ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 39 เงินตรา..ตราเงิน ตอน เจ็ด

            ตอนนี้เป็นการบรรยายผ่านปากของซุนโหวหวัง เพราะหลิวเจี้ยนอยู่ในฉากน้อยมาก

             

            ฉันมองเห็นเงาวูบหนึ่งวิ่งลิ่วมาตามแนวถนน..

            ความเร็วของมันไม่เลวนัก แต่ก็ไม่ได้ไวพอจะหลุดพ้นจากกับดักที่ฉันวางไว้ก่อนหน้า

            ไอ้คนนั้นสวมเสื้อคลุมดำมิดชิดทั้งตัว บริเวณอกมีแท่งไม้ไผ่เสียบอยู่ มองดูแล้วก็รู้ได้ทันทีว่ามันคงเป็นพวกส่งสารแน่แท้

            ฉันรอจังหวะเหมาะ พอได้ช่องก็เหวี่ยงกระบองเหล็กดำที่แอบซ่อนเอาไว้ในพุ่มไม้ ฟาดใส่ขามันทั้งสองข้างอย่างจัง เสียงดัง ผัวะ! ตามมาด้วยเสียงร้องเฮือกของมันที่แทบไม่ทันหลุดออกจากปาก ก็ถูกฉันตวัดกระบองอีกรอบฟาดลงกลางหลังซ้ำขณะที่มันยังลอยอยู่กลางอากาศ

            แรงกระแทกส่งมันลงพื้นอย่างหมดสภาพ ราวกับถุงผ้าหนัก ๆ ที่ถูกโยนจากหลังม้า

            มันหมดสติไปในทันทีโดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะหันกลับมาดูว่าใครเป็นคนลงมือ

             

            “เป็นอย่างพ่อเจี้ยนกล่าว.. มีคนออกไปแจ้งข่าวจริง ๆ”

            ฉันพึมพำกับตัวเองพลางก้มเก็บแท่งไม้ไผ่ขึ้นมาคลี่ออกอ่านข้อความลับที่ซ่อนอยู่ภายใน

            ทว่าขณะอ่านข้อความไปนั้น ใจฉันกลับรู้สึกแปร่ง ๆ คล้ายจะมีลางร้ายลอยเอื่อยอยู่ในอากาศ

            การที่พวกผลิตเงินเถื่อนเลือกจะไม่ใช้หยกสื่อสารหรือยันต์สื่อสารแลหันมาส่งคนออกไปแทน..

            มันก็พอเข้าใจได้อยู่ดอก หากส่งข้อความเข้าไปในเมืองมังกรธาราตรง ๆ เมืองใหญ่เยี่ยงนั้นย่อมมีการเฝ้าระวังเข้มงวด

            หากโชคร้ายเจอพวกหูตาไวของสกุลปีกมังกรล่ะก็ เหมือนจุดคบเพลิงกลางป่าในคืนเดือนดับดี ๆ นี่เอง

            ไม่แน่ว่าคนพวกนั้นจะลากเรื่องกลับมาตรวจสอบต้นตอถึงที่นี่ ที่ที่พวกมันตั้งใจปิดบังไว้

            แต่สิ่งที่ฉันสะดุดใจจริง ๆ ไม่ใช่แค่นั้น..

            ถ้าเพียงต้องการความปลอดภัย มันมีวิธีที่ง่ายกว่านี้มาก..

            พวกมันจะส่งคนวิ่งออกไปให้เหนื่อยด้วยเหตุใดในเมื่อสามารถใช้ยันต์สื่อสารไปหาคนที่รออยู่แถวชายป่า จากนั้นคนผู้นั้นค่อยส่งเข้าตัวเมืองอีกที

            วิธีนั้นเร็วกว่า ปลอดภัยกว่า และไม่ต้องเสียแรงวิ่งให้เหนื่อยสายตัวแทบขาด

            วิธีที่พวกมันเลือก..

            มันดูไม่ใช่การส่งสารเลยสักนิด แต่เหมือนการแกล้งทำเป็นส่งสารเสียมากกว่า...

             

            หลังจากจัดการเจ้าคนส่งสารจนร่วงไปกองกับพื้น ฉันก็ไม่ปล่อยให้เสียเวลา รีบมัดมือมัดเท้ามันให้แน่นหนา ก่อนจะย่อตัวแบกร่างที่หมดสติขึ้นพาดบ่า

            ไอ้ผู้นี้หนักพอตัวอยู่ดอก แต่ก็ยังพอไหวอยู่บ้าง ไม่ถึงกับทำให้เอวฉันเคล็ดไปเสียก่อน

            ฉันเดินลัดเลาะตามเงาไม้มองหาจุดซ่อนที่แนบเนียนพอจะไม่ให้ใครมาเจอร่างของไอ้โม่งดำนี่โดยง่าย

            แลก็ไม่ลืมใช้กิ่งไม้กวาดรอยการต่อสู้บนพื้นให้เรียบร้อย

            กวาดไปก็นึกไป.. โชคดีที่วันนี้ลมไม่แรง ไม่อย่างนั้นใบไม้กระจายหมดเป็นแน่

             

            “ท่านชายซุน ดูท่าเรื่องที่เจ้าปีศาจหื่นกามกลัวจะเป็นจริง..”

            หนานหงเซียกล่าวขึ้นเมื่อเห็นฉันเดินกลับมาพร้อมร่างหมดสติของเจ้าคนชุดคลุมดำพาดบ่า

            เห็นสภาพของแม่หญิงที่ยังบาดเจ็บอยู่ ฉันก็เลือกพาแม่นางออกมาจากแนวถนนหลักเสียหน่อย หามุมหลบเงาไม้ให้ไกลจากเส้นทางสายหลักของหมู่บ้านเถื่อนพอควร

            จะได้แอบสังเกตพวกโจรเถื่อนได้ถนัดตาโดยไม่ให้ใครเห็นเรา ทั้งยังสะดวกแก่การดูแลแม่หงเซียไปพร้อมกันด้วย

            พูดก็พูดเถิด... พอได้หลบเร้นอยู่กันลำพังเช่นนี้ ใจฉันก็แอบคิดอยู่ลึก ๆ ว่าคงไม่ใช่แค่บาดแผลที่นางต้องระวัง..

             

            “ใช่แล้วแม่หงเซีย เจ้าผู้นี้ผู้ส่งสารจริง ๆ”

            ฉันเอ่ยพร้อมโยนแท่งไม้ไผ่ในมือให้นางอ่านต่อ ก่อนจะหันไปลากร่างไร้สติของไอ้ชุดดำที่เพิ่งโดนฟาดร่วงมาเมื่อครู่ ไปยังต้นไม้ต้นหนึ่งที่อยู่ลึกเข้าไปด้านหลัง

            เชือกเหล็กพิเศษที่พ่อหงชุนมอบไว้ก่อนออกเดินทางยังอยู่ในอกเสื้อ..

            ฉันหยิบมันออกมาแล้วจัดการมัดอ้ายเจ้านั่นติดต้นไม้แน่นหนาจนไม่อาจกระดิกตัวได้แม้แต่น้อย

            ถ้าฟื้นขึ้นมากะจะดิ้นหลุดล่ะก็..

            คงได้ถูกกระบองของฉันหวดซ้ำ..

             

            “เจ้าปีศาจฯ มันเฉลียวนัก..

            คาดเดาการเคลื่อนไหวของพวกทำเงินเถื่อนได้ล่วงหน้าตั้งหลายก้าว”

            เสียงของแม่หงเซียดังขึ้นพร้อมถอนหายใจเบา ๆ ราวกับฝืนพูดคำชมที่ตัวเองไม่อยากเอ่ยออกมา

            ฉันลอบเหลือบมองใบหน้าของแม่หญิง พลางอมยิ้มน้อย ๆ อยู่ในใจ

            ถึงปากจะไม่อยากชม แต่สุดท้ายก็หลุดออกมาจนได้

            เถอะ.. ยังดีที่แม่หงเซียยังมีคุณธรรมพอจะรู้จักยกย่องคุณความดีของผู้อื่น แม้นจะเป็นคำสร้อยอย่าง 'เจ้าปีศาจหื่นกาม' ก็ตาม

            เอาเถิด..

            ฉันเองก็ต้องยอมรับว่าอ้ายเจี้ยนมันฉลาดนัก..

            ถ้าไม่มีมันช่วยคิดช่วยวางแผน พวกเราคงยังคลำหาทางอยู่ในป่าอยู่กระมัง

             

            “อ่า.. อ้ายเจี้ยนมันฉลาดจริง ๆ นั้นแล.. แผลของแม่เป็นอย่างไรบ้าง? ยังเจ็บอยู่ฤๅไม่?”

            ฉันเอ่ยถามขณะสายตาก็เหลือบไปมองข้อเท้าด้านขวาของแม่หงเซียที่ยังพันผ้าไว้แน่นหนา

             

            นางส่ายหน้าคราหนึ่ง

            “ไม่เจ็บแล้วท่านชายซุน แค่รู้สึกคัน ๆ เล็กน้อย”

             

            ฉันเลิกคิ้วเล็กน้อยพลางถอนหายใจเบา ๆ

            “คันรึ?

            ฟังดูแล้วน่าสงสัยนัก..

            แผลของแม่น่าจะเริ่มมีหนองขึ้นแล้วกระมัง..

            หากปล่อยไว้ ประเดี๋ยวจะยุ่งยากกว่านี้เสียเปล่า ๆ”

            ว่าจบฉันก็ไม่รอช้า เรียกกล่องปฐมพยาบาลออกมาอีกครั้ง ก่อนจะย่อตัวลงข้างกายแม่หงเซียอย่างระมัดระวัง

            “ครานี้ต้องแกะผ้าพันแผลออก แล้วทาโอสถใหม่อีกหนหนึ่ง..

            แต่ครานี้ฉันจะเปิดแผลไว้ให้แห้งสนิทจนตกสะเก็ด จะได้ไม่เป็นอีก”

            ฉันกล่าวเสียงนิ่ง ๆ พยายามไม่ให้ท่าทีดูจริงจังจนเกินเหตุ แม้นในใจจะเริ่มเต้นผิดจังหวะอยู่ไม่น้อยเมื่อคิดว่าจะต้องสัมผัสข้อเท้าของแม่หญิงอีกครา

             

            “มะ..ไม่ต้องหรอกท่านชายซุน มันไม่ได้เป็นอะไรมาก”

            เสียงแม่หงเซียสั่นพร่าเล็กน้อย แก้มนวลขึ้นสีระเรื่อทันใด มือก็รีบชักเท้ากลับไปก่อนจะดึงชายกระโปรงลงมาปิดรอยแผลไว้อย่างฉับไว

            อาจเป็นเพราะนางยังไม่ลืมบทเรียนจากการปฐมพยาบาลหนก่อน

             

            “ไม่ได้แม่หญิง..

            หากเกิดแผลติดเชื้อขึ้นมา ไม่เพียงมีแค่แม่ที่ลำบาก..

            หากเกิดอะไรขึ้น..

            ฉันเองก็จะพลอยลำบากไปด้วย..

            คิดเสียว่าทำเพื่อฉันก็แล้วกัน..

            ขออนุญาต...”

            ฉันพูดพลางถอนใจเบา ๆ พยายามไม่แสดงท่าทีกระหยิ่มยิ้มย่องออกไปทางสีหน้า

            เอ่ยจบ..

            ฉันก็ไม่เปิดโอกาสให้ใครทักท้วงแม้แต่น้อย (แม้นเอาเข้าจริงนางก็เงียบอยู่แล้ว)

            มือจึงค่อย ๆ เลิกชายกระโปรงนางขึ้นอย่างระมัดระวัง แล้วจึงค่อยดึงข้อเท้าที่แอบซ่อนไว้ออกมาดูแผลอย่างที่ตั้งใจไว้

            “อ่า.. แม่เห็นฤๅไม่..

            เป็นหนองจริง ๆ ด้วย

            ครานี้แม่ก็อย่าดื้อแล้วให้ฉันทำแผลให้แม่เถิด”

            ฉันเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง แต่ในใจนี่แทบอยากเอากระจกมาส่องหน้าตนว่าแสดงสีหน้าออกไปเยี่ยงไร

            ฉันรีบเบือนหน้าไปอีกทาง ทำทีเหมือนไม่มีอะไร กลัวสีหน้าจักเผยความในใจออกมาโดยพลั้งเผลอจนถูกเหมาเป็นพวกเดียวกับอ้ายเจี้ยน

             

            ฉันเงยหน้าขึ้นจากแผลแล้วเหลือบมองแม่หงเซียครู่หนึ่ง..

            เห็นนางพยักหน้าน้อย ๆ แก้มแดงเรื่อ มือข้างหนึ่งกอดชายกระโปรงแน่น ส่วนอีกมือก็จับข้อมือของตัวเองไว้แน่นหนา

            สายตานางมองตรงมายังฉัน แต่ก็รีบหลบวูบไปในพริบตา

            เถอะ.. ถึงจะไม่พูด ฉันก็พอดูออกว่าแม่หญิงตรงหน้าคงกำลังว้าวุ่นไม่น้อย

            นางคงไม่เคยมีใครมาดูแลใกล้ชิดเช่นนี้กระมัง

             

            ฉันก้มหน้ากลับไปสนใจแผลตรงข้อเท้าอีกครั้ง..

            พยายามทำมือให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ กลัวว่าแม้แต่ปลายนิ้วจะไปกระทบผิวนางโดยไม่จำเป็น

            หากมือฉันหนักไปเพียงนิด..

            นางอาจจะสะดุ้งหนีจนทำให้ทุกอย่างยุ่งยากยิ่งกว่าเดิม

             

            “เสร็จแล้วแม่หญิง..

            ปล่อยให้แผลตากลมสักพักจนแห้งตกสะเก็ดก่อนแล้วค่อยพลันแผล

            ระหว่างนี้ก็พยายามอย่าขยับเท้าข้างนี้มาก..

            ประเดี๋ยวฝุ่นผงจะเข้าไปในแผลจนทำให้ฉันต้องทำแผลให้แม่อีก..

            นี่แม่ฟังฉันอยู่ฤๅไม่..”

             

            “ฟะ..ฟะ..ฟังอยู่..”

             

            เห็นท่าทางของแม่หงเซียที่ยังมีสีระเรื่อบนใบหน้า ฉันก็อดยิ้มในใจไม่ได้

            ไม่ใช่เพราะหลงตัวเองดอกหนา.. แต่บอกตามตรง ใครเห็นแม่หญิงมีท่าทีเขินอายเช่นนั้นก็ต้องใจเต้นเป็นธรรมดา

            ฉันเลยคิดจะแหย่นางเล่นเบา ๆ สักหน่อย

            แบบที่สุภาพบุรุษเขาทำกันเวลาอยากให้หญิงสาวคลายเก้อ

            “อยู่นิ่ง ๆ หนาแม่..

            มีของติดอยู่บนผมของแม่... ประเดี๋ยวฉันเอาออกให้”

            ฉันโน้มตัวเข้าไปช้า ๆ สายตาจ้องที่เส้นผมนางจริง ๆ มือยื่นไปหยิบเบา ๆ อย่างตั้งใจ แม้นใบหน้าจะขยับเข้าใกล้ แต่ก็เว้นระยะไว้พอสมควร ไม่ให้ดูบุ่มบ่ามจนน่าตกใจ

            ฉันไม่ได้เร่ง..

            ไม่ได้ฉวยโอกาส..

            ก็แค่ชายคนหนึ่งที่อยากทำให้แม่หญิงรู้ว่า..

            ถ้าอยู่ใกล้ฉันแล้วจะไม่มีอะไรต้องกลัว

             

            หนานหงเซียยกมือข้างหนึ่งขึ้นแตะอกฉันไว้เบา ๆ คล้ายจะเว้นระยะ

            ส่วนมืออีกข้างก็รีบยกขึ้นมาปัดผมตัวเองพัลวัน

            “ขะ..ขะ..ข้าทำเอง..ข้าปัดเอง!!!”

            ฉันชะงักไปเล็กน้อยกับท่าทีของนาง..

            ไม่ได้รู้สึกเสียหน้าดอกหนา

            แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าบางทีฉันอาจจะล้ำเส้นเกินไป

            เอาเถอะ..

            ฉันอาจไม่ได้แค่จะหยิบของออกจากผมนางจริง ๆ ก็ได้..

            แต่ก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้นางตกใจถึงเพียงนั้นนี่..

             

            อาจเป็นเพราะฉันลุกนางเกินไป

            แลเมื่อเหลือบมองสีหน้าของแม่หงเซีย..

            แก้มยังแดงระเรื่อ ดวงตาก็หลบสายตาฉันอยู่เหมือนเดิม

            เห็นเช่นนั้น มุมปากของฉันพลันยิ้มบาง ๆ ที่มุมปากแลจึงเอ่ยขึ้นกับนางด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ

            “ออกแล้ว...แม่หงเซีย

            แม่เลิกปัดผมของแม่ได้แล้ว..”

            ฉันยื่นมือไปแตะแขนนางเบา ๆ แค่พอให้รู้ว่าฉันไม่คิดจะรุกล้ำ ไม่ได้จับ ไม่ได้บีบ มีเพียงสัมผัสอ่อนโยนพอให้คนตรงหน้าเข้าใจ ว่าฉันอยู่ตรงนี้ ไม่ใช่เพื่อข่มนาม ไม่ได้จับแน่น แค่แตะไว้พอให้รู้สึกว่าฉันไม่ถือสา

            จากนั้นจึงค่อย ๆ แบฝ่ามือนางออก แล้ววางบางสิ่งลงไปในนั้น

            “แม่หงเซีย ทานหมั่นโถวลูกนี้รองท้องก่อนเถิด..

            เอาไว้เผื่อฉันล่าอสูรได้สักตน ค่อยทำอย่างอื่นให้แม่ทาน”

            ฉันกล่าวพร้อมส่งยิ้มบาง ๆ ให้อีกครั้ง แล้วก็ปล่อยมือนางออกอย่างแผ่วเบา ก่อนจะลุกขึ้นแล้วถอยไปอีกมุม

            ปล่อยให้นางได้หายใจทั่วท้องหน่อย

            ก็แค่รุกแบบรู้จังหวะนั้นแล..

             

            ฉันเหลือบมองกลับไปยังแม่หงเซียอีกครั้ง..

            นางยังคงหลบสายตา ใบหน้าแดงระเรื่ออย่างปิดไม่มิด มือยังจดจ้องอยู่กับชายกระโปรงคล้ายไม่รู้จะจับอะไรดี

            แววตาที่มองมาก่อนหน้าก็เหมือนจะมีบางอย่าง.. แต่พอฉันขยับตัว นางก็เบือนหน้าหนีอย่างรวดเร็ว

            ฉันไม่กล้าคิดเองเออเองนักดอกหนา..

            แต่อาการแบบนั้น มันไม่ใช่อาการของคนรังเกียจ หรือหวาดกลัวแน่นอน

            เถอะ.. บางทีนางอาจแค่ไม่ชินกับการมีใครมาใกล้ชิดมากนัก..

            โดยเฉพาะคนที่ไม่ใช่คนในครอบครัว

             

            เวลาล่วงเลยไปจนแสงแรกของอรุณโผล่พ้นขอบฟ้า ฉันจึงเห็นอ้ายเจี้ยนกับพ่อหงชุนกลับมาจากการตรวจตรา

            สีหน้าของทั้งสองแม้นจักดูอ่อนล้าจากการไม่ได้นอน

            แต่แววตานั้นกลับฉายแววแน่วแน่ขึ้นมาอย่างชัดเจน

             

            ข้อมูลที่ทั้งสองนำมาก็น่าสนใจไม่น้อย..

            หมู่บ้านเถื่อนแห่งนี้มีบ้านอยู่สิบเก้าหลัง คนงานที่ใช้ผลิตเงินเถื่อนมีถึงร้อยยี่สิบคน

            เป็นพวกที่ไม่มีวิชาเลยสักคน

            ส่วนจอมยุทธ์ที่มีวิชาจริง ๆ มีอยู่แค่สามสิบกว่าคน เป็นพวกสัมผัสยุทธ์ยี่สิบสามคน กับสัมผัสปราณขั้นต้นอีกแปดคนเท่านั้น

             

            ที่น่าแปลกใจก็คือ..

            พวกสัมผัสปราณขั้นกลางสองคนที่เคยตามล่าสองพี่น้องหนานนั่นกลับไม่พบที่นี่..

            คงออกตามหาเราอยู่ที่ไหนสักแห่งนั่นแล

            นับว่าเป็นโชคดีที่ยังไม่ต้องเผชิญหน้ากันอีกครา

             

            ฉันฟังรายงานต่ออีกหน่อย จึงพอจับใจความได้ว่าที่นี่มีแท่นผลิตเงินเถื่อนถึงหกแท่น

            พวกมันแบ่งคนเข้าเวรเป็นกะ ๆ หลังละสิบคน หมุนเวียนทำงานกันตลอดทั้งวัน ถ้าเราจะลงมือ ก็ต้องเลือกช่วงที่มันอ่อนแรงที่สุดนั่นแล

             

            “ข้าคิดว่าคืนนี้เป็นเวลาที่เหมาะที่สุดหากคิดจะทำลายแท่นพิมพ์เงินเถื่อนพวกนั้น..

            หากเจ้าพวกสัมผัสปราณขั้นกลางทั้งสองคนกลับมา งานของพวกเราคงยากขึ้น”

            อ้ายเจี้ยนเอ่ยออกมาตรง ๆ ตามนิสัยมันนั่นแหละ ฟังดูแล้วก็มีเหตุผลดีอยู่

             

            แต่ก่อนฉันจะทันอ้าปากพูดอันใด..

            พ่อหงชุนก็ตัดบทเสริมขึ้นมาเสียก่อน

            “แต่ใจข้าอยากจะลงมือให้เร็วที่สุด ทว่าพวกข้ายังไม่ได้พักผ่อนกันเลย..

            ข้ากลัวว่าความล้าจะทำให้งานเสีย..

            เช่นนั้นก็เอาตามพี่หม่าว่าเถิด”

            ว่าแล้วมันก็หันไปมองน้องสาวของตนต่อทันที ราวกับจะขอเสียงสนับสนุนอีกแรง

            “เป็นอย่างไรบ้างเซียเอ๋อร์..

            แผลที่เท้าของเจ้าทุเลาลงบ้างหรือยัง?”

             

            “ดีขึ้นแล้วเสด็จพี่..

            โอสถของท่านชายซุนดียิ่งนัก ไม่ทันไรแผลก็ตื้นขึ้นแล้ว”

            แม่หงเซียตอบพี่ชายของนางเสียงนุ่ม ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตามาทางฉันเพียงครู่

            แต่ทันทีที่สายตาของเราประสานกัน นางกลับรีบเบือนหน้าหนีเหมือนถูกจับได้ว่าทำอะไรผิดอยู่

            ฉันเองก็เพียงยิ้มบาง ๆ ไม่ได้กล่าวอะไรออกไป..

            จักว่าหยอกก็เกรงใจ จักเงียบก็กลัวนางคิดมาก..

            เอาเป็นว่าขอแค่แม่หญิงยังยิ้มได้ ฉันก็พอใจแล้ว

             

            “แล้วพอจะวิ่งหรือใช้ท่าร่ายไหวหรือไม่?

            เพราะถ้าหากลงมือคืนนี้จริงพวกเราต้องรีบหนีกันในทันที

            หากเจ้าไม่ไหวพวกข้าจะได้เลื่อนไปวันอื่น”

            พ่อหงชุนถามซ้ำ..

            น้ำเสียงเต็มไปด้วยความห่วงใยน้องสาว แม้นท่าทีของมันจะดูนิ่งขรึม แต่ฉันรู้ดีว่ามันไม่อยากเลื่อนเวลาแผนการนี้เลย เพราะนี่คือจังหวะทอง

            ถ้าพลาดไป..

            พวกเราคงต้องลุ้นกันอีกหลายตลบว่าเมื่อใดพวกสัมผัสปราณขั้นกลางจะกลับมา

            หรืออาจหนักกว่านั้น..

            มีจอมยุทธ์ขั้นสูงโผล่มาแทน

             

            “ไหว..น้องไหว.. อย่าได้เลื่อนเลย..”

            แม่หงเซียตอบเสียงหนักแน่น แม้จะเห็นแววลังเลบางเบาในดวงตา แต่ฉันก็พอเข้าใจว่า นางอยากช่วยพี่ชายให้สุดกำลัง

             

            “เจ้าไหวจริง ๆ แน่หรือ..?

            เพราะหากว่าเจ้าฝืน..

            อาจทำให้พวกเราเป็นอันตรายกันหมด”

            พ่อหงชุนถามซ้ำ น้ำเสียงฟังดูเด็ดเดี่ยวแต่แฝงความห่วงใยน้องสาวไว้อย่างแน่น

             

            ฉันเลยถือโอกาสแทรกขึ้นในจังหวะนั้น

            “ไหวไม่ไหวเราค่อยถกกันคราหลังจากที่วางแผนกันเสร็จแล้วก็ได้พ่อหงชุน

            ยังไม่มีแผนเราจักรู้ได้อย่างไรว่าแม่หงเซียไหวหรือไม่ไหว”

            ฉันพูดไปก็เหลือบมองแม่หญิงที่กำลังเม้มริมฝีปากแน่น..

            นัยน์ตาเป็นประกายกร้าว ดูแลจักใช่ว่าจะยอมถอยง่าย ๆ เหมือนกัน

             

            “ที่พี่ซุนกล่าวก็มีเหตุผล..

            ว่าอย่างไรพี่หม่า..

            ท่านพอมีความคิดดี ๆ บ้างหรือไม่?”

            พ่อหงชุนหันไปหาเกลอของฉันโดยไม่ลังเล เห็นได้ชัดว่าเจ้าตัวเชื่อมั่นในมันพอตัว

            ก็แน่ล่ะ..

            ใครอยู่ใกล้อ้ายคิ้วบางจักต้องรู้ว่าอ้ายนี่ฉลาดเกินเด็กปกติไปหลายช่วงตัว

             

            “ก็พอมีอยู่..

            แต่แผนของข้าต้องใช้คือคนทั้งหมดในนี้..”

            อ้ายเจี้ยนว่าแล้วก็เริ่มอธิบายแผนการของมันอย่างไม่รีรอ

            ส่วนพวกเราที่เหลือก็ตั้งใจฟังไม่ให้ตกหล่น แม้บางจุดจะยังดูพร่า ๆ แต่ก็ช่วยกันเสริม ช่วยกันอุดช่องโหว่อย่างดี

             

            “อย่างไร..?

            พวกเจ้าคิดว่าทำได้หรือไม่?”

            อ้ายเจี้ยนสรุปก่อนจะหันมาสบตาทีละคน ราวกับจะค้นหาคำตอบผ่านดวงตาของแต่ละคน

            ซึ่งสุดท้ายก็ได้คำตอบพร้อมเพรียง..

            พวกเราทุกคนพร้อมจักลุย

            “เช่นนั้นก็ดี..

            โหวหวัง.. เจ้าก็รั้งอยู่ที่นี่ก่อน ข้ากับหนานหงชุนจะไปจัดการวางกลไกก่อน หากมีอะไรเกิดขึ้นรีบส่งข้อความมา”

            พ่อเจี้ยนหันมาบอกฉันพร้อมพยักหน้าเบา ๆ

             

            ฉันก็พยักหน้ารับ

            “ไม่มีปัญหา..

            พวกเอ็งก็ทำอย่างระมัดระวังด้วยแล้วกัน

            ส่วนน้องสาวของเอ็ง.. พ่อหงชุน

            ฉันจักดูแลให้อย่างดีที่สุด รีบ ๆ กลับมาให้ทันนอนสักหน่อยเถิด

            เวลาพักมันเหลือน้อยเข้าไปทุกขณะแล้ว”

            ฉันเอ่ยพร้อมเหลือบมองไปที่พ่อหงชุน จากนั้นสายตาก็เคลื่อนไปหยุดอยู่ที่แม่หงเซียชั่วครู่

            เถอะ..

            จักเอ่ยคำให้ดูสง่าสักหน่อยก็ใช่ที่ จักพูดตรง ๆ ก็กลัวโดนถลึงตาใส่

            เอาเป็นว่าพูดกำกวมหน่อยแต่ลงมือดูแลเต็มร้อยนั่นแล

             

            “ขอบใจพวกท่านทั้งสองมาก..”

            พ่อหงชุนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแฝงความรู้สึก

            “หากแผนนี้สำเร็จได้..

            ไม่ใช่แค่บ้านเมืองที่รอด..

            แต่ประชาชนทั้งแคว้นก็คงไม่ต้องลำบากเพราะเงินเถื่อนอีกต่อไป!!”

             

            “ไปจัดการตามแผนของเอ็งเถอะ..

            สำเร็จฤๅรอดมาได้ค่อยมาขอบคุณก็ยังไม่สาย”

            ฉันตบบ่าเจ้าพ่อหงชุนเบา ๆ พร้อมส่งรอยยิ้มให้มันอย่างมั่นใจ

            ไม่ใช่ยิ้มแบบกลบเกลื่อนดอกหนา..

            แต่เป็นรอยยิ้มแบบ 'เอ็งไปเถอะ ฉันคุมให้เองตรงนี้'

             

            พอเห็นสองคนนั้นแยกตัวออกไป ฉันก็หันกลับมาส่องอุปกรณ์ในแหวนมิติอีกคราหนึ่ง ก่อนจะหยิบยันต์สื่อสารออกมาแผ่นหนึ่ง แล้วเป่าลมปราณเข้าไปจนมันลุกเป็นไฟในพริบตา

            “เจ้าคุณพ่อ.. มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น

            ฉันต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน”

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน

    หนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ)

    หนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    449K 1017
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 2 สยบสวรรค์)

    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 2 สยบสวรรค์)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.13M 1288
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    [New Life] อิสระของชีวิต

    [New Life] อิสระของชีวิต

    นิยาย แฟนตาซี
    140K 171
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    นิยาย แฟนตาซี
    146K 134
    ย่ำภพสยบแดน (จบ)

    ย่ำภพสยบแดน (จบ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    144K 224
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271