-29-
งานรวมญาติกับการคลุมถุงชน
วันต่อมา
บ้าน
09.32น.
ฉันขับรถกลับมาที่บ้านแต่เช้าเพราะอีกไม่กี่วันจะมีงานรวมญาติที่จัดขึ้นปีละครั้ง
ฉันลงจากรถกำลังจะเดินเข้าไปในบ้านก็ได้ยินเสียงเรียกของใครบางคนขึ้นพอดี
“อาเจียวกลับมาแล้วเหรอ”
“ค่า”
ฉันเดินเข้าไปในห้องรับแขก นั่งลงข้างๆ อาม่าก่อนจะกอดท่านแน่นด้วยความคิดถึง
“มากอดแบบนี้จะเอาอะไร”
“โธ่ หนูก็แค่อยากกอดเฉยๆ ไม่ได้จะเอาอะไรสักหน่อย”
“กลับมาก็ดีล่ะ จะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันสักที แล้วอาจีอยู่ไหน”
“หนูกลับมาก่อนค่ะ อาจียังอยู่ที่คอนโด”
“เราก็ไปช่วยม๊าเราทำอาหารในครัวไป เห็นกำลังทำเค้กอยู่”
“จริงเหรอคะ”
ฉันรีบลุกขึ้นและวิ่งเข้าไปในครัวกลิ่นหอมยั่วยวนของขนมเค้กลอยออกไปนอกห้องจนฉันแอบกลืนน้ำลายไปหลายอึกเลยทีเดียว
ม๊าเป็นคนที่ทำเค้กเก่งมากขนมเค้กที่ฉันได้รับการถ่ายทอดมาก็คือเค้กนมสดมะพร้าวอ่อนแถมคนที่ได้กินฝีมือของฉันทุกครั้งก็คืออาติ…เห็นไหมว่าเรื่องราวของฉันมักจะมีเขาอยู่ในทุกช่วงเวลาเสมอ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม
“กลับมาแล้วเหรอตัวแสบ”
“ม๊าทำเค้กอะไรอยู่”
“เค้กนมสด ว่าแต่เราเป็นยังไงบ้าง กว่าจะกลับบ้านได้”
“หนูก็กลับมาแล้วนี่ไง”
“ดีแล้ว ไม่อย่างนั้นเราจะโดนป๊าบ่นเอา”
“รู้แล้วค่า”
“ไปล้างมือแล้วมาช่วยม๊าผสมแป้งหน่อย”
“โอเคค่ะ”ฉันล้างมือให้สะอาดก่อนจะช่วยม๊าผสมแป้งเค้ก
2 วันต่อมา
งานรวมญาติ
ฉันตื่นมาแต่เช้าเพื่อช่วยม๊าทำอาหารเลี้ยงญาติที่จะมาที่บ้านของเราบอกเลยว่าโคตรเหนื่อย บางคนก็เป็นญาติห่างๆบางคนก็เป็นญาติใกล้ชิด ซึ่งฉันก็จำไม่ได้หรอกว่าใครเป็นใคร แต่ส่วนใหญ่จะเป็นญาติฝั่งอาม่าซะมากกว่า
“วันนี้ได้ยินมาว่าพี่นาวาจะมาด้วยเหรอคะ”สโรชาถามขึ้นขณะที่กำลังปั้นเกี๊ยวอยู่
“ใช่แม่ก็ได้ยินมาเหมือนกัน”
พี่นาวาคือญาติฝั่งอาม่าที่หล่อที่สุดในวงศ์ตระกูลเลยก็ว่าได้ฉันเคยเจอเมื่อตอนเด็กๆ ได้ยินว่าเขาไปเรียนต่างประเทศ ก็คงถึงเวลากลับมาที่ไทยแล้วแหละ
“อาเจียว อาม่าเรียก”
“ค่า”
ฉันล้างมือให้สะอาดก่อนจะเดินไปหาอาม่าในห้องรับแขก แต่ไม่นึกว่าจะได้เจอกับป๊าด้วยเวลาเจอพวกท่านอยู่ด้วยกัน รู้สึกเกร็งๆ ยังไงก็ไม่รู้
ฉันคุกเข่านั่งลงบนพื้นเอ่ยถามอาม่า
“อาม่ามีอะไรเหรอคะ”
“เราเรียนจบแล้วใช่ไหม”
“ค่ะ”
“ตั้งใจจะไปช่วยงานป๊าเราหรือเปล่า”
ฉันเคยบอกอาม่าไปแล้วนี่นาว่าอยากไปทำงานกับอาจีแล้วทำไมถึงได้ถามขึ้นมาอีกล่ะ
“คือ…”
“ถ้าคิดจะไปทำกับอาจี ม่าไม่สนับสนุน”
ว่าแล้วเชียว…
“อาม่า…”
“ไปช่วยงานป๊าเราที่บริษัทซะ ทำงานเก็บเงินจะได้แต่งงาน”
“แต่งงาน?”
“ม่าหาคู่ให้เราได้แล้ว รีบแต่งงานจะได้มีลูกชายช่วยสืบทอดบริษัท”
เดี๋ยวนะลูกชาย? อะไรจะรวดเร็วขนาดนั้น
“อาม่า มันเร็วไปหรือเปล่าคะ หนูเพิ่งจะ 21 เองนะ”
“ไม่มีคำว่าเร็ว แต่งงานเร็วก็ดีจะได้ช่วยกันทำมาหากินตั้งแต่ตอนยังสาว”
เอ่อ…คือ…ฉันยังไม่พร้อมเลยนะ จะให้แต่งงานกับใครที่ไหนก็ไม่รู้แล้วยังจะให้มีลูกอีกงั้นเหรอ
ฉันหันไปมองหน้าป๊าเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ป๊ากลับเมินหน้าหนีไม่แม้แต่จะสบตาฉันด้วยซ้ำ
อะไรวะเนี่ยทำไมอยู่ๆ ก็ถูกจับคู่ให้แต่งงานเฉย…แถมไม่มีใครบอกอะไรฉันก่อนด้วยอยากให้ฉันหัวใจวายตายหรือไง
หลังจากคุยกับอาม่าเสร็จฉันก็เดินออกมาที่สวนหน้าบ้านเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์พลางครุ่นคิดถึงเรื่องที่อาม่าเอ่ยทิ้งท้ายไว้เมื่อกี้
ให้ตายสิ!!
‘คลุมถุงชน’ เคยเห็นแต่ในละคร ไม่นึกว่าจะได้เจอกับตัวเอง…
“แต่งงานอะไรฉันยังเด็กอยู่นะ ทำไมถึงต้องจับคู่ให้ด้วย หึ้ย!!” ฉันยกมือขึ้นยีผมด้วยความหงุดหงิดพลางบ่นพึมพำด้วยความโมโห
“ใครจะให้เราแต่งงาน”เสียงผู้ชายเหนือหัวทำให้ฉันชะงักด้วยความตกใจ
“อาจี?”
“ใช่ อาเอง ว่าแต่ใครให้เราแต่งงาน”ฉันหันไปเผชิญหน้ากับอาจีก่อนจะเอื้อมมือไปจับแขนเสื้อเขาไว้
“อาจี ก็อาม่านะสิเขาจะจับหนูแต่งงาน”
“แล้วเราว่าไง”
“ว่าไงอะไรล่ะ หนูยังเด็กอยู่นะ อาไม่สงสารหนูเหรอ”
“เราต่อต้านอาม่าไม่ได้หรอก”
ใช่ฉันต่อต้านไม่ได้หรอก เพราะอาม่ามีวาจาศักดิ์สิทธิ์เสมอคำพูดของท่านคือคำสั่งที่ต้องทำตาม มีคนเดียวที่ทำได้ก็คือ…
“แต่อาทำได้ไง อาม่าก็เคยเลือกคู่ให้อาไม่ใช่เหรอสุดท้ายอาก็ต่อต้านจนไม่ได้แต่ง”
“รู้ไหมว่าเพราะอะไร”
“ทำไมคะ”
“อาขู่ฆ่าตัวตาย อาม่าก็เลยยอม”
“…”
18.00 น.
งานรวมญาติเริ่มแล้ว ฉันยืนอยู่หน้างานกับอาม่าคอยรับหน้ากับญาติผู้ใหญ่ที่กำลังเดินทางมาที่นี่ตลอดงานมันเป็นอะไรที่น่าเบื่อเหมือนกับทุกปีที่เจอ มีแต่เสียงหัวเราะของคนแก่การพูดคุยในเรื่องที่ฉันไม่รู้จักและมีแต่การคุยถึงเรื่องอนาคตวางแผนจัดการลูกหลานคนอื่น
ฉันต้องคอยปลีกตัวออกมาในห้องครัวตลอดเพราะไม่อยากคุยกับใครทั้งนั้นมันน่ารำคาญเกินไป แต่หลบได้ไม่นานอาม่าก็เรียกฉันเข้าไปนั่งคุยที่ห้องรับแขกเหมือนเดิมซึ่งก็มีพี่ป้าน้าอาอยู่เต็มไปหมด
“อาเจียวโตเป็นสาวแล้วสวยขึ้นมากเลย”
“นั่นสิ ตอนเด็กก็น่ารักจนนาวายังบอกว่าชอบเลยนะ”
“ใกล้ได้เวลามีคู่ครองแล้วนะคะ”
“นั่นสิ”
“จริงด้วย วันนี้นาวาจะมาหรือเปล่าคะพี่”
“มาๆ กำลังมาแล้ว”
ขณะที่ผู้ใหญ่กำลังนั่งคุยกันอยู่ผู้ชายร่างสูงใหญ่ก็เดินเข้ามาในบ้านพลางมองไปรอบๆ ห้อง นั่นคือพี่นาวาฉันจำโครงหน้าเขาได้ ความจริงเขาก็หล่อนะ ดูดีเลยแหละ เพียงแต่ยังสู้อาติของฉันไม่ได้
“นั่นไงนาวามานี่เร็ว”
ผู้ชายคนนั้นเดินเข้ามาคุกเข่าบนพรมแล้วคลานไปกราบอาม่าใกล้ๆ อย่างมีมารยาท
“สวัสดีครับ อาม่า”
“โตเป็นหนุ่มแล้วนะเราน่ะ”
“ใช่ค่ะ เพิ่งกลับมาก็ตรงมาที่นี่เลย”ผู้หญิงคนหนึ่งพูดแทรกขึ้น
“สวัสดีครับทุกคน”พี่นาวาหันไปไหว้ทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้
“อาเจียว จำพี่เขาได้ไหม นี่คือนาวา” อาม่าบอกฉันสายตาของท่านเป็นเชิงบอกให้ฉันทักทาย
ฉันยกมือไหว้อย่างนอบน้อมก่อนจะยิ้มหวาน
“สวัสดีค่ะ พี่นาวา”
“สวยหล่อทั้งคู่เลยนะคะ”
“กลับมาถาวรเลยใช่หรือเปล่า” อาม่าถามพี่นาวา
“ครับ”
“แล้วจะทำงานอะไร”
“ก็คงสานต่อธุรกิจจากครอบครัวครับ”
“ดีมากๆ ดีๆ” อาม่าพยักหน้าอย่างพอใจ
“มีเวลาว่างๆ ก็มาที่นี่ได้นะจะได้มาคุยกับอาเจียว น้องก็เรียนจบแล้วเหมือนกัน”
“นั่นสิ นาวาหนูก็ชวนน้องคุยหน่อยนะลูก”
“ครับม๊า ครับอา”
“ออกไปหาอะไรกินไป” อาม่าหันมาไล่ฉัน
“หนูยังไม่หิว”ความจริงฉันกินอะไรไปเยอะแล้วนะ ไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ด้วย แต่ทำไม…
“ไป” น้ำเสียงนิ่งของอาม่าคือการไล่ให้ฉันไปอยู่กับพี่นาวานั่นเองอาม่าคิดจะจับคู่ให้ฉันงั้นสิ ก็ได้ ในเมื่อเลือกไม่ได้ก็ไปซะจะได้หมดเรื่อง
ฉันลุกออกไปข้างนอกเดินไปยังมุมอาหารที่มีอยู่มากมายวันนี้ม๊าทำกุ้งอบวุ้นเส้นหม้อใหญ่มากแถมอร่อยอีกด้วย ยังมีขนมเค้กปอนด์ใหญ่อีกต่างหากฉันกินไปจนพุงจะแตกอยู่ละ ยังจะให้มากินอะไรอีก
“อาเจียวจำพี่ได้หรือเปล่า” ฉันหันไปมองพี่นาวาที่เดินตามมาข้างหลังก่อนจะพยักหน้า
“ค่ะ จำได้”
“พี่ก็จำน้องอาเจียวได้ เป็นยังไงบ้าง สบายดีไหมครับ”
“ดีค่ะ”
“เรียนจบแล้วสินะ”
“ค่ะ”
“มีแพลนจะทำงานที่ไหนเหรอครับหรือว่าจะไปช่วยอาเจริญที่บริษัทครับ”
ผู้ชายที่ชื่อเจริญคือป๊าฉันเอง
“ก็คงงั้นแหละค่ะ”
“ดีจังเลยนะครับอาเจริญจะได้มีคนช่วยด้วยอีกแรง”
“นั่นสิคะ”
ฉันตอบอย่างเบื่อหน่าย ให้ตายเถอะ ได้แต่ภาวนาให้งานจบเร็วๆ ไม่เห็นรู้สึกสนุกอะไรเลย
ครืดครืด ครืด
มีคนส่งข้อความเข้ามาพอดีฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูก็เห็นว่าเป็นอาติส่งมา
‘ทำอะไรอยู่’
อาติ…ส่งข้อความมา ฉันไม่ได้คุยกับเขาเลยตั้งแต่เหตุการณ์วันนั้น…ไม่ได้โทรไปและไม่ได้ส่งข้อความไปเหมือนที่เคยทำด้วย แต่อยู่ๆ เขาก็ทักมา…
จะส่งตอบไปดีไหมนะเขาอุตส่าห์ทักมา ก็แสดงว่าอยากคุย
‘อยู่ในงานรวมญาติค่ะ’
ฉันตอบกลับก่อนจะเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋ากระโปรง
“พี่ขอไลน์อาเจียวได้ไหมเผื่อมีโอกาสจะชวนเราไปกินข้าวข้างนอก”
“หนูชอบกินข้าวที่บ้านมากกว่าค่ะ”
“แต่ถ้าเรามีไลน์กัน พี่อาจจะช่วยอะไรเราได้นะ”
“อ้าว นาวา ไม่ได้เจอกันนานเลย”อาจีเดินเข้ามาแทรกบทสนทนาของเราทั้งคู่
“สวัสดีครับอาจี”
“ดีๆ หล่อขึ้นเยอะเลย”
“อาจีก็ยังดูดีเหมือนเดิมเลยนะครับ”
ขณะที่ทั้งคู่ยังยืนคุยกันอยู่ฉันก็ใช้จังหวะนี้รีบเดินหนีเข้าหลังบ้านทันที ขืนอยู่ต่อคงได้คุยกันจนงานเลิกแน่
ฉันเดินไปนั่งที่เก้าอี้ตรงโรงรถแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูข้อความไลน์ของอาติอีกครั้ง
‘ฉันขอโทษ’
ขอโทษเรื่องอะไรอ่ะเรื่องโยลีนะเหรอ…
‘ขอโทษเรื่องอะไรคะ’