ตอนที่ 24
ณ โรงเตี้ยมชั้นหนึ่ง เขตชุมชนหมู่บ้านตะวันอัสดง...
“ยังไม่เจอเบาะแสอะไรอีกงั้นหรือ!! นี่ก็ผ่านไปกว่าสองเดือนแล้ว!!” เกาถิง หัวหน้าหน่วยย่อยแห่งกลุ่มัทอง กำลังแผดเสียงขึ้นดุด่าเหล่าลูกสมุน
แท้จริงแล้วกลุ่มของ เกาถิง รู้ว่าผู้ที่ลงมือสังหารหมู่จวนผู้ว่าจินหงและวางเพลิงทำลายหลักฐานทั้งหมด ก็คือ ซุน... เนื่องด้วย เกาถิงไม่ได้ประมาทถึงขั้นฝากความหวังทั้งหมดไว้กับ ผู้ว่าไร้ความสามารถเช่นนั้น
เกาถิง ใช้ให้เหล่าลูกสมุน คอยเฝ้าระวังที่ด้านนอกจวนผู้ว่าทั้งกลางวันและกลางคืนเพื่อป้องกันเหตุผิดพลาด… และในวันที่เกิดเหตุบรรดาลูกสมุนของ เกาถิงก็เห็นเหตุการณ์ทุกอย่างชัดเจน ในตอนที่ ซุน ซึ่งถูกเฒ่าชีเปลือยควบคุมในเวลานั้นได้ก้าวเดินออกมาจากจวนผู้ว่าในสภาพที่อาบท่วมโลหิต ทั้งยังใช้ทักษะประหลาด สร้างเปลวเพลิงมวลมหาศาลเผาจวนผู้ว่าจินหง!! ทุกสิ่งล้วนถูกจับจ้องโดยกลุ่มชายชุดดำเหล่านี้
แต่พอทุกคนเริ่มกลับมาได้สติ เตรียมที่จะพุ่งออกจากที่ซ่อนเพื่อจับกุมเด็กหนุ่มเอาไว้นั้น... จู่ ๆ เฒ่าชีเปลือย ก็ใช้ห้วงมิติร่นระยะเคลื่อนย้ายร่างของ ซุน ให้หายตัวไปจากที่เกิดเหตุอย่างไร้ร่องรอย(ตอนที่ 21)สร้างความตกตะลึงให้กับกลุ่มชายชุดดำอย่างมาก รีบกระจายกำลังค้นหาแต่ก็ไร้ซึ่งวี่แวว
นับั้แ่วันนั้น เกาถิง ก็ได้สั่งคนเฝ้าระวัง เส้นทางเข้าออกทั้งหมดในชุมชนหมู่บ้านตะวันอัสดงที่จะเชื่อมต่อไปยังเขตพื้นที่อื่นรวมถึงเข้าไปบีบบังคับ มือปราบเฉิน ให้ใช้กำลังจากกองมือปราบ คอยลาดตะเวนทั่วหมู่บ้านทั้ง7 ในทุก ๆ วัน สืบหาเบาะแสมาตลอดสองเดือนที่ผ่านมา แต่สุดท้ายก็ยังคว้าน้ำเหลว ส่งผลให้เกาถิง ในเวลานี้เต็มไปด้วยความกังวล...
และแล้วสัญญาณแห่งความวิบัติก็บังเกิดขึ้น
เมื่อวัตถุสิ่งหนึ่ง กำลังสั่นไหวอยู่ภายในปกเสื้อ...
เกาถิง ใบหน้าซีดเผือด ค่อย ๆ หยิบสิ่งนั้นออกมา ในมือปรากฏหยกโบราณชิ้นหนึ่ง...ซึ่งหยกโบราณนี้ ถูกเรียกขานกันในนาม หยกสื่อสาร เป็อุปกรณ์พิเศษที่แฝงไว้ด้วยอาคมโบราณใช้ในการติดต่อสื่อสารระยะไกล มีรัศมีครอบคลุมนับหมื่นลี้ ขอเพียงยังอยู่ในทวีปเดียวกันก็สามารถติดต่อหากันได้ แต่แน่นอนว่ามันเป็อุปกรณ์ที่มีราคาสูงมากในท้องตลาดมิใช่สิ่งที่บุคคลสามัญจะสามารถถือครอง...
“หัวหน้าเกา... อย่าบอกนะว่าผู้ที่ติดต่อเข้ามาคือ?!” หนึ่งในลูกสมุนของ เกาถิง เอ่ยถามขึ้นด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก เห็นชัดเจนว่าเกาถิง ไม่กล้าตอบรับสัญญาณสื่อสารที่ติดต่อเข้ามา
“อืม... เป็ ลู่เหรินฮ่าว ไม่ผิดแน่หากมันรู้ว่าพวกเราปล่อยให้เ้าเด็กบ้านั่นหนีไปได้ ลู่เหรินฮ่าว คงไม่ปล่อยให้พวกเรารอดชีวิต...”เกาถิง ทำใจตั้งสติอยู่สักระยะก่อน จะยอมตอบรับสัญญาณดังกล่าวเนื่องด้วยหากไม่ยอมรับการติดต่อ ก็มีค่าเท่ากับตายเช่นกัน...
“ขอรับ... ปรมาจารย์ลู่” เกาถิง พยายามควบคุมน้ำเสียงให้เรียบเฉยที่สุด
“เถาถิง... พาตัวศิษย์ของ เหยาิ มาหาเราที่ หุบเขาสายลม์ถึงเวลาที่เราจะต้องใช้งานเ้าเด็กนั่นแล้ว...” เสียงของ ลู่เหรินฮ่าวดังออกมาจากหยกสื่อสาร ทุกคนโดยรอบล้วนได้ยินแจ่มชัด หากแต่ไม่มีใครกล้าปริปากนั่งตัวสั่นไปตาม ๆ กัน
เกาถิง สูดหายใจลึก ก่อนจะตัดสินใจกล่าวออกไป...
“พอดีว่าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเล็กน้อย จวนผู้ว่าถูกไฟไหม้ ทำให้เ้าเด็กคนนั้นมันหนีไปได้...แต่ท่านปรมาจารย์อย่าได้เป็กังวล พวกเราได้เบาะแสจนใกล้จะจับตัวเด็กคนนั้นได้แล้ว...”
“นี่เ้ากำลังล้อข้าเล่น ใช่หรือไม่?!” แม้จะเป็เสียงที่ผ่านอุปกรณ์ยังััได้ถึงความเยือกเย็น
ทำเอา เกาถิง ถึงกับขนลุกชูชัน...
“หากเวลานี้ ตัวข้าอยู่ข้างกายเ้า... รับมองว่าร่างของเ้า จะพรุนไปด้วยมีดบินของข้าเป็แน่!! ข้าให้เวลาพวกเ้าหนึ่งเดือน รีบพาเ้าเด็กนั่นมาหาข้าที่ หุบเขาสายลม์!! อย่าให้ข้าต้องลงจากหุบเขา เพื่อไปหาพวกเ้าด้วยตนเอง!!”
“ระ...รับทราบ” เกาถิง ตอบรับพลางถอนหายใจหนักหน่วง รู้สึกราวกับว่าอายุขัยหดหายไปหลายเดือนทั้งที่พูดคุยเพียงไม่กี่ประโยคผ่านอุปกรณ์
เกาถิง หันมองลูกสมุนรอบ ๆ
“พวกเ้าคงได้ยินกันแล้วสินะ หากไม่อยากเป็เป้ามีดบินไร้เทียมทานก็ต้องพยายามมากกว่านี้ในการค้นหาเ้าเด็กนั่น!! ข้าเชื่อมั่นว่ามันยังไม่ออกไปจากเขตชุมชนหมู่บ้านแห่งนี้อย่างแน่นอน”
“รับบัญชา!!” น้ำเสียงของ กลุ่มชายชุดดำแน่นหนักกว่าทุก ๆครั้ง
“ไปตาม มือปราบเฉิน มาพบข้า... หากเ้ามือปราบนั่น มันยังกล้าอิดออดเช่นคราวก่อนก็ให้ตัดนิ้วมันเสีย แล้วค่อยลากตัวมา!!” เกาถิงใบหน้ามืดดำ ระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ ลู่เหรินฮ่าว หยิบยื่นให้ไม่ถือว่ามากนักเพราะการเดินทางไปยัง หุบเขาสายลม์ มิใช่เื่ง่ายจำเป็ต้องใช้เวลาพอสมควรเช่นกัน
..........................................................
ภายในห้องลับ...
ซุน เมื่อตัดสินใจที่ไปจากที่นี่แล้ว ก็เริ่มสำรวจสิ่งต่าง ๆภายในห้องลับอย่างจริงจัง เนื่องด้วยตั้งใจจะเลือกเอาสิ่งจำเป็กลับออกไปด้วยไม่รู้ว่าตนจะมีโอกาสได้กลับมายังสถานที่แห่งนี้อีกหรือไม่...
ก่อนหน้านี้ ซุน แตะต้องเพียงแค่ กองหนังสือตำรา และ ไหสุราบางส่วนที่ใช้ในการบ่มเพาะลมปราณเท่านั้นสิ่งของในส่วนอื่น ๆ ซุน พยายามหลีกเลี่ยง เพราะไม่อยากยุ่มย่ามกับทรัพย์สมบัติที่เหล่าซือ สั่งสมเอาไว้ บางส่วนอาจมีความหมายสำหรับผู้ชรา ในระดับที่ ซุน ไม่อาจทำความเข้าใจ...
ในห้องลับ มีการแบ่งสัดส่วนการเก็บวัตถุต่าง ๆ ที่ชัดเจน เป็ 4ส่วนใหญ่ ๆ ตามแต่ละมุม... ในสองมุมแรก คือหนังสือตำรา และ ไหสุรา ที่ ซุน ได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งเ่าั้ไปแล้ว...ถัดไปอีกมุมหนึ่งจะเป็กลุ่มศาสตราโบราณที่ดูเก่าแก่ โดยมากจะมีฝุ่นเกาะกังจนไม่น่าจับนักตามเวลาหลายสิบปีที่ถูกทิ้งเอาไว้...
น่าเสียดายที่ ซุน ในเวลานี้ ยังไม่มีทักษะการใช้อาวุธใด ๆนอกเหนือไปจากมีดสั้นที่เคยใช้เป็มีดอักขระลงอาคมแต่ก็ยังห่างไกลจากคำว่าเชี่ยวชาญ... ซุน เชื่อมั่นว่าศาตราเหล่านี้ไม่น่าที่จะเป็เพียงศาสตราสามัญ หาไม่แล้ว เหยาิคงไม่ลำบากนำมาเก็บสะสมไว้...
และในมุมด้านสุดท้าย ซุน มองเห็นเป็ลักษณะคล้ายกับหีบโลหะใบใหญ่ที่ยังไม่ทราบสิ่งของที่แอบซ่อนอยู่ภายใน ก่อนหน้านี้ ซุน ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับมันเลยเพราะต่อให้ไม่เปิดออกดู ก็พอจะคาดเดาได้ว่าสิ่งของด้านในน่าจะเป็ของสำคัญ ที่เหยาิ เก็บซ่อนเอาไว้...
“ไหน ๆ ก็จะไปจากที่นี่แล้ว ก็สำรวจให้ครบถ้วนเสียสิ? หากสิ่งใดค่า หรือเพิ่มโอกาสเอาตัวรอดก็สมควรหยิบคว้าไปให้หมด เหล่าซือของเ้าไม่มีทางตำหนิเ้าอยู่แล้ว เพราะของเหล่านี้จะมีค่ามากไปกว่าชีวิตของเ้าได้เยี่ยงไร?!” เฒ่าชีเปลือย เอ่ยยุแยงทันที
แน่นอนว่า ซุน เองก็คิดเช่นนั้น... ในเมื่อมันถูกเก็บซ่อนไว้หลายสิบปีย่อมแปรว่ามันมิได้ก่อประโยชน์อะไรกับ เหล่าซือ เท่าใดนัก... ด้านกลุ่มศาสตราโบราณวางเด่นเป็สง่าคงไม่มีสิ่งใดให้ต้องพิจารณามากนัก เด็กหนุ่ม จึงมุ่งเน้นไปที่หีบโลหะใบใหญ่ที่ตั้งอยู่...
ซุน พยายามจะยกมันขึ้น แต่ก็ไม่เป็ผล ดูเหมือนว่ามันจะหนักและเทอะทะเกินกว่าที่จะนำติดตัวออกไปด้วย... จึงตัดสินใจสำรวจรอบ ๆ พยายามที่จะหากลไกเพื่อเปิดมันออกก่อนที่ ซุน จะพบเจอร่องรูขนาดเล็ก รูปลักษณ์และขนาดดูคล้ายกับกลไกที่ด้านหน้าทางเข้าห้องลับแห่งนี้...
“นี่มัน?!”
ซุน แน่ชัดแล้วว่า แหวนหยกดำ คงเป็กุญแจสำหรับเปิดมันออก... เด็กหนุ่มชั่งใจอยู่เล็กน้อยสูดลมหายใจลึก และค่อย ๆ กดหัวแหวนลงไปยังร่องรูดังกล่าว... เสียงกลไกภายในหีบดังขึ้นเบาๆ เหมือนว่าสลักภายในถูกปลดคลาย ก่อนจะเผยอขึ้นมาเล็กน้อย ใช้แรงไม่มากนักก็เพียงพอจะเปิดหีบออกได้...
สิ่งที่แอบซ่อนอยู่ภายใน ประกอบด้วยของหลายสิ่งอย่าง... มีทั้งกุญแจเก่าๆ แหวนโบราณ ม้วนตำราหนังสัตว์ ป้ายสำมะโนครัวเดิมของ เหยาิ และป้ายโลหะประหลาดอีกหลายชิ้นที่ ซุน ไม่อาจรู้ได้ ว่ามันมีไว้ใช้เพื่อการใด แต่คิดว่าคงเป็ของสำคัญสำหรับเหยาิ ในอดีต มิเช่นนั้นคงไม่เก็บซ่อนซับซ้อนเช่นนี้...
สิ่งเดียวที่ ซุน พอจะทำความเข้าใจได้ ก็คือม้วนหนังสัตว์เก่า ๆซึ่งมีอยู่หลายม้วน ขนาดแตกต่างกันออกไป หลังจากที่ ซุน ค่อย ๆ คลี่เปิดมันออก ก็พบว่าส่วนมากจะเป็แผนที่เก่าแก่ซึ่งมีเครื่องหมายและตำหนิเป็สัญลักษณ์บนแผนที่เ่าั้...
“เครื่องหมายบนแผ่นที่เหล่านี้?!เป็เครื่องหมายของพรรคเซียนประทานงั้นสินะ... สัญลักษณ์เหล่านี้ อาจหมายถึงฐานลับหรือจุดรวมพลเฉพาะ...”
ซุน พอจะคาดเดาได้ว่าในอดีต เหยาิ เคยเข้าสังกัดพรรค เซียนประทานในทวีปเต่าทมิฬมาก่อน... ทั้งยังมีตำแหน่งในพรรคมิใช่สามัญเสียด้วยแต่เพราะเหตุการณ์บางอย่าง รวมถึงเื่ของภรรยา คงทำให้ เหยาิ ตัดสินใจออกจากสังกัดพรรคในภายหลังทุกอย่างยังคงเต็มไปด้วยปริศนาที่ ซุน ต้องค้นหา...
ทว่า... มีม้วนหนังสัตว์อยู่แผ่นหนึ่ง ที่แตกต่างไปจากแผ่นอื่น ๆเนื่องด้วยมันมิใช่แผนที่ แต่เป็ ภาพวาดที่ดูเก่าพอสมควร เป็ชายหญิงคู่หนึ่งที่ยืนเคียงข้างกัน...ด้านฝ่ายบุรุษนั้น ซุน จดจำได้ทันที ว่าคือ เหยาิ ในตอนที่ยังหนุ่ม ไม่มีร่องรอยความชราให้ปรากฏฉะนั้นแล้วด้านหญิงสาวคงเป็ใครไปไม่ได้ นอกจากอดีตภรรยาที่ตายไปของ เหยาิ...
ทั้งยังมีนามของทั้งคู่สลักเอาไว้...
“เหยาิ... และ เล้งซิ่วอิง... หรือว่าภรรยาของ เหล่าซือที่เคยบอกว่ามาจากตระกูลใหญ่ นางจะมาจาก ตระกูลเล้ง!!” ซุน เบิกตากว้างกลมโตขึ้นในทันที
แน่นอนว่าหนอนตำราอย่าง ซุน ย่อมต้องรู้จัก ตระกูลเล้ง... ตระกูลที่ยิ่งใหญ่เป็อันดับ1 ตลอดประวัติศาสตร์นับหมื่นปีของ แดนมนุษย์แห่งนี้ ตำราประวัติศาสตร์แทบทุกเล่มจะต้องมีชื่อของ ตระกูลเล้ง สลักเอาไว้อยู่เสมอ...
รวมถึงนามของบุคคลหนึ่ง...
บุรุษที่ถูกเรียกว่าผู้สร้างประวัติ...
“เล้งซาน...” ซุน รู้สึกจิตใจสั่นไหวเมื่อเอ่ยถึงนามของบุคคลผู้นี้
เื่ราวในอดีตของตระกูลเล้งที่ได้รับการบันทึกเอาไว้นั้น ถึงแม้จะปรากฏชื่อตระกูลอยู่ในตำราประวัติศาสตร์แทบทุกเล่มหากแต่ข้อมูลกล่าวถึง กลับมาเพียงน้อยนิด!!ส่วนหนึ่งเพราะประวัติของตระกูลใหญ่ ๆ มักถูกเก็บเป็ความลับเสียเป็ส่วนมากป้องกันผู้ไม่หวังดี จะมีก็แต่คนในตระกูลเท่านั้นที่จะทราบความจริงอย่างละเอียด
และยิ่งเวลาผ่านไปหลายสหัสวรรษ ประวัติศาสตร์ก็ยิ่งบิดเบือนและถูกลบเลือนจนคนในยุคปัจจุบัน มองว่าเื่ราวในอดีตของ เล้งซาน เป็เพียงตำนานความเชื่อที่ถูกเล่าขานเท่านั้นไม่อาจมองหาความจริงหรือหลักฐานใด ๆ มาอ้างอิง... ส่วนตระกูลเล้ง ในปัจจุบันหลงเหลืออยู่เพียงไม่มากเท่าใดแล้วและยังถูกขนานนามในอีกชื่อหนึ่งว่า...
ตระกูลที่ต้องคำสาป... สายเืแห่งปิตุฆาต!!
………………………………….