"ด้วยระดับของสำนักฮวาเจี้ยน ไม่น่าจะไปล่วงเกินพวกตาแก่ที่เร้นกายในแคว้นจิ้งพวกนั้นได้"
มู่อวี่เยียนทบทวนอยู่พักใหญ่ ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ "แต่บนทำเนียบยอดฝีมือของหอเทียนจี ก็ดูเหมือนจะไม่มีคนผู้นี้อยู่..."
หอเทียนจีไม่ได้ขึ้นตรงต่อราชวงศ์ใด แต่เป็หนึ่งในสองขุมอำนาจที่เป็กลางเพียงแห่งเดียวบนทวีป ภายในมีทำเนียบจัดอันดับมากมาย ซึ่งจะมีการปรับปรุงทุก ๆ หกสิบปี
นอกจากนี้เ้าหอเทียนจียังเป็นักพยากรณ์ระดับเซียนขั้นสูงสุด ที่ได้ชื่อว่าคำนวณไม่เคยพลาดและรอบรู้ทุกสรรพสิ่งใต้หล้า!
"ฝ่าา จากร่องรอยที่เขาทิ้งไว้ หม่อมฉันมีข้อสันนิษฐานที่ค่อนข้างบ้าบิ่นอย่างหนึ่งเพคะ..." หลิ่วเย่ซีกล่าวอย่างลังเล
"ลองว่ามาสิ"
"กระบี่ของคนผู้นั้นเต็มไปด้วยจิตสังหาร และตอนที่หม่อมฉันไปถึงก็เป็เวลาปลายยามโหย่วแล้ว แต่ปราณกระบี่ของเขายังคงวนเวียนอยู่ไม่จางหายไปนานถึงสองชั่วยาม ทั้งยังดุดันและหนักแน่นมาก
ดูคล้ายกับเจตจำนงกระบี่หงเิ ซึ่งเป็สุดยอดศาสตราเทพที่บันทึกไว้ในทำเนียบศัสตราวุธเทพเพคะ!"
แม้หลิ่วเย่ซีจะอายุยังน้อย แต่การที่นางกุมอำนาจในสำนักเสวียนเทียนทำให้มีประสบการณ์กว้างขวาง ความสามารถในการแยกแยะอาวุธเทพจึงไม่ใช่เื่ยาก
เพียงแต่สุดยอดศาสตราเทพไม่ได้ปรากฏให้เห็นมานานมากแล้ว ต่อให้รู้ว่าเป็ผู้กระบี่หงเิ แต่ตัวตนที่แท้จริงก็ยังคงเป็ปริศนาอยู่ดี
"เขาได้ทิ้งคำพูดอะไรไว้บ้างหรือไม่?"
มู่อวี่เยียนนิ่งคิดครู่หนึ่งแล้วถามขึ้น
โดยปกติแล้วยอดฝีมือที่ไปล้างสำนักผู้อื่น ถ้าไม่ใช่เพราะมีฐานะที่อ่อนไหวเกินไป ก็มักจะเปิดเผยตัวตนหรือทิ้งเบาะแสอะไรไว้บ้าง
เพราะอย่างไรเสียก็ไม่ใช่ผู้ปลีกวิเวกที่ตัดขาดจากโลกภายนอก ใครเล่าจะไม่ปรารถนาให้วีรกรรมของตนเลื่องลือไปทั่วใต้หล้า?
เมื่อถูกถามเช่นนี้ หลิ่วเย่ซีกลับทำสีหน้าพิลึก นางเงยหน้ามององค์จักรพรรดินีแวบหนึ่ง "ฝ่าา คนผู้นั้นทิ้งคำพูดไว้ว่า... เขาคือเซียนกระบี่ที่สังหารต้วนเซียวและาาปีศาจในเมืองหลางโจวเพคะ"
หืม??
'แอบอ้างงั้นหรือ?'
เมื่อรู้ว่ามีคนเอาชื่อตัวเองไปแอบอ้าง จักรพรรดินีถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง นางรู้สึกไม่สบอารมณ์เล็กน้อย แต่ในขณะเดียวกันก็อดที่จะขบขันไม่ได้!
เมื่อลองพิจารณาดูอย่างละเอียด นางก็พบว่าตบะของผู้กระบี่คนนี้ไม่ได้ด้อยไปกว่านางเลย!
'ซ่อนตัวมานานขนาดนี้ แต่เรากลับไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่นิด ช่างเป็ยอดฝีมือจริง ๆ !' มู่อวี่เยียนสูดลมหายใจลึก แววตาคู่งามฉายแววเคร่งขรึม!
"อีกหนึ่งปีก็จะถึงเวลาที่หอเทียนจีปรับปรุงทำเนียบยอดฝีมือแล้ว ถึงตอนนั้นค่อยดูอีกที ในทำเนียบวิถีกระบี่น่าจะมีชื่อของคนผู้นี้ปรากฏอยู่ ให้ทูตของเราพยายามดึงตัวเขามาเป็พวกให้ได้..."
"เพคะ"
หลิ่วเย่ซีพยักหน้ารับคำ
เซียนกระบี่ไม่ว่าในราชวงศ์ไหนล้วนมีฐานะเป็ถึงผู้พิทักษ์แผ่นดิน ความสำคัญนั้นไม่ต้องพูดถึง!
หากแคว้นต้าจิ้งมียอดฝีมือระดับเซียนกระบี่เพิ่มขึ้นมาอีกคน ความแข็งแกร่งย่อมเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวนัก!
"ส่งข่าวไปที่เมืองหลวง ให้หน่วยลับของสำนักเสวียนเทียนปลอมตัวเป็ชาวบ้านเมืองหลางโจว มาคอยเฝ้าดูแถวนี้และแอบคุ้มครองท่านพี่กู้อยู่ห่าง ๆ "
มู่อวี่เยียนหยิบงานปักขึ้นมาทำต่อพลางกล่าวอย่างตั้งใจ
ใน่เวลาที่วุ่นวายเช่นนี้ อีกทั้งในแคว้นจิ้งจู่ ๆ กลับมีผู้กระบี่หงเิปรากฏตัวขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
แม้ดูเหมือนเขาจะเป็มิตรมากกว่าศัตรู แต่ใครจะรู้ว่ายังมียอดฝีมือคนอื่นซ่อนตัวอยู่อีกหรือไม่!
นางกลัวว่าหากฐานะของตนถูกเปิดเผย จะนำพาเคราะห์ร้ายมาสู่กู้หลานโดยไม่ตั้งใจ
"หม่อมฉันเข้าใจแล้วเพคะ!"
...
ราตรีอันเย็นเยียบ แสงจันทร์กระจ่างดาวประปราย
จวนตระกูลกู้เริ่มมื้ออาหารท่ามกลางเสียงะโเรียกของลุงหยาง
กู้หลานเดินออกมาจากห้องหนังสือพลางบิดี้เีเบา ๆ
ในตอนนี้เขาดูดซับพลังจากหินิญญาระดับสุดยอดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ตบะของเขาเพิ่มขึ้นถึงหนึ่งพันปี ซึ่งเทียบเท่ากับการอ่านหนังสือติดต่อกันถึงหนึ่งเดือนเต็ม!
'มุกเงือกพันปีน่าจะมีประสิทธิภาพดีกว่าหินิญญาเสียอีก ถ้าคืนนี้ดูดซับมันเข้าไป ก็น่าจะทะลวงผ่านไปถึงตบะสามหมื่นปีได้'
เขาเดินไปนั่งที่โต๊ะอาหารอย่างอารมณ์ดี
"คุณชาย อ่านหนังสือก็อย่าหักโหมเกินไปนะขอรับ โบราณว่าไว้ ต้องรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบาบ้าง!" ลุงหยางกล่าวด้วยความหวังดี
"รู้แล้วน่า"
กู้หลานหยิบไหเหล้าออกมาจากด้านหลัง แล้วยื่นให้ลุงหยาง "ลุงชอบดื่มเหล้า วันนี้ตอนกลับบ้านข้าเลยแวะซื้อติดมือมาฝากไหหนึ่ง"
พอเห็นไหเหล้า ดวงตาของลุงหยางก็เป็ประกายทันที "โอ้โฮ! ขอบคุณขอรับคุณชาย ขอบพระคุณมากขอรับ!"
เขารีบเปิดผนึกดินออกทันที กลิ่นหอมของเหล้าพุ่งกระจายไปทั่วโถงกลางบ้าน
"หอมจังเลย!"
ไม่ใช่แค่ลุงหยางที่เป็คอเหล้าเท่านั้นที่ตกตะลึง แม้แต่มู่อวี่เยียนและหลิ่วเย่ซีที่อยู่ข้าง ๆ ก็ยังได้กลิ่นหอมนั้นเช่นกัน
"ท่านพี่ นี่คือเหล้าอะไรกัน เหตุใดกลิ่นถึงได้หอมฟุ้งถึงเพียงนี้?"
"นั่นสิเ้าคะ คุณชายไปซื้อมาจากที่ใดกัน?"
สองสาวถามด้วยความอยากรู้
พวกนางเคยดื่มเหล้าชั้นเลิศในวังจนเบื่อ ไม่นึกเลยว่าเหล้าที่กู้หลานหยิบออกมาง่าย ๆ ไหหนึ่ง กลิ่นหอมของมันจะรุนแรงและเย้ายวนใจกว่าเหล้าชั้นดีที่พวกนางเคยเจอมานับไม่ถ้วน!
กู้หลานหัวเราะแฮะ ๆ แล้วตอบว่า "ก็แค่เหล้าดอกท้อที่ซื้อมาจากแผงลอยในตลาดมืดน่ะ สงสัยมันจะบ่มไว้นาน กลิ่นเลยค่อนข้างหอมหน่อย"
แน่นอนว่าเขาไม่ได้พูดความจริง
เพราะเหล้าไหนี้มันคือเหล้าเซียนที่เขาหยิบมาจากคลังเหล้าของสำนักฮวาเจี้ยน แถมเขายังแอบใส่สมุนไพริญญาและยาลูกกลอนบำรุงร่างกายลงไปอีกมากมาย!
เพียงแค่ดื่มเข้าไปอึกเดียว คนธรรมดาอย่างลุงหยางก็สามารถผลัดกระดูกเปลี่ยนเอ็นและอายุยืนยาวขึ้นได้แล้ว!
ในโลกมนุษย์ เหล้าแบบนี้ต่อให้มีเงินก็หาซื้อไม่ได้...
ลุงหยางเคลิบเคลิ้มไปกับกลิ่นหอมนั้น เขาฉีกยิ้มกว้างแล้วพูดอย่างร่าเริงว่า "คุณชายขอรับ สองเดือนนี้บ่าวไม่เอาค่าแรงแล้ว เหล้าจอกเดียวนี้ก็คุ้มค่าเกินพอแล้วขอรับ!"
กู้หลานยิ้มโดยไม่พูดอะไร จากนั้นเขาก็หันไปรินเหล้าให้ภรรยาและเสี่ยวซีจนเต็มจอก
หลังจากกวาดล้างคลังสมบัติของสำนักฮวาเจี้ยนมา เื่เหล้าเขาจึงไม่ขาดแคลน และแน่นอนว่าเื่เงินทองยิ่งไม่ต้องพูดถึง หากเขาขนทองเงินในมิติวางออกมา เกรงว่าคงซื้อเมืองหลางโจวได้ทั้งเมืองเลยทีเดียว
ถ้าจักรพรรดินีองค์นั้นยอมขายน่ะนะ...
คนในครอบครัวนั่งคุยกันไปกินข้าวกันไป บรรยากาศช่างดูอบอุ่นไม่ต่างจากบ้านเรือนทั่วไปในเมืองหลางโจวที่กำลังเปิดไฟสว่างไสว
หลังจากกินข้าวเสร็จ ลุงหยางกอดไหเหล้าที่เหลือแต่ก้นไหพลางฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี แล้วเดินโซเซกลับไปยังห้องพักของตัวเอง
กู้หลานกำลังจะกลับไปที่ห้องหนังสือ ทันใดนั้นถุงหอมลวดลายน่ารักก็ถูกยื่นมาตรงหน้าเขา
มู่อวี่เยียนดูเหมือนจะเริ่มเมามาย นางซบศีรษะลงบนไหล่ของเขา แววตาพร่ามัว ใบหน้าที่งดงามปรากฏสีแดงระเรื่อจากการดื่มสุรา พลางกระซิบเสียงแ่ว่า "ท่านพี่ ท่านอ่านหนังสืออาจจะเหนื่อย… นี่คือของขวัญที่ข้ามอบให้ท่านเ้าค่ะ"
สำหรับหญิงสาวในสมัยโบราณ การมอบถุงหอมให้ชายหนุ่ม เปรียบเสมือนการฝากฝังหัวใจไว้ชั่วชีวิต
กู้หลานจ้องมองถุงหอมใบนั้นแล้วเริ่มเหม่อลอย
ฝีเข็มของมันอาจจะไม่ได้สมบูรณ์แบบนัก แต่มันกลับมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวของมู่อวี่เยียนฟุ้งออกมา เป็ของที่นางเย็บขึ้นมาด้วยตัวเองทีละเข็มทีละเส้น
ตลอดสองชาติที่ผ่านมา นี่เป็ครั้งแรกที่กู้หลานได้รับของขวัญจากผู้หญิง...
หลิ่วเย่ซีที่อยู่ข้าง ๆ ก็อึ้งไปเหมือนกัน!
วันนี้เห็นจักรพรรดินีนั่งปักผ้าก็คิดว่าแค่ทำแก้เซ็ง นึกไม่ถึงเลยว่านางจะยอมลงมือทำงานฝีมือเพื่อกู้หลานจริง ๆ !
‘นี่... คือถุงหอมที่ฝ่าาปักด้วยตนเองเชียวนะ!’
‘เป็ของที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลก!’
'ถ้าเอาไปขาย... เอ่อ ไม่ได้สิ ขายไม่ได้ คุณชายกู้ฆ่าข้าตายแน่...'
หลิ่วเย่ซีรีบหยุดความคิดที่เตลิดเปิดเปิงของตัวเองทันที
กู้หลานรับถุงหอมมาผูกไว้ที่เอว แล้วโอบกอดมู่อวี่เยียนไว้ในอ้อมแขนอย่างอ่อนโยน
ร่างของนางนุ่มนิ่มราวกับไร้กระดูก กลิ่นลมหายใจที่รินรดซอกคอหอมกรุ่นราวกับดอกกล้วยไม้
ใบหน้าที่สวยไร้ที่ติอยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือ มีทั้งความเย้ายวนแต่ยังคงความบริสุทธิ์ มีทั้งความน่ารักแต่แฝงไว้ด้วยความสูงศักดิ์
กู้หลานมองนางจนเคลิบเคลิ้ม
หลิ่วเย่ซีเห็นดังนั้นจึงรีบเดินเลี่ยงออกจากโถงกลางไปล้างจานอย่างรู้ความ
"น้องหญิง การได้พบเ้า... คือวาสนาของข้าแล้ว"
กู้หลานกล่าวออกมาจากใจจริง
เกิดมาสองชาติ ไม่มีสิ่งใดที่เขาจะทะนุถนอมได้มากกว่าหญิงสาวตรงหน้าอีกแล้ว แม้แต่ท่านพ่อระบบก็ยังเทียบไม่ได้!
ลองคิดดูเถอะ ถ้าชาติก่อนได้เจอคนแบบนาง ก็คงเป็คู่กิ่งทองใบหยกที่ใคร ๆ ต่างพากันอิจฉาแน่นอน
"ท่านพี่ ต่อไปอย่าไปทำเื่เสี่ยงอันตรายเช่นนั้นอีกเลยนะเ้าคะ"
หลังจากอิงแอบกันอยู่ครู่หนึ่ง มู่อวี่เยียนที่อยู่ในอ้อมกอดก็พูดขึ้นมา
"หือ?"
"ข้าได้ยินลุงหยางเล่ามาหมดแล้ว วันนี้ที่หน้าโรงน้ำชาของเรามีพวกผู้บำเพ็ญเพียรมาสู้กัน แถมยังมีคนตายด้วย กว่าทางการจะมาเก็บศพไปก็เกือบจะพลบค่ำ"
"พวกเราเป็เพียงครอบครัวสามัญชนธรรมดา การไปพัวพันกับพวกผู้บำเพ็ญเพียรเ่าั้จะอันตรายเพียงใดกัน!"
มู่อวี่เยียนเห็นเขาทำหน้างง จึงค้อนให้หนึ่งที "ถ้าข้าไม่พูดขึ้นมา ท่านตั้งใจจะปิดบังข้าไปตลอดเลยใช่หรือไม่?"
'โธ่ ลุงหยางนะลุงหยาง ทำไมเก็บความลับไม่อยู่เสียเลย...'
กู้หลานยิ้มแห้ง ๆ แล้วกล่าวว่า "พี่แค่ไม่อยากให้น้องหญิงต้องกังวล แต่พี่ขอรับรองว่าต่อไปจะไม่ทำอีก"
"เหลือเวลาอีกแค่ครึ่งปีก็จะถึงการสอบฤดูใบไม้ร่วงแล้ว พี่จะตั้งใจอ่านหนังสืออยู่บ้านอย่างเดียวเลย"
"อืม"
มู่อวี่เยียนได้ยินเช่นนั้นก็โล่งใจ นางกล่าวอย่างอ่อนโยนว่า "แต่ท่านพี่ก็อย่าหักโหมเกินไปนะเ้าคะ พักผ่อนให้เต็มที่ ข้าได้ยินมาว่าการสอบติดระดับจวี่เหริน ไม่ได้ยากขนาดนั้น..."