TREE WORLD
ปฐีวินาศโลก
By : Jackmysoul
แจ็ก มายโซล : เขียน
บทที่ 18
ความจริงที่โลกไม่เคยรู้
การปรากฏตัวของฟิวท์ในสถานการณ์เช่นนี้ สร้างความประหลาดใจให้กับจอสส์เป็อย่างมาก เพราะั้แ่เขาเข้าร่วมการแข่งขันมาร์เชียลอาร์ตมาไม่ว่ารอบไหนๆ ฟิวท์ก็ไม่เคยโผล่หัวมาดูดำดูดีเลยสักครั้ง ไม่เชียร์กันยังพอว่าแต่นี่เรียกให้กลับบ้านก่อนเวลา อาศัยอะไรมาบังคับกันอย่างดื้อด้านเช่นนี้เหมือนแกล้งขัดขากันอย่างเห็นได้ชัด
‘แล้วนี่อะไร ยังเอารถของพ่อมาซี้ซั้วใช้อีกต่างหาก’ จอสส์ต่อว่าในใจสายตามันจ้องเขม็งไปที่ฟิวท์ ไม่ได้สนใจคนอื่นที่มาด้วยกันแม้แต่น้อย
สนามประลองแห่งนี้เป็ห้องโถงในโดมขนาดใหญ่ประเภทลานเอนกประสงค์่ที่ว่างเว้นจากการแข่งขัน ก็มักใช้จัดงานแสดงคอนเสิร์ต งานมหกรรมสินค้าประจำปีหรือกิจกรรมประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานรัฐมาอย่างสม่ำเสมอ ไม่แปลกที่ใครจะเอารถขึ้นมาจอดเทียบได้โดยง่ายเพียงแต่ต้องฝ่าด่านรปภ.หรือแผงกั้นเข้ามาสักเล็กน้อย แต่การกระทำเช่นนี้เป็การเสียมารยาทอย่างร้ายแรงไม่ให้เกียรติต่อสถานที่ราชการอันศักดิ์สิทธิ์แม้คนที่ไม่สนใจกฎระเบียบอย่างจอสส์ยังรู้สึกเดือดดาล
“ฟิวท์...นายมาทำไม...”ถึงบอกไปแล้วจอสส์ก็ยังจะถาม
“ก็พานายกลับบ้านน่ะสิ”ฟิวท์ตอบอย่างใจเย็น พลางขยับศีรษะไปที่รถทีหนึ่งเป็เชิงบอกให้มันขึ้นรถเดี๋ยวนี้
“นายขับรถเข้ามาป่วนรบกวนการแข่ง ฉันอาจโดนไล่ออก” นานๆทีจะมีเื่ต่อว่าพี่ชายได้เต็มปากเต็มคำ ไหนๆจะตำหนิทั้งทีก็หาไอ้ที่หนักหนาสาหัสให้ฟิวท์รู้สึกผิดเข้าไว้
“ฉันจะหมดอนาคตเพราะความมักง่ายของนาย”จอดรถในที่ไม่สมควร
“เกิดเหตุฉุกเฉินพ่อให้ฉันมาตามนายกลับบ้านด่วนที่สุด” ฟิวท์ปั้นหน้าขึงขัง รีบอธิบายสถานการณ์ที่จอสส์ควรรับรู้แต่ก็ไม่คิดฝันว่ามันจะยอมรับฟังโดยดี
จอสส์ไม่คิดว่าสิ่งที่ฟิวท์พูดเป็เื่สำคัญแม้แต่น้อยและยังไม่ลืมว่ากำลังจะเข้าไปทักทายพวกสำนักบูเทนโดชิเพื่อเคลียร์ปัญหาคาใจ
ถึงเป็เื่เร่งด่วนขนาดต้องรีบพุ่งรถเข้ามารับน้องชายตัวดีถึงที่แต่ฟิวท์คิดว่าควรให้เวลาประเมินสถานการณ์ก่อนเล็กน้อยเขากวาดสายตาไปครึ่งรอบก็พบว่ามีฝูงชนจำนวนเกินครึ่งในบริเวณลานประลองส่งสายตาจับจ้องมาที่พวกเขายิ่งรถสีแดงยิ่งสะดุดตา หลายคนขมวดคิ้วเหมือนกำลังไม่พอใจกับสิ่งแปลกปลอมที่สร้างความรำคราญรกหูรกตา
นอกจากนั้นยังพบว่าผู้คนส่วนใหญ่บนอัฒจันทร์ยังเป็นักยุทธ์โดยเฉพาะกลุ่มที่นั่งกระจุกตัวกันเป็จุดเด่นไม่แพ้กันคือพวกสำนักบูเทนโดชิชายในชุดรัดกุมมีฮู้ดคลุมศรีษะปกปิดใบหน้าเกือบมิดชิดที่นั่งอยู่ท่ามกลางวงก็ถูกจับตาเป็จุดนำสายตาทันทีน่าจะเป็ผู้าุโระดับสูงของสำนัก แต่แล้วฟิวท์ก็ฉุกคิดเป็ไปได้เหมือนกันที่เ้าสำนักจะมาเยี่ยมชมงานใหญ่ระดับนี้ ก็ไม่นับว่าแปลก
แล้วการที่เท็ดดี้หน้าซีดตัวสั่นยืนเข่าอ่อนขนาดต้องใช้มือช่วยยันกายไว้นั้นเป็การบอกใบ้ว่านายน้อยของเขากำลังจะไปมีเื่กับใครสักคนขนาดต้องรับมือลำบากอย่างแน่นอน
แต่ฟิวท์กับคนในรถก็ไม่ฉุกคิดว่าการมาถึงของตนจะเป็สาเหตุที่ช่วยให้เท็ดดี้ผ่อนคลาย ถอนลมหายใจเฮือกใหญ่ออกมาอย่างโล่งอก
เอาล่ะสถานการณ์ปกติไม่ควรเสียเวลาอีกแม้วินาทีเดียว จึงออกคำสั่ง
“ขึ้นรถเดี๋ยวนี้จอสส์” พร้อมกวักมือ เป็สัญญาณสำทับไปอีกครั้ง
แต่จอสส์ทำเหมือนไม่ได้ยินซ้ำยังปัดมือที่เกะกะของฟิวท์ให้พ้นทาง
จอสส์แค่อยากรู้ว่าปฏิกิริยาของเ้าสำนักบูเทนโดชิกับเหล่าลูกศิษย์จะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ที่มีคนกลุ่มหนึ่งเข้ามาแทรกแซงขัดจังหวะ
แค่เผลอด่าฟิวท์ไปแวบเดียวแต่กลับมีชายผู้หนึ่งเรียกความสนใจของคนทั้งสำนักไปจากเขาการแต่งกายของคนผู้นั้นแม้ดูเปิดเผยแต่บุคลิกกลับดูลึกลับไม่ย่อหย่อนกว่าศิษย์คนอื่นๆ
คนที่เข้ามาใหม่คุกเข่าต่อหน้าเ้าสำนักสองมือประสานกันเหนือหน้าอก ลักษณะเหมือนเป็ม้าเร็วที่คอยรายงานข่าวสารชนิดเร่งด่วนแน่นอนมันต้องเป็ความลับและไม่ใช่เื่ไร้สาระ
จอสส์เพิ่งรู้ว่าสายตาของบูเทนโดชิทั้งหมดไม่ได้จับจ้องมาที่เขาหรือฟิวท์ที่ทะเล่อทะล่าขับรถเข้ามาขวางแต่กำลังรับฟังข่าวสารจากผู้ที่เข้ามาคาราวะอย่างใจจดใจจ่อ
คนที่เข้ามารายงานแทบจะไม่ได้ขยับริมฝีปากแต่เ้าสำนักพยักหน้าเป็ทีว่าเข้าใจเื่ทั้งหมดดังนั้นจึงขยับกายลุกขึ้นยืนก่อนจะชักนำให้พวกลูกศิษย์ทั้งหมดลุกตาม แล้วทยอยกันออกไปจากอัฒจันทร์จนหมดสิ้นโดยไม่สนใจจอสส์อีกแม้แต่น้อย บางทีอาจเป็จอสส์ที่สำคัญตนผิดจนเกินไป แล้วอดฉุกคิดไม่ได้ว่าบางทีตัวเขาเองอาจเป็เพียงแค่เื่ไร้สาระของพวกเขาเท่านั้น
คนของสำนักบูเทนโดชิลุกออกจากห้องโถงไปหมดแล้วแต่ฟิวท์รู้สึกไม่สบายใจกับสายตาของฝูงชนส่วนใหญ่บนอัฒจรรย์ที่ยังไม่เปลี่ยนเป้าหมายจึงได้แต่พยายามปั้นหน้าไม่แยแสแล้วรีบคว้าข้อมือจอสส์ออกแรงฉุดเบาๆ ดึงเขาขึ้นรถแต่จอสส์ขืนตัวไว้ทำให้ฟิวท์ต้องใช้วิธีกระชากแล้ว
อาศัยการพลิกฝ่ามือแบบไอคิโดที่เคยลักจำมาจากลานประลองแค่สะบัดมือวูบเดียว ฟิวท์ถึงกับเสียหลักตัวปลิว กระเด็นไปกระแทกประตูรถเสียงดัง
ปัง !!!
ประตูรถฝั่งคนขับถึงกับยุบลงไปแถบหนึ่ง
ปู่กับหลานที่ติดรถมาด้วยตกตะลึงแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่า เด็กชายตัวเล็กบอบบางสามารถโค่นล้มคนที่ตัวใหญ่กว่าเท่าตัวลงได้อย่างง่ายดายเด็กสาวเอามืออุดปากหยุดเสียงร้องตัวเองแล้วคิดจะทำอะไรบางอย่าง
แต่กลับถูกการ์เซียหยุดเอาไว้ด้วยการยกนิ้วชี้แตะปากตัวเองเธอสื่อสารว่าควรปล่อยให้พี่น้องคู่นี้เคลียร์ปัญหากันเองดีกว่าคนนอกไม่สมควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว
ฟิวท์ค่อยลุกขึ้นมาทรงตัวโดยไร้าแใดแล้วเดินกลับมาประจันหน้าจอสส์อีกครั้ง โดนอัดขนาดนี้หากเป็คนอื่นต้องตอบโต้ด้วยโทสะแล้ว แต่ฟิวท์กลับเผยรอยยิ้มท้าทาย แววตาที่เคยดูอ่อนโยนกลับแข็งกร้าวขึ้นมาอย่างประหลาดลึกล้ำ
สิ่งนี้มันสร้างความกดดันให้จอสส์ไม่น้อยเขาไม่เคยพบเห็นพี่ชายตัวเองชักสีหน้าแบบนี้มาก่อนในชีวิต ทำเอาต้องชะงักค้างไปชั่วขณะภายในใจยังรู้สึกผิดที่เผลอลงมือหนักเกินไปอย่างไม่ตั้งใจ จึงคิดจะยอมถอยให้ก้าวหนึ่ง
“อีกเดี๋ยวก็จะแข่งรอบชิงแล้วมีอะไรเอาไว้ทีหลัง...แล้วไม่ต้องตามมา...”จอสส์ทิ้งท้ายน้ำเสียงฟังดูเด็ดเดี่ยวหนักแน่น แล้วเดินลับไปทางฝั่งห้องพักนักกีฬา
การ์เซียที่นิ่งเงียบมานานส่งเสียงให้จอสส์หยุดฟังเธออธิบายและกำลังจะหลุดปากบอกความลับออกไปตรงๆว่าเวิร์มกำลังบุกโลกแต่ฟิวท์ห้ามไว้ทันพลางกระซิบ
“ถึงบอกไปว่าพ่อแม่กำลังจะตายเดี๋ยวนี้จอสส์ก็คงเห็นว่าเป็เื่ที่รอได้...ตอนนี้คงไม่มีอะไรสำคัญเท่าการแข่งอีกแล้ว”
การ์เซียถึงกับอึ้งค้างไปชั่วขณะเลื่อนมือแตะริมฝีปากตัวเอง สื่อความหมายว่าเข้าใจแทนการพยักหน้าพลางคิดว่าแม้ดูเหมือนพี่น้องคู่นี้ไม่ค่อยลงรอยกัน แต่มาถึงตอนนี้คนที่เข้าใจจอสส์ดีที่สุดก็คือฟิวท์
ฟิวท์คิดว่าจอสส์กำลังเสพติดการต่อสู้ในระยะปานกลางถึงระยะหนักเอาการการที่จะลากจอสส์กลับบ้านให้ทันเวลา มีแต่ต้องใช้กำลังเท่านั้นจำเป็แล้วที่ต้องใช้สิ่งนั้น เขาเดินตามจอสส์เข้าไปทางฝั่งห้องพักนักกีฬา คิดว่าไม่มีใครสังเกตจึงดึงแผ่นดิสก์ที่พ่อให้มาออกจากเสื้อแจ็คเก็ตแล้วลอบสวมใส่ไว้ภายใต้เสื้อยืดอย่างง่ายดาย เพียงแค่ปะกบมันไว้กลางหน้าอกเบา โดยใช้เวลาไม่นานนัก
จากนั้นรู้สึกตัวหนาขึ้นเล็กน้อยผลจากการติดตั้งอุปกรณ์ทำให้่กลางลำตัวเรืองแสงสีฟ้าทะลุเสื้อผ้าออกมาเป็สีจางๆแวบหนึ่ง
การ์เซียไม่คิดว่าตัวเองตาฝาดที่เห็นฟิวท์เรืองแสงได้เธอหันไปมองหน้าปู่กับหลานสาวที่ติดรถมาด้วยแต่ก็ไม่ได้คิดจะถามความเห็นว่าพวกเขาเห็นอย่างเดียวกับที่เธอเห็นหรือไม่ ไม่แม้กระทั่งถามชื่อเรียกขณะที่นั่งกันมาในรถก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกันสักคำเพราะเธอกับฟิวท์ไม่อยากหลุดปากพูดอะไรเกี่ยวกับเวิร์มความจริงเธอก็ยังงงๆจับต้นชนปลายไม่ได้ แล้วก็ทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน ไม่รู้ว่าคนที่ไม่คุ้นเคยพวกนี้ไมท์ไปขุดมาจากไหน
สองปู่หลานแต่งกายสกปรกมอมแมมด้วยชุดซอมซ่อที่ดูตกยุคอากัปกริยาพวกเขาเหมือนคนจรจัดขี้สงสัย ที่อยากจะเดินไปสำรวจสิ่งแปลกใหม่ไปรอบๆบริเวณเพื่อเปิดหูเปิดตาดังเช่นที่เคยสำรวจคฤหาสน์ของไมท์มาแล้ว แต่แล้วก็ตัดสินใจรีบเดินตามหลังฟิวท์ไปเมื่อเห็นว่าทิ้ง่ห่าง
“ช่วยหน่อยนะค่ะคุณเท็ดดี้...ฉันจะไปตามพวกเขา”การ์เซียหมายถึงให้ช่วยเอารถไปจอดให้เข้าที่เข้าทางตามสมควรทีเพราะเห็นรปภ.2คนกำลังวิ่งรี่มาทางนี้พร้อมเสียงนกหวีดดังถี่ลั่นฮอลล์ส่วนเธอมีเื่อื่นต้องไปทำ
เท็ดดี้ค้อมศีรษะรับคำแล้วรีบกระหืดกระหอบจัดแจงตามคำสั่ง
ภายในห้องพักนักกีฬาเป็ห้องโถงกว้างขวางประมาณล็อบบี้ของโรงแรมขนาดกลาง จึงดูไม่แออัดนักแม้จะถูกจัดให้เป็ห้องพักแบบพักรวมไม่ถึงกับมีเตียงนอนอุ่นนุ่มให้พักค้างแรม แต่ก็มีม้านั่งตัวยาวที่ทำจากไม้เนื้อดีเรียงรายกันเป็ระเบียบพอให้เอนกายผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อยได้ชั่วคราวรอบๆห้องเต็มไปด้วยตู้ล็อกเกอร์กับอุปกรณ์ทางการกีฬาชนิดต่างๆ สภาพยังใกล้เคียงกับห้องเก็บของมากกว่าผนังด้านหนึ่งเป็ฉากที่กั้นด้วยผ้าม่านสำหรับเปลี่ยนเสื้อผ้าแบ่งซอยเป็ห้องเล็กๆหลายห้องผนังด้านที่เหลือเป็หน้าต่างเปิดรับลมธรรมชาติและรับชมวิวทิวทัศน์ของสวนหย่อม ให้นักกีฬาได้สูดอากาศสดชื่นเข้าปอดช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลายความตึงเครียด เร่งฟื้นฟูพลังขึ้นมาใหม่ความจริงห้องพักแบบนี้ยังว่างอยู่อีกหลายห้อง ไม่รู้ว่าบังเอิญหรือจงใจจอสส์ดันทะลึ่งโผล่เข้ามาพักในห้องเดียวกับฟาลโก้และลูซี่
ไม่รู้หรือไงว่าที่ตรงนี้มีเ้าของทั้งห้องถูกเปลี่ยนให้เป็ถ้ำเสือแดนพยัคฆ์ไปแล้ว แล้วเสือคู่นี้ยังหวงคู่ของมันขนาดไหนใครที่ยังบังอาจเสนอหน้าไม่ถอยไปให้ไกลๆ ก็เท่ากับรนหาที่ตายแล้ว
ทั้งฟาลโก้และลูซี่นั่งกันคนละสุดฝากของม้านั่งริมหน้าต่างเว้น่กลางราว6เมตรไว้อย่างอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว ใครก็ตามที่รู้จักความสัมพันธ์คนทั้งคู่จะรู้สึกได้ถึงบรรยากาศอึมครึมกำลังก่อตัว ความสงัดในที่นี้จึงสร้างความห่างเหินอย่างแปลกประหลาดก็ทั้งคู่ตกลงเป็คู่รักไม่ใช่หรือไงกัน
ม้านั่งที่ว่างเปล่าก็ไม่มีใครอยากเข้าไปใกล้ศิษย์ร่วมสำนักบูเทนโดชิบางคนความรู้สึกไวได้กลิ่นทะแม่งว่าทั้งคู่กำลังบึ้งตึงใส่กันถึงกับรีบเปลี่ยนห้องพักในทันที
ลูซี่จองมุมหนึ่งไว้ก่อนสายตาตกเลยสวนหย่อมออกไปคล้ายกับเหม่อลอยอยู่ในโลกส่วนตัวเมื่อรู้สึกว่าคนที่กล้าเข้ามาใกล้รัศมีของเธอคือฟาลโก้ที่ดูเหมือนพยายามจะสื่อสารอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่พูดอะไรออกมาสักทีราวกับลังเลหรือหนักใจอะไรบางอย่าง ลูซี่เลยยิ่งทำทีเป็ทองไม่รู้ร้อน
ฟิวท์ที่ตามจอสส์เข้ามาในห้องพักนักกีฬานอกจากเห็นนักยุทธ์คนอื่นๆกระจายตัวกันประปรายแล้วยังมีคนที่เขารู้จักอีก2คนฟาลโก้กับลูซี่ ซึ่งจอสส์กำลังหยุดยืนตัวแข็งมองดูพวกเขาจากด้านหลัง
ฟิวท์คิดจะใช้กำลังสยบจอสส์ในทันทีที่เข้าถึงห้องพักส่วนตัวแล้วค่อยลากไปอธิบายเหตุผลตามหลังและจะบอกความลับเื่เวิร์มกับมันได้เสียทีแต่จอสส์ดันพาเขามาพบกับเหล่านักยุทธ์ที่เป็ห้องพักแบบเหมารวม ที่ส่วนใหญ่มีแต่สมาชิกของบูเทนโดชิเขาจึงไม่้าลงมือต่อหน้าคนอื่นให้จอสส์รู้สึกเสียหน้าอีกทั้งไม่อยากให้ใครยื่นมือเข้ามาสอด และที่สำคัญต้องไม่เปิดเผยความลับที่โลกไม่เคยรู้ก่อนที่มันจะเฉลยตัวมันเอง
ระหว่างที่กำลังคิดว่าต้องปรับเปลี่ยนแผนเล็กน้อยฟิวท์ก็รู้สึกทันทีว่าเ้าน้องชายตัวดีมีอะไรผิดปกติบางอย่างจู่ๆความรู้สึกเด็ดเดี่ยวหนักแน่นของจอสส์ก็หายไป
‘ฟาลโก้นั่นแหละคือตัวการ’ ฟิวท์คิดมันต้องเป็อย่างนั้นแน่นอน ถึงจะไม่ค่อยชอบมาร์เชียลอาร์ตไม่ค่อยได้ติดตามข่าวสารแต่เขาก็รู้ว่าฟาลโก้เป็ถึงแชมป์ในรุ่นประชาชนทั่วไป
ถึงจะเป็คนละรุ่นไม่เกี่ยวข้องกันแต่ศักดิ์ศรีของแชมป์และชื่อเสียงความโหดร้ายของฟาลโก้ต้องเขย่าขวัญจอสส์อยู่บ้างไม่มากก็น้อย...
แต่นั่นก็ไม่ถูกทั้งหมดหากฟิวท์มาทันก่อนหน้านี้คงจะรู้ว่าจอสส์ได้สิทธิ์พิเศษ ข้ามรุ่นมาชนกับรุ่นใหญ่แล้วรอบชิงที่ว่า ไม่พ้นต้องมาเจอกับฟาลโก้แชมป์เก่า ที่เหล่านักยุทธ์หลายคนเปรียบมันเหมือนเป็ผนังทองแดงกำแพงเหล็กทั้งสูงใหญ่ทั้งแข็งแกร่ง ไม่มีวันถูกทำลาย
คิดไปคิดมาฟิวท์ยกเลิกการใช้กำลัง เอาเป็ว่าลองค่อยๆเจรจาอธิบายเหตุผลอย่างจริงจังดูสักครั้งเผื่อจอสส์จะโตพอแล้วฉุกคิดอะไรได้บ้าง แม้จะมั่นใจว่ามันไม่สำเร็จก็ตามแต่ก็เป็สิ่งที่สมควรถ่ายทอดข้อมูลให้สมาชิกในครอบครัวเพียงคนเดียวที่ไม่เคยรู้อิโหน่อิเหน่ฟังจะได้รับรู้ความจริงเสียที ถือว่าแค่ได้ผ่านหูสักครั้งก็ยังดี
ฟิวท์ขยับไปใกล้จนแน่ใจว่ามีจอสส์คนเดียวที่ได้ยินเสียงกระซิบ
“ไม่อยากรู้เหรอว่าทำไมพ่อต้องสั่งให้นายกลับบ้านเดี๋ยวนี้”
“ไม่”จอสส์ตอบห้วนสั้น แต่ก็เป็เสียงกระซิบกลับไปเบาๆ
ไม่บ่อยครั้งนักที่จอสส์จะยอมพูดด้วยเสียงกระซิบปกติจะเป็คนเสียงดังฟังชัด ทุกถ้อยทุกคำแต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะกลัวใครจะได้ยินหรือรบกวนคนอื่นแต่เกรงจะไปรบกวนบรรยากาศการชมวิวในสวนหย่อมของหญิงสาว
คนที่เขากำลังแคร์ย่อมไม่ใช่ฟาลโก้ แต่เป็ลูซี่
ฟิวท์ถอนใจเล็กน้อยกำลังคุยเื่สำคัญหน้ายังไม่อยากหันมามองฟิวท์จึงเบี่ยงสายตาไปทางสวนหย่อมเช่นเดียวกับจอสส์บ้างก่อนจะสรรหาประโยคเด็ดที่มีน้ำหนักมาสานต่อ
“จอสส์ฟังให้ดีสิ่งที่ฉันจะบอกต่อไปนี้ เป็ความจริงที่โลกไม่เคยรู้”
ฟิวท์หยุดนิดหนึ่งเพื่อดึงจังหวะให้กระชับ
“เพราะมันเป็เื่คอขาดบาดตาย”มีคำว่าตายเข้ามาเกี่ยวข้องบวกคีย์เวิร์ดที่ชวนสงสัยทำให้รู้สึกได้ว่าจอสส์เริ่มหูกระดิก เมื่อเห็นว่ามีผลแม้จะเล็กน้อยฟิวท์จึงขยายความต่อ
“จำเื่ที่พ่อกับแม่เคยเล่าเื่เวิร์มให้ฟังได้มั้ย”
“เวิร์ม...”จอสส์ทวนคำเหมือนไม่เคยอยู่ในสมอง พอทบทวนดูดีๆก็นึกได้ว่ามันเป็นิทานก่อนนอนที่เคยได้ยินตอนเด็ก พ่อกับแม่ผลัดกันมาเล่าให้ฟัง
“แล้วยังไง...”
“มันเป็เื่จริง”ฟิวท์ไม่จำเป็ต้องปั้นหน้าเศร้า เหตุการณ์ก็ชักพาไป
“แล้วยังไง...เื่อะไรกันนักหนาทำอย่างกะโลกจะแตก”
“มันเลวร้ายกว่านั้นจอสส์” ฟิวท์ว่าด้วยความเห็นส่วนตัว
“ซึ่งมันไม่ควรจะมีอะไรยิ่งกว่า”
“ไร้สาระ”จอสส์แย้ง
“เวิร์มไม่ใช่แค่ตำนานอย่างที่นายเข้าใจมันเขมือบนายแน่ถ้าไม่รีบไปตอนนี้ ทางรอดทางเดียวของเราคือทรีเวิลด์...”
ลมหายใจเริ่มปั่นป่วนเมื่อจอสส์ฉุกคิดอะไรบางอย่างเขาลองจินตนาการเล่นๆว่า ถ้านิทานก่อนนอนเป็เื่จริงมันจะเกิดอะไรขึ้นบ้างหนอนั์สีดำนับพันขึ้นมาจากหลุมยุบแล้วกัดแทะกินโลก ไม่มีสิ่งใดฆ่ามันได้นอกจากหนีขึ้นต้นไม้ั์ที่เรียกว่าอนุสาวรีย์ทรีเวิลด์เท่านั้น
ฟิวท์หยุดให้จอสส์ได้พักหายใจเมื่อเห็นเขาตั้งใจฟังแล้ว
“การที่พ่อต้องเฝ้าดูหลุมยุบนั่นทุกวันเพื่อระวังภัย แล้วการที่ต้องอดทนปีนหน้าผาให้ถึงยอดเขาในวันหยุดมันไม่ใช่การเที่ยวเล่น แต่มันเป็การฝึก”
จอสส์คิดมาตลอดว่าที่พ่อกับแม่ไปเฝ้าดูหลุมยุบนั่นเพราะสักวันอาจได้พบเครือญาติที่พลัดพรากกันไปและการเล่นปีนเขากับการฝึกยุทธ์มันเป็การพักผ่อนชนิดหนึ่งใช้เวลาว่างให้เป็ประโยชน์จอสส์เห็นว่าเขาก็ไม่ต่างจากเด็กส่วนใหญ่ที่ว่างจากการเรียนแล้วก็ใช้เวลาส่วนตัวหมดไปกับการเล่นสนุกเพียงแต่เขาไม่ชอบเกมส์คอมพิวเตอร์หรือเล่นโซเชี่ยลอย่างเพื่อนๆที่โรงเรียน แต่รู้สึกเป็สุขสนุกสนานและตื่นเต้นทุกครั้งเมื่อได้ออกผจญภัยไต่หน้าผาโดยเฉพาะการใช้ทักษะยุทธ์ปะทะกับผู้อื่น ถึงแม้การฝึกยุทธ์จะเป็คนละประเด็นแต่ก็มีส่วนช่วยให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้น ปีนเขาได้เก่งขึ้นนั่นเอง
“เข้าใจแล้วใช่มั้ย...งั้นเรากลับบ้านกันพ่อกับแม่รอนายคนเดียว”ฟิวท์รีบสรุปเมื่อเห็นว่ามีคนกำลังเข้ามาใกล้
“ไม่เพราะฉันยังแข่งไม่เสร็จ นายกลับไปก่อนแล้วฉันจะตามไป”คำตอบของจอสส์ทำให้ฟิวท์ถึงกับหน้าสะท้อนหงายเงิบที่อุตสาห์บรรจงเล่ามาแค่ลมผ่านหูหอบหนึ่งเท่านั้น
จอสส์ไม่ได้สรุปความเห็นว่าสิ่งที่ฟิวท์เล่ามาจะเป็จริงหรือไม่มากน้อยเพียงใด หรือถ้าภัยพิบัติเกิดขึ้นจริงๆเขาก็ไม่เชื่อว่าโลกจะรีบร้อนพังพินาศในสองสามชั่วโมงนี้เป็แน่...ถ้าเื่ใหญ่ขนาดนี้ผู้คนทั้งโลกต้องแตกตื่นแล้วซิแต่นี่ยังไม่เห็นว่าจะมีวี่แววอะไร อีกอย่างกองจัดงานก็ต้องยกเลิกการประลองไปนานแล้วหรือบางทีพ่อกับฟิวท์จะเป็พวกกระต่ายตื่นตูม
ฟิวท์ไม่รู้แล้วว่าจอสส์คิดอะไรอยู่ เขาอยากจะกลับมาใช้กำลังบีบคอมันแล้วลากขึ้นรถถึงแม้ต้องลงมือหนักหน่อยแล้วน้องชายตัวแสบอาจเจ็บตัวบ้างคงไม่ใช่เื่ใหญ่ด้วยสันดานของจอสส์คิดว่าพ่อกับแม่คงจะเข้าใจ
แต่ฟิวท์ต้องหยุดทุกอย่างไว้เมื่อคนที่ล้ำเข้ามาในระยะปลอดภัยคือฟาลโก้