“ข้าก็ทำของข้าได้เท่านี้ ท่านทำได้ดีกว่านี้ก็ไปทำเองเสียสิ!”
“ชิชะ! นังหนู! เ้ากลับไปกวนไส้เอาไว้เลย พรุ่งนี้ยามอิ๋น (03.00-04.59) ข้าจะไปทำแป้งแล้วจะอยู่นึ่งซาลาเปาให้จนเสร็จ ยามเหม่า (05.00-06.59) ให้เด็กๆ เอาออกไปขายได้เลยก็แล้วกัน!” หญิงชราชี้หน้าหญิงสาวที่ทำท่าแง่งอนใส่ตน
“ตกลงเ้าค่ะ! ข้ากลับแล้ว อีกเดี๋ยวจะให้เจียวจ้านเอาตะเกียงมาทิ้งไว้ให้ท่าน ตอนกลางคืนจะได้เดินไปได้สะดวก หรือท่านจะให้พวกเขามารับ”
“ไม่ต้อง! มีตะเกียงแล้วข้าย่อมเดินไปเองได้”
“เช่นนั้นก็เอาตามท่านว่า ข้าลาล่ะ!" หญิงสาวเดินฉับๆ เร่งฝีเท้าจากไปอย่างรวดเร็ว แม้แต่ซาลาเปาที่เหลืออยู่ในจานอีกสี่ลูกก็ไม่ทิ้งไว้ให้ยายเฉินดูต่างหน้า หากแต่ใบหน้างามปรากฏรอยยิ้มกว้างแอบขอโทษหญิงชราอยู่ในใจ
นางเฉินหอบหายใจถี่ด้วยความโมโห กอปรกับเมื่อครู่นางตะเบ็งเสียงแข่งกับฉู่หลิงอยู่นานสองนาน ครู่หนึ่งร่างเล็กก็ทรุดนั่งลงบนแคร่ไม้หน้าเรือน
“เหมือนจะมีอะไรบางอย่างไม่ถูกต้องอยู่หรือเปล่านะ" ท่านยายเฉินขมวดคิ้วมุ่นจนหัวคิ้วพันเป็เส้นเดียวกัน
“นางหญิงบ้า! หลอกข้าอีกแล้ว!” แม้จะทำท่าตีอกชกตัวคล้ายว่ากำลังโมโหอย่างหนัก แต่มุมปากของผู้ชราก็ยังแย้มยิ้ม สายตาก็อ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด
มีหรือที่นางเฉินจะไม่คิดเหมือนกับคนอื่นเขาคิดกัน เด็กในหอหงไถคนใดคนหนึ่งอาจจะเป็บุตรชายหญิงของบุตรชายที่เสียชีวิตไปแล้วของนางก็เป็ไปได้
เมื่อครั้งที่เจียวจู เจียวจ้าน ฝานเจิ้งและลี่ถัง พาเว่ยหลงมาให้นางรักษาอาการป่วยคราวก่อน นางมองเห็นคนนั้นก็จมูกเหมือนบุตรชาย อีกคนก็มีดวงตาเหมือนบุตรชาย พวกเด็กๆ ก็หน้าตาคล้ายกันไปหมด และแต่ละคนก็ดูเหมือนบุตรชายไปคนละเล็กละน้อยจนนางดูไม่ออกว่าคนไหนพอจะเป็หลานแท้ๆ ของตนได้หรือไม่
ในเมื่อแยกไม่ออก ยายเฉินก็เลือกที่จะมองว่าเด็กทุกคนล้วนเป็หลานของนางทั้งหมดไปก็สิ้นเื่ เห็นฉู่หลิงหญิงบ้าตั้งใจเลี้ยงดูเด็กๆ จากใจจริง หญิงชราจึงเต็มใจช่วยเหลือแต่ยังไว้เชิงอยู่ในที
ยามอิ๋น
ถึงยามอิ๋นตามเวลาที่นัดหมาย ฉู่หลิงก็มานั่งเตรียมไส้รอหญิงชราอยู่ก่อนแล้ว พอเห็นแสงไฟจากตะเกียงเคลื่อนใกล้เข้ามานางก็รีบออกไปรับท่านยายเฉิน
“ท่านเอาอะไรมาด้วยหรือเ้าคะ ที่นี่มีอุปกรณ์ทุกอย่างพร้อมแล้ว ไม่เห็นต้องลำบากเลย” หญิงสาวเห็นเพียงท่านยายเฉินมีตะกร้าสานคล้องแขนมาด้วย 1ใบ แต่้ามีผ้าผืนบางปกคลุมของที่อยู่ภายใน นางจึงยังไม่รู้ว่าท่านยายพกอุปกรณ์ส่วนตัวอะไรมาด้วย
“ของดีน่ะสิ” หญิงชราเปิดผ้าคลุมออกเผยให้เห็นสิ่งของเละๆ สีเหลืองที่ถูกบดละเอียดวางอยู่ภายใน
“มันเทศบด?” ฉู่หลิงไม่เข้าใจว่ายายเฉินเอามันเทศมาทำอะไร ในเมื่อตนตั้งใจจะทำซาลาเปาไส้ถั่วเขียว
“ฝีมืออ่อนด้อยอย่างเ้าจะไปรู้อะไร” หญิงชราเป็ฝ่ายเดินเชิดหน้านำทางฉู่หลิงด้วยท่าทีองอาจบ้าง แต่นำไปได้สองก้าวนางก็ต้องหยุดชะงัก
“ครัวไปทางใดเล่า เ้ามานำทางสิ” เมื่อครู่นางไม่ทันเห็นว่าฉู่หลิงเดินออกมาจากทางไหน คิดจะวางมาดเข้มต่อไปก็ทำไม่ได้เสียแล้ว
สตรีสองวัย ช่วยกันนวดแป้งโดยนางเฉินใช้มันเทศต้มสุกและบนจนละเอียดมาเป็ส่วนผสมในแป้งซาลาเปาด้วย ถึงเวลาที่หญิงชรากำลังจะเตรียมห่อไส้ให้ฉู่หลิงดูเป็ตัวอย่าง หลิ่วจี ไป๋ซินและเจินถง ก็ตื่นขึ้นมาดูท่านยายเฉินห่อซาลาเปาด้วย
“รีบตื่นขึ้นมาทำไม ครั้งแรกนี้เราคงจะทำออกมาได้ไม่กี่ลูกหรอก ข้ากับท่านยายเฉินสองคนช่วยกันพักเดียวเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว” ฉู่หลิงส่งยิ้มให้กับเด็กหญิงสามคนที่กุลีกุจอล้างหน้าล้างตามานั่งหน้าสลอนอยู่กับพวกนาง
หลิ่วจีตัวน้อยเอาใบหน้าไปถูกับแขนเสื้อของฉู่หลิงท่าทางเอาอกเอาใจ ส่วนเด็กหญิงอีกสองคนก็ทำเพียงส่งยิ้มหวานกลับคืนมา ให้ตายพวกนางก็จะไม่พูดออกมาเด็ดขาด ว่านางไม่ไว้ใจพี่สาวฉู่หลิงให้เป็ผู้ถ่ายทอดวิธีการห่อซาลาเปาจากท่านยายเฉินเพียงลำพัง!
เช้าวันนี้เด็กๆ ตื่นกันเร็วกว่าปกติเล็กน้อย เพราะทุกคนรู้กันั้แ่เมื่อวานว่าท่านยายเฉินจะมาช่วยพวกเขาทำซาลาเปา และยังท้่าทายว่าจะสามารถนำออกไปขายได้ทันทีอีกด้วย
“ท่านยาย” เด็กขายหญิงทยอยวิ่งออกมาจากห้องพักของตน เข้ามารุมล้อมหญิงชราเอาไว้
“นั่นใกล้จะเสร็จแล้วใช่ไหมขอรับ หลิ่วจี พวกเ้าออกมาดูก่อนใช่หรือไม่ พวกมันเป็อย่างไรหน้าตาเหมือนของที่พี่หลิงหลิงทำหรือเปล่า” ห่าวซวนทักทายหญิงชราเสร็จก็หันมาถามหลิ่วจีแทน
สายตาของเด็กๆ ลอบชำเลืองไปยังฉู่หลิงด้วยความเกรงใจ ซาลาเปาของพี่สาวอร่อยจริง เพียงแต่ลักษณะของมันแปลกประหลาดไปหน่อยก็เท่านั้น
“พวกเ้ารอดูกันเอาเองก็แล้วกัน” เด็กหญิงสามคนไม่ยอมเปิดเผย อยากให้พี่น้องได้เห็นกับตาตนเอง แต่สีหน้าและรอยยิ้มสดใสที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจนั้นก็ทำให้ทุกคนแทบจะอดใจรอไม่ไหว
“ข้าจะเป็คนออกไปขาย” เว่ยหลงชูมือขึ้นสูง พวกพี่ชายได้ออกไปซื้อของในเมืองแล้ว ตนซึ่งเป็เด็กก็สมควรได้เอาซาลาเปาออกไปขายหน้าหอหงไถบ้าง
“ข้าก็จะไปด้วย”
“ข้าด้วย/ข้าด้วย” เด็กชายแข่งกันชูมือให้ฉู่หลิงเลือก ไม่คิดจะรอดูผลงานบนเตาแล้วด้วยซ้ำ
“ใช้ได้แล้วล่ะ เปิดฝาออกมาเถิด” ยายเฉินคำนวณเวลาแล้วว่าซาลาเปาจะสุกดี เสียงของหญิงชราจึงได้หยุดเสียงดังเซ็งแซ่ของเด็กๆ เอาไว้ได้ชั่วคราว
ซาลาเปาสีเหลืองนวลทั่วกันทั้งลูก ส่งกลิ่นแป้งและกลิ่นมันเทศโชยออกมาจากเตาทันทีที่ฉู่หลิงเปิดฝาครอบออก ในคราวแรกเด็กส่วนใหญ่ก็หน้าเสียไปเล็กน้อยเช่นกัน ที่คิดว่าท่านยายเฉินก็ทำไส้ทะลักออกมาปนกับแป้งเข้าอีกคนแล้วหรือไร
แต่หลังจากที่ฉู่หลิงอธิบายว่าท่านยายใช้มันเทศมาผสมกับแป้ง จึงทำให้เนื้อซาลาเปามีสีเหลืองอ่อน ส่วนไส้ยังคงอยู่ด้านในเป็สัดเป็ส่วนเรียบร้อยดี พวกเขาจึงได้ส่งเสียงร้องดีใจกันออกมาได้
“อยากเห็นด้านในหรือไม่” หญิงสาวเอื้อมมือไปหยิบซาลาเปาออกมาหนึ่งลูก เตรียมจะบิให้เห็นด้านใน
“ไม่ต้องเ้าค่ะ พวกเราได้ชิมเมื่อวานตั้งหลายลูกแล้ว อย่าทำให้มันเสียหายเลย ทั้งหมดนี้เอาไปขายก่อนได้เงินมาแล้ววันหลังพวกเราค่อยกินใหม่ก็ได้” เจียวจูรีบห้ามปรามเอาไว้
“ตกลง เอาไปขายตอนนี้กำลังดีเลยทีเดียว"
ขนาดแป้งและไส้ถั่วเขียวเท่ากันกับการทำครั้งแรก นางและท่านยายเฉินเห็นตรงกันว่าควรจะห่อให้ลูกใหญ่ขึ้นจากที่ทำให้เด็กๆ ชิมเมื่อวานอีกสักหน่อย จึงผลิตซาลาเปามาได้ทั้งหมด 28 ลูกเท่านั้น
เสี่ยวผิงกับเถาหวาได้ยินสัญญาณว่าจะให้นำซาลาเปาออกไปขายได้ พวกนางก็หันไปหยิบตะกร้าปากกว้าง ใช้ผ้าสีขาวที่ซักจนสะอาดมารองไว้ด้านล่างส่งมาให้ฉู่หลิง
“ข้าใส่ไปตะกร้าละ 10 ลูก สองตะกร้า อีกตะกร้าหนึ่ง 8 ลูก พวกเ้า แบ่งกันเป็สามกลุ่มออกไปช่วยกันขายก็แล้วกัน”
จัดการทุกอย่างแล้วเสร็จ นางก็ส่งเด็กชายตัวน้อย 6 คนออกไปขายซาลาเปา โดยให้เด็กชายที่โตกว่าคอยยืนช่วยเหลืออยู่ไกลๆ ในเื่การนับเงิน ซึ่งพวกเขาพอจะนับเลขกันได้บ้างเพียงแต่ยังไม่คล่อง
“ท่านยายมื้อเช้าท่านอยู่กินกับพวกเราก่อนเถิดเ้าค่ะ กว่าจะเสร็จพวกที่ออกไปขายซาลาเปาก็คงจะกลับมาพอดี จะได้รู้ว่าขายดีหรือไม่ดี พรุ่งนี้จะเตรียมการอย่างไรกันต่อ” หญิงสาวชักชวนเสียงอ่อนเสียงหวาน
นางเฉินฟังจบนางไม่ได้ตอบรับในทันที แต่เลื่อนสายตาไปมองรอบบริเวณ ในครัวสะอาดสะอ้าน ถ้วยจานถูกจัดเรียงเป็ระเบียบ บนหลังตู้ก็ไม่มีฝุ่นจับ แม้แต่ขี้เถ้าในเตาพวกเขาก็จัดการได้สะอาดหมดจดไปทุกจุด
ภาพหอหงไถในความคิดของหญิงชราไม่ได้เป็อย่างนี้เลยแม้แต่นิด นางตั้งท่ารังเกียจว่าภายในหอหงไถคงจะมีแต่สิ่งสกปรกโสมม ภายหลังด้วยคิดเวทนาเด็กๆ จึงได้ลดทิฐิของตนเองลงมาได้บ้าง แต่พอมาเห็นภายในยามฟ้าสว่างเข้าจริงๆ หญิงชราก็แทบอยากจบตบปากที่เคยก่นด่าว่าหอหงไถเป็สถานที่ชั้นต่ำ
“อืม กินข้าวหลายคนก็คงจะสนุกดีไม่น้อย" นางเฉินตอบรับเสียงเบา นี่จะเป็ครั้งแรกในรอบหลายปีที่นางไม่ต้องกินอาหารเพียงลำพังคนเดียว