Ep 014 :: คนละชั้น
ทั้ง ๆ ที่พึ่งจะผ่านพ้นไปไม่กี่วัน...
เฟิ่งปิงก็จำต้องยืนมองน้องสาวที่แต่งตัวงามพิลาศต่างจากตอนมาที่จวนใหม่ ๆ ด้วยท่าทีติดรำคาญที่แทบจะไม่คิดปิดบังความรู้สึกในใจ
ใบหน้าจิ้มลิ้มของน้องสาวนอกคอกถูกโบกเครื่องสำอางหนาเตอะเกินวัย ร่างเล็กสวมใส่เครื่องประดับน้ำงามมากมายจนเหมือนตู้โชว์เคลื่อนที่ เสื้อผ้าสีสันสดใสจนฉูดฉาด บ่งบอกถึงความอยากได้ในสิ่งที่ตนไม่เคยมี รวม ๆ แล้วการแต่งตัวของนางนั้นไม่ต่างอะไรจากคณะละครที่คอยแสดงงิ้ว
...หากแต่ฝีมือการแสดงของอีกฝ่ายนั้นต่ำต้อยกว่าพวกคณะละครเร่มากนัก
“ซือเอ๋อร์คารวะพี่สาว ไม่เห็นหน้าท่านมานานซือเอ๋อร์รู้สึกเป็ห่วงยิ่ง”
“ข้าสบายดี ไม่มีอะไรให้เ้าต้องห่วงหรอก”
“หากพี่สาวมีเวลาว่าง เดินเล่นในสวนกับซือเอ๋อร์หน่อยได้หรือไม่เ้าคะ?”
“หากเ้ามีเวลามาเดินเล่น เ้าควรไปอ่านตำราให้มากยิ่งกว่านี้ ท่านพ่อเองก็เคยเอ่ยอยู่ว่าเ้ายังไม่ค่อยรู้เื่รู้ราว ในเมื่อมีเวลาว่างขนาดนี้เอาไปเล่าเรียนให้ฉลาดขึ้นไม่ดีกว่าหรือ”
“...”
“แม้จะเป็ลูกอนุที่พึ่งจะย้ายเข้ามาในจวน ฝ่ายแม่ไม่มีพื้นเพของตระกูลขุนนางใด แต่เ้าก็ได้ชื่อว่าเป็บุตรสาวของท่านพ่อ สมควรรู้มารยาทของคนในเมืองหลวง เวลาออกไปพบหน้าผู้คนคนภายนอกจะได้ไม่นินทาว่าคุณหนูรองไร้ความรู้ความสามารถ จนขายหน้าถึงจวนแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นฉิน”
เฟิ่งปิงกล่าวตอบเด็กสาวที่ขวางทางไม่ยอมหลีกโดยไม่ไว้หน้า เพราะอย่างไรเสียมันก็เป็ความจริงที่ใครก็ปฏิเสธไม่ได้ แม้แต่ตัวซือซือเองก็ไม่อาจแก้คำกล่าวพวกนั้นได้
หยางซือซือสะกดกลั้นอารมณ์ยับยั้งไม่ให้ตนเองพุ่งเข้าไปตบคนที่ได้ชื่อว่าพี่สาวอย่างเต็มที่ นางยิ้มสดใสอย่างซื่อ ๆ ที่ดูยังไงก็ปลอมแล้วกล่าวตอบด้วยท่าทางเสียใจ
“พี่สาวกล่าวหนักไปแล้ว ซือเอ๋อร์รู้ตัวดีว่าตนเองโง่งมจึงพยายามเล่าเรียนสุดความสามารถ แต่แม้เวลาเรียนจะสำคัญ ทว่าเวลาพักก็สมควรพักผ่อนให้เต็มที่ไม่ใช่หรือ”
“หากคิดว่าการเรียนน้อยนิดเพียงแค่นั้นก็เพียงพอกับระดับความสามารถของเ้าแล้ว เช่นนั้นก็ใช้เวลาพักของเ้าให้เต็มที่เถิด ข้าขอตัวล่ะ”
เฟิ่งปิงกำลังจะหมุนตัวกลับ เพราะหากอยู่นานกว่านี้สุ่ยหลิวที่คอยตามติดนางอยู่ตลอดอาจจะหัวร้อนจนะเิลงแทนนางผู้เป็นาย แต่เด็กน้อยที่ร้ายเดียงสาก็ยังคงพูดขึ้นมาอีก
“ซือเอ๋อร์ขอเวลาพี่สาวสักพักได้มั้ยเ้าคะ คือว่า...เดี๋ยวซือเอ๋อร์ต้องไปเรียนร่ายรำน่ะเ้าค่ะ”
“แล้ว?”
“...คือซือเอ๋อร์พึ่งมาที่จวนของท่านพ่อ ไม่มีเพื่อนพูดคุย ยามเล่าเรียนคนเดียวเหงายิ่งนักเ้าค่ะ”
“ข้าไม่ว่าง”
“...แต่ท่านพ่อกล่าวว่าหากซือเอ๋อร์้าอะไรให้บอกกับพี่ใหญ่ได้...หรือต้องให้ข้าไปพูดกับท่านพ่อกัน”
ประโยคแรกหยางซือซือกล่าวด้วยทีท่าเกรงใจ ส่วนประโยคต่อมาแม้จะเบาลงแต่ความเย่อหยิ่งในน้ำเสียงก็หลุดตัวตนที่แท้จริงออกมาไม่ใช่น้อย
เฟิ่งปิงแค่นเสียงหัวเราะ เด็กน้อยที่พยายามพองขนขู่แสดงอำนาจ ยิ่งเอาบิดามาขู่...
...ไม่ได้น่ากลัวในสายตานางแม้เพียงนิด
“ก็ได้”
...ดูสิว่าอยากจะมาไม้ไหน
เฟิ่งปิงที่ให้สุ่ยหลิวกลับไปทำงานของตนก่อน ซึ่งก็ต้องย้ำพอควรเชียวว่านางนั้นไม่ได้เป็ไร ไม่ได้รู้สึกอะไรกับการยั่วโมโหแบบเด็ก ๆ ของเด็กน้อยเลยสักนิด และแน่นอนว่านางพูดจริง ไม่ได้โกหกเลยแม้แต่น้อย
คุณหนูที่แท้จริงของจวนแม่ทัพจำต้องมานั่งมองดรุณีผู้ได้ชื่อว่าเป็น้องสาวต่างมารดาออกท่าร่ายรำตามเสียงบรรเลง โดยด้านข้างมีอาจารย์ผู้สอนคอยเล่นพิณไปพร้อม ๆ กับมองดูท่าร่ายรำของลูกศิษย์อย่างพิจารณา
ทันทีที่จบท่าสุดท้ายเสียงดนตรีก็หยุดลง หยางซือซือหน้าแดงหอบหายใจเล็ก ๆ ด้วยความเหนื่อยอ่อนแต่ใบหน้าก็ยังคงรอยยิ้มใสซื่อแสนปลอมเปลือกไว้ไม่เสื่อมคลาย
“ทำได้ไม่เลวเลยค่ะคุณหนูรอง”
“ขอบคุณเ้าค่ะ ท่านอาจารย์”
“ไม่คิดเลยว่าคุณหนูรองจะมีพร์ขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่พึ่งเริ่มเรียนได้ไม่นานแต่กลับเก่งกาจถึงเพียงนี้ วันข้างหน้าข้าคงไม่มีอะไรจะสอนท่านเป็แน่”
“กล่าวเกินไปแล้วเ้าค่ะ ซือเอ๋อร์ยังต้องเรียนรู้จากท่านอาจารย์อีกมาก”
เฟิ่งปิงเห็นท่าทางยินดีในคำเยินยอนั้นของน้องสาวที่นางไม่ยอมรับแล้วก็แทบจะแค่นหัวเราะ คำกล่าวเช่นนั้นของผู้สอนก็เพียงแค่้าให้ผู้เรียนมีกำลังใจในการเรียน เอามายกยอตัวเองเป็จริงเป็จังเช่นนั้นช่างไร้เดียงสาเสียเหลือเกิน
“พี่สาว ไหน ๆ ท่านก็มานั่งดูแล้วร่ายรำสักเพลงดีมั้ยเ้าคะ?”
ซือซือหันกลับมาถามนางด้วยทีท่าเชิงบังคับ ไม่ใช่คำชักชวนดั่งปากว่า โดยไม่ทันสังเกตสีหน้าหนักใจของอาจารย์ผู้สอนตนเองแม้แต่นิด
เฟิ่งปิงยกยิ้มก่อนจะผุดลุกยืน เดินไปหยุดยืนหน้าน้องสาวที่ส่วนสูงห่างกันกว่าคืบ หลุบตามองลูกเป็ดไร้ค่าด้วยหางตา ก่อนจะหันไปหาผู้ใหญ่คนเดียวในห้องแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงนอบน้อมมีมารยาท
“รบกวนท่านอาจารย์บรรเลงเพลงด้วยเ้าค่ะ”
“...เอ่อ คุณหนูใหญ่จะดีหรือ?”
“ในเมื่อน้องสาวอยากจะชมข้าร่ายรำ เหตุใดข้าจะไม่แสดงให้นางดูล่ะเ้าคะ”
“ซือเอ๋อร์อยากเห็นพี่สาวร่ายรำ ท่านอาจารย์กรุณาด้วย”
หยางซือซือตีความสีหน้าลำบากใจของท่านอาจารย์ก็คิดเข้าข้างตนเองว่า ท่านอาจารย์ไม่อยากให้พี่สาวต่างมารดาเสียหน้าต่อหน้านาง ถือตัวเป็คุณหนูผู้สูงศักดิ์ตำหนินาง แท้จริงก็แค่พวกผู้ดีจอมปลอม ดีแต่ปากสิไม่ว่า...
แต่ความเป็จริงแล้วผิดถนัดเลย...
อาจารย์ท่านนี้สั่งสอนเฟิ่งปิงมาั้แ่นางยังไม่สี่ขวบดี อัจฉริยภาพที่อัดแน่นอยู่ในร่างเล็ก ๆ นั่นช่างเกินจะคาดเดา หากคุณหนูหยางเฟิ่งปิงโตเป็สาว ท่วงท่าการร่ายรำคงเหนือล้ำไปกว่าตนเองได้ง่าย ๆ ในฐานะอาจารย์คนหนึ่งนางย่อมไม่อยากให้ลูกศิษย์คนใหม่อย่างคุณหนูรองซือซือเสียความมั่นใจในตนเอง
แต่เมื่อทั้งคู่ยืนกรานเช่นนั้น...
“เข้าใจแล้ว...”
อาจารย์สาวจรดนิ้วกรีดกรายลงบนสายพิณอย่างคล่องแคล่ว บทเพลงที่ยากจะบรรเลงและยากจะร่ายรำถูกบรรเลงอย่างไพเราะ เฟิ่งปิงหันไปยิ้มให้น้องสาวก่อนจะสะบัดมือตั้งท่า
“อย่าได้คลาดสายตาล่ะ”
เฟิ่งปิงตัดสินใจไม่แสดงฝีมือออกไปทั้งหมด เพียงแค่ให้เหนือกว่าท่วงท่าร่ายรำเงอะงะของซือซือประมาณสองสามขั้น
ด้วยความที่ตัวนางเองยังเด็ก ท่วงท่าที่เซ็กซี่เกินไปจะไม่เหมาะกับสรีระและไม่น่าดูชม ดังนั้นนางจึงร่ายรำออกมาให้ดูสดใสเริงร่าคล้ายดอกไม้บานให้เข้ากับอายุ การขยับเท้าที่เรียกว่าค่อนข้างยากสำหรับเด็กนางก็ทำออกมาได้อย่างอ่อนช้อยเริงร่า
หากมองอีกฝ่ายเป็แค่เด็ก น้องสาวต่างมารดาก็ถือว่าร่ายรำได้ค่อนข้างดี แต่หากจะมาเทียบชั้นกับตัวนางนั้นยังเร็วไปสี่สิบปี...
...
“...ไม่จริง”
หยางซือซือพึมพำ ต่อให้เฟิ่งปิงไม่บอกว่าอย่าคลาดสายตา นางก็ไม่อาจถอนสายตาไปจากร่างที่กำลังร่ายรำอย่างงดงามได้เลย การเคลื่อนไหวที่ไม่มีสูญเปล่า ท่ารำต่อท่ารำต่อเนื่องสดใสไม่มีสะดุด ราวกับภูตดอกไม้ที่ออกมาเริงระบำอย่างสดชื่น และเมื่อบทเพลงสิ้นสุดลงผู้รำจึงย่อกายจบบทเพลงได้อย่างสวยงาม
แต่ทั้ง ๆ ที่ขยับตัวไปมากขนาดนั้น ทว่าบนใบหน้างดงามที่น่าริษยานั่นกลับไม่มีแม้แต่ร่องรอยความเหนื่อยล้าที่ควรจะเป็ด้วยซ้ำไป
พี่สาวต่างมารดาที่น่าชังผู้นั้นหันไปขอบคุณอาจารย์ที่บรรเลงดนตรีให้ ก่อนจะหันไปฉีกยิ้มพรายให้นางที่บัดนี้ยังคงนิ่งค้างไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
“หวังว่าเ้าจะชอบการร่ายรำของข้า”
“...”
หยางซือซือกัดฟันกรอดด้วยความชอกช้ำระคนโมโห...
สมัยเด็ก ๆ นางร่ำเรียนศิลปะทุกแขนงั้แ่จำความได้ด้วย้าให้มารดาพึงพอใจ นางตั้งใจเรียนรู้และฝึกฝนจนเก่งกว่าทุกคนในหมู่บ้าน นางยังคงเรียนเขียนอ่านเพื่อให้ตนเองเป็ชนชั้นสูงเช่นบิดาตามคำกล่าวของมารดา
จนกระทั่งนางได้เข้ามาอยู่ในจวนของบิดาจริง ๆ ซือซือนั้นก็รู้สึกพึงพอใจยิ่ง
่หลายวันมานี้นางได้รับทั้งจวนที่ใหญ่โตหรูหรา เงินทองมากมาย เครื่องประดับงดงาม เสื้อผ้าอบอุ่นเนื้อดี มีข้ารับใช้คอยบริการ สะดวกสบายสุขทั้งกายและใจ
แต่ถึงจะเป็แบบนั้นแต่มารดาของนางกลับเป็เพียงอนุไม่ใช่แม้แต่ฮูหยินรอง ตัวนางที่เป็ลูกอนุก็ถูกประเมินค่าไว้ต่ำต้อย ในขณะที่พี่สาวที่อายุมากกว่านางครึ่งปีเป็บุตรสาวของฮูหยินเอก ซ้ำแม่ลูกคู่นี้ที่ทำให้นางและมารดาต้องลำบากอยู่บ้านนอกมากว่าสิบปียังงดงามราวนางจิ้งจอก!
...นางเกลียดชัง!!
แต่ถึงอย่างไรเสียนางก็ได้มายืนอยู่ตรงจุดนี้แล้ว ทั้งยังได้ความรักใคร่จากบิดาอย่างเต็มที่ ในสักวันหนึ่งนางและมารดาจะเขี่ยสองแม่ลูกคู่นี้ทิ้งไปให้พ้นทางให้ได้
“เมื่อหมดเื่แล้ว ข้าขอตัว”
เมื่อเป้าหมายที่ซือซือเกลียดชังก้าวเดินออกไป สองขาเล็กของนางจึงรีบเดินตามแล้วเรียกรั้งเสียงดังจนข้ารับใช้หลายคนที่ผ่านไปมาอดไม่ได้ที่จะลอบมอง
“เดี๋ยวเ้าค่ะพี่สาว!”
“...”
“เอ่อ...ซือเอ๋อร์ใคร่ขอเสียมารยาท เพียงแต่ท่านแม่เป็กังวลยิ่งว่าท่านและแม่ใหญ่จะขาดเหลืออะไรหรือไม่?”
“...”
“คือ...ท่านแม่ใหญ่ต้องย้ายไปเรือนเล็กคงไม่ใคร่จะสะดวกสบายนัก หากขาดเหลืออะไรอย่าได้กลัวที่จะบอกกล่าวท่านแม่ หรือไม่ก็บอกซือเอ๋อร์ ซือเอ๋อร์จะได้เป็คนไปบอกท่านพ่อให้เองนะเ้าคะ ยังมี...”
“...”
“ท่านแม่เสียใจอย่างมากที่คว้าดวงใจของท่านพ่อไว้ ทำให้ท่านพ่อไม่สนใจไยดีแม่ใหญ่และท่าน ท่านแม่ฝากกล่าวขอโทษพวกท่านด้วย”
เมื่อเฟิ่งปิงได้ฟังคำกล่าวขอโทษไร้ความจริงใจซ้ำยังประชดแดกดัน...นางไม่เพียงไม่โกรธ ซ้ำยังลอบกลอกตาด้วยความสมเพช
เด็กสมควรจะเป็ผ้าขาวไม่ใช่หรือ แล้วเหตุใดเด็กคนนี้จึงเป็สีดำราวกับผ้าขี้ริ้วเล่า?
แต่เด็กยังไงก็ยังเป็แค่เด็กอยู่วันยังค่ำ นางร้ายวัยเยาว์ ช่างไร้เดียงสาเสียเหลือเกิน เด็กน้อยแบบนี้นางไม่ค่อยอยากจะเสียเวลาไปยุ่มย่ามด้วยเลย แต่หากไม่สั่งสอนให้มากเสียหน่อย ก็คงมาตามราวีนางไม่จบไม่สิ้น หากกล่าวอย่างผู้ดีแล้วไม่เข้าใจ ก็ต้องตำหนิกันแบบตรงไปตรงมา
...รวมถึงวาจาเช่นนี้จะยอมให้มารดามาได้ยินไม่ได้
“แล้วอย่างไร?”
“เอ๊ะ? ...เอ่อ...ก็ท่านพ่อไม่ปล่อยให้ท่านแม่ห่างกายเลย ท่านแม่จึงฝากข้าขอขมาแม่ใหญ่อย่างไรล่ะเ้าคะ”
หยางซือซือหน้าซีดลงเล็กน้อยยามเห็นสีหน้าของคนที่มีศักดิ์เป็พี่สาว แม้จะงดงามสะดุดตา แต่มันช่างเรียบเฉยนิ่งสงบจนน่าหวาดหวั่น ดวงตาคู่งามฉายชัดถึงความเ็า และเมื่อยามที่อีกฝ่ายเดินเข้ามาใกล้นางถึงกับเผลอก้าวถอยหลังโดยไม่ได้ตั้งใจ
...ทั้ง ๆ ที่ตัวนางควรจะมีอำนาจในมือไว้กดข่มอีกฝ่ายมากกว่าแท้ ๆ แล้วทำไมถึงไม่ได้เกรงกลัวเลยกัน?
“อือหึ ก็แล้วอย่างไรล่ะ”
“...”
“คว้าดวงใจท่านพ่อไว้แล้วอย่างไร จะขอโทษมารดาข้าแล้วอย่างไร คิดว่าดวงใจของพยัคฆ์ผู้ปกปักบัลลังก์ัคว้าไว้ได้ง่ายดายเช่นนั้นเชียว?”
“...”
“แต่ถ้าเ้ามั่นใจว่าเ้ากับแม่คว้าไว้ได้ก็คว้าไว้ให้มั่นล่ะ เพราะถ้าบอกว่าอย่างมารดาข้าที่งดงามอ่อนโยนประหนึ่งบุปผาท่านพ่อยังทิ้งขว้างได้ลง แล้วอย่างมารดาเ้าจะนับเป็อันใด ของเล่นฆ่าเวลายังไม่ได้เลยกระมัง”
“...ท่านแม่ของข้า-!”
ริมฝีปากเล็กที่ตั้งท่าจะพ่นวาจาไร้สาระถูกเฟิ่งปิงยกมือขึ้นบีบแก้มเล็กแน่น นิ้วมือเล็กของนางไม่ต่างอันใดจากคีมเหล็กที่แข็งแรง แม้ว่าซือซือจะพยายามดึงมันออกสักเพียงไรก็เปล่าประโยชน์ เด็กน้อยร้ายเดียงสาจึงได้แต่หน้าซีดตัวสั่น น้ำตาใกล้จะไหลอยู่รอมร่อ
“จุ๊ ๆ ข้าจะสอนอะไรเ้าสักเล็กน้อยนะ ว่าต่อให้ท่านพ่อโปรดปรานเ้าในเวลานี้ แต่ความโปรดปรานก็หมดไปได้ทุกเมื่อ มารดาเ้าก็แค่หญิงชาวบ้าน ไม่มีตระกูลหนุนหลัง ซ้ำยังไม่มีบุตรชายสักคน นี่คิดว่าท่านพ่อจะชมชอบเ้าไปได้นานสักแค่ไหนกัน?”
“...”
“กลับกัน ต่อให้บิดาไม่โปรดข้ากับท่านแม่แล้วอย่างไร ยังไงซะข้าก็ยังเป็บุตรีของฮูหยินใหญ่ มารดาข้าเป็บุตรีของจวนราชครู พี่ชายทั้งสองของข้าก็ต้องได้สืบบรรดาศักดิ์ต่อบิดา นี่แม้แต่เมิ่งกุ้ยเฟยยังอยากได้ข้าเป็ชายาขององค์ชาย ส่วนมารดาเ้าให้ตายก็เป็ได้แค่อนุ และเ้าเองก็ไม่ต่างกัน ไม่มีผู้ใด้ายกบุตรสาวอนุขึ้นเป็ภรรยาหรอกนะ”
“...”
“เมื่อไม่อาจหักหน้าข้าด้วยการร่ายรำที่มั่นใจได้ ทั้งยังเป็ฝ่ายเสียหน้าที่ข้าเก่งกาจกว่า ทำให้เ้าร้อนรนจนต้องมาเสียเวลาผายลมต่อหน้าข้าเชียวหรือ นี่เ้าคิดจริงหรือว่าเ้ามีอะไรที่เทียบข้าได้ ทั้งชาติกำเนิด รูปลักษณ์ และความสามารถ เ้าไม่มีสิ่งใดเทียบปลายเท้าข้าได้ด้วยซ้ำ”
“...”
“ห่านน้อยเช่นเ้ากับแม่ ชุบตัวอย่างไรก็ไม่มีวันกลายเป็หงส์ได้หรอก”
กล่าวจบเฟิ่งปิงก็สะบัดหน้าด้าน ๆ ของอีกฝ่ายทิ้ง มือเล็กหยิบผ้าเช็ดหน้าเช็ดมือก่อนจะโยนทิ้งพื้นราวกับไม่้าสิ่งของที่เปื้อนสิ่งสกปรก เรือนร่างงดงามหันหลังเดินกลับจวนของตัวเอง
“กรี๊ดดดดดดดดดดดดด!!!”
ทิ้งให้เด็กน้อยที่ทั้งโกรธและกลัวจนตัวสั่น ได้แต่กรีดร้องเป็บ้าเป็หลังเอาไว้อย่างนั้น
อย่างไรก็ตามเฟิ่งปิงนั้นกลับแค่นยิ้มมุมปากด้วยความสะใจ ไม่ได้รู้สึกผิดกับทุกความจริงที่ได้พูดไปแม้เพียงนิด
...ก็นะ อย่าได้เอานางไปเทียบกับนางเอกเลย หากเพื่อตัวเองแล้วนางเป็ได้ทุกบทบาท เพียงแค่เหยียบย่ำก้อนหินก้อนเล็กที่นางหาได้มองว่าเป็คนในครอบครัว เหตุใดนางจะเหยียบไม่ลงเล่า?
“ปิงเอ๋อร์ มานั่งนี่ก่อนมา”
“ท่านแม่ มีเื่อะไรหรือเ้าคะ”
นางนั่งลงเคียงข้างมารดา ไม่แสดงสีหน้าว่าพบเจอเื่ใดมา และไม่คิดบอกกล่าวมารดาให้ต้องเป็ทุกข์ยิ่งกว่าเดิม ด้านข้างสุ่ยหลิวก็เก็บกิริยามารยาทคอยดูแลนายหญิงเป็อย่างดี เพียงลอบสบตาก็รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้เล่าอะไรให้หงเหลียนฮวาฟัง ซึ่งก็นับว่าดีมาก
“งานฉลองวันพระราชสมภพของฝ่าาในคราวนี้ มีพระบรมาานุญาตให้พาบุตรหลานเข้าวังด้วย ดังนั้นแม้เวลานี้บิดาเ้าจะไม่สนใจไยดีเรา แต่ในฐานะฮูหยินเอกกับบุตรีคนโต อย่างไรเสียก็ต้องเข้าร่วม”
หงเหลียนฮวากล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย แต่ก็ปรับเป็ปกติได้ในเวลาเพียงชั่วพริบตา เวลานี้นางสมควรกลัวเื่อื่นมากกว่ามานั่งเสียใจกับเื่สามีมีเมียน้อยแล้ว
หย่งเลี่ยและหย่งสือเป็บุตรชายอย่างไรเสียบิดาก็ไม่มีวันทอดทิ้ง อีกทั้งบุตรชายทั้งคู่ของนางต่างก็มีความฝันและอนาคตอันรุ่งโรจน์รออยู่ เหลือก็แต่บุตรี..
...ในยุคนี้สตรีเพศไม่ได้รับการยอมรับแม้จะเก่งกาจเพียงใด ดังนั้นหากปิงเอ๋อร์ไร้วาสนาได้ครองคู่กับคนดี ๆ คนเป็แม่อย่างนางคงเสียใจจนวันตาย
“แต่ท่านแม่...หากท่านพ่อพาอนุกับธิดาคนใหม่ไป แต่ไม่...”
...ไม่พาพวกนางไป
เฟิ่งปิงรู้ว่าบิดานั้นยังคงรักพวกตน แต่ด้วยภาระหน้าที่ของเขาในเวลานี้ที่ถึงกับต้องรับอนุเข้าบ้านและแสร้งไม่สนใจภรรยาและบุตรสาว นางไม่อาจมั่นใจได้ว่าบิดาจะเล่นละครไปถึงขั้นไหน
จริงอยู่ว่าหยางเอ่อคังอาจจะต้องปวดใจกับการแสดงของตัวเอง แต่หงเหลียนฮวานั้นจะต้องเสียหน้าและตกเป็จำเลยสังคม ซึ่งมันร้ายแรงกว่ามาก
“เช่นนั้นไปในชื่อจวนราชครูก็ย่อมได้”
“...ท่านแม่ ไม่ไปก็ไม่เป็ไรหรอกเ้าค่ะ”
“งานเลี้ยงพระราชทานไม่ไปนอกจากจะเสียมารยาทต่อฝ่าาแล้ว ยังเป็การทำให้ตนเองเสื่อมเสียชื่อเสียงด้วย”
“...”
“ปิงเอ๋อร์ ฟังแม่นะ”
“...”
“แม่จะเป็อันใดไม่สำคัญ แต่แม่จะไม่ยอมให้เ้าเสื่อมเสียเป็อันขาด”
บุตรสาวที่แต่งออกไปแล้วก็เหมือนน้ำที่ถูกสาดออกจากบ้าน หากท่านแม่ยินยอมไปในชื่อสกุลเดิม ผู้คนจะลือว่าอย่างไร มันคงไม่ต่างกับแยกกันอยู่ทั้ง ๆ ที่ยังไม่หย่า ไม่ต่างกับประจานตนเองว่าสามีไม่สนใจ
แต่เมื่อเห็นมารดามุ่งมั่นเช่นนั้นเฟิ่งปิงก็ไม่คิดขัด
“...เช่นนั้นงานเลี้ยงจะเริ่มวันไหนหรือเ้าคะ?”
“อีกสามเดือนนับจากนี้ แม่จะให้คนมาวัดตัวเ้าเพื่อตัดเสื้อผ้าใหม่”
“สวยงามไปก็มากความ อาภรณ์ที่มีก็งดงามพิลาสล้ำอยู่แล้ว เหตุใดจึงต้องตัดใหม่ให้ลำบากด้วยเล่าเ้าคะ” นางแย้งด้วยเห็นว่าการเสียเวลาโดยใช่เหตุ
“สตรีเข้าวังสมควรเข้าด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ชุดใหม่ เป็การให้เกียรติสถานที่และเ้าของงาน เข้าใจหรือไม่?”
“แต่ท่านแม่...มันสิ้นเปลืองออกนะเ้าคะ”
ประเด็นคืออาภรณ์สั่งตัดเพื่อเข้าวัง ไม่อยากจะคิดว่าร้านค้าทั่วไปจะโก่งราคาไปเท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ ต่อให้มีเงินมากมายก็ใช้ว่าจะอยากละลายทิ้งเพื่อเสื้อผ้าชุดเดียวหรอกนะ ยิ่งในเวลานี้นางยังต้องแสร้งประหยัดเพื่อให้ดูเหมือนบิดาไม่ให้ความสำคัญด้วย
“สินเดิมแม่มีมากมาย ไม่ต้องห่วงหรอก”
“...ก็ได้เ้าค่ะ ข้าจะทำตามที่ท่านแม่สั่ง”
“ดีแล้ว เด็กดี แม้จะไม่มีบิดาเ้า แม่ก็จะไม่ยอมให้เ้าลำบากหรอก”
หงเหลียนฮวาให้สัตย์สาบานกับตนเอง ในขณะที่เฟิ่งปิงถอนหายใจเหนื่อยหน่าย รู้สึกถึงเค้าลางความวุ่นวายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้จากแต่ไกล เื่ในบ้านยังไม่ทันจะจบ เื่นอกบ้านก็เตรียมตั้งเค้ามาเสียกระชั้นชิด แต่ถึงกระนั้นในเวลาเช่นนี้...
“ท่านแม่... เช่นนั้นข้ามีร้านที่จะแนะนำให้ท่านลอง” นางยิ้มมุมปากสายตาวิบวับ
“หืม?”
“อาภรณ์และเครื่องประดับไงเ้าคะ ราคาประหยัดแต่ได้ของดีแน่นอน ท่านแม่เชื่อข้าสิ”
“...”
“ฮี่ ๆ งานเลี้ยงครั้งนี้ ทุกผู้คนจะต้องจับจ้องท่านและข้าแน่”
ถึงแม้จะพยายามอยู่คนเดียวในโลกใบเล็ก ๆ ของตนสักเท่าใด ถึงกระนั้นนางก็ยังคงถูกโชคชะตาและคนรอบตัวบังคับให้ต้องเต้นไปตามจังหวะของมัน ดังนั้น...
...หาทางสร้างชื่อและกอบโกยจากโชคชะตาเสียหน่อยจะเป็ไรไป?
--------
ไหน ใครอยากลองดี ถถถถถ