อาหารคาวหวานที่สองพี่น้องสกุลเยี่ยเตรียมมาล้วนแต่เลิศรสและประณีตบรรจง วางเรียงรายเต็มโต๊ะจนไม่รู้จะเริ่มกินจานไหนก่อนดี
“พี่สะใภ้ ดื่มน้ำแกงไก่สักหน่อยนะขอรับ”เยี่ยเจี้ยนฮ่าวยื่นน้ำแกงชามเล็กมาให้ เจิ้งเหยียนรับมาเป่าก่อนยื่นให้อันจื่อเทาอีกที เด็กน้อยทั้งสองที่มองดูด้วยความสงสัยในคราแรกกระจ่างแจ้งแล้วหันไปซุบซิบกันเสียงเบา
“ลิ้นพี่สะใภ้เป็นร้อนในหรือเจ้าคะ เหตุใดพี่ใหญ่ต้องเป่าให้ก่อน”เยี่ยไป๋หลิงป้องปากถามตาใสขยับหันใบหูเข้าหาพี่ชายบ้าง
“ชายชาตรีต้องดูแลถนุถนอมภรรยาเช่นนี้ หากเจ้าถึงวัยมีสามีต้องหาแบบพี่ใหญ่ถึงจะมีความสุข”เจี้ยนฮ่าวกล่าวชื่นชมน้ำเสียงจริงจังพาให้อาหลิงน้อยพลอยขึงขังไปด้วย
“เจ้าค่ะ อาหลิงเข้าใจแล้ว พี่ใหญ่คือยอดชายชาตรีหากอาหลิงมีสามีต้องหาแบบพี่ใหญ่แน่นอน”เจี้ยนฮ่าวมักชื่นชมพี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ให้เด็กน้อยฟังอยู่บ่อยครั้ง ทำให้เยี่ยไป๋หลิงพลอยชื่นชมคนทั้งสองไปด้วย คราที่เจี้ยนฮ่าวขอมาหาพี่สาวพี่ชายเด็กน้อยตื่นเต้นมากร้องขอจะตามมาด้วยให้ได้ ช่วยขอร้องฮูหยินผู้เฒ่าอยู่นานนางถึงยอมให้เขาหยุดเรียนสามวันกลับมาอยู่กับพี่สาวพี่ชาย
เจี้ยนฮ่าวชมนาง เด็กน้อยกระตือรือร้นคีบนั้นนี่กินยังเผื่อแผ่ไปให้ทุกคนในโต๊ะ คีบถึงบ้างตกก่อนบ้างพาให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารคึกคักขึ้นมา สองคนที่เป็นหัวข้อสนทนาทำเป็นไม่ได้ยินรับกับที่เด็กน้อยคีบให้เข้าปากด้วยท่าทางอร่อยเกินจริง อาหลิงน้อยหัวเราะคิกคักขยับตะเกียบไม่หยุดกินข้าวหมดไปสองชามจนพุงป่อง เจี้ยนฮ่าวห่วงน้องจึงพาออกไปเดินย่อยข้างนอก
ผู่เยว่เห็นก็ลุกวิ่งตามเจิ้งเหยียนวางตะเกียบตามออกไปอีกคน ต่อแถวกันไปราวกับขบวนรถไฟ อันจื่อเทามองตามเหล่าพี่น้องด้วยความขบขัน นั่งกินกับข้าวที่เหลือกอีกสักพักก็เรียกเลี่ยงชิงมาเก็บโต๊ะ
บ่าวน้อยเห็นสีหน้าเจ้านายค่อนข้างซีดขาวเลยชงชามะลิมาให้ อันจื่อเทายกจิบเห็นว่าเข้าทีก็ยกดื่มจนหมดทำเอาอิ่มจนแน่นท้องไปหมดเลยต้องนั่งนิ่งๆรออาหารย่อยสักพัก
บนโต๊ะถูกเก็บกวาดจนสะอาด เลี่ยงชิงถามผู้เป็นนายต้องการสิ่งใดอีกไหม อันจื่อเทาส่ายหน้าปฏิเสธบ่าวน้อยกับบ่าวอีกคนจึงช่วยกันยกจานชามเปล่าออกไปสวนทางกับเจิ้งเหยียนที่ยกชามยาเข้ามา
กลิ่นสมุนไพรเข้มข้นโชยมาก่อนแล้ว อันจื่อเทาเบ้หน้ามองถ้วยชาที่ว่างเปล่าแล้วนึกเสียดาย รู้อย่างนี้น่าจะเหลือไว้ล้างปากสักหน่อย
“ที่รักดื่มยาสักหน่อยจะได้สบายตัว”เจิ้งเหยียนยิ้มขำยื่นถ้วยยาไปให้ “ระวังร้อน”
“อืม”อันจื่อเทาตีหน้าขรึมรับมาเป่าเล็กน้อยแต่ยังไม่ยกดื่ม ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อหยิบผ้าผูกผมยื่นให้เจิ้งเหยียน“มัดผมให้หน่อย”
เจิ้งเหยียนรับผ้ามาคาบไว้ระหว่างริมฝีปากมือสางผมให้คนรักแล้วเกล้ามัดให้อย่างบรรจง
อันจื่อเทาเป่ายาในชามต่ออีกสักพักพอให้ไม่ลวกปากแล้วกลั้นใจกระดกดื่มทีเดียว ความขมปร่ากระจายไปทั่วโพลงปากกลืนลงไปแล้วยังขมติดลิ้มไม่หาย ลอบแหวะในใจก่อนเงยหน้ามองเจิ้งเหยียนที่กำลังขมวดผ้าผูกผมทบสุดท้าย บอกออกไปตามตรง“ขม”
เจิ้งเหยียนเชยคางอันจื่อเทา ก้มหน้าลงแนบริมฝีปากจุมพิตก่อนสอดแทรกเรียวลิ้นกวาดต้อนไปทั่วทั้งโพลงปากพาให้ความขมก่อนหน้าหายไปทีละน้อยแทนที่ด้วยความหวานติดปลายลิ้นเมื่ออีกฝ่ายผละออก
เจิ้งเหยียนไม่ได้กลับไปนั่งตามเดิมแต่เลือกเท้าแขนกับเก้าอี้ของอันจื่อเทา คล้ายกำลังโอบกอดคนจากด้านหลังเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มละมุน“ยังขมอยู่ไหม”
อันจื่อเทาพิงศีรษะกับแผ่นอกคนด้านหลังแลบลิ้นเลียริมฝีปากเล็กน้อยแล้วส่ายหน้า "หวานมากเลย
การกระทำเล็กน้อยพาให้คนมองลำคอแห้งผาก เจิ้งเหยียนไม่รู้จะหัวเราะหรือร่ำไห้ดีได้แต่ทดไว้ในใจก้มลงกดจุมพิตบนหน้าผากเนียนเกลี้ยงเกลา“ไว้คืนนี้สามีจะทายาให้”
“อืม”
หลังจากเก็บกวาดชามยากันเสร็จสองสามีภรรยาออกไปหาเด็กๆที่หน้าเรือน อันจื่อเทาหยิบคัมภีร์ตรีอักษร*ติดมือมาด้วยเพื่อทดสอบเจี้ยนฮ่าวตามที่เคยกล่าวไว้
“ท่านย่าให้ข้าท่องตำราจนจะพ่นตัวอักษรออกมาได้อยู่แล้ว กว่าจะเอาชีวิตรอดมาได้…พี่สะใภ้ไว้ชีวิตข้าเถอะ”เจี้ยนฮ่าวโอดครวญแทบจะถลาเข้าไปกอดขาอ้อนวอน
“แค่แบบเรียนเบื้องต้นเจ้าจะโอดครวญให้ได้อะไรขึ้นมา”อันจื่อเทายังคงสีหน้าเรียบเฉยนั่งลงเปิดตำราอย่างไร้ความเห็นอกเห็นใจ “เอาล่ะ หากจำอักษรได้สามในสิบส่วนข้าจะเป็นคู่ซ้อมมือให้เจ้าเป็นอย่างไร?”
คนฟังกระตือรือร้นราวกับผักเหี่ยวเฉาได้น้ำ เจี้ยนฮ่าวไม่รู้ฝีมือแท้จริงของพี่สะใภ้แต่จากข่าวลือที่ได้ยินมาคาดว่ามีฝีมือพอควร เขาคันไม้คันมืออยากลองวิชาพอดีจึงตอบตกลงโดยไม่เสียเวลาคิด ถือโอกาสนี้ยื่นข้อเสนอเล็กๆน้อยๆพอให้ชีวิตในวันหยุดสามวันสนุกสุดเหวี่ยงให้สมกับไม่ได้เล่นสนุกมาร่วมเดือน
“พี่สะใภ้ การประลองย่อมต้องมีเดิมพัน”เจี้ยนฮ่าวกระแอมไอวางภูมิราวกับจอมยุทธน้อย “เอาอย่างนี้ดีไหม หากข้าชนะสามวันนี้ท่านห้ามเอาตำราพวกนี้มาใกล้ข้าแล้วพาพวกเราออกไปเที่ยวเล่น”
“เย้ๆ เที่ยวเล่น”เยี่ยไป๋หลิงได้ยินว่าเที่ยวเล่นก็กระโดดโลดเต้นใหญ่ อันจื่อเทามองแล้วทั้งขำขันทั้งอยากร่ำไห้ ยังไม่ทันทดสอบเจ้าตัวแสบก็หาสิ่งเดิมพันไว้แล้ว
“หากเจ้าแพ้ล่ะ?”เจี้ยนฮ่าวชะงักขบคิดครู่หนึ่ง เยี่ยไป๋หลิงร้องเชียร์เจี๊ยวจ๊าวอยู่ข้างๆคล้ายไปกระตุ้นบางอย่างให้คนพี่ฮึกเหิมขึ้นมา
“แล้วแต่พี่สะใภ้เห็นสมควร ให้ข้าทำสิ่งใดจะไม่อิดออดสักคำ”
“อืม”อันจื่อเทาไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เอนพิงคนข้างกายใช้ร่างแข็งแกร่งประหนึ่งหินผาของอีกฝ่ายต่างพนักพิงเปิดตำราไปยังหน้าที่ต้องการ
เจี้ยนฮ่าวกลืนน้ำลายนั่งขัดสมาธิบนพื้นรอด้วยใจตุ้มๆต่อมๆ แต่พอได้ยินอักษรชุดแรกก็หัวเราะร่าตอบไปด้วยความมั่นใจเต็มที่
อันจื่อเทาเริ่มจากชุดอักษรพื้นฐานที่ใช้บ่อยครั้งใต่ระดับไปจนถึงอักษรทางการแต่ก็ไม่ยากจนเกินไป กระนั้นเจี้ยนฮ่าวก็ยังมึนงงตอบผิดๆถูกๆอยู่ดี
“อืม"การทดสอบกินเวลาไปร่วมหนึ่งชั่วยามกับร้อยตัวอักษรสิ้นสุดลง อันจื่อเทาปิดตำราด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง “ไม่ธรรมดาอย่างที่ฮูหยินผู้เฒ่าว่าจริงๆ”
เยี่ยไป๋หลิงได้ยินพี่สะใภ้ชมพี่รองของตนก็กระโดดโลดเต้นชมเจี้ยนฮ่าวตามไปหลายคำ เจิ้งเหยียนกลั้นขำไม่ไหวหัวเราะออกมาอย่างไม่เกรงใจ
“เกอเกอ!”ถูกน้องชายตัวดีถลึงตาใส่เจิ้งเหยียนถือโอกาสซุกหน้าลงกับแผ่นหลังภรรยาสองแขนโอบรอบเอวบางกลั้นขำอย่างไม่จริงจังนัก
“เอานี่ไปอ่านทวนดู พรุ่งนี้จะทดสอบเจ้าอีกรอบ”เจี้ยนฮ่าวรับตำราทั้งน้ำตาไหล่ลู่คอตกดูน่าสงสารไม่น้อย แต่อันจื่อเทาไม่สงสารตอกย้ำไปอีกประโยค “หากพรุ่งนี้ยังไม่ได้อีกวันหยุดสามวันคงต้องเสียเปล่าแล้ว”
“…..”
“ได้ยินว่าอาฮ่าวนั่งท่องตำราทั้งบ่ายเลย”เจิ้งเหยียนยกชามยาเข้ามาปิดประตูลงดาลเรียบร้อยก็เดินไปหาอันจื่อเทาที่กำลังสางผมยาวหลังจากซับจนแห้งแล้ว ยื่นยาให้แล้วแย่งหวีหยกในมืออีกฝ่ายมาสางผมให้แทน
อันจื่อเทารับชามยามาตอบรับในลำคอขณะเป่ายาพอหายร้อนก่อนกระดกดื่มรวดเดียวเช่นเดิม “ชามสุดท้ายกระมังข้าไม่เจ็บที่ใดแล้ว”
“ขมหรือไม่”เจิ้งเหยียนวางหวีไว้บนโต๊ะข้างเตียงเอื้อมหยิบผลไม้เชื่อมใส่ปาก
“ขม”ขาดคำใบหน้าทั้งสองก็โน้มเข้าหากัน เจิ้งเหยียนใช้ปลายลิ้นดันผลไม้เชื่อมเข้าไปในปากอันจื่อเทาก่อนเก็บกลับมาแต่ไม่ได้ผละออกรออีกคนเคี้ยวแล้วกลืนลงท้องปลายลิ้นจึงสอดแทรกเข้าไปอีกครั้งแตะสัมผัสกับเรียวลิ้นฉ่ำชื้นที่รออยู่ก่อนแล้ว ลำคอถูกอันจื่อเทาโอบไว้ก่อนดึงรั้งลงมาให้ริมฝีปากแนบติดกันมากขึ้นบดจูบกลับด้วยความเร่าร้อนไม่ต่างกัน
แสงเทียนในห้องพริ้วไหวส่องสะท้อนสองร่างที่กอดก่ายกันกระทบผนังเกิดเป็นเงาหยาบโลน หางตาอันจื่อเทาฉ่ำชื้นมองเงาสะท้อนแล้วใบหูแดงเถือกลามไปจนถึงลำคอ ค่อยๆละมือจากลำคอแกร่งเปลี่ยนมาดันหน้าอกอีกฝ่ายผละออกมาหอบหายใจ
เจิ้งเหยียนหันไปดับเทียนปลดม่านเตียงลงแล้วดันคนเข้าชิดด้านในโถมเข้าจุมพิตอย่างเร้าร้อน ยกแขนอันจื่อเทาโอบลำคอตนก่อนถูกอีกฝ่ายนำพาให้ทาบทับอยู่เหนือร่าง เจิ้งเหยียนแยกสองขาอีกฝ่ายออกแล้วแทรกสอดกายเข้าไปแนบส่วนแข็งแกร่งเข้าเสียดสีกับสิ่งเดียวกัน อันจื่อเทาสะท้านวูบไปทั้งร่างสองแขนที่โอบรั้งอีกฝ่ายสั่นระริก ลำแขนแกร่งโอบร่างในอ้อมแขนด้วยมือข้างเดียวอีกข้างค้ำยันพื้นเตียงไว้ ละริมฝีปากผละจากเลื่อนไปกระซิบติดใบหู
“ไม่เจ็บแล้วใช่หรือไม่”
น้ำเสียงทุ่มต่ำแหบพร่าช่างเร้าอารมณ์ยิ่งนัก ขนบนร่างอันจื่อเทาลุกชันขึ้นพร้อมกันเมื่อเรียวลิ้นชื้นตวัดเลียใบหูก่อนชำแรกเข้าไปด้านในชักเข้าออกอย่างหยอกล้อ ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านกอดลำคอเจิ้งเหยียนไว้แน่นยกเอวขึ้นสูงตามสัญชาตญาณตอบกลับไม่เต็มเสียงนัก
“อืม ไม่เจ็บแล้ว”ท้องน้อยราวกับมีผีเสื้อนับร้อยนับพันบินวนปั่นป่วน สติเริ่มไม่แจ่มชัดขึ้นทุกขณะม่านสายตาถูกบดบังด้วยไอหมอกเลือนลางน้ำตาหยดหนึ่งไหลออกมาถูกเจิ้งเหยียนแลบลิ้นเลียออกไป
ร่างกายบดเบียดเข้าหากัน อาภรณ์ตัวในเนื้อบางเบาหลุดรุ่ยถูกเจิ้งเหยียนกระชากออกโยนไปคนละทิศทาง เสียงหอบหายใจเร่งร้อนขึ้นเสียงน้ำดังชัดเจน เสียงร่างกายเสียดสีดังถี่รัว ม่านเตียงสั่นไหวสลับเสียงเตียงลั่นเอียดอาดกว่าสองชั่วยามถึงสงบลง
เช้าวันต่อมาเจี้ยนฮ่าวมาเคาะประตูตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง อันจื่อเทาส่งเสียงอืมอาในลำคอมุดเข้าในอ้อมอกคนข้างกายไม่สนใจสิ่งใดอีก เจิ้งเหยียนโอบร่างในอ้อมแขนลูบศีรษะไปมาพลางส่งเสียงบอกคนด้านนอกให้ไปเตรียมมื้อเช้ารอ
“ให้ข้าไปทำมื้อเช้าที่ท่องมาทั้งคืนก็ลืมหมดพอดี”เจี้ยนฮ่าวโวยวายไม่ยอมไปเคาะประตูเร่งอีก “เกอเกอปลุกพี่สะใภ้รีบมาทดสอบเร็วเข้า!”
มองคนในอ้อมแขนเห็นคิ้วเรียวงามขมวดยุ่งเเล้วไม่รู้จะหัวเราะหรือร่ำไห้ดี เจิ้งเหยียนขยับเปลี่ยนท่าเล็กน้อยโอบประคองศีรษะปิดหูทั้งสองข้างของคนหลับกอดภรรยานอนต่อไม่กล่าวสิ่งใดอีก ปล่อยน้องชายเต้นเร้าๆอยู่ข้างนอกคนเดียวไป
หนึ่งชั่วยามให้หลังทั้งสองเดินออกมาพร้อมกัน อันจื่อเทาที่เสียพลังงานไปไม่น้อยกินมื้อเช้าพร้อมของหวานไปหลายชามจากนั้นออกไปทดสอบเจี้ยนฮ่าวด้วยอักษรชุดเดียวกับเมื่อวาน เจี้ยนฮ่าวที่ท่องมาทั้งคืนทดสอบผ่านได้อย่างสวยงาม
“พี่รองเก่งกาจไร้เทียมทาน!”เยี่ยไป๋หลิงกระโดดโลดเต้น เสียงเราะใสกังวานพาให้รอบกายแจ่มใสไปด้วย อันจื่อเทายิ้มบางลูบศีรษะเด็กน้อยด้วยความเอ็นดู ก่อนหันไปมองเจี้ยนฮ่าวยืดกล้ามเนื้อเตรียมตัวอย่างกระตือรือร้น
“ยังเจ็บอยู่ไหม”เจิ้งเหยียนโอบเอวจากด้านหลังกระซิบถามเสียงเบา อันจื่อเทาส่ายหน้ายกมือลูบศีรษะคนรักสองทีแล้วกอดอกเอนกายพิงไปด้านหลังมองหนึ่งเด็กหนึ่งผู้ใหญ่หัวเราะคิกคักนวดแขนนวดไหล่ให้กัน
สองฝ่ายเตรียมพร้อมเสร็จก็ถึงเวลาประลอง เจิ้งเหยียนใช้ไม้วาดวงกลมวงใหญ่บนพื้น สองพี่สะใภ้น้องสามีอยู่กึ่งกลางวงกลมหันหน้าเข้าหากัน เมื่อได้ยินสัญญาณต่างคนต่างออกกระบวนท่าเข้าปะทะกันอย่างไม่มีใครยอมใคร กระบวนท่าของเจี้ยนฮ่าวเน้นบุกโจมตีต่อเนื่องไล่ต้อนฝ่ายตรงข้ามให้ถอยรน หนักหน่วงทุกท่วงท่าไม่เปิดช่องว่างให้ตีโต้กลับ อันจื่อเทาตั้งรับทุกกระบวนท่าพลางสังเกตและวิเคราะห์อีกฝ่ายไปด้วย
เจี้ยนฮ่าวแรงกายเหลือล้นท่วงท่าแม่นยำมือเท้าหนักหน่วง ติดจะใจร้อนไปหน่อยทำให้มีเผยช่องว่างบ้าง แต่ก็เล็กน้อยเท่านั้น นับว่าไม่เลวเลยทีเดียวท่านแม่ทัพผู้เฒ่าช่างสอนกระบวนท่าต่อยตีได้เหมาะสมกับคนใช้ยิ่งนัก
อันจื่อเทาอาศัยช่องว่างเล็กน้อยนี้ตีโต้กลับรวบรัดในกระบวนท่าเดียวแล้วกดเจี้ยนฮ่าวลงกับพื้นเป็นอันรู้ผล
“โอ้ยๆๆๆๆพี่สะใภ้เจ็บๆๆๆ”เจี้ยนฮ่าวโวยวายทุบกำปั้นลงพื้นรัวๆฝุ่นดินตลบเข้าปากเข้าจมูกจนเจ้าตัวไอไม่หยุด อันจื่อเทาลุกขึ้นถอยห่างไปสองก้าวมองเจี้ยนฮ่าวลุกนั่งใบหน้าบึ้งตึงเปื้อนฝุ่นมองมาทางเขาก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เหตุใดท่านเก่งขนาดนี้เล่า”
“ลงสนามจริง”การฝึกฝนที่ผ่านมาของอันจื่อเทานับว่าฝึกจากประสบการณ์จริงทั้งนั้น ไม่อาจเลาะแหละหรือประมาทได้สักเสี่ยววินาที ในสนามจริงไม่มีใครออมมือหรือคิดถึงมิตรภาพพลาดพลั้งคือเจ็บจริงตายจริง
เจี้ยนฮ่าวคิดตามนึกได้ว่าพี่สะใภ้ของเขาเคยขัดเกลาฝีมือในสนามรบมาแล้ว พ่ายแพ้ให้นับว่ายอมรับได้ หมายมั่นไว้ในใจกลับไปต้องฝึกซ้อมให้มากๆ มีท่านปู่ท่านพ่อเป็นแม่ทัพพี่ชายก็เก่งกาจปานนั้นสักวันเขาต้องได้ลงสนามจริงขลัดเกลาฝีมือให้เก่งกล้าขึ้นไปอีกได้แน่นอน
“เอาล่ะ รู้ผลแล้ว เดิมพันล่ะว่าไง”เจิ้งเหยียนแทรกขึ้นมาอย่างนึกสนุก อยากรู้จริงเชียวภรรยาคนดีของเขาจะจัดการยังไงต่อ
เจี้ยนฮ่าวได้ยินว่าเดิมพันก็หน้าซีดเผือดบอกลาวันหยุดที่สู้อุตส่าห์ได้มาอย่างยากลำบากด้วยความชอกช้ำในใจ เยี่ยไป่หลิงรู้ว่าพี่รองของตนแพ้แล้วคงไม่ได้ไปเที่ยวแน่เลยก็เดินคอตกเข้าไปนั่งตักด้วยสีหน้าระทมทุกข์
อันจื่อเทาปรายตามองด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก ไม่สงสารและไม่เห็นใจ “กลับไปก็ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน”
“ทราบแล้ว”เจี้ยนฮ่าวตอบเสียงอ่อยลอบสะกิดน้องสาว อาหลิงน้อยเงยหน้าบีบน้ำตาถามเสียงเบาหวิวราวกับจะร่ำไห้
“พี่รอง เราจะไม่ได้ไปเที่ยวแล้วหรือ”
“ไม่ได้ไปแล้ว”อันจื่อเทาตอบแทนไม่เปิดโอกาสให้สองพี่น้องเล่นบทโศกหวังให้เขาใจอ่อนยอมอ่อนข้อให้ต่อ “จะพาไปใช้งานที่โรงฝึกของพี่เจ้า ยังต่อเติมไม่เสร็จขาดคนพอดี”
“โรงฝึก? ทำเสร็จแล้วหรือ”เจี้ยนฮ่าวเคยได้ยินท่านพ่อพูดถึงตอนไปกินข้าวกับเขาที่จวนท่านปู่ บอกว่าพี่ชายจะสร้างโรงฝึกวรยุทธขอคำชี้แนะกับท่านปู่ตั้งหลายอย่าง ท่านปู่ยังบอกจะช่วยจัดการอะไรนี่แหละให้ ตั้งแต่ตอนนั้นผ่านมากี่วันเอง เสร็จแล้วหรือไวปานนี้เชียว
“ท่านพ่อของเจ้าช่วยเหลือทั้งในที่แจ้งที่ลับจะไม่เสร็จเร็วได้ไง”อันจื่อเทาตอบพลางยื่นมือไปหาเยี่ยไป๋หลิง เด็กน้อยพอได้ยินว่าจะพาไปไหนก็ลุกขึ้นอย่างไว้จับมือพี่สะใภ้แน่นเอ่ยเร่งเสียงใส
“ไปกันๆ”
เจิ้งเหยียนไปบอกให้คนเตรียมรถม้า เจี้ยนฮ่าววิ่งกลับเรือนใหญ่บอกคนเตรียมอาหารกลางวันให้ เลยไปบอกบิดาตัวเองด้วย ท่านแม่ทัพได้ยินก็สนใจขอตามไปด้วย ซั่งกวนติงกับอันเทาถังที่มาหารือเห็นว่าท่านแม่ทัพไปก็ขอตามไปด้วยอีกคน กลายเป็นว่ารถม้าขนาดกลางถูกจับจ้องด้วยบุรุษตัวไม่เล็กถึงสี่คนกับเด็กน้อยอีกหนึ่งนั่งตักบิดาตาแป๋วแออัดกันในรถม้าคันเดียว เจิ้งเหยียนกับอันจื่อเทาจึงอาสาบังคับรถม้าพาไปยังจุดหมายโดยไม่รบกวนคนขับรถม้าประจำจวนแม่ทัพ
คัมภีร์ตรีอักษร แบบเรียนพื้นฐานสำหรับอ่านเบื้องต้น
********************