อีกฟากฝั่งหนึ่งของแคว้น เซี่ยงมู่หยางที่ติดตามคณะผู้ตรวจการมาที่เมือง หานเหลิ่ง ก็กำลังพำนักอยู่ที่จวนเ้าเมืองกับสหายร่วมสำนักราชเลขาธิการอย่างเสิ่นเชา
การมาตรวจการครั้งนี้หากดูเผิน ๆ ก็คล้ายกับการตรวจการทั่ว ๆ ไป แต่เพราะข่าวเื่ากับชนเผ่าทุ่งหญ้านั้น หลายครั้งหลี่อ๋องมักมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยไม่มากก็น้อย คนของหลี่อ๋องไม่ได้มีอยู่นอกแคว้นถังเท่านั้น ที่แฝงตัวอยู่ในแคว้นและแวดวงราชการก็ใช่ว่าจะไม่มี แต่คนเหล่านี้เก็บหัวซ่อนหางได้มิดชิดนัก
ครั้งนี้พวกเขาได้ข่าวจากสายสืบของทางการเื่ผู้สมรู้ร่วมคิดของหลี่อ๋องในเมืองนี้ จนอาจทำให้แคว้นถังเสียเปรียบหรือเพลี่ยงพล้ำในาที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ ฮ่องเต้จึงมีรับสั่งให้จัดตั้งขบวนผู้ตรวจการทำทีว่ามาตรวจการหัวเมืองทิศเหนือตามปกติ และให้กองกำลังชุดพิเศษภายใต้การบังคับบัญชาของหน่วยองครักษ์ติดตามมาทำงานเื้ัด้วยอย่างลับ ๆ
เสิ่นเชานั้นมีหน้าที่รับผิดชอบประสานงานระหว่างกิจการของฮ่องเต้กับขุนนางหัวเมืองอยู่แล้ว แต่เซี่ยงมู่หยางได้รับหน้าที่พิเศษให้ช่วยท่านผู้ตรวจการในการสืบหาตัวผู้ต้องสงสัยในครั้งนี้ด้วย ตำแหน่งของเขาไม่สูงไม่ต่ำ ดูแล้วคล้ายจะไม่มีความสำคัญในการสืบสวนสอบสวนใด ๆ เป็เพียงผู้ติดสอยห้อยตามผู้อื่นมาเท่านั้น
ดังนั้น ในด้านกิจการของทางการจึงไม่มีปัญหาใด ๆ แต่ปัญหาจะมาเกิดขึ้นเพราะใบหน้าอันหล่อเหลาของเขานี่แหละ!
หากเป็ในเมืองหลวง เขาอาจไม่ใช่ตัวเลือกอันดับต้น ๆ ของเหล่าบุตรสาวขุนนางตระกูลใหญ่ เพราะบุรุษที่มีฐานะของตระกูลหนุนหลังได้มากกว่าเขามีให้เลือกอยู่มากมาย แต่สำหรับหัวเมืองที่ห่างไกลออกไป เพียงแค่ใบหน้านี้ รวมกับคำว่า ‘ขุนนางจากเมืองหลวง’ และคำว่า ‘ยังไม่แต่งฮูหยิน’ ก็มากพอให้เหล่าสตรีสนใจในตัวเขาแล้ว
จากที่เขาต้องวุ่นวายกับภารกิจลับมากพออยู่แล้ว ยังต้องมาปวดหัวกับเหล่าสตรีอีก น่ารำคาญยิ่งนัก!
“ใต้เท้าเซี่ยงเ้าคะ วันนี้หย่าเหมยเตรียมอาหารมาเพิ่มอีกหลายอย่าง หวังว่าจะถูกปากใต้เท้านะเ้าคะ”
ไช่หย่าเหมย บุตรสาวเ้าเมืองหานเหลิ่งยังคงพยายามแวะเวียนมาที่เรือนรับรองขุนนางจากสำนักราชเลขาธิการทุกเวลาอาหารเย็น วันนี้ก็เป็วันที่ 3 แล้ว
และแม้เสิ่นเชาจะนั่งอยู่ด้วย แต่ดูเหมือนเขาจะเป็เพียงอากาศธาตุในสายตาของนางอยู่ร่ำไป
“พวกข้าไม่รบกวนคุณหนูไช่จะดีกว่า ท่านให้บ่าวนำอาหารมาให้เช่นเดียวกับเรือนอื่น ๆ ก็เพียงพอแล้ว” เซี่ยงมู่หยางต้องใช้ความอดทนอดกลั้นไม่น้อยที่จะไม่แสดงสีหน้ารำคาญใจออกไป เขามีเื่อื่นให้ต้องไปทำหลังจากนี้ หากสตรีผู้นี้ยังคงตามเกาะแกะเขาไม่เลิก…
“ไม่รบกวนเลยเ้าค่ะ หย่าเหมยยินดียิ่งนักที่ได้ดูแลใต้เท้า ท่านลองชิมไก่แช่เหล้าจานนี้สิเ้าคะ พ่อครัวจวนไช่ทำไก่แช่เหล้าอร่อยที่สุดแล้ว รับรองว่าท่านต้องชอบแน่” ไม่แนะนำเปล่า นางยังถือวิสาสะนั่งลงข้างเขาและคีบไก่ชิ้นหนึ่งใส่ถ้วยของเขาราวกับภรรยาปรนนิบัติสามีอีกด้วย
“คุณหนูไช่ ขออภัยที่ต้องกล่าวตามตรง ข้าไม่ชอบเสียงรบกวนขณะกินอาหาร และไม่ชอบให้ใครคีบอาหารให้โดยที่ไม่ได้ร้องขอด้วย สิ่งใดที่ข้าชอบข้าจะเป็ผู้เลือกเอง ไม่จำเป็ต้องให้ใครมายื่นให้ถึงปาก”
เสิ่นเชาที่กำลังคีบผักจานข้าง ๆ ถึงกับอ้าปากหวอให้กับวาจากระทบกระเทียบแต่ทำให้คนหน้าชาได้
“ทะ…ท่าน…ขะ…ข้า…” ไช่หย่าเหมยหน้าแดงสลับซีดเพราะเข้าใจความนัยได้เป็อย่างดี แน่นอนว่านางรู้สึกอับอายที่ถูกหักหน้าตรง ๆ ทั้งยังมีพยานรู้เห็นเป็บุรุษอีกคนด้วย
“ข้า…ข้ารู้สึกไม่สบาย ขอตัวก่อนนะเ้าคะ” แล้วนางก็ลุกขึ้นสับเท้าออกไปจากเรือนรับรองทันที เสิ่นเชาที่คีบผักคาอยู่เหนือจานถึงกับหันมาถาม
“เช่นนี้เลยหรือ”
“เช่นนี้แหละ” เซี่ยงมู่หยางที่โล่งใจหลังจากกำจัดสิ่งรบกวนออกไปได้ ทำการคีบเนื้อไก่ในถ้วยของเขาให้สหาย
“ท่านชอบไก่ไม่ใช่หรือ กินเยอะ ๆ ไม่ต้องเกรงใจ”
กลางดึกคืนนั้น หลังจากที่ทุกคนเข้านอนกันหมดแล้ว บนหลังคาเรือนรับรองของจวนเ้าเมืองมีร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำปกปิดใบหน้ากำลังรอคอยอะไรบางอย่าง จวบจนกระทั่งมีชายในชุดดำมาสมทบอีก 5 คน พวกเขาทั้งหกจึงใช้วิชาตัวเบากระโจนออกไปมุ่งตรงสู่ทิศทางนอกตัวเมือง
หลังจากนั้นไม่นาน ที่กระท่อมทรุดโทรมนอกเมืองหลังหนึ่งก็เกิดการต่อสู้และจับกุมขึ้นอย่างเงียบเชียบ มีคนถูกพาตัวออกไปโดยชายในชุดดำ 5 คน และเมื่อภารกิจเสร็จสิ้น ชายในชุดดำคนหนึ่งก็แยกตัวกลับมาที่เรือนรับรองจวนเ้าเมืองโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
