอตอบด้วยเสียงที่แ่เบา
หลี่เหว่ยยิ้มเล็กน้อย เป็รอยยิ้มที่มีความหมายซ่อนเร้น "ดีมาก เ้าเป็ลูกสะใภ้ที่เชื่อฟังและรู้หน้าที่"
เขาเอื้อมมือไปหยิบขนมจีบชิ้นหนึ่งจากถาด การเคลื่อนไหวของเขาทำให้แขนที่แข็งแรงของเขาเกือบจะแตะต้องแขนของหลิวเม่ย เธอสะดุ้งเล็กน้อยและถอยออกไปเล็กน้อย
"เ้าไม่ต้องกลัวข้า หลิวเม่ย" หลี่เหว่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนกว่าปกติ "ข้าเป็เพียงพ่อสามีของเ้า ข้าจะไม่ทำร้ายเ้า"
แต่ในดวงตาของเขานั้นมีแววที่บอกเล่าเื่ราวที่แตกต่างออกไป แววตาที่เต็มไปด้วยความปรารถนาและความ้าที่เขาพยายามปกปิดไว้
หลิวเม่ยพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง แต่ในใจเธอรู้สึกไม่สบายใจ มีบางอย่างในท่าทางของหลี่เหว่ยที่ทำให้เธอรู้สึกแปลกๆ แต่เธอก็บอกตัวเองว่าอาจเป็เพราะเธอไม่คุ้นเคยกับการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ชายที่ไม่ใช่สามีของเธอ
"ตอนนี้เ้าไปได้แล้ว" หลี่เหว่ยกล่าวในที่สุด "พรุ่งนี้มาในเวลาเดิม"
หลิวเม่ยทำความเคารพและรีบเก็บถาดเดินกลับไป หัวใจของเธอเต้นแรงมาตลอดทาง เธอไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงรู้สึกแปลกๆ เช่นนี้ เธอบอกตัวเองว่าเป็เพราะเธอไม่เคยเห็นผู้ชายที่กำลังออกกำลังกายมาก่อน และการที่ต้องตื่นเช้ามากทำให้เธอรู้สึกไม่สบาย
วันต่อๆ มา หลิวเม่ยก็ทำหน้าที่นี้อย่างสม่ำเสมอ ทุกเช้าเธอจะตื่นก่อนอรุณรุ่งเพื่อเตรียมน้ำชาและขนมจีบ แล้วเดินไปส่งให้หลี่เหว่ยที่สวนหลังจวน
หลี่เหว่ยดูเหมือนจะฝึกวรยุทธ์หนักขึ้นเรื่อยๆ เขามักจะเปียกโชกไปด้วยเหงื่อเมื่อหลิวเม่ยมาถึง และเขาก็จงใจเช็ดตัวและดื่มน้ำชาอย่างช้าๆ ขณะที่จ้องมองหลิวเม่ยอย่างไม่วางตา
บางครั้งเขาจะขอให้หลิวเม่ยช่วยส่งผ้าเช็ดตัวให้ หรือขอน้ำชาเพิ่ม ทำให้เธอต้องเดินเข้าไปใกล้เขามากขึ้น ทุกครั้งที่เธอเข้าไปใกล้ เธอจะรู้สึกถึงความร้อนจากร่างกายของเขาและกลิ่นที่ทำให้เธอรู้สึกวิงเวียน
"หลิวเม่ย" วันหนึ่งหลี่เหว่ยเรียกเธอขณะที่เธอกำลังจะเดินกลับ
"เ้าค่ะ ท่านพ่อ" เธอหันกลับมา
"เ้าดูเหนื่อยล้า เ้าดูแลฮูหยินหลี่และยังต้องมาทำหน้าที่นี้อีก ข้าเป็ห่วงสุขภาพของเ้า"
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความห่วงใย แต่ในดวงตาของเขามีแววที่ลึกลับ
"ข้าไม่เป็ไรเ้าค่ะ เป็หน้าที่ของข้า" หลิวเม่ยตอบ
"เ้าเป็ลูกสะใภ้ที่ดี แต่เ้าก็ต้องดูแลตัวเองด้วย" เขาเดินเข้ามาใกล้ "ถ้าเ้าป่วย ใครจะดูแลฮูหยินหลี่?"
เขายื่นมือมาแตะหน้าผากของหลิวเม่ยเบาๆ ราวกับจะดูว่าเธอมีไข้หรือไม่ การัันั้นทำให้หลิวเม่ยสะดุ้ง
"ท่านพ่อ..." เธอพยายามถอยออกไป
"เ้าไม่มีไข้" เขากล่าวแต่ไม่ยอมเอามือออก "แต่ใบหน้าของเ้าแดง ไม่ป่วยใช่ไหม?"
"ข้า... ข้าไม่ป่วยเ้าค่ะ อาจเป็เพราะอากาศร้อน" หลิวเม่ยตอบด้วยเสียงสั่น
หลี่เหว่ยยิ้มเล็กน้อย "อากาศเช้าตรู่ร้อนหรือ?" เขาถามด้วยน้ำเสียงที่มีความหมายซ่อนเร้น
หลิวเม่ยไม่รู้จะตอบอย่างไร เธอรู้สึกว่าหลี่เหว่ยกำลังเล่นกับเธอ แต่เธอก็ไม่แน่ใจ
"ข้า... ข้าต้องกลับไปดูแลท่านแม่แล้วเ้าค่ะ" เธอพยายามหาข้ออ้าง
"ไปเถิด" เขาปล่อยมือออก "แต่จำไว้ว่าเ้าต้องดูแลตัวเองด้วย ข้าไม่้าให้เ้าป่วย"
หลิวเม่ยรีบทำความเคารพและเดินกลับไปอย่างรวดเร็ว หัวใจของเธอเต้นแรงมาก เธอไม่เข้าใจว่าทำไมการััเล็กๆ น้อยๆ ของหลี่เหว่ยถึงทำให้เธอรู้สึกแปลกๆ เช่นนี้
วันหนึ่ง ขณะที่หลี่เหว่ยกำลังจะเข้าไปเยี่ยมภรรยาของเขา เขาเห็นหลิวเม่ยกำลังนวดเท้าให้ฮูหยินหลี่อย่างเบามือ ฮูหยินหลี่หลับตาลงด้วยความผ่อนคลาย ใบหน้าของนางดูสงบกว่าที่เคยเป็มา
"เ้าทำได้ดีมาก หลิวเม่ย" หลี่เหว่ยกล่าวเสียงทุ้มต่ำ เมื่อหลิวเม่ยเงยหน้าขึ้นมาด้วยความใ
"ท่านพ่อ!" หลิวเม่ยรีบลุกขึ้นยืนและทำความเคารพ ใบหน้าของเธอแดงก่ำเล็กน้อยด้วยความประหม่า
"ไม่ต้องมากพิธี" หลี่เหว่ยโบกมือเบาๆ "ข้าเห็นความทุ่มเทของเ้าแล้ว ภรรยาของข้าดูดีขึ้นมากเพราะเ้า"
"เป็หน้าที่ของลูกสะใภ้เ้าค่ะ" หลิวเม่ยตอบอย่างนอบน้อม
หลี่เหว่ยจ้องมองใบหน้าของหลิวเม่ย ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความชื่นชม แต่ก็ยังคงรักษาระยะห่างไว้อย่างเคร่งครัด เขาไม่้าให้ความรู้สึกที่ต้องห้ามในใจของเขาถูกเปิดเผยออกมาในตอนนี้
เขาเดินเข้าไปใกล้เตียงของภรรยา และก้มลงมองภรรยาที่กำลังหลับอย่างสงบ ก่อนจะหันกลับมาหาหลิวเม่ย
"เ้าไปพักผ่อนเถิด หลิวเม่ย เ้าเหนื่อยมามากแล้ว"
"ข้าไม่เหนื่อยเ้าค่ะ ข้าเต็มใจที่จะดูแลท่านแม่"
หลี่เหว่ยยิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก เป็รอยยิ้มที่อ่อนโยนอย่างที่หลิวเม่ยไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ในรอยยิ้มนั้นก็แฝงไว้ด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนและยากจะคาดเดา
เขาเห็นความดีงามของลูกสะใภ้ แต่ยังคงรักษาระยะห่าง... นี่คือสิ่งที่หลี่เหว่ยพยายามทำ แต่ในใจของเขานั้น ความปรารถนาที่จะความอ่อนโยนและความบริสุทธิ์ของหลิวเม่ยได้เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ แล้ว เขาเริ่มคิดถึงวิธีการที่จะทำลาย "กำแพงเหล็ก" แห่งธรรมเนียมและสถานะที่กั้นขวางพวกเขาไว้ เขาจะใช้ความกังวลของหลิวเม่ยเป็เครื่องมือ และใช้ความเคร่งครัดของจวนเป็กรงขังที่สร้างขึ้นอย่างประณีต
หลิวเม่ยยังคงใสซื่อ เธอไม่รู้เลยว่าทุกการกระทำของเธอ ทุกความดีงามที่เธอแสดงออกมา ได้กลายเป็เชื้อเพลิงที่โหมกระหน่ำความปรารถนาในใจของพ่อสามีของเธอให้ลุกโชนขึ้นอย่างช้าๆ เธอเพียงแต่รู้สึกว่าพ่อสามีของเธอนั้นเป็บุรุษที่น่าเกรงขาม แต่ก็มีจิตใจที่อ่อนโยนซ่อนอยู่ภายใต้ความแข็งกระด้างภายนอก เธอรู้สึกเคารพและนับถือเขาอย่างสุดหัวใจ
แต่เธอก็ไม่รู้เลยว่า เงาแห่งความกังวล ที่ปกคลุมจวนแม่ทัพนี้ ไม่ได้มีเพียงความกังวลถึงหลี่จงเท่านั้น แต่ยังเป็ เงาอสูร ที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้เธออย่างช้าๆ ภายใต้การปกป้องและดูแลของบุรุษที่เธอเคารพที่สุด