The Dark World มหาสงครามออนไลน์กู้ปฐพี

    LV 55 น้ำตาฟ้า


    เครดิตภาพจาก  https://wallpaperaccess.com


          บรรยากาศหลังแข่งเต็มไปด้วยความชื่นมื่นผู้ชมนับหมื่นพากันขนานนามของแทงค์คนดัง จากนั้นก็แยกย้ายกลับบ้าน 


    “ โห..... เกมวันนี้โคตรมันเลย สาแก่ใจมาก เชื่อมั้ย...ถ้าชั้นได้ลงเล่นนะ จะปั่นหัวเจ้าแทงค์ปีศาจนั่นให้หมุนจนลืมบ้านเลขที่เลยทีเดียว ฮ่าๆ ” มาวินคุยโตสลับหัวเราะชอบใจท่าทางคึกคะนอง 


    “ อืม.... ” เหมยลี่รับคำสั้นๆ ท่าทีเฉยเมย สายตาเหลือบมองไปรอบๆ เพื่อหาทางออก แต่ก็ไร้หนทางด้วยมีผู้คนนับหมื่นขวางกั้น


    “ พูดก็พูดนา เจ้าแทงค์นั่นก็เก่งใช่ย่อย แต่ยังมีจุดอ่อนอยู่อย่าง เธอรู้มั้ยว่าคืออะไร ” มาวินเอ่ยถาม ใบหน้าเรียวเล็กยิ้มไม่หุบ


    “ เหรอ แล้วจุดอ่อนนั้นคือ…..” เหมยลี่ถามสั้นๆ เธอดูไม่ค่อยใส่ใจนัก 


    “ จุดอ่อนนั้นก็คือ…..” พอพูดถึงตรงนี้ มาวินก็หยุดและมองไปรอบๆ จากนั้นก็ขยับเข้ามาใกล้ๆ เพื่อเฉลยตำตอบด้วยเสียงกระซิบ ท่าทางที่น่าสงสัย ทำให้เหมยลี่อยากรู้ขึ้นมาเล็กน้อย       


    “ จุดอ่อนของแทงค์ปีศาจนั่นก็คือ….ชั้นยังไงเล่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า...... ” มาวินพูดจบ เขาก็หัวเราะลั่นจนสุดเสียง ความบ้าบอของเด็กหนุ่ม ทำให้เหมยลี่รู้สึกห่อเหี่ยวและนึกเศร้าอยู่ในใจ


    “ ไม่น่าตั้งใจฟังเลย ”               


    “ อ้าว....จริงๆนะ สาเหตุที่ชั้นเป็นจุดอ่อนของเจ้าแทงค์บ้า เพราะชั้นเป็นอัจฉริยะที่สามารถบั่นทอนให้หมอนั่นอ่อนกำลังลง มีหลายแผนที่ใช้ได้เลยนะ เธออยากฟังมั้ย ” พอมาวินเห็นเด็กสาวเมินเฉย เขาก็เริ่มร้อนรนและพยายามชักแม่น้ำทั้งห้ามาสาธยาย

              


           ระหว่างที่ต่อแถว เพื่อออกจากสนาม มาวินเริ่มพล่ามพรรณนาถึงแผนการต่างๆอาทิเช่น ลอบวางยาถ่าย พอแม็กซ์ปวดท้องก็เข้าโจมตีให้หนัก หรือไม่ก็ยัดเงินให้แทงค์ปีศาจแกล้งยอมแพ้ ยังมีวิธีอื่นๆอีกมากมายที่หลุดโลกไม่แพ้กัน ทำให้เหมยลี่ถึงกับเพลีย แต่แล้วเด็กสาวร่างสูงก็คิดแผนการที่ทำให้ตนสบายรูหู จึงกล่าวสั้นๆว่า..... 


    “ ชั้นรู้จักโค้ชทีม ROD ประจำเมืองนี้ ชั้นฝากให้นายลงแข่งได้นะ ” 

             


            การแสดงออกแรกของมาวินคือหน้าซีด มือไม้สั่น เด็กหนุ่มใช้เวลารวบรวมกำลังใจอยู่นานจากนั้นก็ตอบกลับมาว่า….. 


    “ ไม่รู้คราวนี้เป็นยังไง รู้สึกไม่ค่อยสบาย ขอเป็นคราวหน้าดีกว่า แฮะๆ ” 

            


           เหมยลี่ซ่อนยิ้ม เธอรู้สึกดีใจที่แผนสยบแมลงโม้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวด นับแต่นี้ จะไม่มีคำพูดใดหลุดจากปากของมาวิน ซึ่งก็จริงตามที่คาดเด็กหนุ่มสงบปาก แล้วเดินตามมาเงียบๆ  


    ……………………….

             

            หลังจากวัยรุ่นทั้งสองออกจากสนาม ก็ตรงไปกินมื้อเย็นที่ร้านอาหารแนวคาวบอยอันเป็นจุดที่ฝากม้า สภาพภายในกลับคืนสู่ภาวะปกติ โต๊ะ เก้าอี้ที่ล้มระเนระนาดจากการวิวาทเมื่อกลางวันถูกจัดเก็บจนเข้าที่ ส่วนเหล่ากรรมกรท่าเรือและนักสู้ผมทองได้อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย 

               


             การกินอาหารเย็นในครั้งนี้ดูเรียบร้อยเป็นที่สุด เนื่องจากเจ้าลิงหัวเขียวยังอยู่ในโหมดสงบเสงี่ยมสันนิษฐานว่าน่าจะกลัวถูกส่งไปแข่ง ROD  จวบจนอาหารคำสุดท้ายไหลลงท้อง มาวินก็เริ่มเอื้อนเอ่ย 


    “ หลังกินเสร็จ เราจะไปไหนกันต่อ ” 

              


             เหมยลี่นิ่งตรึกตรอง แววตามองตรงไปข้างหน้าอย่างปราศจากความหมาย ครู่หนึ่ง เธอก็ตอบกลับ


    “ หาโรงแรมนอน จากนั้นก็ขึ้นเรือเดินทางสู่แผ่นดินใหญ่ ” 


    “ ว้าว.... จะได้นั่งเรือแล้ว เย้ เย้ เย้ ดีใจจัง ” มาวินยกสองแขนขึ้นสูงปากก็เฮดังจนทุกคนหันมามองเป็นตาเดียว ทำให้เหมยลี่ต้องปรามด้วยการกระซิบเบาๆ


    “ อยากแข่ง ROD มั้ย ”     

                 


             หลังจากมาวินได้ยินเสียงกระซิบ เจ้าลิงจอมซนก็กลับมาเป็นเด็กเรียบร้อยอีกครั้งปากก็โต้ตอบด้วยเสียงที่แผ่วเบาไม่แพ้กัน 


    “ ไม่เอาอ่ะ ชั้นเกรงใจ ”       


    ………………………

               

            เมื่อรับประทานอาหารเย็นเสร็จ ทั้งสองก็ออกมาเที่ยวชมเมืองยามค่ำคืน (ความอยากของมาวินล้วนๆ) ซึ่งการพาทัวร์ในครั้งนี้เป็นหน้าที่ของเหมยลี่ 

            


             สถานที่ซึ่งพบบ่อยสุด หนีไม่พ้นผับ บาร์หรือไม่ก็ร้านเหล้าแนวโลกยุคกลางผสมแฟนตาซี เหล่าลูกค้ามาจากทั่วทุกสารทิศ ไม่ว่าจะเป็นตาแก่คาวบอยที่นั่งกกอีหนูอยู่ตรงมุมห้อง ชายหนุ่มชุดซามูไรที่ยืนขรึมอยู่หน้าบาร์ นี่ยังไม่นับสาวภารตะผู้สวมใส่ชุดระบำแขกที่ทำมาจากผ้ากำมะหยี่

              


           ทั้งสองเที่ยวชมอยู่นาน หลายชั่วโมง สถานที่สุดท้ายในทัวร์นี้ก็คือ.....บ่อน้ำพุหน้าประตูเมือง ซึ่งตอนนี้มีผู้คนประจำอยู่ไม่เกิน10 นาย ส่วนใหญ่จะนั่งกันเป็นคู่   

              


           สองวัยรุ่นนั่งพักผ่อนตรงบ่อน้ำพุอันเป็นจุดที่ห่างไกลจากคู่อื่น มาวินนั่งพิงฐาน ส่วนเหมยลี่นั่งอยู่บนขอบฐานที่มีความสูงประมาณเอว


    “ เฮ้อ......สนุกจังเลย ได้ไปเยือนตั้งหลายผับแหนะ แต่เมื่อยขาไปหน่อยนะ ฮะๆ ” มาวินหัวเราะร่าพร้อมบิดกายไปมา เพื่อขับไล่ความเมื่อยขบ


    “ มันก็ต้องเมื่อยอยู่แล้ว นายให้ชั้นพาเดินตั้งสามชั่วโมงนี่นา ” เหมยลี่ตอบเรียบๆ ด้วยความสลัวยามราตรี เลยมองไม่เห็นสีหน้าของเธอ 


    “ ฮะๆ ก็มันสนุกนี่นา สถานที่แห่งนี้อย่างกะเมืองโบราณแบบรีมิกซ์เลย มีทั้งพวกคาวบอย อาหรับ อาลาดิน แถมนักสู้กังฟูแบบพวกเราก็มี อ้อ มีซามูไรญี่ปุ่นอีกต่างหาก สุดยอดไปเลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า ” มาวินพล่ามไปเรื่อยใบหน้าทะเล้นยิ้มแป้นไม่หุบปาก เขาดูไม่ต่างจากเด็กน้อยที่เพิ่งออกมาจากสวนสนุก

          


           เหมยลี่รู้สึกงงงวย เธอไม่เข้าใจในสิ่งที่มาวินพูดเลยเพราะคำว่า ญี่ปุ่น อาหรับ ซามูไร ไม่มีความหมายในโลกนี้ แต่เด็กสาวก็เก็บงำความสงสัย


    “ ว่าแต่.....ทำไมเธอถึงดูคล่องเส้นทางในเมืองนี้อย่างกับอยู่มาหลายปีเลย ” มาวินฉุกคิดขึ้นมาได้ จึงเอ่ยถามเพื่อนสาว

             


           เหมยลี่นิ่งอยู่หลายวินาที ก่อนจะตอบกลับมาเบาๆ โดยไม่มองหน้า 


    “ ชั้นท่องอยู่ในถิ่นนี้มากว่าสองปีแล้ว ” 


    “ ว้าว..... แจ่มเลย อย่างงี้เธอก็เที่ยวจนรอบแล้วสิ วันหลังพาทัวร์โซนอื่นบ้างดิ ” มาวินยิ้มหน้าใสขึ้นมาทันที เรื่องกิน เรื่องเที่ยว เรื่องสนุก นับเป็นของโปรดอยู่แล้ว 


    “ อ้าว.....แล้วนายไม่ไปแคว้นเยอมาเนียเพื่อกลับบ้านหรือ…” เหมยลี่ถามกลับ เธอหันมาสบตาเด็กหนุ่ม 


    “ เออ......ใช่ ลืมไปเลย ว้า น่าเสียดาย แย่จัง ” มาวินตบเข่าตัวเองพลางสบถดัง


    “ นายนี่มันจริงๆเลย..... เจ้าลิงหัวเขียว ” เหมยลี่บ่นเบาๆ แต่ถ้ามองให้ดี จะเห็นรอยยิ้มที่ดูเจือจาง


    “ เฮ้อ..... แต่จะว่าไปท้องฟ้าที่นี่ ก็ดูสวยจัง ” มาวินเงยหน้ามองท้องฟ้า ดวงตาเล็กเรียวเริ่มฉายประกายโศก อันเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยได้เห็นจากเด็กหนุ่ม

             


            เหมยลี่มองหน้ามาวิน เธอไม่เข้าใจว่าทำไม เจ้าลิงหัวเขียวถึงแปรเปลี่ยนเป็นแบบนี้ จึงได้แต่นิ่ง ไม่เอ่ยคำใดออกมา

            


            บรรยากาศในเวลานั้นมีแต่ความเงียบ มีเพียงเสียงลมเย็นที่พัดแผ่ว นานๆจะได้ยินเสียงคู่รักที่พำนักอยู่แถวนั้น สำเนียงบ่งบอกถึงความหวานหูมิรู้หายแต่ถ้าเอาเนื้อความ เห็นทีจะไม่ได้ซักกระบวน เพราะกระแสเบาเกินไป เมื่อเดดโซนผ่านไปได้ระยะหนึ่ง มาวินก็เอ่ยปาก 


    “ เชื่อมั้ย ที่ๆชั้นจากมา แทบไม่เคยเห็นแสงดาวเลยยามที่เห็นมันในลักษณะนี้ จะเป็นตอนที่ได้ไปเที่ยวต่างจังหวัดเท่านั้น ” มาวินพูดขึ้นมาเบาๆ น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย 

             


            เหมยลี่หันกลับไปมองมาวินที่นั่งแผ่หลา ใบหน้าเล็กเรียวดูเศร้าหมอง นั่นชวนให้เด็กสาวอยากรู้ พอเวลาผ่านไปครู่หนึ่งเด็กหนุ่มก็กล่าวขึ้นมาอีก


    “ และเชื่อมั้ย ทุกครั้งที่ดูดาว ก็จะมีจันคอยอยู่กับชั้นตลอดเวลา แต่ครั้งนี้กลับไม่มี ” 

             


           น้ำเสียงของมาวินแฝงแววเจ็บปวดอย่างชัดเจน ชนิดที่เหมยลี่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าคนประสาท บ้าบออย่างหมอนี่ จะมีสภาพแบบนี้ได้ เธอจึงตัดสินใจถามไปตรงๆ 


    “ จันก็คือคนรักของนาย…..ใช่มั้ย ” 

            


            มาวินเงยหน้ามองท้องฟ้าเงียบๆ ใบหน้าดูสงบและเจือความสุขอยู่เล็กน้อยคล้ายว่ากำลังขบคิดถึงเหตุการณ์ในอดีต วินาทีต่อมาเด็กหนุ่มก็ค่อยๆหลับตาลง หยาดน้ำใสสายหนึ่งเริ่มไหลออกมาจากขอบดวงตา

             


             เหมยลี่มองอากัปกิริยาของมาวินด้วยอารมณ์ใดไม่ทราบได้ เพราะใบหน้าของเธอยังคงไร้อารมณ์ดุจเดิม แต่ก่อนจะได้พูดคำใดออกมา ก็มีเสียงเล็กๆของเด็กน้อยคนหนึ่งดังแว่วมาตามสายลม 


    “ อย่าทำผมเลยครับ ผมไม่ได้ขโมย ผมถูกใส่ความ ” 

            


             มาวินและเหมยลี่ลุกขึ้นยืนพร้อมกัน ทั้งสองรู้สึกว่านี่ไม่ใช่เรื่องธรรมดาจากนั้น เด็กสาวร่างสูงก็วิ่งตรงไปยังจุดเกิดเหตุ โดยมีเด็กหนุ่มหัวเขียววิ่งตามไปติดๆ เขาปาดคราบน้ำตาบนใบหน้า ความโศกเศร้า ห่วงหา อาวรณ์มลายหายไปสิ้น ด้วยมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นที่เบื้องหน้า



    สามารถติดตามงานเขียน  ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

    https://www.facebook.com/Jalando.darksidewriter


    คล้ายกับเรื่องThe Dark World มหาสงครามออนไลน์กู้ปฐพี ที่คุณอ่าน