วันต่อมา
หนานิให้เว่ยหลุนพาเที่ยวเมืองจ้าวจิงทั้งวัน จนกระทั้งยามเย็นพวกเขาก็ไปที่หอหมื่นสมุทรเป็ร้านอาหารที่เป็ส่วนหนึ่งของหอการค้าหมื่นสมุทร
ภายในห้องส่วนตัว
หนานินั่งดื่มสุราพร้อมกับมองดูท้องฟ้ายามราตรีโดยมีปิงเล่ยหวงบรรเลงกู่เจิ้งให้ฟัง
ปิงเล่ยหวงคือหนึ่งคนที่หนานิอัญเชิญออกมา นางคือสายลับของหอชุนหลี่ นางมีทั้งความงามดุจเทพธิดา ความสามารถในการร้องเพลง บรรเลงกู่เจิ้ง รวมไปถึงการเล่นหมากรุกนางก็สามารถทำได้
เนื่องจากปิงเล่ยหวงได้รับการฝึกฝนศาสตร์ด้านดนตรีมาอย่างยาวนานทำให้นางมีความชำนาญอย่างมาก แม้กระทั้งวิหคที่บินอยู่บนท้องฟ้าก็ยังต้องหยุดบินเพื่อฟังเสียงดนตรีจากนาง
ปัจจุบันปิงเล่ยหวงเองก็เป็หนึ่งในองครักษ์เงาที่คอยติดตามและคุ้มกันหนานิ
ความแข็งแกร่งของปิงเล่ยหวงในปัจจุบันคือระดับมหาเทพยุทธ์หรือก็คือระดับเทพยุทธ์ขั้นสมบูรณ์นั่นเอง เหลือเพียงอีกแค่ก้าวเดียวเท่านั้นนางก็จะกลายเป็เซียนได้แล้ว
ในขณะนั้นเองก็มีใครบางคนเปิดประตูห้องของหนานิ
ปิงเล่ยหวงจึงหยุดบรรเลงกู่เจิ้ง หนานิก็หยุดการเคลื่อนไหวทุกอย่างด้วยเช่นกัน
ผู้ที่เปิดประตูเข้ามาเป็บุรุษใบหน้าหล่อเหลา สวมอาภรณ์หรูหรา ด้านหลังของเขามีผู้ติดตามที่กำลังห้ามปรามอยู่
บุรุษผู้นี้คือบุตรชายคนโตของตระกูลกง นามว่า กงมู่สือ และยังเป็บุรุษที่เรียกได้ว่าเป็อัจฉริยะอันดับหนึ่งของเมืองจ้าวจิงอีกด้วย ปีนี้เขาอายุยี่สิบสี่ปี ความแข็งแกร่งระดับปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นกลาง
“ คุณชายท่านนั้นได้โปรดออกไปด้วย ” ปิงเล่ยหวงกล่าวด้วยรอยยิ้มที่งดงาม
กงมู่สือหันไปมองตามเสียงที่ไพเราะ ดวงตาของเขาก็ต้องเบิกกว้าง เพราะเขาไม่เคยเห็นใครที่งดงามเท่ากับปิงเล่ยหวงมาก่อน นอกจากนี้ในมือของนางก็ยังถือกู่เจิ้ง เห็นได้ชัดว่านางเป็คนที่บรรเลงเพลงเมื่อครู่
“ แม่นาง ข้าขอเสียมารยาท ข้าได้ยินดนตรีที่ไพเราะจนข้ารู้สึกซาบซึ้งและมันทำให้ข้าอยากฟังกู่เจิ้งที่แม่นางบรรเลงอย่างมากจึงต้องเสียมารยาทเปิดประตูเข้ามาแบบนี้ ”กงมู่สือกล่าวด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่น
“ ถ้าหากรู้ว่าเสียมารยาทก็กลับไปเสีย ” น้ำเสียงของหนานิดังขึ้นด้วยความเ็า กิจกรรมยามว่างของหนานิมีอยู่ไม่กี่อย่าง และการฟังดนตรีที่ปิงเล่ยหวงบรรเลงก็คือหนึ่งในนั้น การถูกขัดจังหวะคือสิ่งที่เขาเกลียดที่สุด
กงมู่สือหัวเราะแห้งๆพร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงเชิงขอโทษว่า “ จริงด้วยๆข้าเสียมารยาทไปจริงๆ เช่นนั้นข้าต้องขออภัยสหายน้อยด้วย เพียงแต่ไม่ทราบว่าสหายคือผู้ใดหรือข้าคือกงมู่สือแห่งตระกูลกง ”
“ กงมู่สือ? ไม่ใช่ว่าเ้าคืออัจฉริยะอันดับหนึ่งของเมืองจ้าวจิงหรอกหรือ เพียงแต่ต่อให้เ้าเป็ใครการมาเสียมารยาทกับข้า ข้าก็คงต้องลงโทษเ้าแทนบิดามารดาแล้ว ” หนานิกล่าวพร้อมกับดีดนิ้วใส่กงมู่สือทันที
พลังยุทธ์ของหนานิพุ่งใส่กงมู่สืออย่างรวดเร็ว
“ โอ้ว! ” กงมู่สือหรี่ตาลงพร้อมกับซัดพลังยุทธ์ใส่คลื่นพลังของหนานิ
เพียงแต่กงมู่สือประเมินความแข็งแกร่งของพลังยุทธ์ของหนานิต่ำไป
ตู้มมมม
กงมู่สือถูกคลื่นพลังของหนานิซัดจนถอยหลังไปหลายก้าวและกระอักเืออกมาคำโต
“ ไม่จริงน่า! ทั้งๆที่ข้าััได้ว่าพลังยุทธ์เมื่อครู่อยู่แค่ระดับปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นต้นเท่านั้นแต่ทำไมถึงได้ทรงพลังขนาดนี้!? ” กงมู่สือพึมพำด้วยความใ เพราะเขาได้ใช้พลังของปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นปลายในการทำลายพลังยุทธ์ของหนานิแต่ทว่าพลังยุทธ์ของเขาถูกทำลายได้ง่ายๆ แสดงให้เห็นว่าพลังของหนานิแข็งแกร่งกว่าเขามาก ที่สำคัญคือหนานิดูเหมือนจะอายุน้อยกว่าเขาด้วย
“ ออกไปเสียถ้าหากครั้งหน้าเจอกันเ้าก็ควรมีมารยาทมากกว่านี้ ” หนานิกล่าวพร้อมกับหยิบถ้วยชาขึ้นมาดื่ม
กงมู่สือเช็ดเืที่มุมปากของเขาก่อนที่จะเหลือบมองไปยังปิงเล่ยหวงและกล่าวขึ้นว่า “ สหายน้อยถือว่าเมื่อครู่เป็การลงโทษข้าแล้วเป็อย่างไร ข้าอยากที่จะนั่งฟังกู่เจิ้งกับสหายน้อยด้วยเป็ไปได้หรือไม่? ส่วนค่าอาหารมื้อนี้ถือว่าข้าเป็คนเลี้ยงเอง ”
หนานิวางถ้วยชาลงก่อนที่จะกล่าวเหลือบมองกงมู่สือที่มีสีหน้าจริงจังและเต็มไปด้วยความคาดหวัง เขาก็ถอนหายใจและกล่าวขึ้นว่า “ เช่นนั้นก็ได้ เพียงแต่ข้าไม่ชอบการรบกวน ถ้าหากเ้ากล้ารบกวนข้าอีกครั้งล่ะก็ ข้าจะส่งศพของเ้ากลับไปยังตระกูลกง ”
กงมู่สือหัวเราะร่าก่อนที่จะรีบสั่งให้ผู้ติดตามของเขาออกไปรอข้างนอก ก่อนที่เขาจะไปนั่งอยู่ที่โต๊ะพร้อมกับรินสุราด้วยตัวเอง
หนานิััได้ว่ากงมู่สือเป็คนที่น่าสนใจเพราะเขาเป็คนที่รักเสียงดนตรีเหมือนกับหนานิ ทำให้หนานิตัดสินใจให้กงมู่สืออยู่ต่อได้
“ เล่ยหวงบรรเลงต่อ ” หนานิกล่าวขึ้น
ปิงเล่ยหวงจึงเริ่มบรรเลงกู่เจิ้งอีกครั้ง
เสียงกู่เจิ้งบรรเลงขึ้นอีกครั้งและมันก็ยังคงไพเราะเช่นเดิม
ผ่านไปราวๆสองเค่อ เสียงกู่เจิ้งก็ค่อยๆหยุดลง
กงมู่สือปรบมือเสียงดังอย่างตื่นเต้น
“ ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมจริงๆ ข้าไม่เคยฟังการบรรเลงกู่เจิ้งที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้มาก่อน แม่นางข้าขอมอบรางวัลหนึ่งพันตำลึงทองให้กับท่าน ” กงมู่สือกล่าวพร้อมกับหยิบตั๋วเงินออกมาให้กับปิงเล่ยหวง
ปิงเล่ยหวงยิ้มพร้อมกับกล่าวขอบคุณกงมู่สือที่มอบรางวัลให้
“ จริงสิสหายน้อยไม่ทราบว่าเ้าไปหาแม่นางผู้นี้มาจากไหนงั้นหรือ? ” กงมู่สือถามด้วยความสงสัย เพราะท่วงท่าและทักษะกู่เจิ้งของปิงเล่ยหวงนับว่ายอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เขาเคยพบเจอมาเลย
“ นางเป็ผู้ติดตามของข้าเอง ส่วนเื่ที่ข้าพบนางที่ไหนเ้าไม่ต้องรู้หรอก ” หนานิกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
ทันใดนั้นจู่ๆที่มุมหนึ่งของเมืองก็เกิดเสียงะเิขึ้น พร้อมกับเปลวไฟสีแดงฉานที่พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องนภา
เสียงะเิถึงกับสั่นะเืมายังหอหมื่นสมุทร
หนานิลุกขึ้นยืนพร้อมกับมองไปยังจุดที่เกิดเปลวเพลิงขนาดใหญ่ขึ้นด้วยความสงสัยและแววตาของเขาก็กลายเป็จริงจังขึ้นมา
กงมู่สือและปิงเล่ยหวงก็รีบเดินมาหยุดอยู่ที่ด้านข้างของหนานิ
“ เกิดอะไรขึ้นกันแน่? ” กงมู่สือถามอย่างสงสัย
ทันใดนั้นผู้ติดตามของกงมู่สือก็รีบวิ่งเข้ามาพร้อมกับกล่าวด้วยความเคารพว่า “ นายน้อยเมื่อครู่ที่ลานประลองร้อยอสูรจู่ๆก็มีคนกลุ่มหนึ่งที่สวมหน้ากากปรากฏตัวขึ้น พวกมันได้ทำลายกรงขังของสัตว์อสูร ทำให้สัตว์อสูรจำนวนมากหลุดจากการควบคุมและสังหารผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก ”
“ บัดซบ! พวกมันเป็ใครพวกเ้ารู้หรือไม่? ” กงมู่สือถามด้วยความโกรธ
“ ข้าน้อยคาดเดาว่าพวกมันน่าจะเป็คนขององค์กรดาราลักษณ์ เพราะพวกเราสังเกตเห็นตราสัญลักษณ์บนเสื้อของพวกมัน ” ผู้ติดตามของกงมู่สือรายงาน
“ องค์กรดาราลักษณ์? ” กงมู่สือหรี่ตาลงพร้อมกับกำหมัดแน่นด้วยความโกรธ
“ ส่งคนตามล่าพวกมันให้หมดอย่าปล่อยให้พวกมันหนีรอดไปได้ ” กงมู่สือคำรามออกมาก่อนที่เขาจะโค้งคำนับให้กับหนานิและกล่าวว่า “ สหายน้อยข้าต้องขอตัวก่อน ถ้าหากพบกันคราวหน้าข้าจะชดเชยให้กับสหายน้อยเอง ”
หลังจากที่กงมู่สือกล่าวจบเขาก็ะโลงจากหอหมื่นสมุทรทันที
เมื่อกงมู่สือจากไปแล้ว เว่ยหลุนก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับโค้งคำนับให้กับหนานิ
“ นายท่านที่ลานประลองร้อยอสูรเกิดปัญหาขึ้น สัตว์อสูรระดับหนึ่งจนไปถึงระดับหกหลุดจากการควบคุมกว่าห้าสิบตัวและที่สำคัญที่สุดคือแม้แต่สัตว์อสูรระดับหกหนึ่งตัวและระดับห้าทั้งหมดเจ็ดตัวก็หลุดออกมาเช่นกัน ผู้ที่ลงมือก็คือองค์กรดาราลักษณ์อย่างที่คนของกงมู่สือรายงานเมื่อครู่ ” เว่ยหลุนรายงาน
“ องค์กรดาราลักษณ์คือ? ” หนานิถามขึ้น
“ องค์กรดาราลักษณ์เป็องค์กรชั่วร้ายติดอันดับสิบในรายชื่อองค์กรชั่วร้ายในต้าเหยียน พวกมันมักจะซ่อนตัวอยู่ในเงามืด น้อยครั้งนักที่จะปรากฏตัวขึ้นมา นายท่าน้าให้พวกเราจัดการกับองค์กรดาราลักษณ์หรือไม่? ” เว่ยหลุนถามขึ้น
หนานิกุมคางก่อนที่จะหยิบเหรียญตราของศาลาชุนิออกมาและดีดขึ้นบนฟ้าก่อนที่จะกล่าวว่า “ สังหาร ”
ทันใดนั้นเหรียญตราศาลาชุนิก็หายไปราวกับไม่เคยมีมาก่อน
ณ เมืองต้าฉิน
ศูนย์บัญชาการศาลาชุนิ
หนิงขวงและเจียงเหรินปรากฏตัวขึ้นพร้อมกันที่ห้องโถงหลัก
ทันใดนั้นพวกเขาก็มองหน้ากันก่อนที่จะยิ้มออกมา
“ ดูเหมือนว่านายท่านจะมีคำสั่งแล้วสินะและยังเป็คำสั่งสังหารอีกด้วย ” หนิงขวงหัวเราะพร้อมกับคว้ามือไปในอากาศ
หลังจากนั้นนางก็แบมือมาก็พบว่าเป็เหรียญตราศาลาชุนิที่มีลวดลายพิเศษ ซึ่งก็คือเหรียญตราที่มีแค่หนานิเท่านั้นที่จะใช้ได้
“ เรียกทุกคนมารวมตัวกัน ” เจียงเหรินกล่าวเสียงเบา
หนิงขวงพยักหน้ารับก่อนที่นางจะโบกมือเบาๆ ทันใดนั้นนกกระดาษทั้งหมดก็บินไปยังทิศทางที่แตกต่างกัน
ไม่ถึงหนึ่งเค่อ
ผู้คนของศาลาชุนิทั้งหมดก็ได้มารวมตัวกันที่ห้องโถง นอกจากคนที่อยู่ที่อื่นจึงไม่ได้มารวมตัวกันในครั้งนี้
เวลานี้คนของศาลาชุนิต่างก็รู้สึกประหลาดใจเป็อย่างมาก เพราะนี้เป็ครั้งแรกที่ทุกคนถูกเรียกมารวมตัวทั้งหมด
บนเวที ตัวตนระดับสูงทั้งหมดของศาลาชุนิยืนอยู่พร้อมเพียง พวกเขาต่างก็เป็ตัวตนระดับเซียนยุทธ์จนไปถึงเทพยุทธ์
“ มากันครบแล้วใช่ไหม? ” เฮยจวินเป็ผู้กล่าวขึ้น
“ ครบแล้วขอรับท่านเฮยจวิน ” เมิ่งฉีรายงาน
เฮยจวินพยักหน้ารับก่อนที่จะกล่าวขึ้นว่า “ ศาลาชุนิรับคำสั่ง ”
พรึบ
คนของศาลาชุนิตั้งท่ารับคำสั่งพร้อมกันทันที
“ นายท่านมีคำสั่งให้ศาลาชุนิทั้งหมดสังหารคนขององค์กรดาราลักษณ์ให้สิ้นซาก นอกจากนี้ถ้าหากพบเจอคนขององค์กรชั่วร้ายแห่งอื่นก็จับกุมกลับมาให้หมด พวกเราต้องสืบหาที่อยู่ขององค์กรชั่วร้ายทั้งหมดและรอคำสั่งของนายท่านต่อไป ” เฮยจวินกล่าวขึ้น
“ รับคำสั่ง ” คนของศาลาชุนิตอบรับทันที จากนั้นพวกเขาก็แยกย้ายกันไปอย่างรวดเร็ว
หนิงขวงหันไปมองเจียงเหรินก่อนที่จะกล่าวว่า “ เอาล่ะพวกเราก็ลงมือกันเถอะ ”
“ เข้าใจแล้วน่าในเมื่อเป็คำสั่งของนายท่านข้าก็ไม่สามารถอยู่เฉยๆได้หรอก ” เจียงเหรินถอนหายใจก่อนที่ร่างของเขาจะกลายเป็ควันสีดำและหายไปอย่างรวดเร็ว
ไป๋จวินและเฮยจวินไม่ได้เข้าร่วมกับปฏิบัติการในครั้งนี้ เนื่องจากทั้งสองมีหน้าที่ดูแลศูนย์บัญชาการศาลาชุนิ
ณ หอหมื่นสมุทร
หนานิที่ยืนอยู่บนชั้นที่ห้าของอาคาร เขามองเห็นว่าทั่วทั้งเมืองจ้าวจิงต่างก็มีผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากมุ่งหน้าไปยังลานประลองร้อยอสูรเพื่อต่อสู้กับสัตว์อสูรจำนวนมากที่หลุดออกมา
ทันใดนั้นหนิงขวงและเจียงเหรินก็ปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลังของหนานิก่อนที่จะโค้งคำนับให้กับหนานิ
“ นายท่านตอนนี้คนของศาลาชุนิได้ออกตามล่าคนขององค์กรดาราลักษณ์แล้วขอรับ คาดว่าอีกไม่นานนายท่านจะได้รับผลของการกวาดล้างพวกมัน ” หนิงขวงและเจียงเหรินกล่าวขึ้นพร้อมกัน
หนานิพยักหน้ารับก่อนที่จะกล่าวขึ้นว่า “ เล่ยหวง เว่ยหลุนพวกเ้าไปจัดการกับสัตว์อสูรเ่าั้ อ่อจะจับเป็หรือสังหารก็ขึ้นอยู่กับพวกเ้า ”
“ รับคำสั่งนายท่าน ” ปิงเล่ยหวงและเว่ยหลุนกล่าวขึ้นก่อนที่จะหายตัวไปทันที
ที่ลานประลองร้อยอสูร
เวลานี้คนของสามตระกูลใหญ่รวมไปถึงเ้าหน้าที่ทหารจากจวนเ้าเมืองต่างก็เข้าปะทะกับสัตว์อสูรอย่างดุเดือด
เสียงกรีดร้องและซากศพของผู้ฝึกยุทธ์และอสูรต่างก็ปรากฏให้เห็นทั่วทั้งลานประลอง
แม้ว่าผู้ฝึกยุทธ์จะมีจำนวนมากกว่าแต่ทว่าความแข็งแกร่งของสัตว์อสูรก็มีความแข็งแกร่งที่เหนือกว่าผู้ฝึกยุทธ์มาก ทำให้การต่อสู้เต็มไปด้วยความยากลำบากของฝั่งผู้ฝึกยุทธ์
เวลานี้เ้าเมืองจ้าวจิง นามว่าไน่เฉวียนและบรรพจารย์ยุทธ์ของสามตระกูลใหญ่ได้เข้าสู้กับอสรพิษกลืนนภาซึ่งเป็สัตว์อสูรระดับหกอย่างสุดความสามารถ
แม้ว่าไน่เฉวียนและบรรพจารย์ยุทธ์คนอื่นๆจะมีจำนวนมากกว่า แต่ทว่าพวกเขาก็ไม่สามารถโจมตีเข้าได้เลยเพราะเกล็ดของมันแข็งแกร่งและทรงพลังมาก แม้กระทั้งระดับบรรพจารย์ยุทธ์ก็ใช่ว่าจะโจมตีเข้าง่ายๆ
โชคยังดีที่อสรพิษกลืนนภาเป็เพียงแค่สัตว์อสูรระดับหกขั้นต้นเท่านั้น จึงทำให้ไน่เฉวียนและบรรพจารย์ยุทธ์ยังพอที่จะรับมือได้บ้าง
ส่วนสัตว์อสูรระดับหนึ่งถึงระดับสาม พวกมันต่างก็ถูกคนของเ้าเมืองและตระกูลใหญ่ทั้งสามล้อมจับหรือไม่ก็สังหารทิ้ง
เพียงแต่สิ่งที่วุ่นวายที่สุดก็คือคนขององค์กรดาราลักษณ์ที่ซ่อนตัวและมักจะโผล่ออกมาสังหารคนของตระกูลใหญ่และจวนเ้าเมืองอย่างเงียบๆ
นอกจากนี้คนขององค์กรดาราลักษณ์แม้ว่าจะมีจำนวนไม่มากแต่พวกมันก็มียอดฝีมือระดับบรรพจารย์ยุทธ์อยู่มากกว่าห้าคน แถมยังเป็ระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์หนึ่งคนและขั้นสูงอีกสองคน อีกสองคนก็อยู่ในขั้นปลาย
เรียกได้ว่าเพราะมีองค์กรดาราลักษณ์อยู่ทำให้สถานการณ์ของการต่อสู้นั้นสูสีเป็อย่างมาก
เพราะแบบนี้ไน่เฉวียนและสามตระกูลใหญ่จึงต้องแบ่งยอดฝีมือระดับบรรพจารย์ยุทธ์จำนวนหนึ่งมาจัดการกับคนขององค์กรดาราลักษณ์
เรียกได้ว่าการลงมือครั้งนี้ขององค์กรดาราลักษณ์ได้เตรียมตัวมาอย่างดี พวกมันทั้งรับและรุกอย่างเป็ระเบียบแบบแผน