ซิ่วอิงกัดปาก นายหัวเราะฉันเหรอสิงเทียน! นายสั่งฉันเองนะ อุตส่าห์บอกว่าไม่เปลี่ยนแล้วแท้ ๆ ให้ใส่ชุดตัวใหญ่แบบนี้แล้วเดินหิ้วชายผ้า อย่างกับพวกเ้าหญิงแหน่ะ ฮ่า ๆ อยากร้องไห้จังโว้ย!
สิงเทียนถาม “เ้ารู้หรือว่านางอยู่ที่ไหน”
ซิ่วอิงตอบอย่างจริงจัง “เื่มันซับซ้อนมากขอรับ แต่ข้ารู้แน่ว่านางอยู่ที่ไหน”
ฉันรู้ซะที่ไหนเล่า! ไม่รู้หรอกโว้ยยยย
“หมายความว่าเ้าลักพาตัวนางงั้นรึ แล้วนำไปซ่อน?”
“มิใช่ขอรับ คือ เอ่อ..เอาเป็ว่าข้าน้อยรู้ก็พอแล้ว คุณชายโปรดตามข้ามาสักเดี๋ยวจะได้หรือไม่”
สิงเทียนที่เตรียมขบวนม้าและพลทหารไว้เรียบร้อยถึงกับหันขวับ เริ่มแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมา “มีอันใดอีก เ้าคิดจะยื้อเวลาข้าหรือ”
ซิ่วอิงว่า “ขอเวลาสักเดี๋ยว ข้ามีบางอย่างจะบอกกับท่าน ใช้เวลาไม่นานหรอกขอรับ”
สิงเทียนเดินตามคนรับใช้ไปยังใต้ต้นไม้ใหญ่ ซิ่วอิงสูดหายใจลึก กล่าวว่า “คุณชาย ก่อนที่เราจะออกเดินทาง ข้าขอสารภาพความจริงทั้งหมดต่อท่าน ได้โปรดรับฟังข้าน้อยด้วย”
สิงเทียนเลิกคิ้วข้างหนึ่ง แต่ถึงกระนั้นก็ยืนรอฟังต่อ “อืม”
ซิ่วอิงว่า “ข้าน้อยมิใช่ซิ่วอิงคนทำความสะอาดของท่าน ข้าน้อยเป็ิญญาเร่ร่อนที่ถูกฆ่าตายแล้วโชคดีมาเกิดใหม่ในร่างนี้ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่ล้วนเป็เื่แต่งและสมมุติขึ้น ทั้งตัวข้าและตัวท่านมันไม่มีอยู่จริงขอรับ แต่นั่นไม่สำคัญหรอก เดิมทีท่านเป็แค่หนึ่งในตัวละครเท่านั้น ในโลกก่อนของข้า ท่านถูกชายหนุ่มที่มีนามว่าเฟยหลงสังหาร ข้าจึงอยากเตือนท่านเป็ครั้งสุดท้ายว่าให้ระวังตัว เช่นนั้นข้าขอมอบสิ่งนี้ให้ท่าน..”
ซิ่วอิงยื่นเม็ดยาสีทองให้สิงเทียน มันคือโอสถทิพย์ที่เขาตั้งใจหลอมขึ้นมาเมื่อหลายปีก่อน ความเข้ากันของร่างกายยังไม่แน่ชัด แต่มันจะช่วยให้สิงเทียนไม่ตายหากว่าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น
สิงเทียนรับไปอย่างงง ๆ เอ่ยว่า “เ้าพูดเื่อะไร”
ซิ่วอิงหัวเราะขื่น “เื่ที่ข้าพูดจะเชื่อหรือไม่ก็สุดแท้แล้วแต่ท่าน แต่ว่าเม็ดยานี่ดีต่อท่านจริง ๆ หากกลืนยานี่เข้าไป รับรองว่าท่านจะแข็งแกร่งขึ้นขอรับ”
“งั้นรึ”
“ใช่ขอรับ หากไม่เชื่อท่านก็ลองกลืนมันสิ”
ซิ่วอิงยุยงอีกฝ่ายเต็มที่ หวังให้กลืนยานั่นตามคำสั่งตน เพราะหากสิงเทียนรับโอสถนั่นเข้าไปแล้ว อีกฝ่ายก็จะแข็งแกร่งขึ้นแน่นอน และหากตัวเขาได้หนีไปหลังจากนี้ ก็จะยังอุ่นใจว่าพระเอกไม่ตายง่าย ๆ แน่ หวังว่านะ...
สิงเทียนมองเม็ดยาอย่างสงสัย คล้ายจะนำมันเข้าปากไปจริง ๆ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้กลืนยาเม็ดนั้น กลับนำมันยัดใส่ถุงผ้าใบน้อยข้างเอวแทน
สิงเทียนว่า “ข้าเข้าใจแล้ว เราออกเดินทางกันเถอะ”
ซิ่วอิงกลืนน้ำลายลงคอ รีบกล่าวอีก “คุณชายขอรับ ท่านไม่กลืนยานั่นก่อนหรือ”
“ข้ายังไม่อยากใช้ตอนนี้ ว่าแต่..เหตุใดเ้าถึงรีบร้อนอยากให้ข้ากลืนมันนัก หรือว่ายาเม็ดนี้จะมีอะไรซ่อนอยู่”
“เอ่อ ไม่มีขอรับ เช่นนั้นเชิญขอรับ”
โถ่เอ๊ย! ทำไมถึงได้เ้าลีลาขนาดนี้เนี่ย กลืน ๆ ไปซะก็จบเื่แล้ว นายจะระแวงอะไรฉันขนาดนั้นกันสิงเทียน ฉันหวังดีนะ!
ทั้งคู่ออกเดินทางในเวลาต่อมา ซิ่วอิงไม่มีกระทั่งม้าให้ขี่จำต้องเดินเท้าเปล่านำขบวนให้กับพวกทหารแทน เขาไม่แม้แต่จะเรียกร้องอะไร เดินโดยไม่พูดไม่จาและปราศจากคลื่นอารมณ์ สิงเทียนกลัวว่าเขาจะหนีไปจึงนำโซ่ทองแดงมาล่ามขาเอาไว้ ส่วนอีกทางก็เชื่อมติดกับแขนตนเองไว้อย่างแ่าเช่นกัน
ขบวนม้ามุ่งหน้าสู่พื้นที่รกร้างห่างไกล บนเส้นทางขึ้นเขาลูกหนึ่งสลับซับซ้อนมาก จนคนอื่นที่ร่วมเดินในขบวนเริ่มสับสนไปตาม ๆ กัน แต่แล้วคนนำหัวขบวนกลับหยุดเดินกะทันหัน ส่งสัญญาณให้คนด้านหลังหยุดตาม เบื้องหน้ามีหญิงสาวผู้หนึ่งกำลังนั่งร้องห่มร้องไห้อย่างน่าสงสาร ซิ่วอิงเพ่งมองก่อนจะเดินเข้าไปใกล้
“แม่นาง แม่นางเป็อะไรหรือไม่ เหตุใดมานั่งร้องไห้อยู่ในที่เปลี่ยวเช่นนี้”
ทางฝั่งนั้นเงยหน้าขึ้นมอง เช็ดน้ำตากล่าว “ขะ ข้าหลงทาง ข้าเดินทางมากับคนรับใช้ของพี่ชายข้า แล้วเกิดพลัดหลงกันระหว่างทางน่ะ ข้าอยากกลับบ้าน”
ซิ่วอิงตบหลังนางเบา ๆ ปลอบประโลมอยู่พักหนึ่ง “ไม่ต้องร้องนะแม่นาง มากับข้าสิแล้วเ้าจะปลอดภัย”
ซิ่วอิงโน้มน้าวให้นางร่วมขบวน คนผู้นี้มิใช่ใครอื่นแต่เป็น้องสาวต่างมารดาของเฟยหลงนี่เอง นางชื่อว่าเจียลี่ ท่าทางดูไร้เดียงสาและอ่อนต่อโลกอย่างมาก เขาทนปล่อยให้นางอยู่ตามป่าลำพังไม่ได้ จึงพูดช่วยให้สิงเทียนรับนางไปร่วมขบวน
เขาหลงนึกมาตลอดว่านางถูกสิงเทียนจับตัวไปขังในคุก แต่แล้วเหตุใดจึงมาโผล่อยู่ที่นี่ได้ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ หญิงงามที่เป็สาเหตุให้เฟยหลงเกิดโทสะและบุกมาโจมตีถึงตำหนัก เหตุใดจึงไม่อยู่ในคุกกัน แล้วแบบนี้เฟยหลงจะยังฆ่าพระเอกอยู่ไหม ฉากจบของนิยายจะเป็อย่างไรต่อ เขาได้แต่ยืนเอียงคอและเกาหัวอย่างสับสน
สิงเทียนสั่ง “หากไม่มีเื่อื่นแล้ว ก็รีบออกเดินทางเสีย เราใช้เวลาสิ้นเปลืองเกินไปแล้ว ก่อนฟ้ามืดเราต้องถึงที่หมาย หากมัวชักช้าเ้าได้เจ็บตัวแน่”
ซิ่วอิงพยักหน้าก้าวเท้าเดินต่อไป เจียลี่เริ่มปรับตัวได้แล้ว สามารถพูดคุยและไม่กลัวคนอื่น ๆ ในขบวน นางดูสดใสร่าเริงจากก่อนหน้า เพียงได้รับการช่วยเหลือและดูแลก็หายขี้แงไปโดยปริยาย
นางที่นั่งอยู่บนม้าอีกตัวเอ่ยถามขึ้นอย่างลอย ๆ “พวกท่านจะเดินทางไปที่ใดหรือ”
สิงเทียนมองนางด้วยสายตารำคาญ เอ่ยว่า “หุบปาก”
ซิ่วอิงรีบตอบนางแทน “พวกข้าจะไปพบคู่หมั้นของคุณชายน่ะ นางน่าจะอยู่บนเขาลูกโน้นนะ”
เจียลี่เอานิ้วแตะปาก กล่าวว่า “คนอย่างเขามีคู่หมั้นด้วยหรือ ปากร้ายเช่นนี้เป็ข้าคงหนีไปแล้ว”
สิงเทียนกำบังเหียนม้าไว้แน่น ั์ตารื้นน้ำเต็มไปด้วยความไม่พอใจ แม้เจียลี่จะไม่รู้เื่ราวอะไร แต่กลับพูดได้ตรงประเด็นเสียจนน่าเจ็บใจ สิงเทียนไม่อยากได้ยินคำพูดออกจากปากนางอีก จึงสั่งให้ทุกคนในขบวนหุบปาก หากจะพูดต้องยกมือขออนุญาตก่อนเท่านั้น และหากเขาไม่อนุญาตก็ไม่มีสิทธิ์เอ่ยปากพูดเช่นกัน
เจียลี่พยายามยกมือตลอดทาง มีอีกหลายสิ่งที่นางอยากถามแต่สิงเทียนกลับไม่สนใจ หันหน้าหนีไปทางอื่นและเอาแต่เมินนาง ด้วยความสงสารบวกกับเขาเองก็เหงาปากจึงขอร้องให้สิงเทียนอนุญาตทั้งคู่พูดคุยกันระหว่างเดินทาง
ซิ่วอิงถาม “แม่นางเจียลี่ ท่านรู้จักคุณหนูเหมยลี่หรือไม่”
เจียลี่ใช้ความคิด “ข้าไม่รู้จักชื่อนี้เลย ไม่เคยได้ยินมาก่อน”
สิงเทียนเอ่ยขัด “อย่าเอาเื่คู่หมั้นของข้ามาพูดอีก หากจะคุยต้องคุยเื่อื่น เื่นี้ไม่อนุญาต”
เจียลี่มองค้อนใส่เขาแล้วทำปากยื่น หันไปพูดกับซิ่วอิงที่เดินนำหน้า “นี่ ข้าไม่สนใจเื่ของแม่นางนั่นหรอกนะ ไม่อยากเอ่ยถึงด้วย เอาเป็ว่าพูดเื่พี่สะใภ้ของข้าแทน นางชื่อลูกหลีอะไรนี่แหละข้าเองก็ลืมไปแล้ว นางน่ะหน้าตาสวยมากเลย นิสัยดีมาก แถมยังอ่อนโยนกับข้ามากด้วย”
ซิ่วอิงเริ่มจับใจความได้รีบซักต่อ “แม่นางเจีย ตระกูลของท่านคือตระกูลัทะยานฟ้าใช่หรือไม่”
เจียลี่กระตือรือร้นขึ้นมา “ใช่! เ้ารู้ได้อย่างไรกัน”
ซิ่วอิงหัวเราะน้อย ๆ อ้างว่า “ข้าเคยได้ยินคำเล่าลือมามาก ไม่นึกว่าวันนี้จะได้มาเจอหนึ่งในตระกูลยิ่งใหญ่”
“ท่านชมเกินไปแล้ว ตระกูลยิ่งใหญ่อะไรกัน ก็แค่ครอบครัวธรรมดา”
พูดเสร็จนางก็เงียบไป ซิ่วอิงเหมือนลืมตัวไปชั่วขณะ เขาไม่ได้อยากจะจี้ปมของนางเลยสักนิด ในอดีตตระกูลัทะยานฟ้ามีอยู่สี่ตระกูลใหญ่ เจียลี่และเฟยหลงเกิดมาจากบิดาคนเดียวกันแต่ต่างมารดา เฟยเจินผู้เป็บิดานั้นมักมากในกามและลาภยศ ซึ่งนำเขาไปสู่หนทางแห่งความตาย จนทำให้ทั้งสี่ตระกูลใหญ่ต้องพังพินาศ