กุลแม่ของเอกสังเกตเห็นเขาและเพื่อนๆ กำลังทำหวานเย็นอยู่ ก็เข้ามาถามไถ่ด้วยน้ำเสียงเบิกบาน “ทำอะไรอยู่จ๊ะเด็กๆ”
“ทำหวานเย็นอยู่ครับแม่ อ๊ะนี่ครับแม่ ค่าอุปกรณ์” เอกยื่นเงินให้แม่ของเขายี่สิบบาท
“โห! มีส่วนของแม่ด้วย” เธอรับมาด้วยความเต็มใจเพราะเอกบอกว่าจะทำอีกเรื่อยๆ จึงจำเป็ต้องเก็บไว้จ่ายค่าน้ำค่าไฟ
“แล้วส่วนของลูกล่ะ?” แม่ลองเชิงถาม ยังไงเธอก็ไม่เอาเงินของลูกที่หามาเองอยู่แล้ว
“เอ่อ...” เอกไม่รู้จะตอบยังไงดีเพราะเขาเอาไม่อยากให้แม่เพราะมันมีน้อย เขาอยากจะหาให้ได้มากกว่านี้ “รอก่อนนะครับ จากนี้ไปผมจำเป็ต้องใช้เงินส่วนนี้อยู่..”
“แม่ล้อเล่นจ๊ะ มาๆ แม่ช่วยทำ”
การที่แม่กุลช่วยทำเลยทำให้ทุกอย่างเสร็จเร็วขึ้นมาก ทั้งหมดใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงเลยด้วยซ้ำ ต่างจากครั้งแรกเป็ชั่วโมง
ด้วยการที่เพิ่มจำนวนวัตถุดิบ ผลผลิตจึงเยอะตาม วันนี้ได้มาทั้งหมดร้อยหกสิบถุง ถ้าขายหมดก็น่าจะได้กำไรเยอะพอสมควร
เอกค่อยๆ เพิ่มจำนวนการผลิตก็เพื่อที่จะวิเคราะห์ดูว่าลูกค้ามีกำลังซื้อเท่าไหร่ เพราะเขาอยากจะทราบจำนวนที่แน่นอน จะได้วางแผนในอนาคตถูก
เขาหวังเป็อย่างมากว่าจะได้ทราบจำนวนที่ลงตัวไวๆ ก่อนที่จะมีคู่แข่งเข้ามา เพราะถึงยังไงธุรกิจที่ทำง่ายแบบนี้ อีกไม่นานก็ต้องมีคู่แข่งอย่างแน่นอน อย่างน้อยเขารู้ข้อมูลก่อนก็อาจได้เปรียบเล็กน้อย
ส่วนวิธีการรับมือกับคู่แข่งเอกก็คิดไว้แล้ว เขามั่นใจมากว่าถึงจะไม่ขายดีเหมือนเดิม แต่ก็ยังคงทำกำไรไว้เท่าเดิมหรือมากกว่าอยู่ดี...
ขณะเดียวกันที่เด็กๆ กำลังพากันเก็บอุปกรณ์ จู่ๆ แม่กุลก็ถามขึ้น “แม่ว่ามันขาดอะไรบางอย่างนะ?”
“ใช่ครับ! ผมตั้งใจจะให้เป็แบบนี้เอง” เอกตอบกลับทันทีเพราะรู้สิ่งที่แม่กุลกำลังจะกล่าว
“โห! ค่อยเพิ่มส่วนที่ขาดไปเวลามีคู่แข่งสินะ! แล้วจะทำยังไงเมื่อสินค้าคู่แข่งสมบูรณ์แบบกว่าของเรา?” แม่รับรู้ได้อย่างรวดเร็วทั้งยังถามกลับ
“เอ่อ...ผมลืมคิดเื่นี้ไปเลย” เอกคอตก เขาไม่ได้คิดส่วนนี้จริงๆ
“เอาแบบนี้สิ พรุ่งนี้แม่กับพ่อจะเข้าเมืองไปทำธุระลูกจะไปกับเราหรือเปล่า เผื่อลูกอยากจะได้ของที่้า”
“ไปครับ! ผมไปแน่นอน! แม่ครับผมอยากเปิดบัญชีผมทุบกระปุกออมสินไปเปิดได้ไหมครับ ผมกลัวโจรขึ้นบ้านแล้วขโมยเงินของผมไป บ้านของเรายิ่งติดถนน ตอนกลางคืนนี่เปลี่ยวมากเลย ผมกลัว..”
แม่กุลครุ่นคิดสักพักก่อนจะตอบตกลง “ได้สิ แม่ก็จะไปที่ธนาคารเหมือนกัน”
“ครับว่าแต่ไปกันกี่โมงครับ” เอกถามกลับเพราะตอนเช้าเขามีอะไรต้องทำเยอะแยะเลย
“เห็นตาสวน(คนขับสามล้อ)บอกว่าทุกคนรวมตัวกันแปดโมง น่าจะไปตลาดแปดโมงเช้าแหละ” แม่กุลครุ่นคิดแล้วค่อยๆ ตอบ
การเข้าเมืองแต่ละทีช่างยากลำบากสำหรับคนที่ไม่มีรถเช่นครอบครัวของเอก ต้องรอเช่าเหมาลำสามล้อเข้าเมือง หรือไม่ก็รวมตัวกันกับพวกชาวบ้าน
ซึ่งข้อหลังนั้น ไม่ค่อยสะดวกสบายสักเท่าไหร่ เพราะต้องนั่งเบียดเสียดกันเกือบยี่สิบกิโล กว่าจะเดินถึงในเมือง
เอกพยักหน้ารับรู้ แล้วบอกให้เพื่อนๆ กลับบ้านไป จากนั้นเขาก็ขึ้นห้องไปทุบลูกหมูที่เขาเก็บออมมาั้แ่เด็กๆ ..
'เสียใจด้วยนะเ้าหมูน้อยที่วันนี้ฉันต้องทำร้ายแก..'
ต้องขอบคุณแม่ของเขาที่เข้ามาช่วยนับเงินด้วย ทุกอย่างจึงผ่านพ้นไปโดยรวดเร็ว
เงินทั้งหมดที่เอกมีตอนนี้คือ3,326บาท ถือเป็เงินที่เยอะมากทีเดียวสำหรับเด็กวัย12-13ขวบ หลังจากนับเสร็จเอกตั้งใจเก็บไว้326บาท ที่เหลือเอาไปเข้าธนาคาร
..
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วในที่สุดก็ถึง่เช้าของอีกวัน เอกตื่นหกโมงเช้าเหมือนเดิม จากนั้นเขาก็ลุกออกจากที่นอนไปวิ่งออกกำลังกายทันที
ในตอนนี้พ่อแม่เริ่มชินกับสิ่งที่เอกทำแล้ว จึงไม่ค่อยแปลกใจเท่าไร กว่าเขาจะทำธุระทุกอย่างเสร็จ ก็ปาไปเกือบแปดโมงเช้า
จากนั้นพ่อแม่ลูกสามคนก็เดินไปที่บ้านของตาสวน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านเขานัก เพื่อที่จะเดินทางไปในเมืองโดยรถสามล้อ
น่าเสียดายที่บ้านของเอกไม่มีรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์เลย ก็บ้านของเขาฐานะไม่ค่อยดีนี่นะ แถมพ่อกับแม่เองก็ไม่อยากซื้อให้ มองว่ามันสิ้นเปลือง
พวกท่านน่าจะคิดว่าเอาเงินส่งลูกเรียนยังดีกว่าซื้อรถ ชีวิตของลูกๆ หลังจากเรียนจบจะได้สบายๆ
ซึ่งในอนาคตเื่นี้นั้นก็ไม่เป็จริงเสมอไป...
ถ้าครอบครัวไม่จำเป็ต้องใช้เงินจริงๆ พวกท่านจะไม่ควักเงินออกมาซื้ออะไรง่ายๆ หรอกจากที่เขารู้มา
บางคนอาจคิดว่าโง่ที่มีเงินแล้วไม่ใช้ แต่คุณคาดการณ์อนาคตได้เหรอว่าอะไรจะเกิดขึ้น? มีเงินเก็บในบัญชียังไงก็สบายใจกว่าไม่มีเงินอยู่ดีนั่นแหละ
ซึ่งเอกรู้ข้อนี้ดีที่สุด เพราะเขาเคยประสบเื่ราวที่คล้ายกันมาแล้ว...
...
จากหมู่บ้านของเอกไปจนถึงในเมืองนั้นระยะทางเกือบยี่กิโลเมตร ใช้เวลานานมากกว่าจะไปถึง ก็คนเข้าเมืองค่อนข้างเยอะคนขับรถก็เลยขับช้าๆ เพราะกลัวเกิดอุบัติเหตุ
เอกและพ่อแม่ตรงไปที่ธนาคารก่อนเลย เพราะกลัวขโมยกับโจรอย่างมาก ก็เอกพกเงินมาเยอะ อีกหนึ่งเหตุผลคือพวกท่านจำเป็ต้องโอนเงินให้บริษัทวัสดุก่อสร้างโดยเร็ว
เสร็จจากการโอนเงินแล้วพวกท่านก็ค่อยมาเปิดบัญชีให้เอก แน่นอนว่าเอกไม่ทำบัตรเอทีเอ็มอยู่แล้ว และพ่อกับแม่ก็ตั้งใจแบบนั้นด้วย
หลังจากนั้นทั้งสามคนก็เดินไปที่ตลาดไปซื้ออาหารและของใช้ที่จำเป็ ส่วนเอกก็ไปซื้อส่วนผสมของหวานเย็น และซื้อยีสต์ขนมปังติดมาด้วย
ถามว่าเอกซื้อยีสต์ขนมปังมาทำไม? เอามาทำขนมปังเหรอ?
เปล่าหรอกเอกเขาซื้อมาทำไวน์อย่างง่ายต่างหาก เขาตั้งใจว่ามีเวลาว่างและวัตถุดิบพร้อมเมื่อไหร่ค่อยทำ...
พ่อแม่ก็ไม่ได้ซื้ออะไรมาก แค่ของใช้จำเป็ภายในบ้านแล้วก็เนื้อหมูไว้สำหรับทำอาหาร
“พ่อผมอยากกินลำไย” เอกทำตาปริบๆ มองไปทางพ่อเพื่ออ้อนวอนขอ
“มีเงินก็ซื้อเองสิ!” พ่อไม่แม้จะหันมามองเพราะรู้ทัน
“แม่..” หันมาอ้อนแม่ต่อ
“แม่! อย่าไปหลง..”
“แหมๆ ได้สิลูก” พ่อพูดไม่ทันจบแม่ตอบตกลงไปแล้ว พ่อได้แต่คิดในใจ ‘ลูกไม้เยอะนักนะเ้าลูกเวร.. หน็อย!!’ เอกหันไปเยาะเย้ยพ่อรอบหนึ่งอย่างลับๆ โดยที่แม่ไม่ทันสังเกตเห็น
พ่อคิดจะเอาคืน เลยพูดขึ้นอย่างรวดเร็วว่า “อย่าพึ่งกินล่ะ รอกินพร้อมกันกับพี่น้ำ!”
แน่นอนเอกไม่หลงกลหรอก “ผมตั้งใจแบบนั้นอยู่แล้ว!”
แม่เดินเข้ามาลูบหัว “ดีแล้วๆ พี่น้องมีอะไรก็แบ่งๆ กัน”
“ครับ” เอกเชื่อฟังคำแม่อย่างว่าง่าย แต่ถ้าหากพ่อบอกแบบแม่ เอกก็จะหันมาถามแม่อยู่ดีว่าทำไม? แล้วก็ตอบตกลงอย่างเชื่อฟัง กวนพ่อไปอีกดอก ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า
กว่าสามพ่อแม่ลูกจะกลับถึงบ้านก็เกือบจะบ่ายโมง เมื่อถึงบ้านทำเอาเอกนี่รีบวิ่งไปที่ห้องครัวโดยไม่สนใจลำไยเลย เพราะระหว่างทางกระเพาะเอกร้องเสียงดังอย่างกับโทรโข่ง
เป็เพราะเขาไม่ได้กินอาหารเช้า! ทำเอาพ่อกลั้นขำยกใหญ่ หน็อยฝากไว้ก่อนเถอะตาแก่!
ดีนะที่พี่น้ำทำไข่เจียวเอาไว้ ไม่งั้นเขาต้องรอแม่ทำอาหารอีกนานเป็แน่กว่าจะได้กิน
ถามว่าทำไมเขาไม่ทำเองเลยละ?
นั่นสิเอาเป็รอบหน้าละกัน ตอนนี้ขอรับประทานไข่เจียวให้หายหิวก่อน...