
รุ่งวันถัดมา ตลาดยังไม่ตื่นเต็มที่ เสียงไม้เคาะจากช่างที่อวี้หานส่งมาดังเป็นจังหวะเท่ากัน กลิ่นฝุ่นไม้ใหม่ประสมกลิ่นชื้นของเรือนเก่า ทำให้ช่องหายใจอุ่นกว่าทุกวัน หลิวหานกอดอกมองหน้าประตูที่เปิดแง้ม คิดว่าจะเริ่มตรงไหนก่อนดี
“ตั้งค้ำเสาก่อน” ซูไป๋บอกตามนิสัย เขายกไม้ค้ำเข้าที่ ตอกลิ่มแน่นจนเสียงแกร๊ก ๆ วิ่งตามผนัง “แล้วค่อยยกพื้น”
ช่างไม้คนหนึ่งพูดพลางยิ้ม “เรือนนี้รอด เพราะเสายังตั้งดี ถ้าปล่อยอีกสองปีคงไม่ทัน”
“ไม่ให้ถึงปีหน้า” หลิวหานตอบ แล้วเข้าไปช่วยยกไม้เองโดยไม่ออมแรง
เที่ยงวัน แสงอาทิตย์ลอดฝุ่นไม้เป็นลำ อวี้หานมาถึงตามนัด วันนี้นางไม่แต่งเต็ม เลือกผ้าเรียบสีเมฆควัน ทว่าสง่าของนางยังอยู่ครบ นางยืนมองการยกพื้นครู่หนึ่ง “ต้องใช้อะไรเพิ่ม บอกข้าได้”
“แค่เวลา” หลิวหานตอบตรง “และไม่ถูกรบกวนบ่อย”
นางพยักหน้าเหมือนเข้าใจทันที “ตระกูลอวี้จะไม่ยื่นเงายาวเข้ามาในร้านนี้ ข้าอยากให้มันเป็นของเจ้า—ไม่ใช่เงาของผู้ใด”
คำว่า “เงา” ทำให้ซูไป๋เหลือบตาเงียบ ๆ เมืองนี้เงาเดินเร็วกว่าคนเสมอ เขาคิด และจดไว้ในใจ
หลิวหานตรวจขอบหน้าต่างที่เพิ่งขยาย เขาไล้นิ้วไปตามเสี้ยนไม้ “พอแสงเข้า คนจะเห็นชั้นกรองตั้งแต่ยังไม่ก้าวข้ามธรณี”
อวี้หานพยักหน้า “และเสียงต้มน้ำจะทำให้รู้ว่าที่นี่ ‘ทำจริง’ ไม่ใช่เพียงพูด” นางยิ้มบาง “ข้ายังจำกลิ่นโอ่งที่หน้าเมืองเว่ยได้ดี”
ภาพวันนั้นแทรกกลับมาสั้น ๆ เสียงวิ่งโกลาหล เสียงหัวเราะของเด็กคละควันและฝุ่น หลิวหานไม่พูดถึงมันต่อ เขาเพียงผงกหน้าให้ความทรงจำแล้วหันไปดูช่างตอกลิ่มตัวสุดท้าย
บ่ายวันเดียวกัน ช่างวางคานรับชั้นโชว์ อาเหมยลากกระดานเข้ามาเหมือนหัวหน้าคนงานตัวเล็ก เธอชี้ตำแหน่ง “มุมนี้วางชุดกรองสำเร็จรูป ตรงนี้โต๊ะสาธิต ให้คนประกอบเองต่อหน้า” เธอกวาดตามองภาพรวม “ถ้ามีเด็ก เราสอนก่อนโต—เขาจะกลับไปบอกพ่อแม่”
หลิวหานยิ้มมุมปาก ภาษาตลาดวิ่งไกลกว่าประกาศของวังเสมอ เขาจดลงในสมุดผ้า “สอนเด็กให้พูดแทนเรา”
เย็นย่ำ พื้นใหม่เสมอกันแล้ว อวี้หานมองไปทั่ว “เรือนนี้เหมือนคนเพิ่งฟื้นไข้ ยังผอม แต่ตากลับมาชัด”
“อีกไม่นานจะมีเนื้อ” หลิวหานตอบ “น้ำใสจะพาคนมาเอง และพาเรื่องคุยดี ๆ มาด้วย”
“เจ้าพูดเหมือนคนที่เคยหิวมาก่อน” นางว่าเสียงเรียบ ไม่ได้ถามต่อ หลิวหานหัวเราะเบา ๆ ก่อนชวนช่างเก็บเครื่องมือ
เมื่อแสงสุดท้ายลูบสันหลังคา อาเหมยหอบถังผ้า “พรุ่งนี้ตั้งหม้อต้มได้แล้วใช่ไหม”
“ได้” หลิวหานตอบ “แต่ตอนนี้—ส่งถังกรองเล็กให้จวนอวี้ก่อน”
อวี้หานชะงักนิดเดียว “ไม่จำเป็นต้องรีบ—”
“นี่ไม่ใช่ของตอบแทน” หลิวหานส่ายหน้า “แต่เป็นมาตรฐานเดียวกับที่เราขาย ถ้าคนในจวนได้ดื่ม เขาจะพูดกับคนในตรอกเอง”
นางนิ่งไปแล้วพยักหน้า “เช่นนั้นดี” นางเรียกบ่าวมารับถังผูกผ้าอย่างดี “ข้าจะไม่แกะดูต่อหน้า—เพื่อให้เจ้ารู้ว่าข้าเชื่อมือ”
ซูไป๋มองภาพส่งมอบโดยไม่พูด เขารู้ว่าคำว่า “เชื่อมือ” ต่อหน้า ไม่ค่อยเกิดในเมืองนี้ และเขาพอใจที่เห็นมันเกิด
ก่อนกลับ อวี้หานถาม “ชื่อร้าน…คิดหรือยัง”
“ยัง” หลิวหานยิ้ม “อยากให้เรียบ และยืนได้นานกว่าเรา”
“งั้นค่อยคิด” นางชำเลืองตา “เสร็จงานแล้ว เจ้ายังเล่าเรื่องบ้านเดิมให้ข้าฟังอยู่ไหม”
หลิวหานนิ่ง แล้วรับคำ “จะเล่า ในวันเปิดร้าน และคนแรกที่ดื่มน้ำแก้วแรก—คือเจ้า”
นางหัวเราะในลำคอสั้น ๆ “ข้าจะจำคำนี้” แล้วก้าวข้ามธรณีอย่างสง่า กลิ่นน้ำยาทาไม้ติดชายแขนเสื้อไปเหมือนพกฤดูใหม่กลับจวน
คืนนั้น ซูไป๋แบ่งเวรยาม อาเหมยจัดแปรงกับสีข้างป้ายดิบ หลิวหานนั่งโต๊ะเล็ก เขียนแผนพรุ่งนี้—ติดปล่องควัน วางเตา ทำป้ายวิธีห้าบรรทัด ร่างภาพชั้นกรองสำหรับติดผนัง เขาหยุดปลายพู่กันเหนือช่อง “ชื่อร้าน” ที่ยังว่าง แล้ววางพู่กันลง
ภาพจำปิดบท: หน้าร้านมืดสลัว ป้ายดิบเอนพิงผนัง ตรอกเงียบจนได้ยินเสียงน้ำหยดจากถังทดลองทีละ “ติ๋ง”—เหมือนหัวใจที่กำลังตั้งจังหวะใหม่ให้ตัวเอง
ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ติดตาม
“ข้าก็แค่คนหลงยุค ภาค 1”
หากชื่นชอบเรื่องราว รอยยิ้ม และความเข้มข้นในแต่ละบท สามารถส่งกำลังใจให้ผู้เขียนได้นะครับ พลังใจจากท่านคือแรงใจที่จะทำให้เรื่องนี้เดินหน้าต่อไปครับ ????
บทต่อไป ภาค 1 —บทที่ 43 — ร้านที่ไร้นาม