หยางฉินเทียนรักษาาแที่หน้าผากของหยางจินเป่าเรียบร้อยแล้วก็ให้เขากลับไปทำการสังเวยแมลงแห่งเต๋า
ชายผู้มีน้ำตานองหน้าเดินจากไปอย่างช้า ๆในมือกำหมัดแน่นจนมีเืซึมออกมา ไม่ว่าเขาจะเป็คนขี้เล่นแค่ไหนแต่ครั้งนี้หยางจินเป่าจริงจังที่สุดในชีวิต ในใจมีแต่ความมุ่งมั่นที่จะไม่ทำให้ลูกพี่ของตนผิดหวัง
“หลิงหลิง เ้าจะเอาแมลงแห่งเต๋าด้วยมั้ย”
“ข้าน้อยมิกล้า ข้าน้อยมิกล้า!” นางคุกเข่าราวกับให้การโอกาสนี้เป็ความผิดร้ายแรง เป็ไปได้ว่าสาวใช้ของตระกูลโม่ห้ามทำสิ่งที่ไม่ได้รับมอบหมายหรือห้ามฝึกวรยุทธ์โดยไม่ได้รับอนุญาต มิเช่นนั้นใครเล่าจะปฏิเสธโอกาสดี ๆ เช่นนี้
“ถ้าอย่างข้าจะขออนุญาตให้เ้าก่อนเ้าจะได้สบายใจ”
“ขอบคุณค่ะนายท่าน”น้ำเสียงของนางดีขึ้นราวกับได้ผ่านพ้นความเป็ความตายของชีวิต
ในโลกของผู้ฝึกยุทธ์ คนสามัญเป็เพียงมดปลวกที่จะฆ่าเมื่อไหร่ก็ได้หลิงหลิงไม่ใช่คนแซ่หยาง เพราะเหตุนี้กฎของหมู่บ้านจึงไม่ได้คุ้มครองชีวิตของนางความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยจึงอาจหมายถึงลมหายใจที่ดับวูบ หาก้าที่จะมีชีวิตนางจึงต้องตื่นตัวและพิจารณาอย่างรอบคอบอยู่ตลอดเวลา
หลังจากในห้องเหลือเพียงคนเดียว หยางฉินเทียนจึงเริ่มดึงพลังฟ้าดินมาสู่จุดตันเถียน
หนึ่งชั่วยาม...
สองชั่วยาม…
สามชั่วยาม...
เขาลืมตาขึ้นเพราะความหิวกระหายร่างกายของผู้ฝึกยุทธ์จำเป็ต้องรับอาหารเข้าสู่ร่างกายเพื่อยังระบบภายในให้เห็นปกติซึ่งบางครั้งมันก็ดูจะเสียเวลามิใช่น้อยเป็ไปได้ว่าร้านค้าตระกูลโม่อาจมียาบางตัวที่แก้ไขปัญหานี้ได้เสียดายที่เมื่อวานเขาก็รีบกลับจนไม่ทันได้สำรวจตรวจตราสินค้าในร้าน
หลิงหลิงเปิดประตูทันทีที่ได้ยินเสียงนางทำงานเป็คนรับใช้ของตระกูลโม่มาั้แ่เด็กจึงเข้าใจธรรมชาติของผู้ฝึกยุทธ์ดีหลังจากการฝึกฝนไประยะหนึ่งร่างกายจะรู้สึกหิวกระหายราวกับผ่านการวิ่งไปนับหมื่นลี้หากไม่ได้ยาที่ช่วยฟื้นฟูร่างกาย อาหารจะเป็สิ่งที่จำเป็ที่สุดใน่เวลานั้น เว้นแต่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับปราณาาขึ้นไปเท่านั้นที่ไม่ได้รับผลกระทบดังกล่าว
แม้ผู้ฝึกยุทธ์จะตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันแต่หยางฉินเทียนมีแก่นพลังธาตุไม้ซึ่งมีทักษะฟื้นฟูสภาพอยู่ร่างกายของเขาจึงไม่ได้รู้สึกอ่อนเพลียหลังจากการฝึกวรยุทธ์มากมายนัก
“ลูกพี่...”หยางจินเป่าสังเวยแมลงแห่งเต๋าจนหมดแล้วจึงเข้ามาหาหยางฉินเทียนพลังของเขาเพิ่มขึ้นจากเดิมและดูเหมือนจะบรรลุขั้นปฐมธาตุระดับ 3 ได้ในอีกไม่นาน
หยางจินเทียนตบบ่าหยางจินเป่าที่สีหน้ายังดูไม่เป็ตัวของตัวเองทุกอย่างดูเกร็งไปหมด สีหน้าจริงจังไม่เล่นเหมือนแต่ก่อนซึ่งความเคร่งเครียดมักไม่ได้เป็ผลดีเสมอไป
“เ้าไม่ได้เก่งขึ้นในวันสองวันนี้หรอกทำตัวตามปกติ ถ้าข้าจะเป็อะไรไปมันก็เป็ลิขิต์ เ้าอย่าได้กังวลไปเลยเพียงวันนี้เ้าทำเต็มที่ ที่เหลือก็ปล่อยมันไปตามธรรมชาติ”
สีหน้าแววตาของหยางจินเป่าค่อย ๆ ดีขึ้นเขาพยักหน้าเป็นัยว่าเข้าใจ มันเป็อย่างนั้นจริง ๆ แม้ว่าเขาจะปรารถนาเพียงใดเขาในปัจจุบันก็มิอาจจะปกป้องลูกพี่เขาได้ การจะเร่งฝึกอย่างเคร่งเครียดก็มิทำให้เร็วขึ้นมากมายฉะนั้น เขาควรทำตัวให้เป็ปกติ และทำในสิ่งที่ตนทำได้จะดีกว่า
“เ้ามาก็ดีแล้ว ข้าจะลองพลังของวิชาที่พึ่งฝึกสำเร็จมาขั้นหนึ่งเรามาแข่งกันว่าใครจะวิ่งไปถึงร้านค้าตระกูลโม่ก่อนกัน”
“ลูกพี่หาเื่อับอายเสียแล้วแก่นพลังของข้าเป็ธาตุลมซึ่งเน้นความเร็ว แม้ระดับพลังของข้าอยู่ที่ปฐมธาตุระดับ2 ซึ่งมากกว่าท่าน ไหนจะวิชาตัวเบาอีก เกรงว่าท่านจะไม่ทันข้า ฮิฮิ” เขาเริ่มเข้าสู่โหมดปกติความสลดเมื่อครู่ค่อย ๆ จางไป
“ไม่เป็ไร ข้าเพิ่งสำเร็จวิชามา จึงอยากจะทดสอบว่าความเร็วของข้าเพิ่มขึ้นมากแค่ไหน”ทั้งคู่เดินไปหยุดที่ซุ้มประตู หันหน้ามาสบตากัน “พร้อม...เริ่ม!”
หยางจินเป่าออกตัวอย่างรวดเร็วจนเกิดแรงลมกระจายออกมาราวกับไอพ่นแม้หยางฉินเทียนจะมีความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างถาวร แต่ความก้าวหน้าเพียงเท่านี้ยังไม่พอหยางจินเป่าเริ่มทิ้งห่างออกไปเรื่อย ๆ
30 ่ตัว....
50 ่ตัว....
100 ่ตัว....
“ไม่ได้การละ ข้าต้องทำอะไรสักอย่าง!”
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าเวลาหยุดนิ่ง รอบตัวกลับมืดมิด
บึบบับ! บึบบับ!บึบบับ!
หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นจนแทบจะะเิออกมาจากอกตัวอักษรสีทองปรากฏขึ้นในดวงจิต
“เคล็ดวิชาพื้นฐานของหลี่จิ้ง!?”
หยางฉินเทียนลองเดินพลังตามเคล็ดวิชาพลังเต๋าในจุดตันเถียนถูกขับออกไปที่ขาทั้งสองข้างพลังมหาศาลแผ่พุ่งออกมาจากฝ่าเท้าเวลากลับคืนสู่ปกติพร้อมกับฝีเท้าที่เร็วดุจสายฟ้า! เพียงไม่กี่อึดใจเขาก็วิ่งแซงหน้าหยางจินเป่าเป็ที่เรียบร้อย!
“เฮ้ย!?” หยางจินเป่าตาโตเมื่อรู้ว่าสิ่งพุ่งผ่านไปคือลูกพี่ของเขาหลายปีที่ทำงานในหอคัมภีร์ แท่งศิลาทุกแท่งผ่านการอ่านของเขามาหมดแล้ว แต่ไม่นึกเลยว่าจะมีวิชาใดที่สามารถเพิ่มความเร็วได้มากขนาดนี้ถ้าพิจารณาจากระดับพลังที่ต่างกันหนึ่งขั้น และธาตุลมที่มีความเร็วเหนือธาตุอื่นวิชานี้ถือว่าร้ายกาจ!
วืดดด
พลังเต๋าในจุดตันเถียนของหยางฉินเทียนเผาไหม้อย่างรวดเร็วเคล็ดวิชาของหลี่จิ้งดึงพลังออกไปเสริมความเร็วถึงขีดสุดใน่อึดใจ แต่พลังเต๋าของปฐมธาตุระดับน้อยเกินไปที่เสริมความเร็วได้นานกว่านี้
ตัวเขาไม่รู้หรอกว่ามีพลังมหาสมุทรไร้ก้นบึ้งซึ่งจะมีพลังเต๋ามากกว่าผู้บ่มเพาะในระดับเดียวกันและยังมากกว่าพลังเต๋าของหยางจินเป่าที่มีระดับสูงกว่าหนึ่งขั้น! แต่ทว่า...พลังเต๋าที่มากมายนั้นกลับถูกเผาผลาญไปอย่างรวดเร็วราวกับใช้วิชาระดับห้า แม้แต่ประมุขของตระกูลก็ไม่เคยวิชาระดับนี้มาก่อน ใครเล่าจะรู้ว่าวิชานี้จากแท่งศิลาที่บันทึกเคล็ดวิชาพื้นฐานของหลี่จิ้ง!
“ลูกพี่!!” หยางจินเป่าร้องด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกหยางฉินเทียนวิ่งผ่านไปแวบเดียวก็ล้มลง ร่างกายของเขาไถไปกับพื้นด้วยเร็วที่ค้างอยู่แผลถลอกเกิดขึ้นครู่หนึ่ง ร่องรอยนั้นจางหายไปใน่ที่หยางจินเป่ากำลังวิ่งเข้ามาเขาแบกลูกพี่ไร้สติขึ้นหลังแล้วรีบหน้ามุ่งหน้าไปที่ร้านตระกูลโม่
เหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ในสายตาของคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังนั่งมองมาจากโรงเตี๊ยมชั้นสอง
“พวกเ้าคิดว่าหยางฉินเทียนเป็ยังไง” ชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้นเขาถือไหสุราในมือแล้วกระดกดื่ม กลิ่นเหล้าคละคลุ้งไปทั่ว เขาผู้นี้เป็บุตรชายคนกลางของาุโลำดับห้านามของเขาคือ
หยางเชี่ยงชุนบุรุษไหสุรา น้ำชาไม่ประสงค์ บรรจงแต่น้ำเมา
“มันพึ่งถึงขั้นปฐมธาตุระดับหนึ่งเองไม่ใช่เหรอแม้มันจะจับแมลงได้มาก แต่ขยะก็คือขยะ ข้าเชื่อว่ามันต้องตกรอบแรกของการประลอง”ชายอีกคนหนึ่งแสดงทัศนะขณะที่มือทั้งสองข้างโอบหญิงสาวข้างละคน หญิงบำเรอหัวเราะคิกคักคอยป้อนอาหารและสุราเขาเป็บุตรคนโตของาุโอันดับหก มีนามว่าหยางเสี่ยวป้อบุรุษจ้าวสำราญ ถ้าพูดเื่ความเ้าชู้เขาไม่เป็รองใคร
“ข้าคิดว่าจะเปิดโต๊ะพนันชายผู้เตี้ยที่สุดกล่าวขึ้นหลังพ่นควันยาสูบฟุ้งไปในอากาศสถานะของชายผู้นี้ไม่แพ้สหายอีกสองคน เขาคือหยางไถ่โป๋ ผู้เป็บุตรชายของาุโลำดับเจ็ด“ในเมื่อมันได้รับความสนใจในขณะนี้ คงทำเงินให้ข้าได้ไม่น้อย”
ทั้งสามคนนี้เป็เพื่อนรักกันคนในหมู่บ้านมักเรียกพวกเขาว่า “สามสหายอบายมุข” แต่ในเมื่อเขามีเงินจ่ายใครจะกล้าขัด และด้วยสถานะที่เป็บุตรชายของาุโ แม้อยากจะนินทาก็ไม่กล้าพูดเสียงดัง
แม้ชายหนุ่มกลุ่มนี้จะมีชื่อเสียมากกว่าแต่พลังภายในก็ไม่ใช่กระจอก หยางไถ่โป๋และหยางเชี่ยงชุนมีพลังภายในระดับปฐมธาตุขั้น4 ส่วนหยางเสี่ยวป้อมัวแต่มั่วสุมสตรีจึงมีกำลังภายในระดับปฐมธาตุขั้น 3ซึ่งก็ไม่ได้ด้อยกว่ามากนัก
ในขณะที่สามสหายอบายมุขกำลังสนทนากันนั้นหยางจินเป่าแบกชายหนุ่มผู้ไม่ได้สติไปยังร้านค้าตระกูลโม่เพื่อขอความช่วยเหลือสีหน้าของหยางฉินเทียนซีดเซียวจนหยางจินเป่ากังวลเป็อย่างมาก เขาเร่งฝีเท้าอย่างไม่คิดชีวิต
“ลูกพี่!! ท่านต้องไม่เป็อะไรนะ!!”