“เจ้าจะบอกข้าได้หรือยังว่าใครจ้างพวกเจ้าให้มาทำร้ายคุณชายกับคุณหนูของข้า” หม่าจงใช้กระบี่วาดไปบนร่างของโจรทั้งสี่คนที่นอนหมดลมหายใจไปแล้วอย่างน่ากลัว
“ข้า...ข้าไม่รู้ว่านางเป็นผู้ใด ทุกครั้งที่นางมาจ้างพวกเรา นางจะใส่ผ้าคลุมหน้าและสวมหมวกสานปิดบังใบหน้าตัวเองเอาไว้ และนางยังดื่มยาปลอมเสียงมาด้วย ข้า...ข้าไม่รู้จริงๆ ขอรับ นายท่านโปรดไว้ชีวิตข้าด้วยขอรับ” โจรลำดับที่ห้าร้องขอชีวิตอย่างน่าสงสาร
“ลุงจงเจ้าคะ ไว้ชีวิตเขาเถอะเจ้าค่ะ” เซียวหยางอินพูดขึ้น “ระหว่างที่ข้าวิ่งหนีเข้ามาในป่า มีหลายครั้งที่เขาแสร้งปล่อยข้า และยังแอบขัดขวางพี่ใหญ่ของเขาเอาไว้ ไม่อย่างนั้นข้าคงจะยื้อเวลาจนท่านลุงมาช่วยข้าไว้ไม่ได้นานขนาดนี้”
หม่าจงหันไปมองโจรหนุ่มน้อย “เหตุใดเจ้าจึงช่วยเหลือคุณหนูของข้า เจ้ามีจุดประสงค์ใดกันแน่”
“เมื่อ...เมื่อห้าปีก่อน ข้ายังเป็นเพียงขอทานที่อาศัยอยู่ในเมือง มีอยู่ครั้งหนึ่งที่คุณหนูท่านนี้กับพี่ชายของนางได้ช่วยข้าเอาไว้ และยังให้เงินข้าอีกจำนวนหนึ่งเพื่อให้ข้านำกลับไปรักษาท่านแม่ของข้าขอรับ”
“เป็นเจ้าเองหรอกหรือ ขอทานที่ขโมยซาลาเปาของพ่อค้าเร่ไป เจ้ามีชื่อว่าอะไร” เซียวหยางอินถาม
“สวีเหลย ข้าชื่อสวีเหลยขอรับ”
เซียวหยางอินหันไปพูดกับหม่าจง “วันนั้นข้า พี่รอง แล้วก็ท่านแม่จะไปส่งผ้าปักที่ร้านของท่านป้าจีเจ้าค่ะ แต่พอดีเห็นพ่อค้าเร่จับตัวสวีเหลยไว้แล้วบอกว่าเขาได้ขโมยเงินและซาลาเปาไป พ่อค้าเร่ทุบตีเขาจนเกือบจะหมดสติ ข้ากับพี่รองก็เลยวิ่งเข้าไปขวาง และขอร้องให้ท่านแม่ชดใช้ค่าซาลาเปาคืนให้กับพ่อค้าเร่ สวีเหลยจึงไม่ต้องถูกส่งตัวไปรับโทษกับทางการ ท่านแม่พาสวีเหลยไปโรงหมอและสอบถามได้ความว่า หลังจากที่บิดาของเขาเสียชีวิต เขากับมารดาก็ถูกญาติโกงเอาบ้านและที่ดินไปขาย สองแม่ลูกไม่มีที่ไปจึงไปอาศัยอยู่ที่วัดร้างนอกเมือง แต่เพราะมารดาของเขาป่วย ทั้งตัวเขาก็ยังเด็กจึงไม่มีใครจ้างงาน ทำให้เขาต้องมาเป็นขอทานและลักขโมยของเพื่อใช้ประทังชีวิต ตอนนั้นท่านแม่ไม่ได้คิดว่าสวีเหลยโกหก ท่านแม่ก็เลยมอบเงินให้เขาไปห้าตำลึงเงินเพื่อให้เขาพาแม่ของเขาไปรักษาเจ้าค่ะ”
“แล้วเจ้าเข้ามาอยู่กับโจรกลุ่มนี้ได้อย่างไร” หม่าจงหันไปถามสวีเหลย
“เงินที่พวกท่านให้ข้าตอนนั้นเพียงพอที่จะรักษาท่านแม่ได้แค่ระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ข้าก็เลยตัดสินใจเข้าไปอยู่กับกลุ่มโจรเพื่อที่จะหาเงินมารักษาท่านแม่ต่อ แต่ข้าก็ยื้อชีวิตท่านแม่ไว้ไม่ได้ อีกทั้งตัวข้าก็ไม่มีที่ไป ข้าก็เลยยังอยู่กับโจรกลุ่มนี้ต่อขอรับ”
“เจ้าไม่รู้จริงๆ หรือว่าใครจ้างพวกเจ้าให้มาทำร้ายคุณชายกับคุณหนูของข้า” หม่าจงยังถามต่ออย่างสงสัย
“ข้าไม่รู้จริงๆ ขอรับ” สวีเหลยทำท่านึก “ใช่แล้ว...สตรีผู้นั้นสวมกำไลหยกสีขาวหุ้มทองคำลงยาลายผีเสื้อขอรับ”
“เอาล่ะ ครั้งนี้ข้าจะไว้ชีวิตเจ้า เจ้าอายุยังน้อยยังมีโอกาสกลับตัว รีบไปก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจ” หม่าจงบอก
“ขอบคุณขอรับ ขอบคุณนายท่านขอรับ” สวีเหลยตั้งท่าจะวิ่งออกไป
“เดี๋ยวก่อน! หากเจ้าไม่มีที่ไป เจ้าก็ติดตามพวกข้าไปก็แล้วกัน” เซียวหยางฟางหันไปพูดกับหม่าจง “ข้าเห็นว่าเขาเป็นคนซื่อสัตย์และใช้ได้คนหนึ่งขอรับท่านลุง เพียงแต่ถูกสถานการณ์บีบบังคับให้เขาต้องเดินทางผิดไปเท่านั้น ในอนาคตพวกข้ายังต้องการคนมาช่วยงานอีกมาก อีกทั้งเขายังมีวรยุทธ์พอใช้ได้ ข้าจะสอนวรยุทธ์ให้เขาต่ออีกสักหน่อย เท่านี้เขาก็จะเป็นผู้คุ้มกันให้กับครอบครัวของข้าได้แล้ว”
“ขอบคุณคุณชายขอรับ” สวีเหลยรีบคุกเข่าและโขกศีรษะคำนับเซียวหยางฟางอย่างดีใจ “ข้าจะติดตามคุณชาย และจะปกป้องครอบครัวของคุณชายให้ดีขอรับ”
“เจ้าต้องซื่อสัตย์กับคุณชายให้มากด้วย” หม่าจงสำทับ
“ลุงจง เอ่อ...คุณชายท่านนี้เป็นผู้ใดหรือเจ้าคะ” เซียวหยางอินถามหม่าจง
หม่าจงตบหน้าผากตัวเองอย่างนึกขึ้นได้ “ข้าต้องขออภัยที่ไม่ได้แนะนำพวกท่าน คุณชายรอง คุณหนู นี่คือคุณชายเซียวหยางฟาง และนี่คือฮูหยินของเขาแม่นางหนิงลี่ เป็นเรื่องบังเอิญมากที่พวกท่านแซ่เซียวเหมือนกัน”
หม่าจงยังแนะนำต่อ “คุณชายเซียว แม่นางหนิงลี่ นี่คือคุณชายรองเซียวหยางเฟิ่งกับคุณหนูเซียวหยางอิน เป็นบุตรของเจ้านายเก่าของข้าเองขอรับ”
ทั้งสี่คำนับทักทายกันอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ก่อนที่เซียวหยางฟางจะพูดขึ้น “เจ้าคือเซียวหยางเฟิ่ง สหายของว่านเฉียง เหอหลงเป่า และเจียงต่งใช่หรือไม่ ช่างบังเอิญเสียจริง”
“พี่ชายรู้จักกับสหายของข้าด้วยหรือขอรับ” เซียวหยางเฟิ่งถามอย่างสงสัยปนดีใจ เพราะเขาไม่ได้มีเพื่อนมากนัก
“พวกเจ้าเคยเดินทางไปตำบลชิงสีเพื่อเยี่ยมคุณชายว่านไม่ใช่หรือ ตอนนั้นข้ามีโอกาสได้รู้จักกับคุณชายเหอกับคุณชายเจียง แต่น่าเสียดายที่ตอนนั้นเจ้ารีบกลับเมืองหลวงไปเสียก่อน ทำให้พวกเราไม่ได้เจอกัน” เซียวหยางฟางอธิบาย
“เป็นท่านนี่เองที่ว่านเฉียงพูดถึง แต่จะว่าไปว่านเฉียงก็พูดถูกนะขอรับที่ว่าท่านกับข้าหน้าตาคล้ายกัน”
เซียวหยางเฟิ่งพูดจบ ทุกคนก็มองสำรวจเซียวหยางฟางกับเซียวหยางเฟิ่งก็พบว่าทั้งสองคนมีหน้าตาและท่าทางคล้ายกันจริงๆ
หม่าจงขมวดคิ้วอย่างสงสัย ‘หรือว่านี่จะเป็นคุณชายใหญ่ที่หายตัวไป แล้วเหตุใดนายท่านผู้เฒ่าถึงไม่ได้อยู่กับเขาด้วยเล่า’
“ลุงจงพวกเรารีบเดินทางต่อกันดีกว่าเจ้าค่ะ ข้ากลัวว่าประตูเมืองจะปิดลงเสียก่อน” หนิงลี่รีบพูดขึ้น
“จริงด้วยขอรับ เราต้องเดินทางเข้าเมืองก่อนที่ประตูเมืองจะปิด ป่านนี้เถ้าแก่เนี้ยจีคงคอยพวกท่านอยู่ที่ประตูเมืองนานแล้ว” หม่าจงรีบขึ้นไปนั่งคุมรถม้าทันที
“ทำไมพวกเจ้าถึงได้เดินทางมาช้าอย่างนี้เล่า หม่าจง...ไม่ได้มีเหตุร้ายเกิดขึ้นระหว่างทางใช่หรือไม่” เถ้าแก่เนี้ยจีหันไปถามหม่าจง
“การเดินทางราบรื่นดีขอรับเถ้าแก่เนี้ย เพียงแต่ก่อนที่จะถึงประตูเมือง มีเรื่องให้พวกเราต้องจัดการเล็กน้อยขอรับ”
“เรื่องอะไร ร้ายแรงหรือไม่” เถ้าแก่เนี้ยจีถามเสียงเข้ม
“ท่านป้าจี ท่านอย่าเพิ่งดุท่านลุงจงเลยเจ้าค่ะ พอดีข้ากับพี่รองออกไปนอกเมืองแล้วเกิดทำเงินหาย พวกเรานั่งรออาศัยรถม้าของคนผ่านทางเพื่อเข้าเมือง ก็พอดีกับที่ลุงจงเดินทางผ่านมา ท่านลุงก็เลยต้องเสียเวลาไปกับพวกข้าด้วย” เซียวหยางอินลงจากรถม้ามาหาเถ้าแก่เนี้ยจี
“เป็นยัยหนูอินเอ๋อจอมซุกซนนี่เอง” เถ้าแก่เนี้ยจีจับมือสาวน้อยไว้อย่างนึกเอ็นดู “เจ้ากับพี่ชายออกไปนอกเมืองทำไมกัน ท่านแม่ของพวกเจ้ารู้เรื่องนี้หรือไม่”
“เอ่อ...ท่านป้าจีอย่าบอกท่านแม่นะเจ้าคะ พอดีอีกไม่กี่วันจะถึงวันเกิดของพี่ใหญ่แล้ว ข้าได้ยินมาว่าที่หมู่บ้านนอกเมืองมีคนทำของเล่นไม้แปลกใหม่ได้ ข้าก็เลยชวนพี่รองออกไปดู หวังว่าจะซื้อของสิ่งนั้นมาเก็บไว้เป็นของขวัญให้พี่ใหญ่เจ้าค่ะ” เซียวหยางอินรีบพูดขึ้น พร้อมกับส่งสายตาให้กับคนทั้งหมดที่นั่งอยู่บนรถ รวมถึงหม่าจง ซึ่งทุกคนก็เข้าใจดีถึงการกระทำของนาง ทุกคนจึงเงียบและไม่ได้เอ่ยค้านอะไร
“เจ้าคงคิดถึงพี่ใหญ่ของเจ้ามากสินะ นี่ผ่านไปกี่ปีแล้ว ของขวัญวันเกิดที่พวกเจ้าซื้อให้เขามีกี่ชิ้นกันแล้วหรือ”
“ปีนี้พี่ใหญ่ก็อายุครบสิบเก้าปีแล้วเจ้าค่ะ ของขวัญที่พวกข้าเก็บไว้ในกล่องมีอยู่สิบเก้าชิ้นแล้ว หากพี่ใหญ่กลับมา เขาต้องชอบของขวัญพวกนี้มากแน่ๆ เลยเจ้าค่ะ”
“ป้าว่าพี่ใหญ่ของเจ้าคงไม่ต้องใช้ของพวกนี้แล้วล่ะ คงเป็นลูกชายกับลูกสาวของเขามากกว่าที่จะได้ใช้” เถ้าแก่เนี้ยจีใช้นิ้วชี้จิ้มไปที่หน้าผากของเซียวหยางอิน “คราวหลังเจ้าห้ามออกไปนอกเมืองกันเพียงลำพังอย่างนี้อีก ไม่อย่างนั้นป้าจะไปบอกกับท่านแม่ของเจ้า และจะให้นางจับให้เจ้านั่งปักผ้าจนไม่ได้ออกไปไหนอีกเลย เฟิ่งเอ๋อไม่ใช่ว่าป้าอยากจะตำหนิเจ้า แต่เจ้าก็อย่าได้ตามใจน้องสาวของเจ้ามากนัก ตัวเจ้าเองร่างกายก็ไม่ค่อยแข็งแรง ยังจะพาน้องสาวออกไปเที่ยวเล่นไกลๆ อีก หากเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นจะทำอย่างไร เจ้าจะปกป้องน้องสาวของเจ้าอย่างไร เจ้าต้องคิดถึงท่านแม่ของเจ้าให้มาก”
เซียวหยางเฟิ่งก้มหน้าลงอย่างสำนึกผิด วันนี้เป็นเพราะเขาได้ยินข่าวว่ามีคนพกหยกครึ่งชิ้นที่สลักคำว่าเซียวเอาไว้ เข้าพักอยู่ที่หมู่บ้านนายพรานนอกเมือง เขาจึงชวนน้องสาวออกไปนอกเมืองเพื่อตามหาชายคนนั้นด้วยกัน เพราะคิดว่าอาจจะเป็นพี่ใหญ่ของเขาก็ได้ เซียวหยางเฟิ่งลูบหยกครึ่งชิ้นที่เอวของตัวเองไว้อย่างเสียใจในความวู่วามของตน “ขอรับท่านป้าจี ต่อไปข้าจะไม่พาน้องสาวออกไปไกลๆ อีกแล้วขอรับ”
หนิงลี่และเซียวหยางฟางมองเห็นหยกชิ้นนั้นก็หันมาสบตากัน แต่พวกเขาก็ยังไม่ได้พูดอะไรออกไป พวกเขาอยากรู้เรื่องราวของสกุลเซียวให้แน่ชัดเจนกว่านี้เสียก่อน เพราะจากคำบอกเล่าของท่านปู่เซียว บิดาและมารดาของเซียวหยางฟางรักใคร่กันมากไม่ใช่หรือ แล้วเหตุใดฟังดูเหมือนว่าเวลานี้ท่านทั้งสองไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแล้ว และเซียวหยางเฟิ่งกับเซียวหยางอินก็เหมือนจะไม่ได้รับการดูแลที่ดี ดูจากเสื้อผ้าที่พวกเขาสวมใส่อยู่เวลานี้ก็พอจะเดาได้ ถึงแม้เสื้อผ้าของพวกเขาจะดูสะอาด แต่ก็ดูออกว่ามันผ่านการสวมใส่มาเป็นเวลานานแล้ว