จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 101 เสี่ยหยวน

            นี่เป็นดินแดนที่เหมือนดั่งทะเลเพลิง

            ผืนแผ่นดินแดงดั่งเปลวไฟสภาพเหมือนหินหนืดที่มีเปลวไฟสีแดงจางๆ จนพื้นที่ทั้งหมดเหมือนกำลังเดือดพล่านคลื่นความร้อนพุ่งขึ้นไปยังฟากฟ้า บางครั้งก็มีเสียงคำรามดังขึ้นมาจากระยะไกล กระตุ้นคลื่นความร้อนโชยเข้ามาอย่างจัง

            ฉินอวี่มองไปโดยรอบแต่กลับมองไม่เห็นเงาร่างของผู้ใดเลย

            เกิดอะไรขึ้น? หรือข้าจะเข้ามาอยู่ในดินแดนที่สองคนนั้นพูดถึง

            ไม่ถูก...

            เดี๋ยวนะหรือว่าที่แห่งนี้คือหอคอยขัดเกลาของเผ่าหยาจื้อ?

            เมื่อมองไปยังพื้นดินสีแดงเพลิงฉินอวี่ก็ยิ่งมั่นใจ ที่แห่งนี้จะต้องเป็นหอคอยขัดเกลา! ตามที่ชายหนุ่มชุดคลุมสีแดงพูดไว้หลังจากชนะเขาแล้ว จะสามารถผ่านเข้าสู่ด่านที่สองได้ ตรงเข้าสู่หอคอยขัดเกลา

            และเรือนไม้ที่เขาสร้างไว้คงจะถูกวานรยุทธ์ที่น่าสะพรึงตัวนั้นทำลายไปแล้วเขาพาตนเองตรงเข้าไปยังหอคอยขัดเกลา หากเป็นเช่นนี้ เช่นนั้นแล้วพวกฉือเซียวฉู่เยว่ฉาน และคนอื่นๆ ล่ะ? พวกเขาได้เข้ามาในหอขัดเกลาด้วยหรือไม่

            หากเข้ามาแล้วแล้วพวกเขาอยู่ที่ไหนล่ะ?

            บางทีหลังจากคนอื่นๆเข้ามายังหอคอยขัดเกลา อาจจะไม่จัดการกับตนเองได้แต่ฉือเซียวคงจะไม่หนีจากไปตอนที่ตนเองกำลังสลบอย่างแน่นอน ดังนั้นคงจะมีเพียงความเป็นไปได้เดียวหลังจากเข้ามายังหอคอยแต่ละคนคงถูกส่งไปยังพิกัดที่แน่นอนในหอคอยแล้วเป็นแน่

            ฉินอวี่เหลือบมองไปทางด้านล่างเขาไม่เพียงแต่ยิ้มอย่างขมขื่น เขากำลังนั่งอยู่บนหินสีครามขนาดใหญ่ก้อนหนึ่งบนหินสีครามมีลวดลายอยู่อย่างหนาทึบ ดูเหมือนว่าวานรบรรพกาลตัวนั้นคงจะจับตนเองเหวี่ยงตรงมายังหอคอยขัดเกลาโชคดีที่ตนเองกำลังหมดสติจึงไม่ได้ขยับเขยื้อน ไม่เช่นนั้นหากต้องตกลงไปเขาคงจะถูกเผาตายเป็นแน่

            ในขณะที่ฉินอวี่กำลังทำการสำรวจร่างกายของตนเองเขาก็ผงะไปครู่หนึ่ง เงยหน้าขึ้นมองทางด้านหลังกลับมองเห็นร่างที่แข็งแกร่งร่างหนึ่งอยู่ไม่ไกล เขากำลังโน้มตัวมือข้างขวากำลังวางไว้บนเข่าที่กำลังงอ และกำลังหันหลังให้ฉินอวี่

            สิ่งที่ทำให้ฉินอวี่ต้องตกใจก็คือก่อนหน้านี้ตนเองไม่ทันสังเกตเห็นคนผู้นี้ ราวกับว่าเขาได้ปรากฏมาจากอากาศแต่สิ่งที่ทำให้ฉินอวี่ต้องระมัดระวังคือเงาร่างที่แข็งแกร่งนี้คือวานรยุทธ์จริงๆ!สิ่งนี้ย้ำเตือนให้ฉินอวี่นึกถึงวานรยุทธ์ที่น่าสะพรึงตัวนั้นเขาจ้องมองไปยังวานรยุทธ์ตัวนั้นด้วยความระแวดระวัง และพิจารณาอย่างละเอียด

            วานรยุทธ์ตัวนี้สูงใหญ่ราวกับหอคอยบนภูเขาร่างกายของเขาดูแปลกประหลาดยิ่งนักเขาสวมเพียงหนังสัตว์ที่ปกปิดไว้แต่เพียงส่วนเป้าเท่านั้นเส้นขนทั่วทั้งร่างเป็นสีดั่งทองสัมฤทธิ์ แต่ก็มีจำนวนมากที่ได้ร่วงหล่นลงมา เขากำลังหันหลังให้กับฉินอวี่ทำให้ฉินอวี่มองเห็นบาดแผลที่น่าตกใจบนหลังของเขาได้ ราวกับเพิ่งผ่านศึกนับร้อยมา

            แขนขนาดใหญ่ดั่งต้นไม้ที่วางไว้บนเข่ามือขนาดใหญ่ที่กว้างราวกับใบพัด กล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งดั่งกลุ่มมังกรมีเขาเต็มไปด้วยพลังงานที่ไม่รู้จบแฝงไปด้วยพลังอันแข็งแกร่งที่น่าตกใจ

            สิ่งที่ทำให้ฉินอวี่รู้สึกตกใจมากกว่านั้นคือสร้อยคอที่ร้อยจากโครงกระดูกซึ่งอยู่บนคอของวานรยุทธ์ดูเหมือนว่ากระดูกเหล่านี้จะเป็นกระดูกส่วนศีรษะ ที่ดูแล้วมีความแปลกและทรงพลังอย่างยิ่ง

            ในตอนที่ฉินอวี่มองไปยังวานรยุทธ์วานรยุทธ์ก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น จากนั้นเสียงอันแหบแห้งเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น“ข้ากำลังคิดว่า เจ้าคือหวังซิงเฉินคนนั้นหรือไม่”

            ฉินอวี่รู้สึกแปลกในหัวใจจ้องกลับไปยังวานรยุทธ์ แต่ไม่ได้พูดอะไรในใจของเขากลับพยายามชั่งน้ำหนักโอกาสที่จะมีชัยชนะต่อวานรยุทธ์ที่แปลกประหลาดแต่สิ่งที่ทำให้ฉินอวี่รู้สึกแปลกใจคือเขาไม่อาจสัมผัสระดับการฝึกฝนของวานรยุทธ์ตัวนี้ได้เลยและยังไม่อาจสัมผัสได้แม้แต่ความแปรปรวนของแก่นพลังปราณแต่ดูไปแล้วก็ค่อนข้างชัดเจนว่าระดับการฝึกฝนของเขาต้องอยู่ระดับสูงสุดของขั้นกุมารทิพย์

            “ได้ยินมาว่ามีคนที่ชื่อหวังซิงเฉินสามารถเอาชนะเจ้าสิบเอ็ดแห่งฝ่ายหยาจื้อได้ไม่ทราบว่าเป็นเจ้าใช่หรือไม่?” วานรยุทธ์ถามอย่างต่อเนื่อง

            เจ้าสิบเอ็ด? คือชายหนุ่มชุดคลุมสีแดงคนนั้นหรือ? แล้วฝ่ายหยาจื้อคืออะไร?

            ฉินอวี่นิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า “จะใช่หรือไม่ใช่ แล้วมีอะไรแตกต่าง?”

            “ถ้าใช่ เจ้าก็มีชีวิตอยู่ต่อได้ หากไม่ใช่ เจ้าก็ต้องตาย”วานรยุทธ์กล่าวพลางหันศีรษะมา และใบหน้านั้นได้ปรากฏขึ้นชัดเจนในสายตาของฉินอวี่

            ใบหน้านี้เต็มไปด้วยหลุมและรูพรุนทั้งใบหน้าผิวหนังและเลือดเนื้อบนใบหน้าได้บิดเข้าหากัน ดูเหมือนถูกหลอมละลายจากหินหนืดร้อนแม้ว่าใบหน้าจะดูน่ากลัว แต่ดวงตาที่ใหญ่โตราวกับระฆังสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่มีแสงส่องประกายอย่างแปลกๆ ออกมา ลึกลับ เย็นชา อีกทั้งยังมีความโดดเดี่ยวและดูมั่นใจเด่นชัดอยู่ในดวงตา

            “เจ้าก็มีคำตอบอยู่แล้ว ไม่ใช่หรือ?” ฉินอวี่พูดอย่างเรียบเฉย

            “ให้เวลาเจ้าครึ่งวันเพื่อพักฟื้น หลังจากครึ่งวันนี้ออกไปล่าสังหารกับข้า!” วานรยุทธ์กล่าวช้าๆ

            “ล่าสังหาร?” ฉินอวี่พูดอย่างประหลาดใจ

            “ตามล่าสังหารเผ่าหยาจื้อ!” วานรยุทธ์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจและโกรธเคือง

            ฉินอวี่มองไปยังวานรยุทธ์ตัวนี้ด้วยความประหลาดใจจากการเฝ้าดูวานรยุทธ์ของชายหนุ่มชุดคลุมสีแดงแล้วเผ่าวานรยุทธ์ควรจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเผ่าหยาจื้อจึงจะถูกต้องแต่วานรยุทธ์ตัวนี้กลับเต็มไปด้วยความเกลียดชังต่อเผ่าหยาจื้อ? ราวกับว่ามีทะเลโลหิตฝังรากลึกของความแค้นเอาไว้หลังจากครุ่นคิดอยู่เล็กน้อย ฉินอวี่จึงพูดขึ้น “มันดูไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าใดนักที่จะตามล่าสังหารกลุ่มของเผ่าหยาจื้อในแดนขัดเกลา”

            “เหตุผลหรือ? เจ้าคิดว่าเจ้าถอยได้อีกหรือ? หยาจื้อสิบสามฝ่าย ศิษย์รุ่นเยาว์ของพวกเขาต่างเคลื่อนออกจากแหล่งกบดานเจ้าคิดว่าหากไม่ตามล่าพวกเขา แล้วพวกเขาจะปล่อยเจ้าไปหรือ?” วานรยุทธ์กล่าวอย่างเยือกเย็น

            “หยาจื้อสิบสามฝ่าย? เคลื่อนออกจากแหล่งกบดาน?”ฉินอวี่ขมวดคิ้วแน่น

            “เผ่าหยาจื้อในตอนนี้ไม่ใช่เผ่าหยาจื้อที่เคยเป็นมาอีกแล้วใครก็ตามที่สามารถกระตุ้นสายเลือดของหยาจื้อได้ก็จะกลายเป็นคนของเผ่าหยาจื้อ แต่ข้าเรียกพวกเขาว่าพวกลูกผสม”วานรยุทธ์กล่าวอย่างดูถูก

            “ในตระกูลของเผ่าหยาจื้อ มีการแบ่งกลุ่มรายนามออกเป็นรายนามระดับวิถีฟ้ารายนามระดับจิตวิเศษ รายนามระดับสามัญและคนที่ชื่อเจ้าสิบเอ็ดนั่นก็มีรายชื่อในกลุ่มสามัญ แต่ไหนแต่ไรมาเผ่าหยาจื้อดูถูกคนนอกมาตลอด แต่ครั้งนี้ เจ้ากลับเอาชนะเจ้าสิบเอ็ดได้จึงกลายเป็นสิ่งดึงดูดความเคลื่อนไหวของเผ่าหยาจื้อจำนวนมาก”

            “เจ้าสิบเอ็ดนั่นเป็นหลานของผู้นำของฝ่ายหยาจื้อมีสถานะเป็นที่นับหน้าถือตา หากคำนึงถึงสัญญาไท่กู่ระดับสูงของเผ่าหยาจื้อย่อมไม่อาจลงมือทำอะไรเจ้าได้แต่เมื่อเจ้าเข้ามายังหอคอยขัดเกลาบรรดาคนของเผ่าหยาจื้อจะต้องไล่ล่าสังหารเจ้าแน่นอน จะเป็นหรือจะตายก็คงอยู่ที่พละกำลังของเจ้าแล้วล่ะ”

            “เพื่อจะสังหารข้า? ออกจากรังกบดาน?” สีหน้าของฉินอวี่มองอย่างเคร่งขรึม

            “เจ้าสิบเอ็ดเป็นคนของฝ่ายหยาจื้อและฝ่ายหยาจื้อเรียกได้ว่าเป็นหัวหน้าของเผ่าหยาจื้อสิบสามฝ่ายเมื่อเจ้าสิบเอ็ดพ่ายแพ้ให้กับเจ้านั่นก็นับว่าหน้าตาของพวกเขาถูกทำลายหัวหน้าฝ่ายหยาจื้อจะต้องแจ้งไปยังหยาจื้อสิบสามฝ่าย ขอเพียงจะสังหารเจ้าได้ก็จะได้แก่นโลหิตหนึ่งหยดจากผู้นำฝ่ายหยาจื้อรุ่นที่หนึ่งแม้ว่าแก่นโลหิตของผู้นำฝ่ายหยาจื้อรุ่นที่หนึ่งจะไม่อาจเทียบได้กับบรรพชนหยาจื้อของพวกเขาแต่หากสามารถได้มานั้นก็จะทำให้สายเลือดของหยาจื้อเพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่าตัว”

            “เลือดของหัวหน้าฝ่ายหยาจื้อรุ่นที่หนึ่ง แม้แต่ยอดฝีมือของรายนามระดับจิตวิเศษก็ยังต้องใจเต้นไม่ต้องพูดถึงบรรดาคนรุ่นเยาว์เลย”

            หัวใจของฉินอวี่หดเล็กลงอย่างรวดเร็วเขานึกไม่ถึงเลยว่าจากการเอาชนะชายหนุ่มชุดคลุมสีแดงจะทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายใหญ่โตตามมาเช่นนี้

            “ในเผ่าหยาจื้อนั้น มีเพียงยอดฝีมือในรายนามระดับวิถีสวรรค์เท่านั้นที่จะมีสกุลแซ่และผู้อยู่ในรายนามระดับจิตวิเศษจึงจะมี ‘นาม’ ส่วนเหล่าคนรุ่นเยาว์จะไม่มีสิทธิ์ได้รับชื่อแซ่จะมีเพียงคนในรายนามระดับสามัญบางคนเท่านั้นที่สามารถใช้เลขอันดับในรายนามของตนเองมาเป็นชื่อตัวซึ่งในครั้งนี้คนที่เข้ามาได้เป็นผู้มีสิทธิ์ได้เข้าถึงรายนามระดับสามัญจึงไม่มีคนรุ่นเยาว์รุ่นหลังของหยาจื้อสิบสามฝ่ายปะปนอยู่”

            วานรยุทธ์รู้สึกเหมือนว่าฉินอวี่ไม่เข้าใจว่ารายชื่อที่เป็นตัวเลขหมายถึงสิ่งใดจึงคิดอธิบายให้ฉินอวี่ฟัง

            สำหรับสิ่งนี้ฉินอวี่ไม่ได้แปลกใจอะไร ในอดีตเขาก็เคยได้ยินวิธีการเช่นนี้มาแล้วในกลุ่มของชนเผ่าโบราณบางกลุ่มไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีสิทธิ์ใช้ชื่อแซ่เหล่าคนที่ยังไม่โตเป็นผู้ใหญ่ล้วนจะมีชื่อเรียกร่วมกันชื่อหนึ่งแต่ละเผ่าจะปฏิบัติต่างกันไป ชายหนุ่มชุดคลุมสีแดงคนนั้นชื่อว่าเจ้าสิบเอ็ดมีรายนามอยู่ในอันดับสิบเอ็ดของรายนามระดับสามัญ ดังนั้นเขาจึงถูกขนานนามว่าเจ้าสิบเอ็ด

            “ข้าได้ยินมาว่า คนที่ได้ขึ้นรายนามระดับสามัญในครั้งนี้ต่างออกไปกันจนเกือบหมดแล้ว รวมทั้งรายนามระดับสามัญอันดับที่หนึ่ง ดังนั้นเจ้าคงต้องไปกับข้าเท่านั้นถึงจะมีโอกาสรอดชีวิตออกไป!”วานรยุทธ์จ้องตรงมาทางฉินอวี่ และพูดอย่างจริงจัง

            “แล้วกลุ่มคนรุ่นเยาว์ของหยาจื้อสิบสามฝ่ายมีทั้งหมดกี่คน?” ฉินอวี่ถามอย่างเคร่งขรึม

            “ในกลุ่มของหยาจื้อสิบสามฝ่ายหลังจากอายุครบสิบปีก็จะสามารถเข้าไปยังแดนศักดิ์สิทธิ์เพื่อกระตุ้นสายเลือดของแต่ละคนได้เลยผู้พ่ายแพ้จะถูกจะถูกเนรเทศไปยังแดนขัดเกลาของพวกเจ้าหรือไม่ก็เป็นหอคอยขัดเกลาแห่งนี้หากทำได้สำเร็จจึงจะสามารถมีชีวิตรอดออกไปได้ และในครั้งนี้คนที่สามารถกระตุ้นสายเลือดขึ้นมาได้ มีทั้งหมดประมาณห้าพันคน!”วานรยุทธ์กล่าวช้าๆ

            รูม่านตาของฉินอวี่หดตัวอย่างรวดเร็วห้าพันคน?

            นี่เป็นการฆ่าให้สิ้นซากแล้วล่ะ

            “แม้ว่าข้าจะสามารถหลบหนีการตามฆ่าจากคนทั้งห้าพันคนได้ แต่จะมีชีวิตรอดกลับไปสำนักยุทธ์ว่านจ้งได้อีกหรือ?”ฉินอวี่กล่าวอย่างจริงจัง

            “ขอเพียงเจ้ามีชีวิตรอดอยู่ในหอคอยขัดเกลาแห่งนี้ได้ถึงหนึ่งปีเจ้าก็จะปลอดภัย และเมื่อมีสัญญาไท่กู่ เผ่าหยาจื้อก็จะไม่สามารถขัดขวางอะไรได้”วานรยุทธ์กล่าวอย่างเคร่งขรึม

            ฉินอวี่หรี่ตาลงสัญญาไท่กู่? แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าสัญญาไท่กู่คืออะไรกันแน่แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามันคือสิ่งที่สามารถควบคุมเผ่าหยาจื้อเอาไว้ได้ เพียงแต่สิ่งที่ทำให้ฉินอวี่ต้องสงสัยคือเหตุใดพละกำลังของการรวมกันในหยาจื้อสิบสามฝ่ายจึงต้องยอมอยู่ภายใต้สัญญาไท่กู่?และสำนักยุทธ์ว่านจ้งใช้สิ่งใดในการควบคุมเผ่าหยาจื้อ?

            ดูเหมือนว่าสำนักยุทธ์ว่านจ้งยังมีความลับที่ผู้คนไม่รู้หลบซ่อนอยู่

            “ทำไมจึงช่วยข้า?” ฉินอวี่ระงับความคิดในใจเอาไว้และมองไปทางวานรยุทธ์ พลางค่อยๆ พูดออกไป ไม่มีสิ่งใดในใต้หล้าที่ไร้เหตุผลวานรยุทธ์ตัวนี้ไม่มีทางช่วยเหลือตนเองโดยปราศจากเหตุอย่างแน่นอน

            “ประการแรกคือข้าต้องการผู้ช่วย เจ้าสามารถเอาชนะเจ้าสิบเอ็ดมาได้พละกำลังของเจ้าจะต้องเป็นผู้ช่วยข้าได้อย่างแน่นอน ประการที่สองข้าอยากให้เจ้าพาข้าออกไปจากหอคอยขัดเกลา เมื่ออยู่ที่นี่ครบหนึ่งปี”วานรยุทธ์พูดจบ ก็มีรัศมีแห่งความปราดเปรื่องออกมาจากดวงตา

            “พาเจ้าออกไปจากหอคอยขัดเกลา? เพียงข้าดูแลตัวเองยังยากเลยจะพาเจ้าออกไปได้อย่างไร?” ฉินอวี่กล่าวอย่างเรียบเฉย

            “ขอเพียงเจ้ามีชีวิตรอดถึงหนึ่งปี ตามสัญญาไท่กู่แล้วเจ้าสามารถเลือกอสูรร้ายหนึ่งตัวจากในหอคอยขัดเกลาแห่งนี้ใช้เป็นอสูรสัญญาประจำตัวของเจ้าได้!”

            ดวงตาของฉินอวี่เปล่งประกายเล็กน้อยมองตรงไปทางวานรยุทธ์ด้วยใจที่อยากรู้อยากเห็นเป็นพิเศษอะไรเป็นแรงผลักดันให้วานรยุทธ์จงเกลียดจงชังเผ่าหยาจื้อถึงขนาดนี้? ต่อให้ต้องกลายเป็นอสูรสัญญาก็ยังต้องการออกจากที่นี่?

            “แต่ข้ามีเงื่อนไขอย่างหนึ่ง...” ร่างกายอันแข็งแกร่งของวานรยุทธ์เริ่มสั่นเล็กน้อย

            “เงื่อนไขอะไร?”

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน