ย้อนเวลาสู่ยุค 70: สร้างชีวิตใหม่ด้วยมิติซูเปอร์มาร์เก็ต 【จบ】

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 85 ความคิดของเสี่ยวหลี่ว์

            ตอนที่ 85 ความคิดของเสี่ยวหลี่ว์


            มุมปากของห่าวหลิงอวิ๋นประดับไปด้วยรอยยิ้มหวาน ราวกับกำลังจินตนาการถึงอนาคตอันสดใสที่ตนเองได้แต่งงานกับหานซานหยาง และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขสมบูรณ์แบบในเมือง เมื่อคิดถึงตรงนี้ สายตาที่เธอใช้มองหานซานหยางก็ยิ่งหยาดเยิ้มมากขึ้น

            เมื่อได้เพ่งมองอย่างตั้งใจ เธอก็พบว่าหานซานหยางนั้น นอกจากเรื่องที่ผิวดำคล้ำไปสักหน่อย ส่วนอื่นก็ช่างหล่อเหลาเอาการ เหตุใดก่อนหน้านี้เธอถึงไม่เคยสังเกตเห็นความหล่อเหลาของเขาเลยนะ?

            ห่าวหลิงอวิ๋นกำมือแน่น แทบอยากจะโผเข้าสู่อ้อมแขนอันแข็งแกร่งนั้นเสียเดี๋ยวนั้น ทว่าช่างน่าเสียดายนักที่บุปผาโปรยร่วงด้วยมีใจ ทว่าสายนทีไหลผ่านนั้นไซร้กลับไร้ไมตรี [1] หานซานหยางไม่รู้ตัวเลยว่ามีคนกำลังมองเขาอยู่ ในสายตาของเขา สนใจแต่หานชีเยวี่ยเพียงคนเดียว

            “น้องเจ็ด งั้นพี่สามไปส่งข้างในดีไหม?” ยามที่หานซานหยางเอ่ยคำนี้ เขาเป็นกังวลเล็กน้อยจริงๆ ถึงอย่างไรชีเยวี่ยก็เคยถูกสอบสวนมาก่อน ถึงแม้จะเป็นแค่การใส่ร้ายของหลี่เสี่ยวหรง แต่ก็ไม่แน่ว่าจะมีปัญหาอะไรขึ้นมาก็ได้

            หานชีเยวี่ยยิ้มพร้อมเอ่ยว่า “ไม่ต้องหรอกค่ะพี่สาม หนูเข้าไปเองได้ค่ะ”

            เส้นทางชีวิตของคนเราย่อมต้องก้าวเดินด้วยตัวเอง คนเราคงไม่อาจพึ่งพาคนอื่นได้ตลอดไปหรอกกระมัง? แม้คนๆ นั้นจะเป็นพี่ชายของเธอเองก็ตาม ผู้นำชุมชนจอดเกวียนไว้ข้างทาง ก่อนเอ่ยว่า “ซานหยาง เฝ้ารถให้หน่อยนะ ฉันมีธุระต้องไปทำที่สำนักงานของสหคามพอดี ประเดี๋ยวก็ออกมา”

            หานซานหยางและหานชีเยวี่ยเข้าใจความหมายของผู้นำชุมชนเป็นอย่างดี ไหนเลยจะมีธุระอะไรอีก เขาเพียงแต่เป็นห่วงหานชีเยวี่ยมากกว่า แต่ในเมื่อผู้นำชุมชนบอกว่าไปทำธุระ หานชีเยวี่ยก็ไม่อาจพูดอะไรได้ สุดท้าย หานชีเยวี่ยก็เดินเข้าไปข้างในพร้อมกับผู้นำชุมชน

            ทันทีที่ผ่านเข้าประตูไปในลานของสำนักงานรัฐบาล พวกเขาก็เห็นเสี่ยวหลี่ว์แล้ว และตอนที่เสี่ยวหลี่ว์หันมาเห็นหานชีเยวี่ยกับผู้นำชุมชน เขาก็เดินเข้ามาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม

            “ผู้นำกู้ สหายหานชีเยวี่ย พวกคุณมาแล้วเหรอครับ?”

            “มาแล้วล่ะ! สหายเสี่ยวหลี่ว์ ผู้อำนวยการไช่อยู่หรือเปล่า?” กู้อวิ๋นฉีถามด้วยรอยยิ้ม

            “อยู่ครับ อยู่ครับ รอพวกคุณอยู่นานแล้ว” ครั้งนี้สหายเสี่ยวหลี่ว์ดูใจกว้างเป็นกันเองกว่าครั้งที่แล้วมาก

            ขณะที่พูด เขาก็เหลือบมองหานชีเยวี่ยไปด้วย สหายหญิงคนนี้ ต่อไปจะได้เป็นเพื่อนร่วมงานกับเขาแล้ว ได้มีเพื่อนที่งดงามขนาดนี้ ที่เพียงแค่มองก็รู้สึกชื่นใจแล้ว หลังจากกล่าวขอบคุณเสี่ยวหลี่ว์ กู้อวิ๋นฉีก็พาหานชีเยวี่ยไปที่ห้องทำงานของผู้อำนวยการไช่

            คราวนี้ ประตูห้องทำงานของผู้อำนวยการไช่เปิดอยู่ เมื่อเห็นหานชีเยวี่ยกับกู้อวิ๋นฉีเดินมาแต่ไกล เขาก็เรียกให้ทั้งสองเข้าไปในห้องทันที “กู้อวิ๋นฉี ตาแก่อย่างแก ทำไมถึงเพิ่งพาคนมาส่งเล่า? ” หานชีเยวี่ยได้ยินผู้อำนวยการไช่เรียกกู้อวิ๋นฉีว่าตาแก แต่กู้อวิ๋นฉีกลับยิ้มรับ เธอจึงรู้ว่าครั้งที่แล้วที่ทั้งสองคนเจอกัน พวกเขาคงจะยังเกรงใจกันอยู่ ดูท่าความสัมพันธ์ของทั้งสองคนดูเหมือนจะดีกว่าที่เธอคาดการณ์เอาไว้

            กู้อวิ๋นฉียิ้มพร้อมกับถลึงมองผู้อำนวยการไช่ “พูดแบบนี้ต่อหน้าสหายรุ่นน้อง ไม่กลัวว่าจะเสียภาพพจน์ผู้อำนวยการใหญ่ไปหรือ”

            “สหายเสี่ยวหาน คุยกับที่บ้านเรียบร้อยแล้วใช่ไหม? ทางบ้านคงจะเห็นด้วยสินะ?” ผู้อำนวยการไช่ถามหานชีเยวี่ยด้วยความเป็นมิตร ท่าทีไม่เลวเลยจริงๆ

            หานชีเยวี่ยพยักหน้า “ขอบคุณผู้อำนวยการไช่มากค่ะ ทางบ้านดีใจมากที่ฉันได้รับโอกาสนี้ พวกเขากำชับให้ฉันตั้งใจทำงานเพื่อประเทศชาติ เพื่อสหคามของเราค่ะ”

            “ดี ดี ดี สมแล้วกับครอบครัวที่ดีถึงได้สามารถอบรมสั่งสอนให้มีสหายที่ดีแบบนี้ได้” ผู้อำนวยการไช่หัวเราะเสียงดัง

            “ผู้อำนวยการ ทางบ้านของเธอตกลงแล้ว แต่ผมยังมีข้อเสนออยู่นิดหน่อย!” ทันทีที่กู้อวิ๋นฉีเห็นว่าผู้อำนวยการไช่กำลังจะจัดการมอบหมายงานให้หานชีเยวี่ย เขาก็พูดขึ้นทันที

            ผู้อำนวยการไช่ดูเหมือนจะคิดไม่ถึงมาก่อนว่ากู้อวิ๋นฉีจะคัดค้าน ไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนที่พาหานชีเยวี่ยมาเองแท้ๆ หรือ ทำไมยังมีข้อเสนออะไรอีก?

            “แกมีข้อเสนออะไรอีกล่ะ? ” ผู้อำนวยการไช่ถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ต่างจากท่าทีที่อ่อนโยนที่ปฏิบัติต่อหานชีเยวี่ยราวกับสายลมในฤดูใบไม้ผลิเมื่อครู่ลิบลับ

            “งานในชุมชนของเราเพิ่งจะคืบหน้าไปได้แค่ครึ่งเดียว ยังต้องการให้ชีเยวี่ยช่วยดูแลติดตามผลต่อ ผู้อำนวยการไช่ ขอยืมตัวชีเยวี่ยไปทำงานที่ชุมชนเราสักสองสามวันได้หรือไม่ครับ รอให้ผ่านเทศกาลไหว้พระจันทร์ไปก่อน ค่อยให้เธอมารายงานตัวที่สหคาม? ”

            หานชีเยวี่ยเองก็ไม่รู้มาก่อนว่าผู้นำชุมชนจะคิดแบบนี้ พอได้ยินเข้าก็ให้รู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก ผู้อำนวยการไช่ถลึงตาจ้องกู้อวิ๋นฉี เขาวางแก้วน้ำที่เพิ่งรินลงบนโต๊ะเล็กๆ หน้ากู้อวิ๋นฉีเสียงดังตึง ก่อนเอ่ยปากพูดด้วยความไม่พอใจว่า “คุณอยากให้สหคามจ่ายเงินเดือนให้ แต่ให้ชุมชนเอาคนไปใช้งานแบบนี้หรือ? สองปีมานี้ ปลูกกระเทียมเยอะไปรึไง? ถึงได้รู้จักคิดวางแผนแบบนี้!”

            กู้อวิ๋นฉียิ้มซื่อๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของเขา “ผู้อำนวยการไช่ จะเป็นอย่างนั้นได้อย่างไรกันล่ะครับ แต่นี่คุณก็รู้ว่า งานของชุมชนนี้เป็นชีเยวี่ยที่คอยดูแล หากเธอไม่อยู่ขึ้นมา เดี๋ยวก็จะมีปัญหาตามมาไม่หยุดอีก”

            เรื่องนี้เขาจำเป็นต้องพูดจริงๆ ตัวเขาเองก็ไม่ได้คิดจะให้สหคามจ่ายเงินเดือน แต่ให้ชุมชนได้คนไปใช้งานหรอก แต่เขาเป็นห่วงว่าถ้าปล่อยไว้นานเกินไป งานนี้อาจจะหลุดมือไปก็เป็นได้ และนั่นมิใช่ว่าเป็นการทำผิดต่อชีเยวี่ยหรือ? เมื่อคิดไปคิดมา เขาจึงมิอาจไม่แบกหน้าหนาๆ มาปรึกษาเรื่องนี้กับผู้อำนวยการไช่ได้

            หานชีเยวี่ยอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่พอคิดอีกที ตอนนี้ไม่เหมาะให้เธอได้เปิดปากพูดอะไร ปล่อยให้เป็นการตัดสินใจของผู้นำทั้งสองคนจะดีกว่า ปรากฏว่า หลังจากพูดคุยกันอยู่พักหนึ่ง ผู้อำนวยการไช่ก็เปลี่ยนท่าที เขาเอ่ยว่า “จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้ แต่ยังไงสหายหานชีเยวี่ยก็เป็นคนของสหคาม ถ้าเธอไม่มาทำงานแต่กลับไปทำงานให้ชุมชน ฉันเองก็ไม่รู้จะอธิบายกับสหายคนอื่นยังไง”

            หานชีเยวี่ยลอบคิดในใจ คำพูดนี้คงไม่ได้พูดออกมาลอยๆ แน่ เธอรูสึกว่าคำพูดที่จะเอ่ยต่อไปนี้ของผู้อำนวยการไช่ต้องมีนัยยะแอบแฝงอยู่เป็นแน่

            ผลปรากฏว่า ผู้อำนวยการไช่พูดขึ้นอย่างไม่เกรงใจ “สหายชีเยวี่ย ฉันหวังว่าหลังจากที่เธอช่วยทำงานให้ชุมชนจนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีแล้ว เธอจะช่วยแก้ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ให้สหคามของเราด้วย”

            ผู้อำนวยการไช่บอกว่าเป็นปัญหาเล็กๆ น้อยๆ แต่หานชีเยวี่ยกลับรู้สึกว่าปัญหานี้อาจจะแก้ไม่ได้ง่ายๆ อย่างที่คิด เพราะอย่างไรเสีย ถ้าเป็นเรื่องง่ายจริงๆ ผู้อำนวยการไช่คงไม่จำเป็นต้องจงใจพูดออกมาอย่างนี้ แต่นี่คืองานแรกที่สหคามมอบหมายให้เธอ ไม่ว่าจะยากแค่ไหน หานชีเยวี่ยก็ต้องทำให้สำเร็จให้จงได้

            เธอพยักหน้าด้วยท่าทางมุ่งมั่น “ผู้อำนวยการไช่ เชิญมอบหมายงานมาได้เลยค่ะ ฉันจะพยายามทำให้สำเร็จให้ได้ค่ะ!”

            เสียงของหญิงสาวสดใสกังวาล ทว่าแฝงไปด้วยพลังกำลัง ผู้อำนวยการไช่ยิ่งรู้สึกพอใจมาก เขารู้มาตลอดว่าหญิงสาวคนนี้ไม่ธรรมดา ลองฟังน้ำเสียงของเธอดูสิ!

            ไม่เลว ไม่เลวเลย!

            “สหายชีเยวี่ย ในเมื่อเธอช่วยโรงงานทอฝ้ายที่มีคนงานกว่าสามพันคนแก้ปัญหาสวัสดิการได้ เช่นนั้นก็ช่วยสหคามของพวกเราด้วยได้ใช่ไหม? พวกเรามีคนน้อยกว่า แค่ยี่สิบกว่าคนเอง!”

            ยามที่ผู้อำนวยการไช่พูดออกมา เขาก็มีท่าทีเกรงใจเล็กน้อย

            ช่วงนี้เขาเอาแต่คิดเรื่องนี้อยู่ แต่ทุกปีสหคามก็แจกผักกาดขาวหรือไม่ก็หัวไชเท้าให้พนักงานตลอด ถ้าดีหน่อยก็อาจจะมีผลไม้บ้างนิดหน่อย ปีนี้เขาอยากจะคิดอะไรที่แตกต่างออกไป แต่พยายามขุดสมองมาหลายวันขนาดนี้ ก็ยังนึกอะไรไม่ออกอยู่ดี คำพูดของกู้อวิ๋นฉีทำให้เขานึกขึ้นได้ สหายหานชีเยวี่ยน่าจะมีวิธีกระมัง?

            “ผู้อำนวยการไช่ งบประมาณที่ตั้งไว้คือคนละเท่าไหร่คะ?” หานชีเยวี่ยถามถึงงบประมาณอย่างตรงไปตรงมา ผู้อำนวยการไช่ฟังแล้วก็รู้สึกว่าเธอน่าจะช่วยได้

            “ทั้งหมดร้อยห้าสิบหยวน เตรียมไว้สามสิบชุด ชุดละห้าหยวน เธอลองดูว่าจะทำอะไรได้บ้าง?” ผู้อำนวยการไช่พูดด้วยท่าทีกระดากอายเล็กน้อย เขาได้ยินมาว่าโรงงานผ้าฝ้ายแจกสวัสดิการชุดละแปดหยวน มากกว่าพวกเขาเกือบเท่าตัว

            “ผู้อำนวยการไช่ อยากได้ผ้าที่ไม่ต้องใช้คูปองใช่ไหมคะ?”


            เชิงอรรถ

            [1] 落花有意 流水无情 บุปผาโปรยร่วงด้วยมีใจ ทว่าสายนทีไหลผ่านนั้นไซร้กลับไร้ไมตรี หมายความว่าหลงรักเขาข้างเดียว ทอดสะพานให้หรือทำทุกสิ่งอย่างเพื่อเขา แต่เขายังไม่เหลียวแลไม่เห็นคุณค่า


    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลาสู่ยุค 70: สร้างชีวิตใหม่ด้วยมิติซูเปอร์มาร์เก็ต 【จบ】 ที่คุณอ่าน