เมื่อสำนักศึกษาเซียนเหรินซานประกาศผลการทดสอบของศิษย์ใหม่ ความคึกคักและความตื่นเต้นก็ปกคลุมทั่วทั้งสำนัก เด็กหนุ่มสาวต่างพากันเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่การฝึกฝนที่เข้มงวดและท้าทาย พวกเขามีเวลาเจ็ดวันในการปรับตัวและเตรียมความพร้อมก่อนที่จะเผชิญหน้ากับโลกแห่งการฝึกฝนที่ไม่เคยมีมาก่อน
ฟางหลงซึ่งยังเก็บตัวอยู่ในห้อง เฝ้าดูความเคลื่อนไหวภายนอกผ่านหน้าต่างเล็กๆ ด้วยความรู้สึกผสมปนเประหว่างความตื่นเต้นและกังวลใจ
ใน่เวลานี้ ฟางหลงใช้โอกาสนี้ฟื้นฟูสภาพร่างกาย แน่นอนว่าเสียงบ่นของฟางจื่อเหลียนยังคงดังเป็ระยะจนเขาเริ่มคุ้นชิน
ฟางหลงยอมรับว่าก่อนหน้านี้ตนประมาทเลินเล่อเกินไป และสิ่งนี้ได้กลายเป็บทเรียนที่เขาต้องจดจำไปตลอดชีวิต แม้แผลที่ได้รับจากการโดนงูพิษกัดที่ผาหินจะทุเลาลงในเวลาเพียงสองวัน แต่พิษที่ยังคงหลงเหลืออยู่ทำให้เขาไม่กล้าแม้แต่จะก้าวออกจากห้อง
ในวันที่สามของการเก็บตัวเงียบ
เสียงเคาะประตูพลันดังขึ้นอย่างไม่คาดคิด
ฟางหลงที่กำลังนั่งอยู่บนเตียงรู้สึกถึงความตื่นตัว ฟางจื่อเหลียนซึ่งอยู่ใกล้ประตู เดินไปเปิดออกและพบกับเด็กสาวในชุดสีเขียวอ่อน ร่างบอบบางของเธอยืนอยู่หน้าประตูด้วยท่าทางที่ดูเร่งรีบ
ใบหน้าของเธองามละมุนราวกับภาพวาดที่ถูกบรรจงแต่งแต้มขึ้นด้วยฝีมือของศิลปินผู้เชี่ยวชาญ ฟางจื่อเหลียนเอ่ยถามด้วยเสียงที่แฝงไปด้วยความสงสัยและระแวดระวัง
“เ้าคือใคร มีธุระอันใด?”
แต่ยังไม่ทันที่คำถามนั้นจะสิ้นสุด ร่างของเด็กสาวก็พลันผุดเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็ว
ฟางหลงที่นอนพักฟื้นอยู่บนเตียงหันมองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจและความสงสัย เด็กสาวผู้มาเยือนนั้นมีท่าทางเร่งรีบอย่างไม่ปกติ เธอหยุดยืนหน้าฟางหลง เอ่ยด้วยเสียงที่แ่เบาราวกับกระซิบ
“เอ๊ะ! นี่เ้า!” ฟางจื่อเหลียนรีบเคลื่อนตัวเข้ามาหาหญิงสาวที่ยืนก้มหน้าอยู่ในห้อง แต่ก่อนที่ฟางจื่อเหลียนจะทันได้กล่าวอะไร ฟางหลงที่นอนอยู่บนเตียงได้โบกมือห้ามไว้ ดวงตาของเขาแฝงความลึกลับราวกับรู้เท่าทันทุกสิ่ง
“หรงโหรว เ้ามีอะไรถึงกล้าบุกเข้ามาที่หอพักชาย เ้าไม่รู้หรือว่าทางสำนักศึกษามีกฎห้ามเอาไว้?”
ฟางหลงเอ่ยเตือนเสียงเข้ม แต่ในใจเขาย่อมรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายมาเพื่อจุดประสงค์ใด เสียงของเขากลับก้องกังวานในความเงียบของห้อง
หรงโหรวยืนก้มหน้าเล็กน้อยด้วยความรู้สึกผิด แต่ในดวงตาของเธอมีประกายของความกล้าหาญ
“ข้ารู้ แต่ว่าข้ามาที่นี่มีสองเื่ เื่แรกต้องขอบใจเ้าที่ทำให้พวกเราสอบผ่านภารกิจ” เสียงของเธอสั่นเล็กน้อยแต่ก็เต็มไปด้วยความจริงใจ
“เอ่อ...แล้วก็เื่ที่สองข้าต้องขอโทษเ้าด้วยที่เป็ต้นเหตุทำให้เ้าต้องาเ็”
ฟางหลงมองหญิงสาวด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป จากความเคร่งขรึมกลายเป็ความอ่อนโยน
“ไม่ต้องขอโทษข้าหรอก ข้ารู้ว่าเ้ามีเจตนาดี หากไม่มีเ้ากลุ่มของพวกเราอาจจะไม่สามารถปฏิบัติภารกิจนี้ได้สำเร็จ” เสียงของฟางหลงแม้จะยังคงความเข้มข้น แต่ก็แฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนที่ปลอบโยนจิตใจของสาวน้อยตรงหน้า
หรงโหรวยิ้มเล็กๆ อย่างขวยเขิน พลางหันหลังออกจากห้องไปโดยไม่กล่าวอะไรอีก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ทำให้ฟางจื่อเหลียนที่ยืนอยู่ด้านข้างพอคาดเดาอะไรได้บ้าง
ฉับพลันดวงตาคมกริบของเขาก็มีประกายแสงขึ้นมาแวบหนึ่งราวกับว่าคิดอะไรบางอย่างได้
...
ณ สำนักศึกษาเซียนเหรินซาน ท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่ส่องประกายระยิบระยับเหนือยอดเขา ฟางหลงฟื้นฟูร่างกายกลับมาสมบูรณ์หลังจากการพักรักษาตัว แต่ในใจยังมีเื่หนึ่งที่ค้างคาไม่หาย ความทรงจำถึงศิษย์พี่ผู้นั้นที่ได้เข้ามาช่วยเหลือเขาออกจากคลื่นภูตผีิญญาร้ายยังคงวนเวียนในใจตลอดเวลา
ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจใช้โอกาสนี้ก่อนที่สำนักศึกษาจะเปิดภาคเรียนอย่างเป็ทางการ เสาะแสวงหาคำตอบที่ยังหาทางคลี่คลายไม่ได้
ฟางหลงเดินลัดเลาะไปตามทางระหว่างอาคารไม้ตามไหล่เขา สายตาคอยจับจ้องสังเกตศิษย์ชายที่ถือหอกเป็อาวุธ แต่ไม่ว่าคนใดที่เขาสอบถามหรือเฝ้าพิจารณา ล้วนไม่ตรงกับภาพความทรงจำที่อยู่ในใจของเขาเลยแม้แต่น้อย
ฟางหลงจำได้ลางๆ ว่าศิษย์พี่คนนั้นมีรูปร่างสูงใหญ่ โดยเฉพาะแผ่นหลังที่หนากว้างเป็พิเศษ ซึ่งทำให้เขาสามารถตัดความเป็ไปได้ของศิษย์คนอื่นๆ ออกไปได้เป็จำนวนมาก จนเหลือเพียงไม่กี่คนที่พอจะเข้าเค้าตามที่เขาคาดคิด
ทุกครั้งที่ฟางหลงเห็นศิษย์ชายแต่ละคน
เขาอดไม่ได้ที่จะพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียด
ความหวังที่จะพบศิษย์พี่ผู้ช่วยชีวิตทำให้เขาไม่ย่อท้อ แม้ว่าทุกครั้งที่เขาเริ่มเข้าใกล้คำตอบก็มักจะพบแต่ความผิดหวัง แต่ในใจของเขายังเชื่อมั่นว่าในที่สุดเขาจะพบคนที่ตามหา ความมุ่งมั่นนี้ทำให้ฟางหลงไม่หยุดยั้งในการแสวงหาความจริง เพราะเขารู้ว่าศิษย์พี่คนนั้นเป็คนที่มีความสำคัญต่อชีวิตของเขาอย่างไม่อาจปฏิเสธได้
ในยามเที่ยงของวันถัดมา
สายลมพัดพลิ้วผ่านสนามหญ้าและูเาเขียวชอุ่มในสำนักศึกษาเซียนเหรินซาน แสงแดดอ่อนๆ สาดส่องผ่านยอดไม้และบรรยากาศที่เงียบสงบ ถือเป็เวลาที่พลพรรคศิษย์ต่างๆ เริ่มเตรียมตัวเพื่อเลือกหมวดวิชาในการเข้าเรียน แม้ว่ายังเหลือเวลาอีกหนึ่งวันก่อนที่สำนักศึกษาจะเปิดทำการ แต่เด็กหนุ่มสาวเ่าั้ยังคงแสดงความกระตือรือร้นให้ได้เห็น ซึ่งขัดแย้งเป็อย่างยิ่งกับภาพของเด็กหนุ่มในชุดเขียวมรกตที่มักจะเดินไปตามสถานที่ต่างๆ
ในความสิ้นหวัง ฟางหลงตัดสินใจเดินมายังศาลาไม้แห่งหนึ่งซึ่งเป็จุดแจกจ่ายภารกิจให้แก่ศิษย์พี่ผู้คุมกฎ ด้วยความหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือ แต่แล้วเขากลับโดนปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยจากศิษย์พี่คนหนึ่งที่นิ่งเฉยและเยือกเย็น
“ข้าไม่สามารถให้เ้าดูสมุดลงทะเบียนได้ มันเป็กฎของสำนัก” เสียงตอบที่เรียบเฉยนั้นทำให้ฟางหลงรู้สึกผิดหวังอย่างยิ่ง
ดังนั้น นายน้อยแห่งตระกูลฟางผู้นี้จึงเดินออกมาพร้อมกับเสียงบ่นอุบอิบอยู่คนเดียว
“ทำเป็หวงไปได้ ข้าแค่จะดูรายชื่อ ไม่ได้จะแย่งขนม
กุ้ยฮวาที่เ้ากำลังกินอยู่เสียหน่อย”
เสียงบ่นของเขาดังพอที่จะทำให้ผู้คนที่ผ่านไปมาอดหัวเราะไม่ได้ ภาพของเด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินไปตามที่ต่างๆ เจอใครก็แวะสอบถาม มักปรากฏให้เห็นอย่างเคยชิน จนทำให้คนในสำนักศึกษามองว่าเป็เื่ตลก คนพวกนั้นไม่เข้าใจจริงๆ ว่าฟางหลงจะสอบถามหาศิษย์พี่ผู้นั้นไปเพื่ออะไร
วันสุดท้ายแห่งการเตรียมตัวก่อนเปิดภาคเรียน
หรงโหรวเดินอย่างเงียบๆ ผ่านลานฝึกซ้อมและสวนหย่อมที่เต็มไปด้วยดอกไม้หลากสี นางเฝ้าสังเกตเห็นฟางหลงมักจะทำตัวแปลกประหลาดใน่นี้ ทำให้เกิดความสงสัยเป็อันมาก สุดท้ายนางก็ทนไม่ไหว จึงกัดฟันตัดสินใจเดินเข้าไปสอบถามในที่สุด
“ฟางหลง ข้ามีเื่อยากถามเ้า” หรงโหรวกล่าวด้วยเสียงเคร่งขรึมเต็มไปด้วยความสงสัย ฟางหลงหันมามองนางอย่างแปลกใจ
“เ้ากำลังทำอะไร? กำลังตามหาใครอยู่หรือ? หากเ้ามีเื่อันใดก็บอกข้าได้ หากข้าช่วยได้ก็ย่อมช่วย”
เสียงสดใสของนางทำให้ฟางหลงผ่อนคลายลงได้บ้าง
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็สหายร่วมภารกิจด้วยกันมาก่อน เขาจึงไม่ปิดบังอะไร ฟางหลงถอนหายใจเบาๆ และเผยความจริงออกมา
“ข้ากำลังตามหาศิษย์พี่คนหนึ่งเพื่อตอบแทนน้ำใจในครั้งนั้นที่เคยช่วยชีวิตข้าไว้ ข้ารู้สึกเป็หนี้บุญคุณจึงอยากจะทำสิ่งใดสักอย่างเพื่อตอบแทน”
หรงโหรวฟังอย่างตั้งใจ หลังจากรู้ความจริงจึงตัดสินใจยื่นมือช่วยเหลือ
“ข้าไม่คิดว่าเ้าจะเป็คนรู้คุณคนกับเขาด้วย อย่างนั้นเอาเช่นนี้ข้าจะช่วยเ้าตามหาเอง ถึงจะบอกว่าตระกูลของข้าไม่ได้ใหญ่โตอันใด แต่คนในสำนักนี้ย่อมต้องรู้จัก ตระกูลเย่า ของข้าเป็อย่างดี ข้ารับรองว่า่นี้เ้าเอาเวลาไปเตรียมตัวเข้าเรียนจะดีกว่า หากได้เื่อันใดแล้ว ข้าจะรีบบอกทันที”
นางกล่าวคำสัญญาด้วยความมั่นใจ
ฟางหลงมองเด็กสาวที่มีอายุพอๆ กับตนด้วยความซาบซึ้ง
“อืม ขอบใจเ้ามาก” เขากล่าวพร้อมกับสังเกตเห็นท่าทางของหรงโหรวที่เปลี่ยนไปมากหลังจากผ่านภารกิจครั้งนั้นมาด้วยกัน ด้วยเหตุนี้ฟางหลงจึงเริ่มสงสัยว่าเหตุใดคุณหนูตระกูลเย่าผู้นี้มักปรากฏตัวออกมาให้ตนเห็นอยู่บ่อยครั้ง จึงสอบถามออกไปอย่างไม่ทันยั้งคิด
“ว่าแต่ทำไม่นี้ข้าเจอหน้าเ้าบ่อยนัก หรือว่าเ้า...”
ฟางหลงหลี่ตามองหญิงสาวตรงหน้า พร้อมกับใช้มือจับคางทำท่าทางราวกับกำลังครุ่นคิด หรงโหรวเห็นท่าทางเช่นนั้นใบหน้าจึงเริ่มแดงก่ำ
“ข้า...ข้าทำไม” นางตอบกลับด้วยเสียงสั่นๆ ก่อนจะเดินจากไปโดยไม่บอกกล่าวอะไรเพิ่มเติม ทิ้งให้ฟางหลงยืนคนเดียวในความสับสนและความรู้สึกที่ไม่อาจไขความลับได้
...
ในห้องไม้กึ่งถ้ำอันเย็นเยือก จู่ๆ พลังปฐมแห่งฟ้าดินบริเวณนั้นก็เริ่มหมุนวน แสงหลากสีจากภายนอกหุบเขาไหลเข้ามาภายในห้องนั้นอย่างไม่ขาดสาย เวลาผ่านไปไม่นานเหตุการณ์อัศจรรย์ใจเมื่อครู่ก็ค่อยๆ จางหายไปภายในถ้ำ เงียบสงบ ราวกับว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
เสียงหายใจเฮือกใหญ่ดังก้องขึ้น
“ในที่สุดข้าก็ก้าวข้ามปราณก่อกำเนิดขั้นหกไปเป็ขั้นเจ็ดได้สักที”
เสียงนั้นดังแ่เบาอยู่ในถ้ำ แม้ว่าเ้าของห้องผู้นั้นจะดีใจ แต่สีหน้าและท่าทางของเขากลับครุ่นคิดอะไรบางอย่าง เขามองออกไปด้านนอกราวกับว่ากำลัง้าพิสูจน์สิ่งที่คาดเดาเอาไว้ ภาพที่เห็นเบื้องหน้านั้นเป็ทิวทัศน์ของหุบเขาที่ห่างไกล และลำธารที่ไหลรินผ่านโขดหิน เสียงน้ำกระทบหินดังก้องอยู่ในใจของเขา
เฉินเมิ่งยืนขึ้น พลางสะบัดเสื้อคลุมที่เปื้อนฝุ่นออกเบาๆ
“ไม่แน่ว่า เืที่เปื้อนมือและกลิ่นอายของเ้าเด็กฟางหลงนั่นที่เกาะอยู่บนตัวข้ามาหลายวัน…อาจมีพลังบางอย่างจึงทำให้ข้าสามารถเลื่อนขั้นได้”
เขากล่าวกับตัวเองเบาๆ พร้อมกับถือหอกยาวเท่าความสูงของเขาเดินออกจากถ้ำไป ความสงสัยที่ก่อตัวขึ้นในใจมันไม่สามารถถูกละเลยได้ เขา้าคำตอบและจะไม่หยุดจนกว่าจะได้รู้ความจริง
บนยอดเขาแห่งหนึ่งของสำนักศึกษาเซียนเหรินซาน
ภายในกระท่อมไม้ที่ดูเรียบง่าย มีเพียงกาน้ำชาเก่าๆ กับตำรากองใหญ่วางตั้งไว้ ตรงกลางกระท่อม ชายชราหนวดเครายาวสีดอกเลาลืมตาขึ้นมาชั่วครู่หลังจากเข้าฌานลึกมาสามเดือน สายตาเจนโลกคู่นั้นเหลือบมองไปยังเชิงเขาแห่งหนึ่งที่อยู่ในบริเวณของสำนัก พร้อมกับพยักหน้าเล็กน้อยอย่างพอใจ ราวกับเขาได้เห็นบางสิ่งที่ยืนยันถึงความสำเร็จในอนาคตที่เขาคาดหวังไว้
“ถ้าหากเ้าสามารถก้าวข้ามเ้าหลานชายไม่เอาไหนของข้าได้ในงานประลองที่กำลังจะมาถึง เมื่อนั้นความหวังของสำนักข้าก็จะฝากเอาไว้กับเ้า”
ชายชรากล่าวพึมพำกับตัวเอง
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความคาดหวังและความปรารถนา แม้เสียงนั้นจะเบาราวกับลมหายใจ แต่ก็มีความหนักแน่นดั่งคำสาบานที่ถูกกล่าวออกมาในยามสำคัญ
หลังจากนั้น ชายชราก็หลับตาเข้าฌานตามเดิม ความสงบสุขและความเงียบสงัดได้กลับคืนสู่กระท่อมไม้อีกครั้ง
ท่ามกลางธรรมชาติที่เงียบสงบของยอดเขาแห่งนี้ มีเพียงเสียงลมพัดผ่านใบไม้และเสียงนกร้องเพียงเบาๆ เท่านั้นที่ยังคงอยู่ เสมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างได้หยุดนิ่งไปชั่วขณะ เพื่อให้ชายชราสามารถดำเนินการตาม วิถีแห่งเซียน ของเขาต่อไปได้โดยไม่ถูกรบกวน
ในขณะที่ชายชราดำดิ่งลึกเข้าสู่สภาวะสมาธิ ภายในใจของเขายังคงระลึกถึงเหตุการณ์ในอดีตที่พาให้สำนักนี้เกิดขึ้นและเติบโตมาจนถึงปัจจุบัน
ความหวังและความปรารถนาในการเห็นศิษย์ใหม่ๆ ที่มีศักยภาพสูงเป็เครื่องหล่อเลี้ยงจิติญญาของเขา แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ความปรารถนานั้นก็ไม่เคยจางหายไป ชายชรายังคงมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะทำให้สำนักเซียนเหรินซานเป็สถานที่อีกหนึ่งแห่งที่ช่วยแผ่นดินนี้ให้ฟื้นฟูกลับมามีชีวิตชีวาตามเดิม
แน่นอนว่า อีกเหตุผลหนึ่งก็เพื่อเตรียมความพร้อมต่อเหตุการณ์เลวร้ายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตตามคำทำนายของปราชญ์เมธีรุ่นก่อนๆ