แสงแดดยามเช้าส่องลอดผ่านผ้าม่านสีขาวทำให้ห้องสี่เหลี่ยมสว่างขึ้น
"ผ่านไปอีกวันแล้วสินะ"ลูคัสตื่นขึ้นมาก่อนยิ้มด้วยความรู้สึกโล่งใจ
เขากลัวว่าทั้งหมดจะกลายเป็เพียงภาพมายาฝันตื่นหนึ่งตอนนี้เป็เวลาสายแล้วมีจดหมายสีฟ้าวางอยู่้าหัวเตียง เนื้อความในจดหมายบอกไว้ว่าอึนจูต้องเดินทางกลับบ้านเพื่อจัดการธุระด่วนลูคัสไม่รู้สึกแปลกใจทุกคนต่างมีปัญหาเป็ของตนเอง
เด็กชายเปลี่ยนชุดแล้วก้าวออกจากปราสาทดำ
เขาเดินให้ช้าลงเพื่อซึมซับบรรยากาศภายในสถานศึกษาก่อนก็ตรงเข้าสู่"โรงอาหาร" เด็กชายพบว่าการเป็นักเรียนที่นี่มีสวัสดิการที่ดีมาก ขนมปังเนื้อสัตว์ อาหารมีคุณภาพโดยไม่ต้องเสียเงินและไม่จำกัดปริมาณในการรับประทานเด็กชายยิ้มก่อนจะทานจนหมดต่อให้ไม่เป็ผู้ฝึกตนแต่การมีอาหารกินฟรีแบบนี้ไปอีกสามปีก็เป็เื่ที่ดีมากแล้ว
ผ่านไปสักพัก
ลูคัสเดินผ่าน "ตึกทักษะ"เขาทราบข้อมูลจากโอวี่เมื่อวานว่านักเรียนมีสิทธิ์ที่จะเลือกทักษะอะไรก็ได้สองเล่มเพื่อนำมาฝึกฝนแต่ตอนนี้เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองมีความถนัดด้านไหน ลูคัสหยิบตารางเรียนขึ้นมา
“เวลาสิบโมงมีวิชาบรรยายเกี่ยวกับการบ่มเพาะพลังขั้นพื้นฐาน”หลังจากผ่านการครุ่นคิดเด็กชายจึงตัดสินใจตรงไปยังคลาสเรียนนั้นทันที
ณห้องเรียน
ตอนนี้ในห้องมีคนมานั่งรอฟังบรรยายกว่าห้าสิบคนขณะที่ตนกำลังกวาดสายตาไปทั่วห้องก็พบเข้ากับไบรอัน เกร
"สวัสดีไบรอัน"ลูคัสเดินไปข้างๆพร้อมทักทาย
"สวัสดีลูคัส"ไบรอันทักทายด้วยเสียงกระซิบแล้วยืดตัวตรง
"ทำไมห้องเงียบจัง"เขารู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติ
"นายนั่งสิ"ไบรอันบอกกับเขา
ลูคัสนั่งอย่างว่าง่ายในเมื่อเข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม
เขากำลังนั่งนิ่งตามไบรอันและคนอื่นๆ เงียบ...ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เมื่อกวาดสายตาไปทั่วห้องนอกจากนักเรียนที่มารอฟังบรรยายแล้วมีเพียงแมวหนึ่งตัวนั่งอยู่บนแท่นบรรยายกำลังเลียขนของตัวมันเองอยู่
"อาจารย์ล่ะคาบเริ่มสิบโมงไม่ใช่เหรอ" ลูคัสเริ่มถามไบรอัน
"หึหึนายเคยอ่านนิยายบ้างไหมแมวนั่นไม่ธรรมดาอย่างที่นายเห็นหรอกนะ"
"ทำไมล่ะมันก็แค่แมวตัวนึง"ลูคัสตอบตรงๆที่หมู่บ้านมิลล์ตอนเหงาตัวเองก็ไปนั่งเล่นกับแมวออกจะบ่อยไป
ไบรอันเริ่มกลอกตาเขารู้สึกว่าหมอนี่หัวช้าจริงเชียว
ลูคัสเริ่มเพ่งสายตาไปที่แมวตัวนั้นอีกครั้ง
"ไม่ธรรมดาจริงด้วยมันดูเชื่องว่าปกติเยอะเลย..."ลูคัสตอบกลับไป
"จะบอกให้เอาบุญนะ"ไบรอันกล่าวแทรก
ั้แ่ไบรอันอธิบายว่าั้แ่ตนเข้ามาในห้องเมื่อยี่สิบนาทีก่อนแมวตัวนี้ก็นั่งอยู่จุดเดิมไม่ขยับไปไหนด้วยความอัจฉริยะของไบรอันเขาคาดเดาไว้ว่าแมวนั่นอาจจะเป็เวทมนตร์ที่อาจารย์แปลงกายมาเพื่อทดสอบความรู้ของเหล่าเด็กใหม่
"ไม่ต้องขอบคุณก็ได้นะ"ไบรอันพูดด้วยน้ำเสียงอย่างผู้ทรงภูมิ
ลูคัสพูดไม่ออกเ้าหัวทรงกะลาครอบนี่ต้องอ่านนิยายจนประสาทหลอนแน่คนที่ไหนจะแปลงร่างเป็แมวได้
ผ่านไปราวสิบนาที
หญิงสาวชุดคลุมสีดำรีบก้าวเข้ามาในห้องเมื่อสายตาสบไปเห็นแมวสีเทาตัวนั้นเธอจึงรีบเข้าไปอุ้มมันพร้อมลูบศีรษะ
"ลูซี่ออกมาเล่นแบบนี้ได้ไงแม่ตามหาหนูตั้งนาน"
"ต้องขอโทษนักเรียนทุกคนด้วยอาจารย์มัวตามหาแมวตัวนี้อยู่เลยมาสายไม่คิดเลยว่ามันจะเข้ามาแอบเล่นอยู่ในห้องนี้"
ประโยคนี้ทำเอาคนรอบห้องตกตะลึงโดยเฉพาะไบรอันที่กำลังเอามือกุมหน้าด้วยความอับอาย
อาจารย์สาวคนนี้คือคนที่เดินสวนหมู่กับนักเรียนในสถานศึกษาในวันนั้นเธอมีชื่อว่า"ศาสตราจารย์ ซินวา ดักลาส" อยู่ฝ่ายเวทมนตร์รับหน้าที่บรรยายการบ่มเพาะพลังขั้นพื้นฐาน
"งั้นเรามาเริ่มกันเลย..."
อาจารย์ซินวาขยายความว่าถ้าต้องให้นิยามคำว่า"บ่มเพาะพลัง" หากให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นก็หมายถึงการที่มนุษย์วิวัฒนาการตนเองไปสู่สิ่งที่สูงกว่าคล้ายกับการที่หนอนออกจากรังไหมและกลายเป็ผีเสือ
ร่างกายมนุษย์เรานั้นประกอบไปด้วย กล้ามเนื้อหัวใจ สมอง ชีพจร และโลหิต สิ่งสำคัญสำหรับการบ่มเพาะพลังอีกอย่างหนึ่งบริเวณด้านในท้องน้อยของร่างกายจะมีสิ่งที่เรียกว่า"จุดตันเถียน" ตันเถียนมีหน้าที่กักเก็บพลังปราณทั้งหมดในร่างเป็จุดตายที่ต้องรักษาไว้ให้ดีหากตันเถียนถูกทำลายระดับขั้นพลังที่ทำการบ่มเพาะมาทั้งหมดนั้นจะสูญสลายไป จนกระทั่งอ่อนแอลงและกลายเป็มนุษย์ธรรมดาในที่สุด
"การบ่มเพาะพลังแบ่งออกเป็สามศาสตร์ใหญ่"
1.ศาสตร์นักรบ
2.ศาสตร์วรยุทธ
3.ศาสตร์เวทมนตร์
ศาสตร์นักรบจะแบ่งระดับการบ่มเพาะออกเป็8 ระดับไล่ั้แ่
-รุกกี้ (อาณาจักรพลังที่ 1)
-โซลเยอร์ (อาณาจักรพลังที่ 2)
-ไนท์ (อาณาจักรพลังที่ 3)
-บารอน (อาณาจักรพลังที่ 4)
-ไวส์เคานต์ (อาณาจักรพลังที่ 5)
-เอิร์ล (อาณาจักรพลังที่ 6)
-มาควิส (อาณาจักรพลังที่ 7)
-ดยุค (อาณาจักรพลังที่ 8)
คลาสอาชีพนักรบจะมีวิธีการบ่มเพาะที่ง่ายคือการดูดซับพลังปราณแล้วกระจายไปสู่กล้ามเนื้อทั่วร่างทำให้พลังกายแข็งแกร่งขึ้น
อาจารย์ซินวาอธิบายว่าวิธีการจัดอันดับการบ่มเพาะนั้นคือการข้ามไปสู่อาณาจักรพลังที่สูงกว่ายกตัวอย่าง "รุกกี้" ถูกเรียกว่าอาณาจักรพลังที่ 1และจะต้องบ่มเพาะพลังผ่านทั้งหกขั้นย่อย เช่น รุกกี้ขั้นหนึ่ง รุกกี้ขั้นสองไปจนถึงขั้นหกเมื่อครบแล้วร่างกายจะถูกเรียกว่าพร้อมจุติและข้ามไปยังอาณาจักรพลังที่ 2 กลายเป็"โซลเยอร์" นั่นเอง
ศาสตร์วรยุทธจะแบ่งออกเป็แปดขอบเขตมนุษย์ไล่ั้แ่
-กำเนิดปราณ(อาณาจักรพลังที่ 1)
-รวมปราณ (อาณาจักรพลังที่ 2)
-จอมยุทธ (อาณาจักรพลังที่ 3)
-ขุนพล (อาณาจักรพลังที่ 4)
-เทพา (อาณาจักรพลังที่ 5)
-ราชันยุทธ (อาณาจักรพลังที่ 6)
-จักรพรรดิฟ้า (อาณาจักรพลังที่ 7)
-จักรพรรดิยุทธ (อาณาจักรพลังที่ 8)
หลักการบ่มเพาะของสายวรยุทธคือการดูดซับปราณสะสมไว้ที่จุดตันเถียนแล้วกระจายไปสู่กล้ามเนื้อในภายหลัง
วรยุทธหากเทียบกับนักรบแล้วการบ่มเพาะจะใช้ระยะเวลานานกว่าเพราะจะต้องสร้างหยดน้ำทิพย์ในตันเถียนถึงเก้าหยดในขณะที่นักรบหลอมร่างกายเพียงหกชั้น
จุดเด่นหลักของสายวรยุทธคือสามารถนำปราณมาบีบอัดก่อให้เกิดรูปร่างเพื่อใช้ในโจมตีได้แต่ร่างกายของสายนี้จะมีความทนทานน้อยกว่าสายนักรบ
“กำเนิดปราณถูก” เรียกว่าอาณาจักรพลังที่1 ในฝ่ายวรยุทธ วิธีการนับระดับก็คล้ายกับนับของนักรบ
แต่ระดับวรยุทธจะมีถึงเก้า กำเนิดปราณขึ้นหนึ่ง กำเนิดปราณขึ้นสอง... จนถึงกำเนิดปราณขึ้นเก้า เมื่อครบแล้วร่างกายจะถูกเรียกว่าพร้อมจุติและข้ามไปยังอาณาจักรพลังที่2 กลายเป็ระดับ "รวมปราณ" นั่นเอง
ศาสตร์เวทมนตร์เป็สายที่ค่อนข้างพิเศษ
หลักคือใช้ปราณเป็สื่อกลางในการควบคุมพลังจากธาตุต่างๆเช่น ดิน น้ำ ลม ไฟ ส่วนใหญ่จะเป็ผู้มีพร์ที่เข้าใจหลักการของธาตุได้ั้แ่กำเนิดทำให้จอมเวทมีน้อยมากในดินแดนแห่งนี้
จอมเวทแบ่งออกสามระดับคือ
-เมจิกเชี่ยน
-วิซาร์ด
-วอร์ล๊อค
"เมจิกเชี่ยน"ถูกเรียกสั้นๆว่า"เมจ" สามารถใช้เวทมนตร์ระดับต่ำได้ มีกฎเหล็กคือ ระหว่างที่ร่ายคาถาเวทจะต้องเปล่งเสียงท่องบทสอดคาถาออกมาและไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้
"วิซาร์ด"ถูกจัดให้เทียบเท่ากับอาณาจักรพลังที่ 4ของสายนักรบและสายวรยุทธความสามารถพิเศษคือสามารถใช้เวทมนต์ในระดับที่สูงขึ้น วิซาร์ดร่ายคาถาจากการท่องในใจไม่จำเป็ต้องเปล่งเสียงเหมือนตอนเป็เมจแต่จะไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายขณะร่ายคาถาเช่นกัน
"วอร์ล๊อค"ถูกจัดให้เทียบเท่ากับอาณาจักรพลังที่ 7 ขึ้นไปของสายนักรบและสายวรยุทธความสามารถพิเศษคือการ
ใช้เวทมนต์ในระดับที่สูงขึ้น มีคาถาโจมตีกลุ่มที่มีประสิทธิภาพ และใช้เพียงหนึ่งความคิดไม่จำเป็ต้องร่ายคาถาใดใด
วิธีการบ่มเพาะของสายเวทมนตร์คือการดูดซับพลังปราณเพื่อขยายจุดตันเถียนเพียงอย่างเดียวและเมื่อจุดตันเถียนมีขนาดใหญ่ขึ้นจะทำให้จอมเวทสามารถใช้คาถาออกมาได้หลายครั้งและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
หากจอมเวทคนใดสามารถเข้าใจพลังแห่งธาตุแสงจะได้รับคาถา"ฟื้นฟู" เป็คาถาพิเศษที่ใช้รักษาอาการาเ็ทางกายทุกประเภทจอมเวทแห่งแสงหาได้ยากมากจึงได้รับการเคารพจากผู้คนทั่วดินแดน
ระดับอาณาจักรพลังยิ่งสูงความแข็งแกร่งก็จะยิ่งทวีตามไปอาจารย์ยังบอกอีกว่าเมื่อบ่มเพาะไปจนถึง อาณาจักรพลังที่ 4จะมีอายุขัยถึงสามร้อยปีและสามารถเหินบินบนท้องฟ้าได้ ทหารที่เป็มนุษย์ธรรมดาต่อให้ยกพลมาเรือนแสนก็ไม่สามารถสร้างาแให้กับผู้ฝึกตนระดับนั้นได้
“ศัพท์สำคัญที่ทุกคนต้องรู้ไว้”อาจารย์ซินวาเคาะโต๊ะเพราะมีนักเรียนกำลังจะหลับแล้ว
ในโลกวรยุทธมีศัพท์สากลอยู่เมื่อผู้ฝึกตนมีความแข็งแกร่งรวมเกิน1,000 ปอนด์ถูกเรียกย่อให้สั้นว่า 1 ดาว เช่น หากเขามีความแข็งแกร่งรวม 18,500ปอนด์จะเรียกง่ายๆ ว่า 18.5 ดาวนั่นเอง
“มาถึงเื่ค่าสถานะพื้นฐานแห่งโลกวรยุทธ...”
อาจารย์บอกว่าเหล่าผู้ฝึกตนจะมีค่าสถานะแบ่งออกเป็สามอย่างหลัก
1.พลังโจมตี
2.พลังป้องกัน
3.ความเร็ว
ทั้งสามค่าถูกเรียกรวมกันว่า“ความแข็งแกร่งรวม” เธอเน้นย้ำคำนี้เพื่อให้นักเรียนจำไว้ให้แม่น
ส่วนใหญ่เมื่อผู้ฝึกตนบ่มเพาะพลังจนข้ามอาณาจักรความแข็งแกร่งรวมทางกายจะเพิ่มขึ้นตาม เช่น หากพึ่งทะลวงอาณาจักรพลังที่ 2ขั้นแรกเริ่ม (ขั้น 0) จะมีความแข็งแกร่งรวมพื้นฐานรวม 3 ดาวก็หมายความว่าคนผู้นั้น มีพลังการโจมตีสูงสุด 3 ดาว พลังป้องกัน 3 ดาวและความเร็วในระดับ 3 ดาวแต่คนส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยพูดถึงความเร็วกันแต่จะเน้นไปที่พลังโจมตีและป้องกันเพราะเป็สิ่งที่ชี้วัดทางรูปธรรมได้ว่าใครเหนือกว่า ตรงนี้ไม่รวมกับอุปกรณ์เสริมพลังต่างๆหรือทักษะวิชา
"ตำนานบันทึกไว้ว่าผู้ที่ฝึกตนจนบรรลุอาณาจักรที่แปดคนผู้นั้นจะมีอายุขัยนับพันปี"ประโยคนี้สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้เข้าเรียนอย่างมาก
ลูคัสสรุปบทเรียนออกมาได้ว่า
สายนักรบเป็สายต่อสู้ระยะประชิดที่ดุดันมีพลังโจมตีและการป้องกันสูง
สายวรยุทธเน้นใช้ปราณเป็หลักในการต่อสู้ และทักษะต่างๆ ของสายนี้จะมีการโจมตีที่น่ากลัวพลิกแพลงยืดหยุ่นได้หลากหลายแต่พลังป้องกันจะอ่อนแอกว่านักรบ
สายเวทใช้พลังปราณสร้างเป็ม่านเวทป้องกันได้ ส่วนด้านพลังการโจมตีมีความรุนแรงอย่างมากและหากเข้าใจธาตุแสงจะมีพลังในการรักษาผู้คนเขาจินตนาการถึงความสามารถของวอล๊อค เพียงชี้มือเวทมนตร์ก็แผ่พุ่งออกมาพร้อมทำลายล้างทุกสิ่งคิดแค่นี้เด็กชายก็รู้สึกขนลุกขนพอง
"ลูคัสนายรู้หรือยังว่าคืนนี้มีประชุมหมู่ตึกอย่าลืมเข้าประชุมด้วยนะ" ไบรอันกล่าวขึ้นเพื่อปลุกลูคัสให้ตื่นจากภวังค์
"ไม่รู้เลยขอบใจมากที่บอก"ลูคัสแสดงความขอบคุณ
โอวี่ได้ชักชวนลูคัสไปฟังการบรรยายเื่การใช้อาวุธต่อแต่เด็กชายเลือกที่จะขอแยกตัวออกมา
ลูคัสเดินมาถึงตึกที่เขียนว่า"ห้องฝึก" เมื่อลงทะเบียนจะสามารถเข้าไปฝึกได้อย่างอิสระ ห้องฝึกจะเปิดั้แ่ตีสี่ถึงเที่ยงคืนที่นี่มีห้องฝึกอยู่ล้นเหลือทำให้ทุกคนไม่ต้องกังวลเื่ห้องเต็ม
เมื่อเด็กชายก้าวเข้ามาเขารู้สึกได้ถึงปราณรอบตัวที่หนาแน่นกว่าด้านนอกลูคัสเริ่มทบทวนบทเรียนทันทีก่อนลองตั้งสมาธิดูดซับปราณมายังบริเวณแขนซ้ายแล้วผลักดันให้ซึมสู่กล้ามเนื้ออย่างช้าๆ
ผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมง
เขารู้โดยสัญชาตญาณว่าปราณกำลังกระจายตัวเข้าสู่กล้ามเนื้อแล้วความแข็งแกร่งของแขนซ้ายเพิ่ม 1% สายตาเด็กชายเปล่งประกายนี่คือหลักการบ่มเพาะแบบนักรบ
"ขอหุ่นไม้"เขาะโขึ้น
หุ่นไม้ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขาทันทีนี่คือกลไกพิเศษของห้องฝึก
“ฮ่า ย่า ฮ่า”ลูคัสทะยานไปด้านหน้าพร้อมปล่อยหมัดตรงสามครั้งเข้าสู่ใบหน้าลำตัวและท้องน้อยของหุ่นทันใด
เกิดเสียงรายงานผลดังขึ้น
"สามร้อยปอนด์สามร้อยปอนด์ สามร้อยปอนด์"
"ดีแฮะมีรายงานผลด้วย"
ด้วยระดับของลูคัสสามารถสร้างความเสียหายสูงสุดได้เพียงเท่านี้เมื่อนึกถึงรุ่นพี่แคทเธอรีนที่ยืนรับหมัดแบบนี้ด้วยสีหน้าสบายๆลูคัสถึงกับรู้สึกท้อแท้ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
“ต้องแข็งแกร่ง”เด็กชายะโบอกกับตัวเอง
.