“คุณกริช พอได้แล้วค่ะ” พริ้มพราวพยายามดันตัวคนเจ้าเล่ห์ที่คอยแต่จะหาเศษหาเลยจากตัวเองอยู่เรื่อยออก
“จะสายอยู่แล้วนะคะ” อีกอย่างวันนี้เขาต้องเข้าเมืองแต่เช้าด้วย
“ม่ายเอา อยากกอดเมีย” ไม่พูดเปล่าแต่คนเจ้าเล่ห์ยังพลิกตัวขึ้นแล้วจูบแก้มเธอซ้ำไปซ้ำมา
“แก้มฉันช้ำหมดแล้วนะคะ” เธอท้วงเขา
“ฉันไหน?” เขาย้อนถามพลางฝังใบหน้าลงซอกคอขาว
“ก็….” แต่ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะได้พูดต่อริมฝีปากเล็กถูกคนเจ้าเล่ห์ตักตวงความหวานไปเสียก่อน
“คุณกริช….” พริ้มพราวมองสามีโดยสมบูรณ์ทั้งทางกฎหมายและพฤตินัยของตัวเองอย่างขุ่นใจ แต่ก็ไม่ได้จริงจังนัก
“เรียกพี่สิ”
“กลับมาเรียกฉันว่าพี่ แล้วเรียกแทนตัวเองว่าพริ้มเหมือนเดิมไม่ได้หรอ” คงมีแต่เขาคนเดียวเท่านั้นที่พริ้มพราวเรียกแทนตัวเองว่าฉัน
“แต่ว่าฉัน….” แต่ทว่าเธอกลับใช้สรรพนามนี้กับเขาจนมันเคยชินไปเสียแล้วตั้งแต่วันนั้นที่กริชประกาศว่าฆาตกรที่ฆ่าคนรักของเขาอย่างเธอไม่มีสิทธิ์เรียกเขาว่าพี่อีกต่อไป
“ตอนนั้นพี่ขอโทษนะ” และกริชเองก็รู้ตัวว่ามันเกิดมาจากตัวเขาเอง
“ฉันพี่ไปแล้ว” และเขาเองก็จะกลับมาใช้สรรพนามเดิมที่เคยใช้กับหญิงสาวเช่นกัน
“เธออยากให้พี่ชดใช้ความผิดนี้ยังไงดีพริ้มพราว” กริชมองคนใต้อาณัติด้วยสายตาเว้าวอน
“พี่กริช….” มือบางยกขึ้นสัมผัสใบหน้าของเขา
“พริ้มอยากอยู่กับปัจจุบันค่ะ เราสองคนช่วยกันลืมเรื่องพวกนั้นได้มั้ยคะ” หญิงสาวไม่อยากพูดถึงมันอีก
“พริ้มให้อภัยพี่หมดสิ้นแล้วตั้งแต่วินาทีที่มีตั้งใจรับลูกกระสุนแทนพริ้ม” ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้วคนที่ถูกยิงจะกลายเป็นนางศรีก็เถอะ แต่มันก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเขายอมตายแทนเธอได้
“ขอบคุณนะคะที่ปกป้องเราสองแม่ลูก” หญิงสาวพูดต่อ
“แต่พริ้มมีแค่สองเรื่องที่อยากจะขอพี่กริช” ดูเหมือนว่าหญิงสาวจะยังมีเรื่องค้างคาใจอยู่
“อะไร?”
“เรื่องแรกเป็นเรื่องยัยแพรค่ะ”
“ต่อให้เคยเลือกทางผิด แต่ยัยแพรก็ยังเป็นน้องสาวของเราและพื้นฐานเดิมยัยแพรก็ไม่ได้เป็นคนเลวร้ายอะไร”
“พริ้มอยากให้ยัยแพรกลับมาอยู่ที่ไร่ของเราค่ะ ไปอยู่บ้านพี่กูลแบบนั้นคนจะนินทาเสียๆ หายๆ ได้” เธอบอกเขา
“เรื่องนั้นพี่เห็นด้วยแล้วก็เคยพูดกับสองคนนั่นไปแล้ว แต่ตัวยัยแพรเองคงยังรู้สึกผิดและละอายใจอยู่”
“เราต้องให้เวลาน้องหน่อย”
“ตอนนี้มหาลัยยัยแพรเริ่มเปิดเทอมแล้ว ยัยแพรก็ต้องย้ายไปอยู่หอพัก แล้วพี่จะไปพูดเรื่องนี้กับน้องอีกที” เขาบอกเธอให้สบายใจ
“ค่ะ” หญิงสาวพยักหน้า
“แล้วเรื่องที่สองล่ะ?” กริชถามเธอต่อ
“เรื่องป้าศรีค่ะ” ตั้งแต่วันที่ถูกยิงนางก็ไม่ยอมให้พริ้มพราวเข้าเยี่ยมเลย ไปที่เรือนจำนางก็ไม่ยอมออกมา เธอเพียงแค่อยากจะขอบคุณนางและอยากรู้เหตุผลที่นางยอมรับกระสุนปืนแทนตัวเองขนาดนั้น มีบางเรื่องที่ค้างคาใจเธออยู่มาก มันจะเป็นไปได้มั้ยว่าเธอจะไม่ได้คิดไปเอง….
“พริ้มอยากคุยกับป้าศรีสักครั้ง” เธอบอกเขาและนั่นก็ทำให้คนฟังนิ่งไปครู่หนึ่งเพราะนางศรีใจแข็งมาก
“ได้สิ” กริชบอกเธอในเวลาต่อมาแล้วก้มลงจูบซับหน้าผากมนเบาๆ
“ฉันรักเธอนะพริ้ม”
“ฉันจะทำทุกอย่างเพื่อความสุขของเธอ” สายตาสองคู่ประสานกันเปี่ยมไปด้วยความหมาย กริชค่อยๆ โน้มใบหน้าลงมา แต่ทว่า….
ครืนนนนน ครืนนนนนนน
เสียงนาฬิกาปลุกดังเตือนอีกครั้ง กริชถอนหายใจเลื่อนมือไปกดปิดเสียงปลุกที่ขัดจังหวะความสุขของตัวเองและคนที่รัก แล้วกลับมาสานต่อที่ค้างไว้ แต่คนใต้ร่างกลับเอี้ยวตัวหนีและผละเขาออก
“พอแล้วค่ะ นาฬิกาปลุกเป็นครั้งที่สามแล้วเนี่ย” จบกัน กลายเป็นเขาที่ยังค้างอยู่บนอากาศ
“เดี๋ยวก็ไปสายหรอกค่ะ วันนี้วันอาทิตย์ด้วยในเมืองรถน่าจะติดนะคะ” ก็วันนี้เขาบอกเธอว่ามีธุระต้องรีบไปแต่เช้านี่นา
“โอเค๊!” กริชยอมตัดใจ
“พี่กริชคะ!” แต่ก็ยังไม่วายหาเศษหาเลยกับเธอด้วยการจูบเน้นๆ บนแก้มนวลซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากนั้นก็เดินแก้ผ้าโทงๆ เข้าห้องน้ำไป
“คนบ้า!” แต่พริ้มพราวก็ไม่ชินกับภาพนี้เสียทีเพราะมันทำให้เธอต้องหน้าแดงทุกครั้งน่ะสิ
.
.
ณ เรือนจำกลางจังหวัด
“นังศรี ผู้คุมให้มาบอกว่ามีคนรอเยี่ยม” เพื่อนนักโทษหญิงคนหนึ่งเดินมาบอกนางศรีที่กำลังนั่งทำงานตามที่ในเรือนจำจัดให้ทำอยู่เงียบๆ
“ข้าไม่ไป” แต่นางศรีก็ยังปฏิเสธเหมือนทุกครั้งเพราะรู้ว่าเป็นใครที่มาขอเยี่ยมตน
“แต่ครั้งนี้เอ็งต้องไปว่ะ” แล้วเพื่อนนักโทษหญิงด้วยกันสองคนก็ร่วมมือกันหิ้วบังคับนางหนีออกไปตามคำสั่งที่ได้รับมา ส่วนนางศรีที่คิดว่าต้องเป็นพริ้มพราวอีกแล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อพบว่าครั้งนี้ไม่ใช่เธออย่างที่คิด แต่กลับเป็นกริชที่นั่งรออยู่
“คุณ….” และนางศรีก็จำกริชได้
“ผมรู้ว่าคุณไม่ต้องการพบพริ้มพราว” กริชเอ่ยขึ้นในเวลาต่อมา
“……..” และนางศรีก็เงียบ ไม่ยอมปริปากพูด
“ผมเข้าเรื่องเลยแล้วกัน”
“คุณคือเด็กวัยรุ่นที่คลอดเด็กผู้หญิงฝาแฝดทิ้งไว้โรงพยาบาลเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนใช่มั้ย?” กริชถามและนั่นก็ทำให้นางศรีชะงัก
“ฉันไม่เคยมีลูกค่ะ” แต่นางศรียังคงปฏิเสธ กริชจึงนำเอกสารที่ตนได้มาจากโรงพยาบาลวางตรงหน้าจนทำให้นางศรีไม่อาจปฏิเสธได้อีก
“ผมจะไม่ถามเหตุผลว่าเพราะอะไรคุณถึงได้ทิ้งลูกสาวทั้งสองคนไป แต่ถ้าพริ้มพราวรู้ว่าคุณเป็นแม่ของเธอ เธอคงดีใจมาก” กริชบอก แต่นางศรีที่นั่งน้ำตาซึมอยู่นั้นใจแข็งกว่าที่คิดไว้มาก
“แต่ฉันไม่ต้องการมีอะไรเกี่ยวข้างกับเด็กคนนั้นอีก เด็กสองคนนั่นทำลายชีวิตฉัน” นางศรีบอกเสียงแข็ง
“ฉันเกลียด….”
“ผมว่าถ้าคุณตัดขาดไม่อยากเกี่ยวข้องอะไรแล้ว ถ้าคุณเกลียดคุณคงไม่วิ่งไปรับลูกกระสุนแทนพริ้มพราวหรอก” กริชพูดสวนขึ้นมา
“คุณช่วยชีวิตพริ้มพราวถึงสองครั้ง คุณยอมฆ่าสามีเพื่อช่วยลูกสาวตัวเอง”
“ลึกๆ คุณก็รักและรู้สึกผิดกับสองพี่น้องอยู่ตลอดเวลา” และนั่นก็ทำให้นางศรีต้องปล่อยโฮอออกมา
“สู้คดีเถอะครับ ผมจะช่วยคุณทุกทางและพริ้มพราวก็อยากให้คุณสู้เหมือนกัน” แต่นางศรีก็ส่ายหน้าเหมือนทุกครั้ง
“ให้ฉันอยู่ในนี้ดีแล้วคุณ”
“ชีวิตของคุณหนูพริ้มพราวตอนนี้มันดีที่สุดแล้ว คุณอย่าให้ฉันต้องดึงคุณหนูมาตกต่ำเพราะมีแม่เป็นฆาตกรแบบฉันเลย” การเห็นลูกมีชีตดีที่ชาตินี้นางก็ไม่อาจสร้างให้ได้มันมีความสุขที่สุดแล้วสำหรับคนเป็นแม่
“ฉันควรอยู่ชดใช้บาปกรรมทั้งหมดในที่ของฉัน คุณหนูไม่ควรรู้ว่ามีฉันเป็นแม่”
“ฉันขอร้อง คุณอย่าบอกเรื่องนี้กับคุณหนูพริ้มพราวนะ” นางศรีขอร้องเขาและกริชเองก็พอเข้าใจความปรารถนาของนาง
“คุณรับปากฉันสิ”
“ผมรับปาก” กริชรับปากนาง
“ฝากคุณดูแลคุณหนูด้วย ทำให้คุณหนูมีความสุข ฉันขอคุณแค่นี้” คำขอเดียวที่นางขอในฐานะคนเป็นแม่
“ผมจะดูแลพริ้มพราวกับลูกให้มีความสุขที่สุดทั้งชีวิตของผม” กริชให้สัญญาด้วยชีวิตของเขาเอง
“แต่พริ้มพราวอยากพบคุณมาก คุณจะไม่ให้โอกาสลูกสาวของคุณหน่อยหรอ”
“ฉันต้องไปแล้วล่ะ” แต่นางศรีกลับตัดบท ไม่ยอมให้พริ้มพราวพบอีกเช่นเคย .
หกเดือนต่อมา….
“พี่กริชคะ?”
“ไปไหนกันหมดนะ”
“ป้าน้อมคะ?” พริ้มพราวพยายามเรียกหาทุกคนในบ้าน เนื่องจากตื่นมาแล้วไม่เจอใครเลย
“หรือว่าพี่กริชจะอยู่ข้างบน” หญิงสาวคิด เนื่องมาจากตอนนี้ท้องของเธอมันใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ กริชกังวลการเดินขึ้นลงบันไดของเธอมาก ปัจจุบันทั้งคู่จึงได้ย้ายมานอนในห้องว่างด้านล่างชั่วคราวเพื่อความปลอดภัยและสะดวกของคุณแม่ใกล้คลอดเอง
ตั้งแต่ทั้งคู่ปรับความเข้าใจกันได้บรรยากาศทุกอย่างไม่ว่าจะไปที่ไหนก็กลายเป็นสีชมพูไปหมดสำหรับพริ้มพราว กริชรักเธอมากๆ เขาดูแลเอาใส่ใจเธออยู่ตลอดเวลาจนอิ่มล้นไปด้วยความสุข แต่ในระหว่างที่หญิงสาวกำลังเดินอุ้ยอ้ายเพื่อจะก้าวขึ้นบันไดนั้น
แฮปปี้ เบิร์ดเดย์ ทู ยู
เสียงร้องเพลง Happy birthday ก็ดังขึ้นตามด้วยร่างของกริชที่กำลังถือเค้กผลไม้เดินเข้ามาตามด้วยป้าน้อมและคนอื่นๆ ในบ้าน
แฮปปี้ เบิร์ดเดย์ ทู ยู
แฮปปี้ เบิร์ดเดย์ แฮปปี้ เบิร์ดเดย์
แฮปปี้ เบิร์ดเดย์ ทู พริ้มพราว….
สามีอันเป็นที่รักเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า ตอนแรกพริ้มพราวเข้าใจว่าทุกคนคงลืมวันเกิดของเธอไปแล้วโดยเฉพาะกริช
“สุขสันต์วันเกิดนะคุณแม่” กริชส่งยิ้มให้แม่ของลูกเขาด้วยรอยยิ้มอันแสนอบอุ่น
“อธิษฐานสิ” เขาบอกเธอ พริ้มพราวจึงเริ่มอธิษฐานในใจ จากนั้นก็ลืมตาขึ้นเป่าเค้ก
“สุขสันต์วันเกิดค่ะคุณพริ้ม” ป้าน้อมและคนอื่นในบ้านพูดขึ้นพร้อมกัน
“ขอให้คุณพริ้มกับคุณหนูในท้องสุขภาพแข็งแรงและมีความสุขตลอดไปนะคะ” นั่นคือคำอวยพรจากทุกคนที่รักเธอ
“พริ้มขอบคุณทุกคนมากนะคะ” พริ้มพราวซึ้งใจจนน้ำตาซึม
“แต่ช่วงไฮไลต์มันต้องตอนกลางคืนไม่ใช่หรอคะ” เธอถามทุกคนติดตลกเพราะนี่มันยังกลางวันอยู่เลย
“วันเกิดเมียฉันทั้งที จะให้เหมือนคนอื่นได้ไงล่ะ” กริชบอก แล้วสายตาของพริ้มพราวก็เหลือบไปเห็นใครอีกคนยืนอยู่ด้านหลังเขา
“พี่กูล” อนุกูลนั่นเอง แต่ที่ทำให้พริ้มพราวดีใจมากกว่านั้นก็คืออีกคนที่ก้าวออกมาจากด้านหลังของอนุกูล
“แพร….” นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่ตอนนั้นที่กิ่งแพรยอมกลับมาเหยียบที่นี่ด้วยความละอายใจของตัวเอง
“สุขสันต์วันเกิดค่ะพี่พริ้ม” กิ่งแพรอวยพรพร้อมกับยื่นของขวัญให้ พริ้มพราวรีบดึงน้องสาวมากอดแล้วร้องไห้โฮจนกิ่งแพรเองก็ไม่อาจกลั้นมันไว้ได้อีกแล้ว สองพี่น้องจึงกอดพลางร้องไห้ไปด้วยกันพลางจนทำเอาทุกคนที่เห็นพลอยได้ปลดล็อกในใจกันไปด้วย
“แพรขอโทษนะคะ”
“กลับมาอยู่บ้านเรานะแพร กลับมาเริ่มต้นกันใหม่”
“ค่ะพี่พริ้ม”
แล้วหลังจากนั้นกริชก็พาพริ้มพราวไปทำบุญที่วัดโดยอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้พักตร์พริ้งด้วยเพราะวันนี้เป็นวันเกิดของทั้งคู่ แต่อีกคนได้จากโลกนี้ไปก่อนแล้ว
“เมื่อคืนพักตร์มาหาพริ้มในฝันค่ะ” พริ้มพราวบอกกริชในระหว่างที่ทั้งคู่กำลังออกจากวัด
“หน้าของพักตร์สดใสมาก”
“คงจะอิ่มบุญที่เธอทำให้ทุกวันนั่นแหละ” กริชบอกเพราะแก้วขวัญตักบาตรทุกเช้าและอุทิศบุญนั้นให้แก่น้องสาวที่จากไปอยู่เสมอ
“ค่ะ แล้วพักตร์ก็บอกว่าจะไปเกิดแล้ว….” พริ้มพราวบอกเขาพลางเลื่อนมือสัมผัสอีกหนึ่งชีวิตที่อยู่ในท้องของตัวเอง
“ถ้าพักตร์ได้กลับมาเกิดเป็นลูกของเราก็คงจะดี” เพราะเจ้าตัวเล็กในท้องเธอหมอบอกว่าเป็นผู้หญิง ส่วนกริชก็ไม่ได้พูดอะไรแต่กลับขับรถพาเธอวนออกไปอีกทางหนึ่ง
“เราจะไปไหนกันต่อหรอคะ?” พริ้มพราวถามเพราะกริชบอกว่ายังมีอีกที่ที่เขาจะพาเธอไป
“ไปหาคนที่เธออยากเจอกัน”
แล้วไม่นานเขาก็พาเธอมาถึงเรือนจำกลางจังหวัดท่ามกลางความแปลกใจของพริ้มพราว
“คุณป้ายอมให้พริ้มเข้าพบจริงๆหรอคะ” แก้วขวัญหันมาถามกริชอีกครั้ง เธอเคยขอพบนางศรีหลายครั้งมากๆ แต่ก็ถูกปฏิเสธจนตอนนี้ได้ถอนใจไปแล้ว
“ใช่ เข้าไปสิ” กริชพยักหน้าให้เมียรักและครั้งนี้นางศรีเป็นฝ่ายติดต่อกลับมาเอง คงจะจำได้ว่าวันนี้เป็นวันเกิดของลูกสาวกระมัง
พริ้มพราวเข้ามานั่งรอด้านในและเพียงไม่นานนางศรีก็ออกมา
“คุณป้า” หญิงสาวดีใจมาก ในที่สุดวันที่เธอรอคอยก็มาถึงโดยหารู้ไม่ว่าตัวเองจะต้องผิดหวังอีกครั้ง
“ในที่สุดคุณป้าก็ยอมมาพบฉันแล้ว” ส่วนอีกฝ่ายกลับเฉย
“เป็นไงบ้างคะ อยู่ในนั้นคุณป้าลำบากอะไรบ้างมั้ยคะ”
“คุณป้าผอมลงเยอะเลย” พริ้มพราวสังเกตดูว่ารูปร่างที่เคยอ้วนท้วนสมบูรณ์นั้น บัดนี้ซูบผอมลงไปมาก
“ก็อยู่ในคุก จะให้สบายได้ไงล่ะ” นางศรีบอกและนั่นก็ยิ่งทำให้พริ้มพราวรู้สึกผิด
“เพราะฉันแท้ๆ ป้าถึงต้องลำบากแบบนี้” เธอโทษตัวเอง นางศรีติดคุกคดีฆ่าคนตาย แต่นั่นก็เพราะเพื่อช่วยเธอ….
“แต่ก็ดีกว่าอยู่ข้างนอกแหละวะ อย่างน้อยก็มีข้าวให้กินทุกมื้อ” นางพูดต่อ
“ข้าถึงอยากอยู่ที่นี่ไง ทีนี้เอ็งเข้าใจข้ารึยังล่ะคุณหนู”
“ไม่จ้ะ” พริ้มพราวส่ายหน้า
“ไปอยู่ข้างนอกฉันกับพี่กริชจะช่วยหางานให้ป้า หรือไม่ก็กลับไปทำงานที่ไร่เหมือนเดิมได้ มีข้าวให้กินทุกมื้อเหมือนกัน” พริ้มพราวไม่ลดละที่จะเกลี้ยกล่อมให้นางศรีเปลี่ยนใจ แต่ก็ไม่ได้ผล
“โธ่คุณหนู ใครจะกล้าทำงานร่วมกับคนที่เคยฆ่าคนตายล่ะ ให้ข้าอยู่ในนี้แหละดีแล้ว”
“แต่ฉันอยากช่วยป้านะ ฉันอยากให้ป้าสบายกว่านี้” แล้วเธอก็ตัดสินใจพูดเรื่องที่ค้างคาในใจหลายเดือนออกมา
“ป้ารู้มั้ยว่าฉันกับน้องเคยอยู่บ้านเด็กกำพร้ามาก่อน”
“แม่คลอด แล้วทิ้งเราสองคนไว้โรงพยาบาล” พริ้มพราวพูดต่อ ในขณะที่คนเป็นแม่ที่ถูกกล่าวถึงนั้นได้แต่นั่งสะท้อนอยู่ในใจเงียบๆ
“ก่อนหน้านี้ฉันเอาแต่โกรธแม่ ฉันพยายามหาเหตุผลมากมายว่าทำไมแม่ถึงทิ้งฉันไปจนวันที่ฉันได้เป็นแม่คน….ฉันถึงได้เข้าใจ” พริ้มพราวบอกพร้อมสัมผัสท้องนูนๆ ใกล้คลอดของตัวเองด้วยความสุขใจที่ไม่อาจบรรยายออกมาได้
“อุ้มท้องเก้าเดือนเพื่อให้เด็กคนนึงได้เกิดมามันไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าแม่ไม่ต้องการฉันกับน้องแม่คงไปทำแท้งเอาเราสองคนออกไปแล้ว แสดงว่าแม่คงมีเหตุผลจำเป็นสักอย่าง ฉันเลยไม่โกรธแม่อีก”
“แต่ฉันก็ยังหวังว่าสักวันหนึ่งจะมีโอกาสได้เดินผ่านกับแม่ ได้พูด ได้สบตากันโดยไม่รู้ว่าเป็นใคร ฉัน…”
“นี่คุณหนูกำลังคิดว่าฉันเป็นแม่ใจร้ายคนนั้นของคุณหนูหรอ?” ยังไม่ทันที่พริ้มพราวจะได้พูดจบนางศรีก็ชิงถามขึ้นมาเสียก่อน
“ฉัน….” ใช่เธอคาดหวังแบบนั้นมาก
“ฉันขอโทษนะที่ทำให้คุณหนูต้องผิดหวัง” แต่ความหวังของเธอก็ถูกทำลายลงอีกแล้ว
“แต่ฉันไม่เคยมีลูกมาก่อน เพราะฉันเป็นหมัน” นางศรีกลั้นใจโกหกลูกสาวผู้เต็มไปด้วยความผิดหวังออกไป
“แล้วที่ฉันช่วยคุณหนูเพราะฉันเห็นว่าคุณหนูท้องอยู่ ฉันเข้าใจหัวอกคนอยากมีลูกนะ” นางบอกพริ้มพราวที่นั่งฟังน้ำตาคลออยู่ ใช่ว่านางเองจะไม่เจ็บ นางก็แค่ไม่อยากดึงลูกมาแปดเปื้อนกับตัวเอง
“แล้วที่ฉันให้คุณหนูมาเจอเพราะเห็นว่าคุณหนูมาขอพบฉันหลายครั้งแล้ว เอาล่ะ ตอนนี้ฉันต้องไปละ”
“อ้อ ต่อไปคุณหนูไม่ต้องมาเยี่ยมฉันอีกนะ ที่นี่มันไม่เหมาะกับคนดีๆ อย่างคุณหนูหรอก”
พูดจบนางศรีก็กลั้นใจเดินเข้าไปข้างในแล้วมันก็ไม่มีโอกาสของที่พริ้มพราวจะมีโอกาสได้เห็นน้ำตาของตัวเองที่ปลดปล่อยออกมายามหันหลังให้ ส่วนพริ้มพราวเมื่อได้ยินนางศรีพูดอย่างไร้เยื่อใยเช่นนั้นก็ได้แต่นั่งเหม่อจุกในใจด้วยความผิดหวังอยู่เนิ่นนานเท่าไหร่ก็ไม่ทราบจนกริชที่รู้ทุกอย่างล่วงหน้าอยู่แล้วเข้ามาปลอบ
“ไม่เป็นไรนะ พริ้มพราว”
“เธอยังมีพี่อยู่ตรงนี้เสมอ”
.
.
เวลาผ่านไปไม่กี่เดือนพริ้มพราวก็ให้กำเนิดน้องพิมพ์พราวลูกสาว ทารกน้อยผิวขาว แก้มอมชมพูจัดสร้างความปลื้มปริ่มใจให้แก่กริชเป็นอย่างมาก ชายหนุ่มมองผลผลิตน้อยๆ อันล้ำค่าของตัวเองพร้อมกับรอยยิ้มและยิ่งสุขใจมากขึ้นเมื่อเห็นพริ้มพราวเอาลูกมาเข้าเต้า ดื่มน้ำนมบริสุทธิ์จากอกของเธอ
“อารมณ์ดีอะไรมาค่ะ ยิ้มไม่หุบเลย” พริ้มพราวที่เงยหน้าขึ้นมองถามเขา
“ก็คนมันมีความสุข” กริชบอกพร้อมกับเดินเข้าไปโอบเมียรักซึ่งกำลังให้นมลูก
“เธอมีความสุขรึเปล่า?” เขาถามเธอบ้าง
“มีสิคะ” พริ้มพราวยิิ้ม
“พริ้มเพิ่งเข้าใจคำว่าสมบูรณ์ก็ตอนนี้เอง” หญิงสาวบอกเขา
“พ่อ แม่ ลูก….” หญิงสาวก้มลงมองลูกน้อยที่เริ่มตาพริ้มเพราะอิ่ม
“กินอิ่มก็จะนอนอย่างเดียวเลยนะหมูน้อยของแม่” เธอพูดกับเจ้าตัวเล็กด้วยความเอ็นดู
“เดี๋ยวพี่พาลูกเข้านอนเอง”
กริชรีบบอกเมื่อเมียรักทำท่าจะลุกขึ้น จากนั้นก็พาเจ้าผลผลิตน้อยๆ ของเขาไปนอนในเปลนุ่มสำหรับทารก ในขณะที่พริ้มพราวค่อยๆ ลุกขึ้นบิดตัวไปมาเล็กน้อยด้วยความเมื่อยแขน เห็นตัวเล็กๆ อุ๊ปุ๊แค่นี้เจ้าหมูน้อยนมแม่ของเธอก็น้ำหนักเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน
“เมื่อยหรอ?” กริชที่เดินกลับมาหาเมียรักถามขึ้นพร้อมกับเข้ามากอดเธอจากด้านหลัง
“นิดหน่อยค่ะ เจ้าหมูน้อยของเราโตเร็วมาก” พริ้มพราวบอกพร้อมกับเอนหัวลงซบไหล่กว้าง กริชจึงเอนศีรษะลงซุกหัวคนตัวเล็กบ้าง
“พริ้ม พี่รักเธอนะ รู้รึเปล่า….”
“รู้สิคะ ก็พี่บอกพริ้มอยู่แทบทุกวันนี่นา” เดี๋ยวนี้น่ะเขาเปลี่ยนไปจากแต่ก่อนมาก จากคนใจร้ายที่เอาแต่ทำให้เธอเสียน้ำตาบัดนี้ได้กลายเป็นคนที่คลั่งรักเธออย่างหนักเสียแล้ว
“แล้วเธอล่ะรักพี่บ้างมั้ย” กริบถามบ้าง แก้วขวัญน่ะไม่เคยบอกรักเขาเลยสักครั้งจนกระทั่งครั้งนี้
“รักสิคะ ถ้าไม่รักแล้วจะยังยืนอยู่ตรงนี้หรอ” เธอบอกเขาในที่สุด
“งั้นดีเลย” กริชเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา เขาก็รู้อยู่แล้วนั่นแหละว่าเธอรักเขา แต่แค่อยากได้ยินจากปากเธอสักครั้งเท่านั้น
“คะ?” พริ้มพราวเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความสงสัย
“เรามาทำน้องให้หนูพิมพ์กันเถอะ” ว่าแล้วเขาก็อุ้มเธอแล้วพาเข้าไปในห้อง
“พี่กริช!” พริ้มพราวโวย
“ลูกยังหลับอยู่ตรงนั้นนะคะ”
“ลูกรู้งาน ไม่ตื่นขึ้นมาหรอกน่า” แล้วคนเจ้าเล่ห์ก็เริ่มจัดการกับเสื้อผ้าของตัวเองและจัดการกับจุดอ่อนจนคนใต้ร่างเริ่มระทวยไปด้วย.
“พี่มันเจ้าเล่ห์ อื้อ….จริงๆเลย!” ปากร้องครางไปพลางพร่ำบ่นเข้าไปด้วย
“แล้วไม่ชอบหรอ….”
“อื้อ….. ชอบ อ่าส์ ชอบที่สุดเลยค่ะ”
-จบบริบูรณ์-
