รุ่งเช้า…
แสงอาทิตย์อ่อน ๆ ลอดผ่านหน้าต่างไม้เข้ามาเป็เส้นบาง ๆ ตกกระทบลงบนเตียง
หลินเทียนค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ ภาพแรกที่เห็น…ไม่ใช่เพดาน แต่เป็เส้นผมสีเงินนุ่มที่ตกอยู่ตรงหน้า
เขาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ หันสายตาไป๋เยว่นอนอยู่ใกล้เขามาก…ใกล้จนแทบจะััลมหายใจกันได้ ใบหน้าของนางสงบนิ่ง ต่างจากเมื่อคืนที่เต็มไปด้วยความเ้าเล่ห์
ส่วนอีกด้าน…แขนของเขาถูกหญิงสาวอีกคนกอดไว้แน่น ราวกับกลัวเขาจะหนีไปไหน
หลินเทียนนิ่ง สมองยังไม่ทันประมวลผลสถานการณ์
เสียงเสี่ยวเอ๋อก็ดังขึ้นทันที
“อรุณสวัสดิ์ค่ะนายท่าน~ ตื่นมาพร้อมฮาเร็มเต็มเตียงเลยนะคะ (◕ᴗ◕✿)”
“เงียบไปเลยแกน่ะ…ชิ แบบนี้ข้าคงโดนแกเอาไปล้ออีกแน่…”
เขาสวนกลับในใจทันที ก่อนจะบ่นพึมพำกับตัวเอง
ขณะที่กำลังพยายามดึงแขนตัวเองออกอย่างเงียบที่สุด—
“อืม…”
เสียงหนึ่งดังขึ้น
หญิงสาวที่กอดแขนเขาอยู่ขยับเล็กน้อย ก่อนจะลืมตาขึ้นมาครึ่งหนึ่ง
สายตาของนางสบเข้ากับเขาพอดี
“อ้าว…ตื่นแล้วหรือคะ~” น้ำเสียงงัวเงียปนยิ้ม
หลินเทียนชะงัก ก่อนจะเอามือปิดปากนางเป็สัญญาณให้เงียบ
“ชิงชิง เ้าเงียบหน่อย ข้าไม่อยากให้พวกนางตื่นขึ้นมาแบบนี้”
ชิงชิงนางเป็น้องรองจากไป๋เยว่ นางมีผมสีชมพูสวยงาม แต่นิสัยดูจะคุยง่ายที่สุดรองจากไป๋เยว่
ชิงชิงพยักหน้าเล็กน้อย
หลินเทียนค่อย ๆ เอามือออก
แต่ยังไม่ทันทำอะไร—
แกร๊ก
เสียงเปิดประตูดังขึ้น ก่อนประตูจะเปิดออก
ซือเหยายืนอยู่หน้าประตู ก่อนจะเลื่อนสายตามาที่เตียง แล้วชะงักนิ่งค้างไป
“ว้าย! ขอโทษที่ขัดจังหวะค่ะ คุณชายหลิน!”
นางพูดขึ้นเสียงดัง ก่อนจะหันหน้าไปทางอื่น แก้มแดงด้วยความเขินอาย
“ไม่ใช่อย่างที่เ้าคิดนะ เหยาเหยา!”
หลินเทียนรีบปฏิเสธทันที
เสียงความวุ่นวายนั้นทำให้ไป๋เยว่และคนอื่น ๆ ค่อย ๆ ตื่นขึ้น
“อ้าว…เช้าแล้วงั้นหรือ~”
ไป๋เยว่พูดเสียงงัวเงีย ก่อนจะลุกขึ้นช้า ๆ ผมของนางปลิวไหวตามการเคลื่อนไหว
จากนั้นนางหันไปมองหลินเทียน ก่อนจะขยับเข้าไปเกาะแขนเขาทันที
“แหม ๆ คุณชายหลิน ตื่นแล้วทำไมไม่ปลุกพวกเราล่ะคะ หรือท่านอยากแอบทำอะไรตอนที่พวกเราหลับกัน~”
ไป๋เยว่พูดเสียงอ้อน พร้อมทำท่าเขินอาย
“อย่าพูดมั่วซั่วนะ ข้ายังไม่ได้ทำอะไรเลย! พวกเ้าเองก็ลุกขึ้นได้แล้ว”
หลินเทียนพูดเสียงอ้อมแอ้ม ก่อนจะหันไปบอกคนอื่น
ทุกคนลุกขึ้น ก่อนจะหันไปทางประตู เห็นซือเหยายืนทำท่าทางเขินอายอยู่ ก็ชะงักไปทันที
“อะ…เอ่อ พวกท่านมีความสัมพันธ์ยังไงกับคุณชายหลินกันหรือคะ?”
ซือเหยาถามขึ้น
“ออกไปข้างนอกกันเถอะ ไว้ค่อยคุยกันตอนทานอาหารแล้วกัน”
หลินเทียนพูดจบก็เดินออกมา ทำหน้าตายเหมือนปลาแห้ง ก่อนจะเดินไปนั่งรอที่ห้องโถง
ไม่นาน ทุกคนก็มานั่งพร้อมหน้าที่โต๊ะอาหารในห้องโถง
อาหารถูกจัดวางเรียงกันอย่างมากมาย
หลินเทียนนั่งตรงข้ามซือเหยา แต่ข้างเขานั้นไป๋เยว่และชิงชิงนั่งติดแทบจะสิงร่างเขาอยู่แล้ว
เขานั่งตัวแข็ง ก่อนจะหยิบตะเกียบกินอาหารเงียบ ๆ เหมือนอยากรีบหนีจากสถานการณ์นี้
แต่จู่ ๆ เขาก็สะดุ้ง
มีมือหนึ่งมาหยิกสีข้างเขาเบา ๆ
หลินเทียนหันไปมอง เห็นชิงชิงทำท่าทางเหมือนให้เขาพูดอะไรสักอย่าง ก่อนจะมองไปทางซือเหยาที่ทำหน้าสงสัยสุดขีด
“ท่านจะไม่บอกอะไรนางหน่อยหรือคะ ข้าว่านางอยากรู้เื่ของท่านจนแทบจะเปิดหัวท่านดูแล้วล่ะค่ะ”
เสียงของชิงชิงดังขึ้นในจิต นางใช้จิตสื่อสารกับหลินเทียน
“อ้าว แล้วไหงเ้าโยนงานให้ข้าเฉยเลย…”
หลินเทียนตอบกลับในจิต
ชิงชิงแกล้งหันหน้าไปทางอื่น ราวกับไม่อยากรับรู้
หลินเทียนได้แต่ถอนหายใจ ก่อนจะกระแอมเบา ๆ
“เหยาเหยา เ้าถามว่าข้ากับพวกนางรู้จักกันได้ยังไงงั้นหรือ…”
ซือเหยาพยักหน้าหงึก ๆ อย่างรวดเร็ว สีหน้าดูอยากรู้เต็มที่
หลินเทียนนิ่งไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังเรียบเรียงเื่ราว
ไป๋เยว่ ชิงชิง และคนของนางเองก็นั่งทานอาหารเงียบ ๆ พลางฟังเขาพูดเช่นกัน
เมื่อ 10 ปีก่อน… เื่ราวหนึ่งที่ดูเหมือนเล็กน้อย กลับกลายเป็จุดเริ่มต้นของสายสัมพันธ์ที่ยากจะตัดขาด
มีหญิงสาวคนหนึ่งจากเผ่าจิ้งจอก์ นางถูกคนกลุ่มหนึ่งไล่ล่า หลังจากแอบออกจากเผ่ามาตามหาสมุนไพรเพื่อรักษาพี่สาว
แม้นางจะอ่อนแอ แต่ความห่วงใยที่มีต่อพี่สาวกลับผลักดันให้นางก้าวออกจากเขตปลอดภัยของเผ่าเพียงลำพัง
นางเดินลึกเข้าไปในป่า ค่อย ๆ ตามหาสมุนไพรทีละต้น…ทีละแห่ง จนในที่สุดก็หลงทางโดยไม่รู้ตัว ทางกลับ…เลือนหายไปกับความมืดของผืนป่า
แต่แล้วโชคชะตาก็เหมือนจะเล่นตลก
นางพบกับกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ที่ดูเหมือนจะเป็นักล่าสัตว์อสูร พวกเขายิ้มแย้ม ต้อนรับนางอย่างเป็มิตร และยังรับปากว่าจะช่วยตามหาคนของเผ่าให้อีกด้วย
ในตอนนั้น…นางเชื่อ
เชื่ออย่างหมดใจ
ทว่า…ความจริงกลับคมยิ่งกว่าคมมีด
ในคืนนั้น หลังจากนางแสร้งหลับ เสียงกระซิบของพวกเขาก็ดังขึ้นในความมืด
พวกเขาพูดถึงราคาของนาง…
พูดถึงการขายนางให้พวกขุนนางในเมือง
หัวใจของนางเย็นเฉียบ
แต่นางไม่ร้อง ไม่ขยับ ไม่แม้แต่จะหายใจแรงขึ้น
จนกระทั่งแน่ใจว่าทุกอย่างสงบ…นางจึงหนี
กลางดึก…ท่ามกลางป่ามืด
แต่พวกมันก็รู้ตัวเร็วเกินไป
การไล่ล่าเริ่มขึ้นอีกครั้ง
สองวันสองคืน…นางวิ่งโดยไม่หยุดพัก ร่างกายอ่อนล้า แต่ความกลัวกลับผลักให้ก้าวต่อไป
จนกระทั่ง…
นางพบ “สำนักร้าง” กลางป่า
สถานที่เงียบงัน…ราวกับถูกลืมเลือนจากโลก
และที่นั่น…นางได้พบข้า
แม้สายตานางจะเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่ก็ยังรวบรวมความกล้าเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ
ข้าจึงช่วยนาง
และจัดการคนพวกนั้นให้หมดสิ้น
หลังจากนั้น นางพักอยู่กับข้าราวหนึ่งอาทิตย์ จนกระทั่งคนของเผ่าตามมาพบ
หลินเทียนเล่าไปเรื่อย ๆ พลางทอดสายตามองไปยังหญิงสาวเผ่าจิ้งจอก์ที่นั่งอยู่ในห้อง ราวกับภาพในอดีตกำลังซ้อนทับกับปัจจุบัน
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณชายหลิน และผู้าุโไป๋เยว่หรือคะ”
ซือเหยาถามขึ้นอย่างอดสงสัยไม่ได้
หลินเทียนยิ้มบาง ก่อนจะตอบอย่างสบาย ๆ
“ก็คนที่ออกมาตามหานาง ก็คือไป๋เยว่และคนพวกนี้ไง พวกนางตามร่องรอยมาจนพบ แล้วก็พักอยู่ที่สำนักของข้าหลายเดือน”
“ใน่นั้น ข้ากับพวกนางจึงสนิทสนมกันนิดหน่อย ก่อนที่พวกนางจะขอตัวกลับไปที่เผ่า”
คำพูดเรียบง่าย…แต่แฝงไปด้วย่เวลาที่ยาวนาน
“อ้อ เื่มันเป็มาอย่างนี้นี่เอง…”
ซือเหยาพยักหน้าเบา ๆ สีหน้าคลายความสงสัย
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารผ่อนคลายลงเล็กน้อย
“แล้วหนานเอ๋อตอนนี้นางเป็ยังไงบ้างล่ะ”
หลินเทียนถาม พลางคีบอาหารเข้าปากอย่างไม่รีบร้อน
“นางสบายดีค่ะ หมอของเผ่าเราปรุงยาและช่วยรักษาพี่สาวของนางจนหายเป็ปกติ ตอนนี้นางก็โตแล้ว ข้าว่าถ้านางเห็นท่านตอนนี้ นางคงรีบขอท่านแต่งงานแน่ค่ะ”
ไป๋เยว่พูดยิ้ม ๆ ดวงตาเป็ประกายขี้เล่น
หลินเทียนได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ
ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี
“นี่ก็สายแล้ว งานประลองวันที่ 2 กำลังจะเริ่ม ข้าขอไปเตรียมตัวก่อน”
เขาตัดบททันที ราวกับหนีจากสถานการณ์
แล้วก็ลุกเดินออกไป
ทันทีที่ประตูปิดลง…
“ถ้าข้าได้เป็เ้าสาวของคุณชายหลิน ข้าจะรักและเอ็นดูเขามาก ๆ เลย…”
ชิงชิงพูดเสียงเบา แต่กลับดังพอให้ทุกคนได้ยิน
“ไม่ ข้าจะแต่งกับเขาเอง” ไป๋เยว่สวนทันที
“ไม่ค่ะ ท่านพี่ ข้าเอง!”
“ไม่ ข้าต่างหาก!”
เสียงโต้เถียงดังขึ้นทันทีเหมือนประกายไฟตกลงในกองฟืน
บรรยากาศเมื่อครู่ที่สงบ…หายไปในพริบตา
—
ด้านนอก
“หึ้ย…ดีนะข้าออกมาก่อน ไม่งั้นข้าคงโดนพวกนางทำมิดีมิร้าย ร่างกายอันบริสุทธิ์ของข้าเป็แน่…”
หลินเทียนพึมพำกับตัวเอง พลางยกคางขึ้นอย่างภาคภูมิ
“...ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกัน ทำไมนายท่านถึงมั่นหน้าแบบนั้นหรือคะ (◕ᴗ◕✿)”
“เงียบไปเลย เ้าน่ะเป็แค่ระบบกิ๊กก๊อก ไม่มีทางเข้าใจความรู้สึกของหนุ่มหล่อแบบข้าหรอก!”
“ค่ะ…”
“เห้ย! เ้าประชดข้าใช่มั้ย เสี่ยวเอ๋อร์!?”
“ข้ายังไม่ได้ว่าอะไรเลยนะคะ (◕ᴗ◕✿)”
สุดท้าย…เขาก็เลือกเงียบ
เพราะรู้ดีว่าเถียงไปก็ไม่ชนะ
—
ไม่นาน เขาก็มาถึงสมาคมการค้า
เปิดประตูเข้าไปในห้องหนึ่ง ก็พบจินซีนั่งเฝ้าน้องสาวอย่างไม่ห่าง สายตาเต็มไปด้วยความกังวล
ไป๋ซีมีอาการดีขึ้นมากแล้ว ลมหายใจสม่ำเสมอ สีหน้าผ่อนคลาย
“ไปกัน จินซี การแข่งขันกำลังจะเริ่มแล้ว ส่วนไป๋ซีจะมีคนคอยเฝ้าน้องสาวแทนเ้า”
หลินเทียนพูดเรียบ ๆ
น้ำเสียงไม่ดัง…แต่มั่นคง
“แล้วการแข่งของไป๋ซีล่ะขอรับ ท่านอาจารย์”
จินซีถามเสียงเบา
“ข้าจะเป็คนไปคุยกับผู้จัดงานเอง ว่านางลงแข่งรอบต่อไปไม่ได้ ข้าจะออกไปรอข้างนอกแล้วกัน ถ้าเ้าเตรียมตัวแล้วก็ไปที่สนามประลองได้เลย”
พูดจบ เขาก็เดินออกไป
จินซีนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้น แววตาเปลี่ยนเป็แน่วแน่
จากนั้น…ทั้งสองก็มุ่งหน้าไปยังสนามประลอง
—
“วันนี้จะเป็การแข่งขันรอบสุดท้ายของการประลอง เชิญพวกท่านทำตัวตามสบาย!”
เสียงประกาศดังก้องไปทั่วสนาม
“และวันนี้เป็วันที่ดียิ่งนัก ท่านเ้าเมืองเองก็เดินทางมาเพื่อชมการประลองเช่นกัน ถือเป็เกียรติของพวกเรา!”
ทันทีที่สิ้นเสียง
ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งก็ก้าวออกมาอย่างสง่างาม
เพียงปรากฏตัว…ทั้งสนามก็เงียบลง
ผู้คนลุกขึ้นพร้อมเพรียง
“คารวะท่านเ้าเมือง!”
เสียงดังกึกก้องราวคลื่นซัด
ชายผู้นั้นเพียงพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนยกมือให้ทุกคนตามสบาย
แล้วนั่งลง
สายตานิ่ง…แต่กดดัน
หลินเทียนเดินอ้อมไปทางหนึ่ง แล้วยืนคุยอะไรบางอย่างกับคนของท่านเ้าเมืองอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะหันหลังเดินกลับมาอย่างเงียบ ๆ
เมื่อเขากลับมาถึงที่นั่งเดิม สายตาก็เหลือบไปเห็นภาพที่คุ้นตา…
ไป๋เยว่ ชิงชิง ซือเหยา และคนอื่น ๆ นั่งรอเขาอยู่เหมือนเดิม ใบหน้าของแต่ละคนมีรอยยิ้มบาง ๆ ราวกับรู้อยู่แล้วว่าเขาจะกลับมา
หลินเทียนไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงเดินไปนั่งลง
ยังไม่ทันจะได้ตั้งตัว ชิงชิงก็ขยับเข้ามาใกล้ทันที กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากตัวนางลอยเข้ามาแตะจมูก ก่อนที่มือเรียวจะยื่นผลไม้ชิ้นหนึ่งมาตรงหน้า
“อ้าปากหน่อยค่ะ คุณชายหลิน~”
นางพูดยิ้ม ๆ ดวงตาโค้งเป็เสี้ยว
หลินเทียนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมอ้าปากรับอย่างเสียไม่ได้
“ชิงชิง…เ้าทำอะไรกัน ไม่อายผู้คนบ้างรึ”
เขากระซิบเสียงต่ำ
ชิงชิงเพียงยิ้มเ้าเล่ห์ ไม่ตอบอะไร แล้วหันหน้าหนีไปเหมือนไม่รู้เื่
“พี่สาวชิงชิงขี้โกง…”
“ใช่ ๆ ฉวยโอกาสชัด ๆ!”
เสียงกระซิบจากด้านข้างดังขึ้นทันที พวกนางเริ่มเถียงกันเองเบา ๆ ราวกับเด็ก ๆ แย่งของเล่น
หลินเทียนได้แต่นั่งนิ่ง…ทำเป็ไม่รู้ไม่เห็น
—
“บัดนี้ก็ถึงเวลาอันสมควรแล้ว! คู่แรกของวันนี้… ชิงหยวนแห่งสำนักเต๋า และเฉินเฟิง เชิญขึ้นสนาม!”
เสียงประกาศดังขึ้น ทำให้ความสนใจทั้งหมดหันกลับไปที่ลานประลอง
ชายหนุ่มในชุดขาวดำก้าวขึ้นสนามอย่างสงบนิ่ง ทุกย่างก้าวเบาราวกับลม ท่วงท่าดูเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยจังหวะบางอย่างที่สอดคล้องกับธรรมชาติ
อีกฝั่งหนึ่ง ชายหนุ่มในชุดธรรมดาก็ก้าวขึ้นมาเช่นกัน สีหน้ามั่นใจ ดวงตานิ่งแน่วราวกับคมกระบี่
“เริ่มได้!”
“ข้าชิงหยวนแห่งสำนักเต๋า ระดับหลอมรวมลมปราณขั้น 1”
เขาคำนับอย่างสุภาพ
“ข้าเฉินเฟิง ระดับหลอมรวมลมปราณขั้น 1 เช่นกัน ไม่มีสำนัก…เชิญศิษย์พี่โปรดออมมือ”
อีกฝ่ายคำนับตอบ น้ำเสียงนุ่มแต่มั่นคง
สิ้นคำ—
ฟึ่บ!
เฉินเฟิงเป็ฝ่ายพุ่งเข้าก่อน ร่างของเขาทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว กระบี่ในมือแทงตรงออกไปอย่างเรียบง่าย…แต่แม่นยำ
ชิงหยวนไม่ถอย เขาเพียงขยับเท้าเบา ๆ เอียงตัวหลบปลายกระบี่ไปเพียงเส้นผมเดียว มืออีกข้างยกขึ้นช้า ๆ ก่อนจะ “ผลัก” ออกไปกลางอากาศ
ครืนน!
แรงบางอย่างไร้รูปร่างปะทะกับกระบี่ของเฉินเฟิง ทำให้วิถีกระบี่เบี่ยงออก
เฉินเฟิงหรี่ตา ก่อนจะหมุนตัวกลางอากาศ ฟันกระบี่กลับในจังหวะเดียวกัน
ฉับ!
คมกระบี่เฉียดผ่านชายเสื้อของชิงหยวนไปเล็กน้อย
เสียงฮือฮาดังขึ้นจากผู้ชม
ทั้งสองไม่หยุด
เฉินเฟิงรุกต่อเนื่อง กระบี่พุ่ง แทง ฟัน สลับกันอย่างแม่นยำ ทุกกระบวนท่าตรงไปตรงมา ไม่มีท่าฟุ่มเฟือย แต่กลับกดดันอย่างหนัก
ชิงหยวนกลับเคลื่อนไหวช้ากว่าเล็กน้อย…แต่ไม่เคยพลาด เขาหลบด้วยก้าวเบา ๆ บางครั้งก็ยกมือ “ปัด” อากาศเหมือนจับกระแสลม
ทุกครั้งที่มือเขาขยับ วิถีกระบี่ของเฉินเฟิงจะเสียจังหวะเล็กน้อย
หยินหยาง…หมุนเวียน
รับและส่ง
นุ่มแต่ไม่อ่อน
แข็งแต่ไม่ตึง
เฉินเฟิงะโถอยหนึ่งก้าว ก่อนจะพุ่งเข้ามาอีกครั้ง คราวนี้แรงกว่าเดิม
“ดูนี่!”
วูบ!
ร่างเขาแยกเป็เงาซ้อนสองสามจังหวะ กระบี่ฟันจากหลายทิศทางพร้อมกัน
ชิงหยวนยกสองมือขึ้นช้า ๆ ฝ่ามือหนึ่งหมุนเป็วง อีกมือกดลงต่ำ
“แยกหยินรวมหยาง…”
ลมรอบตัวเขาบิดเบี้ยวเล็กน้อย
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
กระบี่ทุกสายปะทะกับแรงที่มองไม่เห็น ก่อนจะถูกเบี่ยงออกไปหมด
แต่—
เฉินเฟิงตัวจริงโผล่มาจากด้านข้าง!
ฉับ!
ปลายกระบี่พุ่งเข้าหาลำตัวชิงหยวนอย่างเฉียบคม
ปึก!
ครั้งนี้ชิงหยวนรับไม่ทันเต็มที่ เขาถูกกระแทกถอยไปสองก้าว เืซึมที่มุมปาก
ผู้ชมเงียบกริบ
เฉินเฟิงเองก็หอบหายใจ แรงกดดันจากอีกฝ่ายไม่ใช่เื่ล้อเล่น
ทั้งสองยืนประจันหน้ากันอีกครั้ง
ไม่มีใครยอมถอย
ฟึ่บ!
พุ่งเข้าใส่กันพร้อมกัน
คราวนี้เป็การปะทะระยะประชิด
เฉินเฟิงฟันกระบี่อย่างต่อเนื่อง รวดเร็วและแม่นยำ ขณะที่ชิงหยวนใช้ฝ่ามือรับ ปัด เบี่ยง และสวนกลับด้วยแรงผลักที่มองไม่เห็น
เคร้ง! ปึก! วูบ!
เสียงปะทะดังถี่ขึ้นเรื่อย ๆ
ทั้งสองะโแยกออก ก่อนจะพุ่งเข้าหากันอีกครั้งกลางอากาศ
ตูม!
แรงปะทะทำให้ลมกระจายออกเป็วง
สุดท้าย—
เฉินเฟิงช้าลงเพียงเสี้ยววินาที
ชิงหยวนก้าวเข้าประชิด ฝ่ามือผลักออกตรงอก
ปึก!
เฉินเฟิงกระเด็นถอยหลังหลายก้าว ก่อนจะคุกเข่าลง กระบี่ปักพื้นพยุงร่าง
เงียบ…
“ข้ายอมแพ้…”
เขาพูดเสียงแ่ แต่ยังยิ้ม
ชิงหยวนเองก็ยืนไม่มั่นคง เืไหลจากมุมปาก แขนสั่นเล็กน้อย
ชัยชนะ…แต่ไม่ง่ายเลยแม้แต่น้อย
ทั้งสนามเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเสียงปรบมือจะค่อย ๆ ดังขึ้น
การต่อสู้นี้…ไม่มีผู้แพ้ที่แท้จริง มีเพียงผู้ที่ยืนอยู่ต่อได้เท่านั้น