หลินซีสนใจประวัติความเป็นมา(ในช่วงต้น)ของ(ตัวละคร)เสิ่นเฉิน(ผู้นี้) รวมถึงเด็ก ๆ ทั้งสี่เป็นอย่างมาก นางจึงถามต่อ “แล้วซานเป่ากับซื่อเป่าเล่าเจ้าคะ? พวกเขาเป็นมาอย่างไร?”
ทว่า การต้องเอ่ยถึงเรื่องราวของภรรยาคนเก่าต่อหน้าภรรยาคนปัจจุบันของใครสักคน ก็ทำให้ป้าจางรู้สึกกระอักกระอ่วนไม่น้อย นางจึงอดไม่ได้ที่จะถามกลับอย่างลังเล “เอ่อ...หลินซี เจ้า...ไม่ถือสาเรื่องพวกนี้หรือ?”
“มีเรื่องอะไรน่าถือสาเล่าเจ้าคะ” หลินซีตอบ แย้มยิ้มบางพลางนึกในใจ
‘ก็แค่อยากจะรู้เรื่องราวของตัวร้ายในนิยายเท่านั้น ไม่ได้มีความรู้สึกอะไรเจือปนเลย แค่อยากจะฟังไว้เป็นข้อมูล เผื่อว่าจะได้ใช้ประโยชน์ในอนาคต’
ฝ่ายคนอยากรู้คิดเช่นนั้นแต่ฝ่ายคนเล่ากลับเข้าใจไปอีกทาง ป้างจางมองหลินซีอย่างทึ่ง ๆ จางเจ๋อกับจางอวี้เอ๋อร์ก็เช่นกัน สองพี่น้องหันไปสบตากันก่อนจะหันมามองสตรีที่แก่กว่าตนไม่มากนักด้วยแววตาชื่นชม
“พี่หลิน ท่านช่างใจกว้างยิ่งนักขอรับ/เจ้าค่ะ!”
หลินซีเลิกคิ้ว “หา?”
‘ใจกว้างหรือ?’
เมื่อเห็นว่าหลินซีไม่ได้ถือสาจริง ๆ ป้าจางจึงยอมเล่าต่อ “ซานเป่าน่ะ หลังจากที่เสิ่นเฉินย้ายกลับมาอยู่ที่นี่ได้ราวหนึ่งปี ก็มีชายหนุ่มผู้หนึ่งพาเด็กน้อยมาส่งให้ถึงที่ ว่ากันว่าเป็นบุตรชายอีกคนที่เกิดหลังจากภรรยาคนแรกเสียชีวิตไปแล้ว เด็กน้อยพลัดหลงหายไปนาน เพิ่งจะตามหาจนพบ ส่วนรายละเอียดที่แน่ชัดไปกว่านั้นป้าเองก็ไม่รู้ ส่วนซื่อเป่า... นางเป็นเด็กที่เสิ่นเฉินบังเอิญเก็บมาได้ ตอนที่เขาออกไปล่าสัตว์”
พอเอ่ยถึงซื่อเป่า ป้าจางก็อดถอนหายใจออกมาเบา ๆ ไม่ได้ ดูเหมือนเด็กหญิงแก้มยุ้ยผู้นี้จะเป็นที่รักและเอ็นดูของนางมากที่สุด
“ปีนั้นเกิดภัยแล้งครั้งใหญ่ ผู้คนอดอยากล้มตายระหว่างการหนีภัยแล้งนับไม่ถ้วน พ่อแม่ของซื่อเป่าก็คงเป็นหนึ่งในนั้น เสิ่นเฉินเห็นเด็กหญิงน่าสงสารนอนร้องไห้อยู่ข้างทาง จึงตัดสินใจเก็บนางกลับมาเลี้ยงดู... พูดตามตรงนะ การที่บุรุษตัวคนเดียวต้องเลี้ยงดูเด็กเล็ก ๆ ถึงสี่คน มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริง ๆ ด้วยเหตุนี้ สามีของข้าและตัวข้าเอง พอมีเวลาว่างหรือมีสิ่งใดพอจะช่วยเหลือได้ ก็จะคอยหยิบยื่นให้พวกเขาอยู่บ้างตามกำลัง”
พูดจบ ป้าจางก็หันมามองหลินซีด้วยแววตาอบอุ่น นางเอื้อมมือมาจับมือหญิงสาวไว้ “หลินซี ป้าดูออกนะว่าตอนนี้เจ้าเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อนมากแล้ว ไม่ว่าจะอย่างไร ตอนนี้เจ้ากับเสิ่นเฉินก็ยังคงเป็นสามีภรรยาที่ถูกต้องตามธรรมเนียม ต่อไปขอให้พวกเจ้าช่วยกันประคับประคองชีวิตคู่ให้ดี ชีวิตจะต้องดีขึ้นเรื่อย ๆ อย่างแน่นอน อย่าได้หวนกลับไปคิดถึงเรื่องราวเก่า ๆ ที่ไม่ดีงามอีกเลยนะ”
หลินซีคาดไม่ถึงจริง ๆ ว่าซื่อเป่าจะไม่ใช่บุตรสาวแท้ ๆ ของเสิ่นเฉิน
มิน่าเล่า... ปกติแล้ว นางสังเกตว่าเสิ่นเฉินดูจะอดทนและอ่อนโยนกับซื่อเป่ามากเป็นพิเศษ ผิดกับท่าทีที่ค่อนข้างแข็งกระด้างยามอยู่กับบุตรชายทั้งสาม คราแรกนึกว่าเพราะเป็นบุตรสาวคนสุดท้อง แต่ที่แท้เป็นเพราะเด็กหญิงน่าสงสารที่สุดต่างหาก
นางกล่าวรับคำ “ป้าจาง ท่านวางใจเถอะเจ้าค่ะ ตอนนี้ข้าแค่อยากดูแลลูก ๆ ให้ดี ไม่ได้คิดเรื่องอื่นอีกแล้วจริง ๆ”
‘ขืนนางยังไม่รีบปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นอีก มีหวังคงได้ประสบเคราะห์กรรมซ้ำรอยเจ้าของร่างเดิมเป็นแน่!’
ขณะที่กำลังเดินต่อไปได้อีกครู่หนึ่ง หลินซีก็พลันรู้สึกถึงบางสิ่งที่ไม่ชอบมาพากล นางหยุดชะงักฝีเท้า หันขวับกลับไปมองทางด้านหลัง
จางเจ๋อสังเกตเห็นท่าทีผิดปกติของหลินซี จึงเอ่ยถาม “พี่หลิน เป็นอะไรไปหรือขอรับ?”
หลินซีกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ทว่าทั่วบริเวณนั้น กลับว่างเปล่าไร้เงาผู้คน ‘แปลกจริง... เหตุใดเมื่อครู่นี้ข้าถึงรู้สึกราวกับมีคนกำลังจับจ้องมองอยู่กันนะ?’
นางลองเพ่งมองซ้ำอีกสองสามครั้ง แต่ก็ยังไม่พบสิ่งใดผิดปกติ จึงจำต้องละสายตากลับมา “ไม่มีอะไร สงสัยข้าคงจะคิดมากไปเอง พวกเรารีบเดินทางกันต่อเถอะ”
แม้จะเอ่ยออกไปเช่นนั้น แต่ในใจของหลินซียังคงรู้สึกไม่สบายใจนัก ปกติแล้ว ตอนอยู่ในโลกก่อน ลางสังหรณ์ของนางมักจะแม่นยำเสมอ ที่นี่และตอนนี้ แม้จะเป็นโลกใหม่ในร่างใหม่ แต่การระมัดระวังตัวไว้บ้างย่อมไม่เสียหาย
คิดดังนั้น หลินซีจึงตัดสินใจพาทุกคนเดินเลี่ยงเส้นทางเดิม โดยใช้เส้นทางที่อ้อมเข้าไปในเนินเขาใกล้ ๆ ก่อน แล้วจึงค่อยวกกลับไปยังตีนเขาพยัคฆ์คำราม
ป้าจางกับลูก ๆ ทั้งสอง แม้จะเต็มไปด้วยความสงสัยในการกระทำอันผิดแผกแปลกไปนี้ของหลินซี แต่ด้วยความเชื่อใจที่มีให้ ภรรยาผู้นำหมู่บ้านก็ถามไถ่ไปเพียงสองสามคำ เมื่อไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนก็ไม่ได้ซักไซ้ต่อ เพียงแต่เดินตามหญิงสาวไปอย่างเงียบ ๆ
++++++++++
เวลาล่วงเลยไป ตลอดทั้งเช้าจนถึงช่วงบ่าย ตั้งแต่เริ่มเก็บผักจวบจนถึงเดินกลับจากตัวอำเภอมาถึงหมู่บ้าน ก็ไม่ได้มีเหตุการณ์ผิดปกติใด ๆ เกิดขึ้น
หลินซีจึงเริ่มคิดว่า บางทีอาจจะเป็นนางที่คิดมากไปเองจริง ๆ ทว่าเพื่อความไม่ประมาท จึงยังคงเลือกใช้เส้นทางอ้อมนั้นต่อไปอีกสองสามวัน
กระทั่งเข้าสู่วันที่สี่ เมื่อมั่นใจว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นแน่ ๆ แม่ค้าผักป่าจึงค่อยวางใจและกลับมาใช้เส้นทางเดิมตามปกติ
ขณะเดียวกัน เสิ่นเฉินก็ติดต่อหาช่างสำหรับซ่อมแซมบ้านได้เรียบร้อยแล้ว ทั้งยังได้สั่งซื้อกระเบื้องมุงหลังคาและอิฐหินที่จำเป็นมาตระเตรียมไว้พร้อมสรรพ
สำหรับกระเบื้องมุงหลังคาที่ต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด บวกรวมกับส่วนที่ซื้อเผื่อสำรองไว้ คาดว่าต้องใช้เงินเป็นจำนวนทั้งสิ้นประมาณสี่ตำลึง
ส่วนการใช้อิฐหินนั้นเป็นความคิดของหลินซีเอง นางต้องการให้ก่อกำแพงรอบตัวบ้านขึ้นใหม่ ให้มีความสูงราวเก้าเชียะ เพื่อป้องกันโจรผู้ร้ายและเพิ่มความปลอดภัยให้เด็ก ๆ ยามต้องอยู่บ้านกันตามลำพัง อิฐหินนั้นมีราคาสูงกว่ากระเบื้องพอสมควร เมื่อคำนวณจำนวนที่ต้องใช้สำหรับก่อกำแพงทั้งหมดรวมกับส่วนที่ต้องใช้ซ่อมแซมตัวบ้านแล้ว คาดว่าต้องใช้เงินอีกราวแปดถึงเก้าตำลึงเลยทีเดียว นี่ยังไม่ได้นับรวมค่าแรงของช่างฝีมือที่จะต้องจ้างมาต่างหากด้วย
นอกจากนี้ เสิ่นเฉินยังได้สั่งซื้อถ่านสำหรับฤดูหนาวเตรียมไว้ในปริมาณที่เพียงพอเช่นกัน แต่เนื่องจากบ้านยังอยู่ในระหว่างการซ่อมแซม อาจจะยังไม่มีที่จัดเก็บที่เหมาะสม เขาจึงตกลงกับทางร้านค้าไว้ว่าให้รออีกสักระยะหนึ่งจึงค่อยนำมาส่งมอบ
คืนนั้น หลินซีกับเสิ่นเฉินลองนำบัญชีรายรับ-รายจ่ายมาคำนวณดูอีกครั้ง…ก็พบว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
“เอ๊ะ? เหตุใดเงินจึงยังเหลืออยู่อีกเล่า? เสิ่นเฉิน เจ้า... ไม่ได้รวมค่าจ้างช่างฝีมือเข้าไปด้วยหรือ?”
ตอนที่เสิ่นเฉินไปติดต่อหาคนงาน หลินซีได้กำชับไปอย่างชัดเจนแล้วว่า ต้องสร้างห้องครัวใหม่แยกออกมาต่างหาก เพราะยามฤดูหนาวลมแรง ห้องครัวเดิมซึ่งมีลมรั่วเข้ามาได้ง่ายจะหนาวเย็นเกินไป นอกจากนี้ ห้องเก็บฟืนและของใช้ก็ต้องขยายให้ใหญ่ขึ้นด้วย เพราะของเดิมคับแคบจนแทบไม่มีที่วางสิ่งใดแล้ว ต่อให้ย้ายของบางส่วนออกมาไว้ในห้องครัวก็ยังไม่เพียงพอ เมื่อนำค่าใช้จ่ายของรายการซ่อมแซมบ้านจุกจิกเหล่านี้มารวมกัน เงินสามสิบกว่าตำลึงที่มีอยู่นั้นควรจะถูกใช้ไปจนเกือบหมด หรือขาดอีกเล็กน้อยเสียด้วยซ้ำ
ทว่าเสิ่นเฉินเพียงกล่าวตอบเสียงเรียบ “คนที่ข้าหามาทำงาน ไม่ต้องจ่ายค่าจ้าง”
หลินซีขมวดคิ้ว “หา?”
เสิ่นเฉินอธิบายต่อ “คนเหล่านั้น... ข้าเคยช่วยเหลือพวกเขาเมื่อนานมาแล้ว พวกเขาติดหนี้บุญคุณข้า ครั้งนี้จึงตั้งใจมาช่วยงานเพื่อเป็นการตอบแทน”
‘อ้อ เป็นเช่นนี้นี่เอง…’
หญิงสาวพยักหน้าเข้าใจ แต่ยังคงรู้สึกค้างคา “แต่จะให้พวกเขามาทำงานให้โดยไม่รับสิ่งใดตอบแทนเลยได้อย่างไร เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน หากพวกเขาตั้งใจจะตอบแทนบุญคุณจริง ๆ ก็ให้พวกเราจ่ายค่าจ้างให้พวกเขาน้อยลงกว่าปกติสักหน่อย ถือเป็นน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็แล้วกัน”
เสิ่นเฉินนิ่งเงียบไปราวสองสามอึดใจ ก่อนจะพยักหน้า “ตามใจเจ้า”
หลินซีดันเงินส่วนที่เหลืออยู่บนโต๊ะ รวมกับรายได้ที่เพิ่งหามาได้ในช่วงสองสามวันหลัง ไปให้อีกฝ่าย “เจ้านำไปใช้เถิด ไม่ต้องกังวล ลืมไปแล้วหรือว่าข้ายังมีเห็ดหลินจือนั่นอยู่อีก? พวกเราไม่ได้ขาดแคลนเงินทองหรอก ส่วนค่าใช้จ่ายประจำในบ้านช่วงนี้ เงินที่ได้จากการขายผักป่าก็เพียงพออยู่ อีกทั้งลู่ทางหาเงินอื่น ๆ ข้าก็ใกล้จะหาได้แล้ว วางใจเถิด”
เสิ่นเฉินเหลือบมองสตรีตรงหน้าแวบหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับแต่โดยดี
เมื่อเห็นเขาว่าง่าย หลินซีจึงวางใจ เดินกลับเข้าห้องไปพักผ่อน
++++++++++
เช้าวันต่อมา
หลินซีก็ออกเดินทางไปเก็บผักป่าพร้อมกับครอบครัวป้าจางตั้งแต่เช้าตรู่เช่นเคย
ครั้งนี้ นางตั้งใจจะลองเข้าไปหาสมุนไพรชนิดอื่น ๆ เพิ่มเติมด้วย โดยวางแผนว่าจะรีบช่วยทุกคนเก็บผักป่าให้ได้ตามเป้าโดยเร็วที่สุด แล้วจะลองปลีกตัวเข้าไปในส่วนที่ลึกขึ้นของเขาพยัคฆ์คำรามดูสักครั้งเพื่อมองหาผักป่าชนิดใหม่ หรือสมุนไพรดี ๆ
คนทั้งสี่เดินไปตามเส้นทางที่คุ้นเคย ทว่าครั้นพวกเขาเดินออกห่างจากหมู่บ้านไปได้ไกลพอสมควร ร่างกำยำของบุรุษผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น ณ ทางแยกเล็ก ๆ ที่ทั้งสี่คนเพิ่งเดินผ่านไปไม่นาน
หลี่สุ่ยเซิงมองตามกลุ่มของหลินซีที่เดินนำหน้าไปไกลลิบด้วยแววตาประหลาดใจ
หลังรับปากฟางซิ่งเอ๋อร์ไว้เมื่อหลายวันก่อน เขาก็คอยจับจังหวะหาโอกาสที่จะเข้าใกล้สะใภ้บ้านเสิ่นคนนั้นอยู่ตลอด
เสิ่นเฉินเป็นที่รู้จักดีในหมู่บ้าน หลี่สุ่ยเซิงย่อมทราบว่าปกติแล้วเสิ่นเฉินมีกิจวัตรคือการออกไปล่าสัตว์แต่เช้าตรู่ทุกวัน เดิมทีเขาคิดจะรอให้หนุ่มเจ้าบ้านออกจากบ้านไปเสียก่อน พอสตรีที่เป็นเป้าหมายอยู่ตามลำพังแล้วค่อยหาทางเข้าไปจัดการ
แต่คาดไม่ถึงเลยว่าในช่วงหลายวันมานี้ คนที่ออกจากบ้านแต่เช้าตรู่กลับกลายเป็นหลินซี ส่วนเสิ่นเฉินนั้นเป็นฝ่ายอยู่ที่บ้านเพื่อดูแลลูก ๆ แทน
ยิ่งกว่านั้น นางยังมักจะมีคนจากบ้านผู้นำหมู่บ้านติดตามไปด้วยเสมอ หลี่สุ่ยเซิงพยายามสะกดรอยตามอยู่หลายหน แต่ก็คลาดกันตลอด จนกระทั่งเมื่อวานนี้เอง เขาจึงได้รู้ว่า พวกนางพากันไปเก็บผักป่าบนเขา ทั้งยังเก็บกลับมาในปริมาณมากมายมหาศาลอีกด้วย เมื่อลงมาจากเขาแล้ว หลินซีก็ไม่ได้กลับเข้าหมู่บ้านทันที แต่มุ่งหน้าเข้าตัวอำเภอไป
หากพิจารณาจากสิ่งที่เขาเห็น ‘การที่พวกนั้นพากันไปเก็บผักป่าทุกวัน… หรือว่า… คิดจะนำไปขายในตัวอำเภอ?
แต่แค่ผักป่าธรรมดา ๆ จะขายได้สักกี่อีแปะกันเชียว? ไม่ใช่สิ... ขนาดป้าจางยังยอมเสียเวลาออกมาร่วมวงด้วยทุกวัน แสดงว่าต้องมีเรื่องไม่ชอบมาพากลซ่อนอยู่! …หรือพวกเขากำลังลักลอบทำกิจกรรมไม่ดีบางอย่าง!?’
หลี่สุ่ยเซิงยิ่งขบคิดก็ยิ่งสงสัย จึงตัดสินใจแน่วแน่ว่า ในวันนี้จะต้องสะกดรอยตามกลุ่มของหลินซีไปให้สุดเส้นทางเพื่อสืบให้รู้ชัดให้ได้
และในชั่วพริบตา นักสืบหน้าดำก็เร่งฝีเท้าไล่ตามเป้าหมายไปอย่างรวดเร็ว
++++++++++
ช่วงบ่ายวันนั้น หลินซีขนผักป่าไปส่งที่ภัตตาคารเค่ออวิ๋นโหลวในตัวอำเภอตามปกติ หลังจากตรวจสอบน้ำหนักและรับเงินเรียบร้อย นางก็ตั้งใจจะกล่าวลาและเดินทางกลับ แต่กลับถูกจ้าวเต๋อเฉวียนเอ่ยรั้งไว้เสียก่อน
“แม่นางหลิน... เอ่อ... ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป เกรงว่าพวกท่านคงต้องลดปริมาณของที่นำมาส่งลงสักหน่อยแล้วละ”
หลินซีฟังแล้วชะงัก ถามกลับอย่างสุภาพ “เถ้าแก่จ้าว มีปัญหาอะไรเกี่ยวกับการขายหรือไม่เจ้าคะ?”
ด้วยร่วมงานกันมาได้ระยะหนึ่งแล้ว จ้าวเต๋อเฉวียนจึงไม่คิดปิดบัง เขาส่ายหน้า “ไม่ใช่เช่นนั้นหรอก…” ก่อนบอกกล่าวตามตรง “เพียงแต่... ต่อให้เป็นอาหารเลิศรสเพียงใด หากต้องกินซ้ำ ๆ อยู่ทุกวัน ผู้คนก็ย่อมเกิดความเบื่อหน่าย พอขาดความแปลกใหม่ ยอดสั่งซื้อก็น้อยลงเป็นธรรมดา”
หลินซีพยักหน้า เข้าใจในเหตุผล “เช่นนั้น ตามความเห็นของท่าน ควรจะลดปริมาณลงเหลือเท่าใดจึงจะเหมาะสมหรือเจ้าคะ?”
จ้าวเต๋อเฉวียนครุ่นคิดอย่างจริงจังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะชูห้านิ้วขึ้นมา “สักห้าสิบชั่งก็น่าจะเพียงพอแล้ว”
“อะไรนะขอรับ?! ลดลงมากถึงเพียงนี้เลยหรือ?!” จางเจ๋อที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ได้ยินดังนั้นก็ถึงกับตะลึงงัน สีหน้าและแววตาเจือความร้อนรนปิดไม่มิด
.
.
.