เฉินเชี่ยนเชี่ยนคิดว่าเมื่อกลับมาถึงในเมือง เรื่องซุบซิบนินทาว่าเธอฉี่รดที่นอนก็จะมลายหายไป
แต่สิ่งที่เธอคาดไม่ถึงคือ กลับมาได้ไม่กี่วัน พ่อแม่ของเธอก็ได้ยินข่าวลือเรื่องนี้เข้าจนได้
แน่นอนว่าไม่มีใครกล้าพูดเรื่องนี้ต่อหน้าเฉินเชี่ยนเชี่ยนหรือพ่อแม่ของเธอ พวกเขาต่างก็ซุบซิบนินทากันลับหลัง
ครั้นนานวันเข้า พวกท่านก็ย่อมได้ยินเข้าจนได้
พ่อและแม่ของเฉินเชี่ยนเชี่ยนต่างก็เป็นผู้บริหารในโรงงาน เมื่อคนส่วนใหญ่ในบ้านพักพนักงานเจอพวกเขาก็ต้องให้ความเคารพและสุภาพเป็นธรรมดา
เฉินเชี่ยนเชี่ยนเป็นลูกสาวคนเดียวของทั้งคู่ แถมยังเอาอกเอาใจเก่ง ไม่ใช่แค่หนุ่มๆ ในบ้านพักแห่งนี้ที่ชอบเธอ แม้แต่ผู้ใหญ่หลายคน เมื่อเจอหน้าเธอก็ต้องเอ็นดูเป็นพิเศษ
แต่พักหลังๆ มานี้ สายตาที่คนในบ้านพักพนักงานมองมายังพ่อแม่ลูกสกุลเฉินนั้นไม่เหมือนเดิม
สาเหตุที่พวกเขามองคนทั้งครอบครัวด้วยสายตาแปลกๆ ก็เป็นเพราะข่าวลือเรื่องฉี่รดที่นอนของเฉินเชี่ยนเชี่ยนเป็นสำคัญ
สาวงามแสนอ่อนหวานที่อายุสิบแปดปีแล้วยังฉี่รดที่นอน ต่อให้สวยราวกับนางฟ้าก็ยากที่จะมีใครชอบได้ ยกเว้นพวกที่รสนิยมแปลกๆ เท่านั้น
"พ่อคะ แม่คะ หนูไม่ได้ฉี่รดที่นอนจริงๆ นะคะ ยัยหูหลันเยวี่ยน่าตายนั่นต้องเป็นคนปล่อยข่าวแน่ๆ" เฉินเชี่ยนเชี่ยนตัดพ้อทั้งน้ำตา
เธอไม่คิดเลยว่าแม้แต่กลับมาอยู่ในเมืองแล้ว เธอก็ยังโดนหูหลันเยวี่ยเล่นงาน
ไม่นึกว่าหูหลันเยวี่ยที่ออกจากบ้านสกุลเฉินไปนานแล้ว จะยังมีอิทธิพลมากมายขนาดนี้
ผู้เป็นพ่อขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ไม่ได้พูดอะไร ส่วนผู้เป็นแม่เห็นสามีไม่คิดจะพูดบ้าง จึงเอ่ยปาก "เชี่ยนเชี่ยน แค่เห็นลูกร้องไห้แม่ก็รู้สึกเหมือนใจจะขาด แม่จะหาตัวคนปล่อยข่าวให้ได้เร็วที่สุด เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปขอใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลกันนะ คนในบ้านพักพนักงานไม่ใช่พวกคนชนบทที่ไร้การศึกษา แค่พวกเขาได้เห็นใบรับรองจากโรงพยาบาลใหญ่ๆ ก็คงหุบปากแล้วละ"
ผู้เป็นแม่รู้ดีว่าหากไม่สามารถหาหลักฐานมายืนยันได้ว่าเชี่ยนเชี่ยนไม่ได้มีอาการฉี่รดที่นอน ก็คงยากที่จะปิดปากคนในบ้านพักพนักงานเหล่านี้
หากเฉินเชี่ยนเชี่ยนยังเป็นเด็ก ผู้เป็นแม่คงไม่ต้องกังวลกับข่าวลือนี้ให้มากนัก แต่ตอนนี้เฉินเชี่ยนเชี่ยนอายุสิบแปดปี เป็นวัยที่ควรจะเริ่มดูตัวได้แล้ว
ดังนั้นข่าวลือเรื่องฉี่รดที่นอนของเฉินเชี่ยนเชี่ยนจะต้องมีผลกระทบต่อการดูตัวของลูกสาวอย่างแน่นอน
ผู้เป็นแม่แต่งงานกับสามีมานานหลายปีถึงจะมีลูกสาวคนเดียว ด้วยความจำเป็นในตอนนั้นจึงต้องตัดใจส่งลูกสาวที่เพิ่งคลอดไปอยู่ชนบท
ตลอดสิบแปดปีที่ผ่านมา ผู้เป็นแม่คิดถึงลูกสาวแท้ๆ ที่อยู่ในชนบทตลอดเวลา
เธอจึงมีแต่ความรักใคร่เอ็นดูต่อหลันเยวี่ยที่เป็นลูกสาวบุญธรรม แม้จะเห็นนิสัยแย่ๆ มากมายในตัวหลันเยวี่ย ผู้เป็นแม่ก็ไม่อยากเสียเวลาและพลังงานไปแก้ไขอะไร
หากพูดกันตามตรง ตลอดสิบแปดปีที่ผ่านมา พ่อกับแม่ไม่เคยทำให้หลันเยวี่ยต้องลำบากเรื่องเงินทอง
พวกท่านให้ความรักแก่หลันเยวี่ยได้เพียงแค่เรื่องเงินทองเท่านั้น
เมื่อเด็กคนหนึ่งมีนิสัยแย่ๆ ติดตัว คงมีแต่พ่อแม่แท้ๆ เท่านั้นที่อยากพยายามช่วยเหลือแก้ไขอย่างเต็มที่
แม้ว่าความวุ่นวายจะจบลงไปนานแล้ว แต่ผู้เป็นแม่กับสามีที่ยังขวัญเสียก็กลัวว่าพายุจะหวนคืนมาอีกครั้ง จึงไม่กล้าพาลูกสาวแท้ๆ กลับมาจากชนบท
จนแน่ใจว่าทุกอย่างสงบแล้ว พายุจะไม่หวนกลับมาอีก พวกเขาจึงค่อยวางใจพาลูกสาวกลับมา และส่งลูกสาวบุญธรรมที่เลี้ยงมาสิบแปดปีกลับคืนสู่ชนบท
เมื่อเฉินเชี่ยนเชี่ยนกลับมาอยู่กับพ่อแม่แท้ๆ เธอก็เอาแต่ระบายความทุกข์ให้พ่อแม่ฟัง บอกว่าสิบแปดปีที่ผ่านมาเธออยู่ที่นั่นต้องลำบากมากแค่ไหน และคนสกุลหูทำไม่ดีกับเธออย่างไรบ้าง
หลังจากเฉินเชี่ยนเชี่ยนได้รู้ถึงเหตุผลที่พ่อแม่พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้เธออยู่ในบ้านของชาวนาที่ยากจนในชนบท เธอก็พอจะเข้าใจถึงความหวังดีของพ่อแม่ในตอนนั้นได้
แต่เฉินเชี่ยนเชี่ยนรู้สึกขุ่นเคืองใจอย่างมากที่หูหลันเยวี่ยได้เสวยสุขในเมืองแทนเธอมานานขนาดนี้ ในขณะเดียวกัน เธอก็ขุ่นเคืองใจพ่อแม่อุปถัมภ์อย่างหูฉางหมินและภรรยาที่ไม่ได้มอบความเป็นอยู่ที่ดีแก่เธอ
แม้ว่าเธอจะได้รับการเลี้ยงดูที่ดีที่สุดในบ้านสกุลหูแล้ว แต่ในใจของเฉินเชี่ยนเชี่ยนก็ยังไม่พอใจอยู่ดี
ในคืนนั้นเอง เฉินเชี่ยนเชี่ยนก็ฝันร้าย
เธอฝันว่าตัวเองกลับไปยังหมู่บ้านซิ่วสุ่ยแล้ว มีกลุ่มแม่บ้านปากมากที่นั่นล้อมรอบพร้อมกับชี้หน้าด่าทอ
ในฝัน เฉินเชี่ยนเชี่ยนได้ยินกลุ่มแม่บ้านเหล่านี้หัวเราะเยาะว่าเธอโตขนาดนี้ ยังฉี่รดที่นอนอยู่อีก
เฉินเชี่ยนเชี่ยนพยายามแก้ตัวเสียงดัง "หนูไม่ได้ฉี่รดที่นอน หนูไม่ได้ฉี่รดที่นอนจริงๆ นะคะ หูหลันเยวี่ยจงใจแกล้งหนู หนูไม่ได้ฉี่รดที่นอนค่ะ ไม่ได้…"
เฉินเชี่ยนเชี่ยนตะโกนสุดเสียง เหมือนใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ร่างกายสั่นสะท้านอย่างรุนแรง เธอสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย
ยังไม่ทันที่เฉินเชี่ยนเชี่ยนจะแยกออกว่านี่คือความฝันหรือความจริง จู่ๆ เธอก็รู้สึกสบายตัวอย่างบอกไม่ถูก
ความรู้สึกสบายตัวนี้เหมือนกับตอนที่อั้นฉี่มานาน แล้วจู่ๆ ก็ได้ปลดปล่อย
ในเวลานั้นเอง เฉินเชี่ยนเชี่ยนก็ได้ยินเสียงเคาะประตูมาจากข้างนอก ตามมาด้วยเสียงอันอ่อนโยนของผู้เป็นแม่ "เชี่ยนเชี่ยน เป็นอะไรไปลูก? ฝันร้ายเหรอ?"
เมื่อได้ยินเสียงของแม่ เฉินเชี่ยนเชี่ยนถึงได้สติโดยสมบูรณ์
รอจนเธอตั้งสติได้ สิ่งที่เกิดขึ้นก็ทำให้เธอรู้สึกแย่
เพราะเธอรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าผ้าปูที่นอนของเธออุ่นๆ เหมือนมีใครเอาน้ำมาสาดใส่
ไม่ใช่แค่เหมือนเอาน้ำมาสาดใส่ แต่เป็นเพราะเฉินเชี่ยนเชี่ยนฉี่รดที่นอนจริงๆ
ที่เธอรู้สึกตัวเบาสบายขึ้นอย่างกะทันหันเมื่อครู่ เป็นเพราะเธอได้คลายสิ่งที่อัดอั้นไว้ต่างหาก
เป็นไปได้อย่างไรที่เธอจะฉี่รดที่นอนจริงๆ?
เฉินเชี่ยนเชี่ยนภาวนาให้เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้น แต่ผ้าปูที่นอนและผ้าห่มที่เปียกชุ่มเป็นความจริงตรงหน้าที่เธอต้องเผชิญ
แน่นอนว่าเธอไม่อยากให้แม่รู้ว่าตนฉี่รดที่นอน เธอจึงไม่ตอบรับเสียงเรียกของผู้เป็นแม่ที่อยู่หน้าประตู
การที่เฉินเชี่ยนเชี่ยนไม่ตอบอะไรกลับทำให้ผู้เป็นแม่ร้อนใจมากขึ้นกว่าเดิม
ห้องนอนของพวกเธออยู่ติดกัน แถมเก็บเสียงได้ไม่ดี เมื่อครู่เฉินเชี่ยนเชี่ยนตะโกนเสียงดังมาก ผู้เป็นแม่คิดว่าลูกสาวฝันร้าย จึงรีบมาดูด้วยความเป็นห่วง
ก่อนที่จะแน่ใจว่าลูกสาวปลอดภัย ผู้เป็นแม่ก็ไม่กล้ากลับไปนอนต่อ เธอจึงเปิดประตูห้องนอนเข้าไปโดยตรง จากนั้นก็เปิดไฟในห้อง
เมื่อเห็นว่าแม่เดินเข้ามาแล้ว เฉินเชี่ยนเชี่ยนรู้ว่าเรื่องที่เธอฉี่รดที่นอนนั้นคงปิดไม่มิดแล้ว เธอจึงโผเข้ากอดแม่ด้วยความเสียใจ
"แม่คะ หนูไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น หนูไม่ได้ตั้งใจจริงๆ นะ แถมก่อนหน้านี้หนูก็ไม่เคยฉี่รดที่นอนมาก่อนเลย" เฉินเชี่ยนเชี่ยนร้องไห้สะอึกสะอื้น ไหล่สั่นเทาไม่หยุด
อาการของเธอทำให้ผู้เป็นแม่รู้สึกเจ็บปวดใจมาก "เชี่ยนเชี่ยน แม่เชื่อว่าลูกไม่ได้ตั้งใจ แม่ก็เชื่อว่าก่อนหน้านี้ลูกไม่เคยมีอาการแบบนี้ เชี่ยนเชี่ยน อย่าร้องไห้เลย แม่ใจจะขาดอยู่แล้ว"
ผู้เป็นแม่ปลอบประโลมเฉินเชี่ยนเชี่ยนจนสงบลง จากนั้นก็ช่วยเธอเปลี่ยนผ้าปูที่นอนและผ้าห่มผืนใหม่
เมื่อเห็นเฉินเชี่ยนเชี่ยนห่มผ้าแล้วนอนลง ผู้เป็นแม่จึงหมุนตัวกลับไปยังห้องนอนข้างๆ
หลังจากล้มตัวลงนอน แต่เธอก็ข่มตาไม่หลับ
การได้เห็นลูกสาววัยสิบแปดปีฉี่รดที่นอนตอนกลางดึก จะมีแม่คนไหนทำใจได้กัน?
วันรุ่งขึ้น ผู้เป็นแม่ก็พาเฉินเชี่ยนเชี่ยนไปแผนกทางเดินปัสสาวะที่โรงพยาบาลประชาชน
บังเอิญว่าตอนที่สองแม่ลูกมาโรงพยาบาล เฉินอิ่งก็อยู่ที่โรงพยาบาลพอดี
แต่สองแม่ลูกไม่ได้เจอเฉินอิ่ง
เพราะว่าเธอซ่อนตัวก่อนที่จะถูกพบเห็น
เมื่อเห็นว่าเฉินเชี่ยนเชี่ยนเดินตามแม่เข้าไปในแผนกทางเดินปัสสาวะ เธอก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกดีใจ
……….
พริบตาเดียววันหยุดฤดูใบไม้ร่วงก็จบลง หูหลันเยวี่ยก็ไปโรงเรียนตามปกติ
ในวันที่สองของการเปิดเรียน หูหลันเยวี่ยก็ได้รับจดหมายตอบกลับจากเฉินอิ่ง
หลังจากอ่านจดหมายจบ อารมณ์ของหูหลันเยวี่ยก็เปลี่ยนไป
ในวันนั้นเอง หูหลันเยวี่ยก็ได้รู้จากแม่เฒ่าว่าใครเป็นต้นเหตุของข่าวลือที่ว่าเธอเป็นพวกมือไวใจเร็ว
"เยวี่ยเยวี่ย แกไปมีเรื่องกับลูกสาวบ้านเกาเถี่ยฉุยตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?" เกาเถี่ยฉุยที่แม่เฒ่าหูพูดถึงก็คือพ่อของเกาลี่
หลังจากที่แม่เฒ่าหูสืบเสาะอยู่นาน ในที่สุดก็แน่ใจว่าคนที่ปล่อยข่าวลือที่ว่าหูหลันเยวี่ยเป็นพวกมือไวใจเร็วก็คือเกาลี่
สิ่งที่ทำให้แม่เฒ่ารู้สึกงุนงงเป็นอย่างมากก็คือ ตั้งแต่ยุบหน่วยผลิตไป พวกเขาสกุลหูและสกุลเกาก็ไม่ได้ข้องเกี่ยวกันอีกเลย
เหตุใดจู่ๆ ลูกสาวของเกาเถี่ยฉุยถึงได้สาดโคลนใส่คนสกุลหูของพวกเขา?
แม่เฒ่ากังวลจริงๆ ว่าข่าวลือที่เป็นผลเสียต่อหูหลันเยวี่ยจะส่งผลกระทบต่อการเป็นครู แต่เมื่อได้เห็นว่าหูหลันเยวี่ยไปโรงเรียนตามเวลา แม่เฒ่าก็วางใจ
เมื่อหลานสาวได้เป็นครูที่โรงเรียนต่อไป เวลาแม่เฒ่าหูเดินไปไหนมาไหนต่อหน้าเพื่อนบ้านและญาติสนิทมิตรสหายก็สามารถเชิดหน้าได้อย่างเต็มภาคภูมิ