บทที่ 3 สานสัมพันธ์
ฮวนหรงมั่นใจเต็มอกว่าไม่ได้นัดพบผู้ใดแน่ ถึงจะเป็ชายชาตรีที่นางเคารพใช่ว่าจะยินยอมให้ใส่ร้ายป้ายสี หญิงสาวยืดหัวเถียงคอเป็เอ็น “เหลวไหล! ข้าไม่ได้ทำตัวเป็เสนียดจัญไรเสียหน่อย”
[ท่านต่างหากที่มีชู้ ไม่กี่เดือนข้างหน้า ไปออกรบที่ตำบลหลีแถบชายแดน ครั้นกลับเมืองหลวงก็หิ้วเซ่าเฟิงอวี่เข้าจวน แต่งสตรีไร้หัวนอนปลายเท้าขึ้นมาเป็เมียเสมอข้า]
ประโยคหน้าตะเบ็งเสียงพูด ประโยคหลังได้แต่ครุ่นคิดในใจเท่านั้น ฮวนหรงไม่อาจรอช้า อย่างไรก็ต้องไปพบบิดามารเพื่อขอกลับจวน และทาบทามเื่หย่า ผู้าุโบ้านนางจะเห็นด้วยหรือไม่ ไม่สำคัญ! รู้ทั้งรู้ว่าจวนสกุลเฟยไม่มีผู้ใดกล้าขัดใจ เฟยฮวนหรงถึงได้บุ่มบ่ามและมุทะลุ
ครู่เดียวที่ทำปากเก่ง ยามนี้พูดอันใดไม่ออก เพียงแค่จะผ่อนลมหายใจก็ทำไม่ได้ นั่นก็เพราะฝ่ามือยาวใหญ่ขึงอยู่ใต้คางอันเรียวเล็กของฮวนหรง น้ำเสียงแหบพร่าดังเล็ดลอดออกจากปากอีกฝ่ายคล้ายรู้ทัน “ท่านลุงท่านป้าจวนจะกลับแล้ว ต่อให้เ้ารีบวิ่งแจ้นไปตอนนี้ก็เสียเปล่า! คิดหรือว่าข้ามิ่งไป๋เจี๋ยจะยอมให้เ้าทำให้สกุลมิ่งของเราเสียหน้า!”
ไป๋เจี๋ยได้ยินเสียงหายใจของนางดังแรงขึ้น เดาได้ว่านางกำลัง้าอากาศหายใจ ก่อนจะคลายมือออก ไป๋เจี๋ยยังไม่ลืมที่จะพ่นคำถามซักไซ้นาง! “จะบอกข้าหรือไม่! ว่าไปพบเกาฉู่เหวินด้วยเื่อันใด!”
ครั้นได้ยินนามของคนผู้นี้ ฮวนหรงสะอึกนิ่งงัน ความทรงจำในหัวของนางวนเวียนกลับมา ทำให้นึกขึ้นมาได้ว่า ก่อนเข้าพิธีมงคล ยามโพล้เพล้ฮวนหรงแอบออกจากจวนสกุลเฟยจริง ๆ แต่นั่นไม่ใช่เพราะออกไปพบเกาฉู่เหวินเสียหน่อย นางออกไปเพราะ้าตามหามิ่งไป๋เจี๋ยต่างหาก
ใครใช้ให้มีข่าวลือเสียหายที่ว่า มิ่งไป๋เจี๋ยจงใจหนีงานแต่งงาน เพื่อรับผิดชอบต่อสกุลเฟยและไม่ให้สกุลมิ่งขายหน้า ถึงขั้นจัดแจงหาเ้าบ่าวตัวปลอมไว้ร่วมพิธี ด้วยความที่ว่าเฟยฮวนหรงทุ่มเทเสียแรงไปมากกว่าจะได้แต่งกับบุรุษที่ตนหมายปอง อีกทั้งงานมงคลของสตรีชั่วชีวิตนี้มีครั้งเดียว ในเมื่อนางไหว้วานองครักษ์ในจวนให้ออกตามหาไป๋เจี๋ยแล้ว แต่พวกเขาล้วนเมินเฉย นางจำเป็ต้องไปด้วยตัวเอง
ใครจะไปรู้ล่วงหน้า ว่าระหว่างทางเส้นนั้นจะพบเข้ากับ ‘เกาฉู่เหวิน’ บุรุษหน้างามยอดนักปราชญ์ที่ผู้ใดต่างก็รู้ว่า คุณชายแซ่เกาปรารถนาครองคู่กับคุณหนูใหญ่แซ่เฟย เฟยฮวนหรงยิ่งนัก ในสายตาผู้อื่นมองว่าเขาเป็ชายหนุ่มที่มุ่งมั่นในรัก หากแต่ในสายตาของฮวนหรง รู้ดีว่าเขาปรารถนานางก็เพราะหาสตรีอื่นที่เหมาะสมกับตระกูลเก่าแก่อย่างสกุลเกาไม่ได้
ใต้หล้านี้บุรุษที่จริงใจหาได้ยากยิ่งนัก เห็นแต่มิ่งไป๋เจี๋ยบุรุษเนื้อหยาบกระดูกเหล็กคนนี้กระมัง ที่ไม่คิดปรารถนาในทรัพย์สินเงินทองและยศศักดิ์ ถึงได้เมินเฉยเ็าทั้งที่เฟยฮวนหรงตามตอแยเช้าค่ำ ใบหน้าของไป๋เจี๋ยยามพบนาง นอกจากเ็าก็เห็นแต่สีหน้าเอือมระอาและสะอิดสะเอียนเท่านั้น หากไม่เห็นแก่หน้าใต้เท้าเฟยที่เป็อัครมหาเสนาบดีกรมศาสตราฝ่ายซ้าย ผู้ดูแลการเบิกจ่ายอาวุธทั้งหมดของกองทัพ ไป๋เจี๋ยคงสั่งให้ทหารลากนางไปควักลูกตาเสียตั้งนานแล้ว
ชายหนุ่มให้โอกาสนางพูด แต่นางไม่พูด เพราะมัวแต่ไตร่ตรองเื่ราวครั้งนั้นอยู่ ครั้นจะอ้าปากอธิบาย ก็ไม่ทันเสียแล้ว เพราะยามนี้ร่างอันบอบบางของฮวนหรงลอยขึ้นเหนืออากาศ เอวอันคอดกิ่วพาดอยู่บนบ่าที่แข็งแกร่งของไป๋เจี๋ย ร่างกำยำใหญ่และสูงโปร่งพาสาวงามเคลื่อนไปยังทางเดิน
พอถึงหน้าเรือนหอไป๋เจี๋ยใช้ฝ่าเท้ายันประตูให้เปิด แต่พอบานประตูเปิดออก ไป๋เจี๋ยยิ่งต้องขมวดคิ้วเข้าหากัน เมื่อเห็นอิ่นจูเร่งรีบเก็บสัมภาระของเ้าสาวลงหีบ น้ำเสียงแหบพร่าของเขาดังสวนขึ้นมาขณะที่ฮวนหรงเอาแต่พูดว่าปล่อยข้า ปล่อยข้า!
“ที่แท้พวกเ้าก็เตรียมตัวเอาไว้แล้ว!”
อิ่นจูสะดุ้งตัวโหยงทำอะไรไม่ถูก ยามนี้ไม่รู้ว่าควรเก็บสัมภาระลงหีบต่อไป หรือรีบคลานออกไปกันแน่ ครู่เดียวก็ตรัสรู้ได้ว่า ยามนี้คุณหนูของนางแต่งเข้าจวนมิ่งแล้ว ย่อมมีท่านแม่ทัพเป็ใหญ่ นอกเหนือเวลาอื่นควรเชื่อฟังนายหญิง แต่หากอยู่ต่อหน้าผู้เป็นายทั้งสองคน ควรเชื่อฟังนายท่านมิ่งมากกว่าผู้อื่น แล้วดูจากสภาพของคุณหนูเฟยที่พาดอยู่บนบ่าของท่านแม่ทัพ คงตัดสินใจได้ไม่ยากกระมัง
อิ่นจูนางจึงค่อยๆ ยวบตัวต่ำเพื่อหลีกทางให้นายท่านทั้งสอง อันใดที่กำลังหยิบจับ ก็วางมือทั้งหมด อีกแค่ไม่กี่ก้าวอิ่นจูก็จะก้าวข้ามธรณีประตูอยู่แล้วเชียว น้ำเสียงเย็นะเืของท่านแม่ทัพดังขึ้นไล่หลัง “วันนี้จวนมิ่งมีงานมงคล ข้าไม่อยากให้ผู้ใดตาย เช่นนั้นก็จงไปที่โรงครัว ต้มยาสักชามทานเอง ส่วนยาทารอยฟกช้ำให้ไปเบิกที่พ่อบ้านชุน นิสัยของบ่าวชั้นต่ำเช่นเ้าต้องรู้จักดูแลตนเองก่อน แม้แต่ร่างกายตนเองยังดูแลได้ไม่ดี ภายภาคหน้าจะปรนนิบัติฮูหยินของข้าได้อย่างไร”
สาวใช้ผู้ที่แบกความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจมาโดยตลอด พอถูกใส่ใจก็อ่อนไหวเช่นนี้ อิ่นจูซาบซึ้งจนพูดอะไรไม่ออก นอกจากคำว่า “เ้าค่ะ” นางได้แต่ก้มหน้าแล้วเดินจากไปเงียบ ๆ นึกย้อนกลับไปั้แ่กาลก่อน ตัวอิ่นจูเองเป็สาวใช้ต่ำต้อยจึงไม่กล้าเอ่ยปากถาม ทำได้แค่สงสัยเท่านั้น อีกทั้งด้วยนิสัยของคุณหนูเฟยใช่ว่าอยากถามก็ถามได้ หากพูดอะไรไม่ถูกใจ ก็หนีไม่พ้นที่อิ่นจูจะต้องเจ็บตัวอีก อันใดเลี่ยงได้นางย่อมเลี่ยง
นางสงสัยในใจมาเป็เวลานาน ว่าเหตุใดคุณหนูผู้เพียบพร้อมของนางถึงได้หลงรักท่านแม่ทัพที่แสนเ็าผู้นี้จนหัวปักหัวปำ มาบัดนี้อิ่นจูไม่กล้าสงสัยอีกแล้ว นางก็เพิ่งเข้าใจว่าท่านแม่ทัพนั้นภายนอกดูเ็าเืเย็นและเข้าถึงยาก แต่ความเป็จริงคือเป็คนที่ให้ความสำคัญกับผู้อื่นและเห็นเื่ส่วนรวมนำมาก่อนเสมอ ต่างจากคุณชายสกุลใหญ่พวกนั้นที่ตามเกี้ยวพานคุณหนูเฟยอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยก็เพราะ ้าพึ่งพาอำนาจบารมีขวนขวายประโยชน์ส่วนตน
บานประตูมีเสียงแง้มปิด ร่างเพรียวระหงของหญิงสาวยังคงดิ้นรนประหนึ่งลูกปลาพ้นน้ำ ไป๋เจี๋ยก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เขาระมัดระวังมาตลอดทางเพื่อไม่ให้นางหล่น แต่เมื่อบากบั่นมาจนถึงปลายเตียง จู่ ๆ ไป๋เจี๋ยก็ออกแรงโยนร่างอันแสนจะบอบบางของเ้าสาวลงไปทื่อ ๆ พอสบโอกาสฮวนหรงก็เปล่งเสียงปรี้ดสวนขึ้นมากระแทกหน้า “ป่าเถื่อน!”
ฮวนหรงต่อว่าด้วยน้ำเสียงหอบเหนื่อย เมื่อก่อนต้องคอยรักษากิริยาท่าทางเมื่ออยู่ต่อหน้าสามี แสร้งเป็คนพูดน้อยไม่ถนัดเจรจา ทว่ายามนี้นางไม่สนอะไรแล้ว ใบหน้าและแววตาล้วนมาดหมายจะหย่า แล้วใช้น้ำเสียงหยาบกระด้างพูดต่อไปอีกว่า
“สามีไม่รักก็แล้วไปเถิด ข้าไม่ปรารถนาท่านแล้ว ไม่ว่าอดีต หรือปัจจุบันท่านก็ไม่เคยถนอมข้า เช่นนั้นหย่าให้ข้าเถอะ แต่งกับคุณชายแซ่เกาผู้นั้นยังจะดีกว่า”
ต่อให้ไป๋เจี๋ยไม่มีใจพิศวาสนาง ไม่ชมชอบนาง เกลียดชังนิสัยเอาแต่ใจของนาง แต่ไป๋เจี๋ยก็ย่อมแยกแยะได้ว่านางคือสตรี ไม่ว่าเื่ใดก็หลีกเลี่ยงที่จะเก็บมาถือสา แต่ทว่ายามนี้สตรีสวมชุดแดงที่ขึ้นชื่อว่าเป็ภรรยาของเขา เหตุใดถึงเอาแต่ยั่วโมโหนัก นางรู้ดีว่าไป๋เจี๋ยไม่ชอบถูกทับถมมากที่สุด อีกทั้งรู้อยู่เต็มอกว่าวันนี้ก็เป็งานมงคลของจวนมิ่ง ยังเอาแต่พูดถึงบุรุษผู้ไร้ยางอายแซ่เกาอยู่อีก
“ข้าจะแสดงให้เ้าดูว่าจวนแห่งนี้ผู้ใดเป็ใหญ่!” ไป๋เจี๋ยโถมตัวลงไปบนเตียง กระชากภรรยาตัวน้อยอย่างแรงจนร่างของนางเด้งกลับมากระแทกแผงอกของเขาโดยไม่ได้ตั้งตัว แล้วบุรุษหน้าเข้มเ็าผู้นี้ยังพูดต่ออีกว่า
“ต่อหน้าข้าอย่าได้พูดถึงบุรุษอื่นอีก!”