องุ่นยืนจ้องมองร่างไร้ิญญาของตัวเองด้วยแววตาสั่นระริกหยาดน้ำใสเอ่อคลอล้นขอบตาบวมช้ำ ไหลลงมาเปื้อนแก้มแดงั์ตานั้นมีทั้งความผิดหวัง ความเสียใจและโล่งใจในคราวเดียวกันอย่างน้อยเธอก็ได้ตามไปอยู่กับพ่อและแม่สักที
ในความเสียใจนั้นคือเธอยืนมองการกระทำของป้าและลุงเขย กำลังวิ่งเข้าไปกอบโกยทุกอย่างของเธอที่พอมีค่าหรือขายได้ ไม่แม้แต่จะหันไปสนใจร่างไร้ิญญาของหลานสาวที่นอนหมดสติเืไหลเจิ่งนอง จากฝีมือของทั้งคู่แม้ว่าเธอจะเสียใจผิดหวังยังไงทั้งสองคนก็ไม่อาจรับรู้หรือไม่ก็ไม่ได้สนใจ
องุ่นมองพวกเขาใช้เวลาในการเก็บข้าวของของเธอออกไปเป็เวลาชั่วโมงกว่าๆก่อนจะเดินวกกลับมาที่ร่างของเธอ นางจันทร์เอามือไปแตะหญิงสาวผู้เป็หลานกลับพบว่าร่างนั้นเนื้อตัวเย็นเฉียบ ทำเอาผู้เป็ป้าร่างสั้นสะท้านด้วยความกลัวเพื่อความแน่ใจของตนเองจึงยื่นนิ้วไปตรงจมูก ก็ต้องใจนล้มพับนั่งมือไม้สั่นอย่างควบคุมไม่อยู่
“ปะ…เป็ไปไม่ได้ฉันไม่ได้ฆ่ามัน ไม่ได้ฆ่านะ ฉันไม่ได้ทำ ไม่จริง” หญิงสาววัยกลางคนพึมพำออกมาราวกับคนเสียสติจนผู้เป็สามีต้องรีบวิ่งเข้ามาหาด้วยความใ เมื่อเห็นท่าทางของผู้เป็ภรรยา
“อีจันทร์ เป็อะไรของเอ็งวะ”นายชัยถามออกไปด้วยความมึนงง
เมื่อได้ยินเสียงของสามีอยู่ด้านข้างไม่รอช้าเธอก็พุ่งเข้าไปกอดแขนแน่น เนื้อตัวสั่นระริกอย่างคนขลาดกลัวก่อนจะชี้มือชี้ไม้ไปยังร่างของหลานสาวที่นอนเือาบอยู่ใกล้ๆ “พี่…พี่ชัยอีองุ่นมันตายแล้ว” พูดจบเธอก็ร่ำไห้ ลนลาน หวาดกลัว ราวกับคนคลุ้มคลั่ง
“เพ้อเจ้อน่า มันจะตายได้ยังไงเืที่ไหลก็แค่หัวแตกนิดๆ หน่อยๆ นั่นแหละ จะคิดมากไปทำไมวะ” นายชัยได้แต่ส่ายหัวให้ภรรยาอย่างคุณไม่เชื่อ
องุ่นได้ยินที่ลุงเขยพูดขึ้นมาก็มีน้ำโหจึงก่นด่าทันที“หัวแตกนิดเดียวบ้านแกสิ เืท่วมขนาดนี้ ใช้สมองหรือใช้หัวแม่ตีนคิดเนี่ยพูดออกมาได้ แบบนี้มันต้องเจอดีสักที” ด้วยความขุ่นเคืององุ่นจึงเดินเข้าไปใกล้ก่อนจะยื่นมือออกไปกระชากหัวลุงเขยสุดแรง
“โอ้ย!!”นายใช่รู้สึกถึงแรงกระชากบนหัว ด้วยความเจ็บจึงร้องออกมาเสียงดังแล้วหันไปตวาดภรรยา “อีจันทร์มึงจะกระชากหัวกูทำไมห๊ะ! มันเจ็บรู้ไหม”
นางจันทร์ได้ยินสามีก่นด่าตนเองก็ยิ่งงงเข้าไปใหญ่ เธอยังไม่ได้ทำอะไรเลย จึงปฏิเสธไปอย่างไว “ปะ…เปล่านะพี่ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ ละ…แล้วนี่เห็นไหม มือยังเกาะแขนพี่อยู่เลยฉันจะไปกระชากหัวได้ยังไง” พูดจบทั้งสองหันมามองหน้ากันโดยไม่ได้นัดหมายขนแขนขาตั้งชัน ก่อนจะะโออกมาเสียงดังลั่น
“ผะ…ผีหลอกกกกก!!”ไม่ต้องรอให้ใครบอก ต่างคนก็ต่างวิ่งหนีกันหัวกระเซอะกระเซิงนายชัยวิ่งไปล้มไปแม้กระทั่งรองเท้าคู่ใจที่หวงนักหวงหนาตกหล่นก็ไม่สนใจเมื่อลุกขึ้นได้อีกครั้งก็วิ่งหน้าตั้งออกไป ทิ้งภรรยาไว้เื้ัโดยไม่สนใจสิ่งใด
ทางด้านนางจันทร์ก็ไม่น้อยหน้าลุกขึ้นได้ก็หลับหูหลับตาวิ่งออกไปทันทีทว่าวิ่งได้ไม่นานก็สะดุดชายผ้าถุงตัวเอง จนล้มหน้าทิ่มลงไปในบ่อโคลนปากก็ร้องโวยวายะโลั่นว่าโดนผีหลอก พยายามตะเกียกตะกายขึ้นมาจากโคลนเพียงไม่นานก็ขึ้นมาสำเร็จ แล้ววิ่งหน้าตั้งออกไปด้วยกางเกงชั้นในตัวเดียวโดยทิ้งผ้าถุงผืนสวยไว้ในบ่อโคลนอย่างไม่คิดเสียดาย
“เป็ไงล่ะ สมน้ำหน้า”พูดจบก็นั่งมองภาพตรงหน้าด้วยความสะใจ ก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดังลั่นอย่างน้อยก่อนตายเธอก็ไม่ได้โศกเศร้าเสียใจมากนัก
เมื่อทั้งสองจากไปความเงียบโรยตัวเข้ามาปกคลุมอีกครั้ง เธอนั่งมองทุกอย่างบริเวณรอบๆเพื่อบันทึกไว้ในความทรงจำ จวบจนรุ่งอรุณวันใหม่มาเยือน ร่างโปร่งแสงของเธอค่อยๆสลายจางหายไป ความรู้สึกที่เธอได้รับนั้น อบอุ่น จิตใจสงบราวกับว่าเธอนั้นได้ปลดบ่วงพันธนาการทุกอย่างลงไม่หลงเหลือสิ่งใดให้เธอได้ห่วงหาหรืออาลัยอาวรณ์ไม่นานเธอก็หลุดออกจากห้วงความคิด เมื่อมีเสียงชายชราดังแทรกเข้ามา
“พร้อมหรือยังนังหนู”
องุ่นหันไปตามเสียงก็พบว่ามีชายชราอายุประมาณหกถึงเจ็ดสิบปียืนลูบหนวดเคราสีขาวที่ยาวเฟื้อยอยู่ด้านหน้าอย่างสงบมองเธอด้วยความอ่อนโยนเมื่อมองและพิจารณาคนตรงหน้ากลับพบว่า ใช่คนนี้แต่งกายด้วยชุดจีนยุคสมัยโบราณแต่งกายด้วยชุดสีขาวเรียบง่ายแปลกตา แต่กลับดูสง่างามและสูงส่งผมสีขาวยาวพริ้วไหวตามลม ั์ตาสีน้ำตาลอ่อน มือถือพัดสีขาวอมฟ้าลายด้านในเป็รูปภูผาสวยงาม
องุ่นสังเกตุดูรอบด้านกลับพบว่าสถานที่นี้ดูงดงามแปลกตาสว่างไสว เมื่อสำรวจจนพอใจก็รีบเอ่ยถามคนตรงหน้า “ที่นี่ที่ไหนเหรอคะแล้วที่ว่าพร้อมหรือยังหมายถึงอะไร”เธอมองคนตรงหน้าด้วยเบอร์ตาเต็มไปด้วยความสงสัย ‘คนคนนี้มาแปลกๆมิจฉาชีพหรือเปล่าเนี่ย’
ชายชราเหมือนรับรู้ความคิดของเด็กสาวจึงทำออกมาเล็กน้อยก่อนพูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่น“ข้าหาใช่คนประเภทนั้น ที่เ้ากำลังคิดอยู่หรอกนะนางหนูเอ้ย”
ได้ฟังคำตอบจากคนตรงหน้าทำเอาเธอสะดุ้งใจหายแวบ‘อุ้ย! รู้ตัวด้วยแหะว่าคิดอะไรอยู่’ จึงได้ยกมือไหว้แล้วกล่าวขอโทษออกไปอย่างสำนึกผิด“ขอโทษค่ะ หนูไม่ได้ตั้งใจ แค่คิดเฉยๆ เอง ก็คนมันสงสัยนี่”พูดจบก็ส่งยิ้มหวานไปให้
“ช่างเถอะ ข้าหาได้ถือสาไม่”พร้อมโบกสะบัดมือแล้วยื่นไปยังด้านหน้าของเด็กสาว “จงเลือกแล้วหยิบออกมา”
องุ่นมองหินห้าสีด้วยตาเป็ประกายเห็นหินพวกนั้นแล้วรู้สึกถูกชะตายังไงก็ไม่รู้จึงยื่นมือไปหยิบออกมาเป็จำนวนสามลูก ทำเอาชายชราอุทานออกมาเสียงดัง “เพ้ย! นี่นางหนูไยเ้าหยิบออกมาตั้งสามลูกเล่าเหตุใดจึงไม่หยิบออกมาเพียงแค่ลูกเดียว” ทำเอาชายชราถึงกับกุมขมับ
“อ้าว ก็ท่านไม่ได้บอกนี่คะ ว่าต้องหยิบกี่ลูก”
“ไหนเอามาให้ข้าดูซิว่าเ้าหยิบสีได้ไปบ้าง” องุ่นไม่รอช้าแบมือเผยให้เห็นลูกหินที่เธอหยิบไปมีทั้งสีเขียว สีดำและสีฟ้า ทำเอาเขาล้มตึงลงไปนั่งอย่างหมดแรง “ไอหยานี่ข้าทำอะไรลงไป เฮ้อ…ข้าผิดเองที่ไม่ได้บอกเ้าให้หมดก่อนจะหยิบไป” ชายชราเอ่ยออกมาด้วยความปลงตก
เธอเห็นท่าทางของคนตรงหน้าแล้วอดรู้สึกผิดไม่ได้ “เอ่อ…ท่านตา เอาคืนไปก็ได้นะคะ เพื่อความสบายใจของท่านด้วย”
“เอาไปเถอะอย่างน้อยเ้าก็ได้เลือกไปแล้ว ถือเสียว่าเป็ของขวัญจากข้าก็แล้วกัน”
ได้ยินชายชราตรงหน้าพูดขึ้นมาทำเอาเธอน้ำตาคลอ“ขอบคุณคุณตามาก ๆ ค่ะ”
“ถึงเวลาแล้ว ขอให้เ้าโชคดี”พูดจบก็สะบัดฝ่ามือทำให้ร่างโปร่งแสงจางหาย องุ่นมีความรู้สึกอยู่ ๆร่างกายก็เหมือนจะถูกดูดพร้อมสติดับหายไป
องุ่นค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งหันไปมองสิ่งรอบข้างก็ต้องแปลกใจ นี่เธอตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงยังหายใจอยู่ท่านตาคนนั้นส่งเธอมาอยู่ที่ไหนกัน สถานที่พวกนี้ก็แปลกตาช่างไม่คุ้นเคยเอาซะเลยทว่าความคิดเ่าั้เป็อันต้องหยุดชะงัก เมื่อความทรงจำต่าง ๆที่เธอไม่รู้จักของเด็กสาวคนหนึ่งไหลทะลักเข้ามาในหัว ภาพแปลกๆพวกนั้นทับซ้อนเข้ามาเป็ฉากๆ ทำให้องุ่นรู้ว่าเด็กหญิงแต่งตัวซอมซ่อคนนี้มีชื่ออวี้จื่อลู่ อายุสิบหนาว มีพี่ชายอีกสองคน คนโตนั้นมีนามว่า อวี้เหิงเยว่อายุสิบสามหนาว และคนรองชื่อ อวี้เฉิงรุ่ย อายุสิบเอ็ดหนาวส่วนบิดามารดาได้เสียชีวิตไปั้แ่เมื่อสองปีก่อน เมื่อไม่มีบิดามารดาคอยปกป้องสามพี่น้องอวี้จึงโดนลุงและป้าสะใภ้ขับไล่และขับออกจากตระกูลจากนั้นก็พาพวกเขาทั้งสามไปทิ้งไว้ยังบ้านเดิมของมารดา และที่นั่นก็คือหมู่บ้านม่านหมอก
สาเหตุที่องุ่นเข้ามาอยู่ในร่างของเด็กคนนี้ก็เพราะอวี้จื่อลู่เดินเข้าไปยังบริเวณป่าชั้นนอกเพื่อหาผักและผลไม้ป่าให้พี่ชายทั้งสองได้กินอย่างเช่นทุกครั้งที่เข้ามาแต่ก็โชคร้ายนักเมื่อนางเจอเข้ากับหมีที่ออกมาจากป่าชั้นในจึงโดนหมีทำร้ายอาการสาหัส เมื่อเห็นความทรงจำของร่างนี้องุ่นก็ไม่รู้ว่าจะขำหรือสงสารเด็กตรงหน้าดีจึงได้แต่ส่ายหัวไปมา“มีอย่างที่ไหนหนีหมีขึ้นต้นไม้ ใครสั่งใครสอนกัน”
เธอทำได้แค่ถอนหายใจทิ้ง หันมองไปรอบ ๆทำให้รู้ว่าได้ล่วงเข้าสู่วันใหม่พลางก้มหน้าสำรวจเนื้อตัวตนเองว่ามีาแตรงที่ใดบ้างปรากฏว่าาแทุกอย่างได้หายสนิท เหลือทิ้งไว้แค่รอยเปื้อนเืตรงชุดที่ใส่ จึงเดินไปบริเวณใกล้ๆเพื่อหาผลไม้ป่ากิน เมื่อท้องน้อย ๆ เริ่มส่งเสียงประท้วงทว่าสายตาของเธอปะทะเข้ากับผลไม้ลูกเล็กสีแดง จึงอุทานออกมาด้วยความดีใจ“นะ…นี่มันสตอร์เบอร์รี่ป่า” เธอมองผลไม้ตรงหน้าด้วยแววตาเป็ประกายเก็บความตื่นเต้นดีใจไว้ไม่มิด
ไม่รอช้าเธอเดินพุ่งเข้าไปเก็บกินด้วยความสุข“อืม หวานนิดเปรี้ยวหน่อย ถึงจะลูกเล็กไปนิดก็เถอะ”เมื่อกินจนหนำใจแล้วจึงหันมองซ้ายขวา ก็ไปเจอเข้ากับใบไม้ใบใหญ่ รีบเอามาทำกระทงแล้วเก็บสตอร์เบอร์รี่ป่าใส่ไว้เพื่อนำกลับไปให้พี่ชายทั้งสองได้กิน
องุ่นเดินออกมาได้สักพักก็พบว่าด้านหน้ามีไก่ป่าอยู่หลายตัวพลันนึกถึงกับดักไก่ป่าง่ายๆ ในโลกก่อนด้วยแววตาซุกซนใช้เวลาประมาณสามชั่วโมงก็ได้ไก่ป่ามาถึงสองตัวก่อนกลับก็ไม่ลืมที่จะทำกับดักทิ้งไว้พร้อมจัดแจงมัดไก่ทั้งสองตัวให้แน่นแล้วนำขึ้นมาพาดบ่า จากนั้นจึงเดินลัดเลาะกลับทางเก่าหากถามว่ารู้ทางออกได้อย่างไร คำตอบก็คือความทรงจำของร่างก่อนนั่นเององุ่นออกมาจากป่าใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมง ก็เดินมาถึงชายป่าก่อนหยุดทบทวนและทำใจยอมรับความจริงที่ต้องเผชิญต่อจากนี้
“เอาล่ะพร้อมแล้วต่อจากนี้เธอคืออวี้จื่อลู่” เมื่อเรียกความมั่นใจให้ตนเองได้แล้วจากนั้นก็เดินออกจากป่ากลับพบว่าพี่ชายทั้งสองของนางยืนรออยู่ตรงหน้าลานบ้านอย่างกระวนกระวาย
อวี้เหิงเยว่และอวี้เฉิงรุ่ยเห็นว่าน้องสาวของตนเองเดินออกมาจากป่าจึงะโเรียกเสียงดังลั่น“จื่อเอ๋อร์!!”
ได้ยินเสียงพี่ชายทั้งสองะโเรียกชื่อนางดังสนั่นก็พาลใมือไม้อ่อน “ตายละหว่า! แกล้งเป็ลมดีกว่า”
คร่อกกก!!