ฉู่อวี้ลองอยู่สองสามครั้ง ก็ไม่สามารถเปิดประตูบานนั้นได้อย่างใจหวัง กำลังเตรียมจะจากไป ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงเปิดประตู
เขาเหลือบตามอง เห็นคนในประตูแต่กลับมองเห็นนางไม่ชัดนัก เหมือนเช่นการพบหน้ากันครั้งที่แล้ว
เขาเคยเจอหญิงสาวปิดบังใบหน้าผู้นี้ จึงกระจ่างว่านางคือใคร
ชั่วขณะที่สบตากัน พวกเขาทั้งคู่ต่างไม่ใ ต่างรักษาท่าทีสงบ
“คุณชายฉู่ พวกเราพบกันอีกแล้ว”
ฉู่อวี้ผงกศีรษะ ตามองผ่านนางไปยังตัวเรือนที่ถูกทิ้งร้างด้านหลัง
“ที่นี่คือ…จวนเซียวหรือ”
“เป็เรือนร้างของครอบครัวข้า” เหมยเซียวเหรินแปลกใจ “คุณชายฉู่มาที่นี่ได้อย่างไรเ้าคะ”
“วันนี้มิใช่คนในตัวเมืองล้วนมาร่วมสนุกที่จวนเซียวหรอกหรือ”
“แต่ข้าเห็นว่าคุณชายฉู่ไม่เหมือนกับคนที่ชอบความสนุกเลย” เหมยเซียวเหรินสงสัย นางไม่เพียงสงสัยในตัวเขา แต่ยิ่งสงสัยจุดประสงค์ที่เขาวันนี้ ดังนั้นจึงถอยจากด้านข้างประตูหนึ่งก้าว ผายมือกล่าวว่า “ผู้มาเยือนก็คือแขก เชิญคุณชายฉู่เ้าค่ะ”
ฉู่อวี้กลับไม่รีบร้อนตอบรับคำเชิญนาง หยุดยืนอยู่ที่เดิมไม่ไหวติง ถามนางว่า “ข้ากับแม่นางได้พบกันโดยบังเอิญ เคยเจอหน้ากันเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แม่นางไม่รู้ว่าข้าเป็คนดีหรือคนเลวก็ให้ข้าเข้าจวนเลยเช่นนั้นหรือ”
“ง่ายมาก” เหมยเซียวเหรินลดสายตามองพัดกลมที่อยู่ในมือ นิ้วเรียวดุจลำเทียนััลายปัก้า “หากฉู่จื่อเฟิงพูดว่าเป็คนเลว ย่อมต้องเป็คนดีแน่นอน”
“น่าสนใจนัก” ฉู่อวี้ยิ้มมุมปากก้าวเท้าเดินเข้าสู่ตัวเรือน
เหมยเซียวเหรินทิ้งระยะห่างสองสามก้าว เดินอยู่ด้านหลังของฉู่อวี้ ยามก่อนนางเป็นายอำเภอ ฉู่อวี้ปฏิเสธที่จะเปิดเผยตัวตน เช่นนั้น ยามนี้เขาจะยอมเผยความจริงหรือไม่นะ
ไม่ลองแล้วจะรู้ได้อย่างไร
เหมยเซียวเหรินโบกพัดเบาๆ แล้วถามอย่างนุ่มนวลว่า “คุณชายฉู่เกิดที่อำเภออวิ๋น เติบโตที่เมืองหลวงหรือ”
ฉู่อวี้หันศีรษะกลับมามองนาง แววตาไม่มีความสั่นไหว แสดงออกชัดว่าไม่แปลกใจว่าทำไมนางถึงรู้
วิธีจำแนกว่าคนผู้หนึ่งมาจากที่ไหนนั้นมีอยู่มากมาย เช่น เขาไม่มีสำเนียงท้องถิ่นโดยสิ้นเชิง
สำหรับเหมยเซียวเหรินแล้ว สำเนียงนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะจำแนกออกได้ง่ายเลย นางไม่เคยไปจังหวัดอื่น แยกแยะสำเนียงของที่อื่นไม่ออก แต่บังเอิญว่าบ้านเกิดของผู้ว่าจังหวัดหลี่คือเมืองหลวง สำเนียงของผู้บังคับบัญชา นางย่อมคุ้นหูอย่างยิ่ง
ฉู่อวี้เดินอยู่ในตัวเรือน สำหรับคำถามของนาง เขาพยักหน้าอย่างไม่ปิดบัง
“คุณชายฉู่เป็คนของทางการหรือ” เหมยเซียวเหรินถาม
ครั้งนี้กลับอยู่นอกเหนือความคาดหมายของฉู่อวี้ เขาหยุดฝีเท้าลงแล้วหันมามองนาง “ทำไมเ้าถึงคิดเช่นนั้น”
เวลานี้ เหมยเซียวเหรินไม่รู้ว่าควรจะอธิบายเช่นไร ไม่อาจพูดออกไปได้ว่ายามเป็ขุนนางเพื่อจะไม่ล่วงเกินขุนนางชั้นสูง จึงอ่านตำราบันทึกโบราณนับครั้งไม่ถ้วน จดจำท่วงท่าและการพูดจาของเหล่าขุนนางตำแหน่งสูงๆ ฝึกฝนสายตาจนเฉียบแหลมเพื่อจะแยกแยะว่าใครคือขุนนางใครคือสามัญชน
ตอนนี้นางเป็สตรีในห้องหอ จะมีความรู้อะไรได้
แต่สตรีก็มีข้อดีของสตรีอยู่ เช่นมีเหตุผลหนึ่งที่สตรีมักจะใช้อยู่บ่อยๆ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อซักถามมากมายบนโลก “สัญชาตญาณ” นางตอบ
ฉู่อวี้ไม่หลบเลี่ยงคำถามข้อนี้ ตอบอย่างเรียบๆ ว่า “เพียงโชคดีได้รับเบี้ยหวัดจากราชสำนัก ทำงานตำแหน่งเล็กๆ ที่ทำให้พอมีอาหารกินและเสื้อผ้าสวมใส่”
เขามองต้นไม้และทิวทัศน์ในตัวเรือนอย่างละเอียด คล้ายกับกำลังหาอะไรบางอย่าง ในที่สุดสายตาก็ทอดไปยังหน้าประตูที่สร้างขึ้นมาใหม่เส้นนั้น เพราะว่าบนพื้นที่อยู่ด้านหน้าของประตูมีรอยหลุมที่ถูกกลบไปแล้ว
สำหรับคำตอบของฉู่อวี้ เหมยเซียวเหรินไม่รู้ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อดี กลัวว่าหากสืบลึกมากเกินไปจะทำให้ฉู่อวี้เกิดความสงสัย เพราะพวกเขายังไม่คุ้นเคยกัน
นางถอนใจพูดเรื่อยเปื่อยว่า “ดีกว่าอยู่อำเภออวิ๋น อูฐของเมืองหลวง ถึงจะผอมแห้งก็ยังใหญ่กว่าม้า”
“หญิงสาวที่เฉลียวฉลาดเช่นแม่นาง หากต้องแต่งเข้าตระกูลฉู่ ก็นับว่าน่าเสียดายยิ่งแล้ว”
“ท่านรู้เื่ของข้าได้เยี่ยงไรกัน” เหมยเซียวเหรินขมวดคิ้ว
“เื่ของสองตระกูลเซียวฉู่ สำหรับที่นี่เป็เื่ที่ใครๆ ต่างรู้มิใช่หรือ” ฉู่อวี้ตอบได้อย่างมีเหตุผล
เหมยเซียวเหรินหลุบสายตาลง พูดไปแล้วก็ใช่ อย่างไรฉู่อวี้ก็เป็ลูกหลานของตระกูลฉู่ กลับมาย่อมต้องสืบข่าวเกี่ยวกับตระกูลฉู่มาไม่น้อย เซียวฉู่สองตระกูลคือตั๊กแตนที่อยู่บนเชือกเส้นเดียวกันในอำเภออวิ๋น เขาสืบข่าวของหนึ่งตระกูลก็เท่ากับสืบข่าวของสองตระกูล
อีกอย่างลูกน้องของเขาดูแล้วก็ต่างเป็คนที่มีความสามารถ ต่อให้เป็เื่ที่ฝังไว้ลึกแค่ไหน หรือเื่เล็กน้อยเพียงไรก็คงขุดออกมาได้
ในปีนั้นนางเพิ่งสิบหกปี พ่อของนางตั้งใจแน่วแน่ว่าจะให้นางแต่งกับฉู่จื่อเฟิง ทั้งยังเชิญพ่อสื่อมาเขียนหนังสือหมั้นหมาย นางมาถึงตอนที่หนังสือหมั้นหมายเขียนไปได้ครึ่งหนึ่ง จึงฉีกกระดาษแดงแผ่นนั้นอย่างรวดเร็ว แล้วออกจากบ้านไปด้วยความโกรธ
คนที่รับรู้เื่นี้ล้วนเสียดายที่สองตระกูลไม่สามารถรวมเป็หนึ่งร่วมพัฒนาเมืองอวิ๋นต่อไป กล่าวโทษนางว่าไม่เชื่อฟังบิดา
ที่แท้ก็ยังมีคนที่ยินดีกับนาง
ขณะที่เหมยเซียวเหรินอยู่ในภวังค์ ฉู่อวี้ก็มองไปรอบๆ เรือน ในตาของเขาสงบนิ่ง แต่ความทรงจำที่ไม่ปะติดปะต่อทำให้ไม่สามารถจะหวนนึกถึงวิวทิวทัศน์ในอดีตได้ ทั้งยังไม่มีอะไรหลงเหลือให้คิดถึง สิ่งเก่าๆ เหล่านี้ไม่เพียงมีไว้ให้เขาระลึกถึงความทรงจำ แต่ยังเพื่อเตือนเขาว่า เื่ที่ควรทำก็ยังต้องทำอยู่
“วันนี้รบกวนมามากแล้ว ข้าขอลา”
เหมยเซียวเหรินได้ยินสติก็กลับคืนมา ฉู่อวี้ออกไปจากประตูแล้ว เหลือไว้เพียงเงาด้านหลังสายหนึ่งที่ทำให้คนมองตามอย่างเหม่อลอย
นางกำลังคิด เขาจากไปอย่างรีบร้อนเช่นนี้ หรือว่าจะเคร่งครัดในธรรมเนียมมารยาทกันนะ
ถ้าหากนางคือเหมยเซียวเหริน พวกเขาบางทีอาจจะคบหาเป็สหายกันได้ แต่ว่าในเครื่องแต่งกายเช่นนี้นางทำได้เพียงรักษาระยะห่างกับเหล่าบุรุษ หากอยู่ด้วยกันลำพังในสถานที่รโหฐานเป็เวลานานก็นับว่าผิดธรรมเนียม
ยิ่งถูกผูกมัดเท่าใด เหมยเซียวเหรินก็ยิ่งคิดถึงชุดขุนนางของนางเท่านั้น ถึงแม้ชุดขุนนางสีน้ำเงินจะเป็สัญลักษณ์ว่าตำแหน่งขุนนางของนางในต้าหนิงอยู่ในลำดับท้ายๆ แต่สีน้ำเงินไม่แน่อาจเป็สีเขียวได้ สีเขียวไม่แน่ว่าอาจเป็สีแดงก็ได้
เหมยเซียวเหรินมองฟ้าถอนใจ เมื่อก่อนนางคิดเช่นนี้จริงๆ นางจะไปรู้ได้อย่างไรว่าจะพบเจอกับคนชั่วในโลกนี้ที่ขัดขวางอนาคตของนางในตอนที่เส้นทางขุนนางของนางกำลังรุ่งโรจน์
ตราบใดที่ยังไม่หมดหนทาง การรีบกลับไปทำงานให้เร็วที่สุดก็เป็เื่สำคัญ!
เช้าตรู่วันต่อมา เหมยเซียวเหรินนำเทียบงานแต่งของเซียวหรูไปให้บิดาของนาง
“เฮ้อ…”
บิดาของนางถอนใจ
เหมยเซียวเหรินโบกมือให้บ่าวรับใช้ถอยออกไป รอกระทั่งประตูปิดลงจึงปลดผ้าคลุมหน้าออก ยกชาขึ้นมาจิบหนึ่งอึก แต่ก็ไม่ถามว่าทำไมบิดาของนางจึงถอนใจ เพราะว่านางรู้อยู่แล้ว
มีสิ่งที่ไร้หนทางช่วยอย่างหนึ่ง——อาการตาร้อน!
“ท่านพ่อ ท่านไม่ต้องทุกข์ใจไป ก็แค่ขุนนางของที่ว่าการจังหวัดนี่นา อีกไม่กี่วันข้าก็สามารถเลื่อนขั้นไปที่ว่าการจังหวัดได้เช่นกัน”
“เหอะ เ้าพูดจาขี้โม้น่ะสิ” บิดาของนางเหลือกตาใส่ “บุตรีที่รัก เ้ามีความสามารถอยู่เท่าไหร่ทำไมพ่อจะยังไม่รู้ คำพูดนี้เ้าพูดั้แ่ก่อนเข้ารับตำแหน่งแล้ว ผ่านมาสองปีตำแหน่งนายอำเภอของเ้าก็ยิ่งมั่นคงขึ้นเรื่อยๆ”
เหมยเซียวเหรินบิดกายมาด้านข้างเล็กน้อย มองเข้าไปในดวงตาบิดาของนางตรงๆ พูดอย่างเคร่งขรึมจริงจังว่า “ท่านรู้หรือไม่ว่าข้าพยายามมากเพียงใด”
“บุตรีที่รัก หากเ้าเข้าที่ว่าการจังหวัดได้จริงๆ พ่อก็ไม่มีอะไรจะพูด แต่ตอนนี้เ้า...” ท่านพ่อเซียวนิ่งไป เขาไม่อาจหักใจพูดวาจาทำร้ายจิตใจของบุตรสาวได้ จึงพูดว่า “บุตรีของครอบครัวมิควรเป็ขุนนาง เป็นายอำเภอไม่สู้ลาออกจากราชการกลับมาบ้าน เรียนรู้จากญาติผู้พี่ของเ้า แต่งงานกับคนดีๆ”
“ข้าไม่ควรเป็ขุนนางเช่นนั้นรึ”
เหมยเซียวเหรินพูดคำนี้ขึ้นมาก็โกรธ ตบฝ่ามือลงไปบนโต๊ะ รุนแรงจนชาในถ้วยกระฉอกออกมาด้านนอกไม่น้อย
“หากไม่ใช่ไอ้สารเลวนั่นไปร้องเรียนข้าต่อหน้าผู้ว่าการจังหวัดหลี่ละก็ ข้าก็อยู่ห่างจากที่ว่าการจังหวัดไม่ไกลแล้ว!” เหมยเซียวเหรินกัดฟันกรอดอย่างอดไม่ได้
“ไอ้สารเลวรึ”
นางหลับตาพูดว่า “คนสารเลวผู้นั้นเมื่อวานยังปลอมตัวเป็แขกเข้ามาในเรือน ด่าทอนายอำเภอชิวสุ่ยว่าเป็ขุนนางรับสินบนและบิดเบือนกฎหมายต่อหน้าข้า!”
“เป็เื่จริงรึ” ท่านพ่อเซียวใ หลังจากนั้นก็หัวเราะออกมายกใหญ่ “เ้าไม่ได้เรียกคนให้นำเขาไปถลกหนังดึงเส้นเอ็นหรอกรึ”
เหมยเซียวเหรินสงบอารมณ์ลงแล้วส่ายหัว ถึงอย่างไรคนผู้นั้นก็มีป้ายคุ้มกันในมือ ตอนนี้อำเภออวิ๋นเองก็เป็พื้นที่ของนาง เจียงรุ่ยเกิดเื่ในพื้นที่ของนาง ใต้เท้าหลี่ยังจะไม่ทำให้นางลำบากได้หรือ
“พิธีแต่งงานของญาติผู้พี่เ้านั้น…”
“เดือนหน้าใต้เท้าหลี่จะมาเยี่ยมเยียนเสวียนหนาน ไม่กำหนดว่าจะมาถึงอำเภอชิวสุ่ยเมื่อไหร่” เหมยเซียวเหรินบอก ความหมายก็คือ——นางไม่ว่าง!
ท่านพ่อเซียวรู้ว่าบุตรสาวนั้นอดกลั้นอยู่ในใจ จึงไม่พูดอะไรมากความอีก
เมื่อถึงวันที่ต้องกลับ เหมยเซียวเหรินนับกำไรของหอเหมยก่อนจากไป ผ่านไปสองสามวันค่อยให้คนคุ้มกันสินค้าของตระกูลขนเงินไปที่อำเภอชิวสุ่ย
นางไม่ได้นั่งเกี้ยวหรือรถม้า เปลี่ยนชุดเป็เสื้อผ้าบุรุษ ขี่ม้าเดินทางลำพัง
ในป่าเขามีลมสดชื่นเบาๆ นางเดินทางกลับอย่างผ่อนคลายไร้ความกังวล
“ช่วย…ช่วยด้วย!”
“ตี! ตีหนักๆ ให้ข้า!”
เสียงร้องให้ช่วยกับเสียงะโให้ตีดังออกมาจากป่า เหมยเซียวเหรินขมวดคิ้ว หยุดฝีเท้าลง
“อย่าตีคุณชายของข้าเลย…”
เป็เสียงที่คุ้นหูยิ่ง!
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/5d7b9cb0fc55049fdb4dfc1e85909306