ตอนนี้เป็นการบรรยายผ่านปากของซุนโหวหวัง เพราะหลิวเจี้ยนอยู่ในฉากน้อยมาก
ฉันมองเห็นเงาวูบหนึ่งวิ่งลิ่วมาตามแนวถนน..
ความเร็วของมันไม่เลวนัก แต่ก็ไม่ได้ไวพอจะหลุดพ้นจากกับดักที่ฉันวางไว้ก่อนหน้า
ไอ้คนนั้นสวมเสื้อคลุมดำมิดชิดทั้งตัว บริเวณอกมีแท่งไม้ไผ่เสียบอยู่ มองดูแล้วก็รู้ได้ทันทีว่ามันคงเป็นพวกส่งสารแน่แท้
ฉันรอจังหวะเหมาะ พอได้ช่องก็เหวี่ยงกระบองเหล็กดำที่แอบซ่อนเอาไว้ในพุ่มไม้ ฟาดใส่ขามันทั้งสองข้างอย่างจัง เสียงดัง ผัวะ! ตามมาด้วยเสียงร้องเฮือกของมันที่แทบไม่ทันหลุดออกจากปาก ก็ถูกฉันตวัดกระบองอีกรอบฟาดลงกลางหลังซ้ำขณะที่มันยังลอยอยู่กลางอากาศ
แรงกระแทกส่งมันลงพื้นอย่างหมดสภาพ ราวกับถุงผ้าหนัก ๆ ที่ถูกโยนจากหลังม้า
มันหมดสติไปในทันทีโดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะหันกลับมาดูว่าใครเป็นคนลงมือ
“เป็นอย่างพ่อเจี้ยนกล่าว.. มีคนออกไปแจ้งข่าวจริง ๆ”
ฉันพึมพำกับตัวเองพลางก้มเก็บแท่งไม้ไผ่ขึ้นมาคลี่ออกอ่านข้อความลับที่ซ่อนอยู่ภายใน
ทว่าขณะอ่านข้อความไปนั้น ใจฉันกลับรู้สึกแปร่ง ๆ คล้ายจะมีลางร้ายลอยเอื่อยอยู่ในอากาศ
การที่พวกผลิตเงินเถื่อนเลือกจะไม่ใช้หยกสื่อสารหรือยันต์สื่อสารแลหันมาส่งคนออกไปแทน..
มันก็พอเข้าใจได้อยู่ดอก หากส่งข้อความเข้าไปในเมืองมังกรธาราตรง ๆ เมืองใหญ่เยี่ยงนั้นย่อมมีการเฝ้าระวังเข้มงวด
หากโชคร้ายเจอพวกหูตาไวของสกุลปีกมังกรล่ะก็ เหมือนจุดคบเพลิงกลางป่าในคืนเดือนดับดี ๆ นี่เอง
ไม่แน่ว่าคนพวกนั้นจะลากเรื่องกลับมาตรวจสอบต้นตอถึงที่นี่ ที่ที่พวกมันตั้งใจปิดบังไว้
แต่สิ่งที่ฉันสะดุดใจจริง ๆ ไม่ใช่แค่นั้น..
ถ้าเพียงต้องการความปลอดภัย มันมีวิธีที่ง่ายกว่านี้มาก..
พวกมันจะส่งคนวิ่งออกไปให้เหนื่อยด้วยเหตุใดในเมื่อสามารถใช้ยันต์สื่อสารไปหาคนที่รออยู่แถวชายป่า จากนั้นคนผู้นั้นค่อยส่งเข้าตัวเมืองอีกที
วิธีนั้นเร็วกว่า ปลอดภัยกว่า และไม่ต้องเสียแรงวิ่งให้เหนื่อยสายตัวแทบขาด
วิธีที่พวกมันเลือก..
มันดูไม่ใช่การส่งสารเลยสักนิด แต่เหมือนการแกล้งทำเป็นส่งสารเสียมากกว่า...
หลังจากจัดการเจ้าคนส่งสารจนร่วงไปกองกับพื้น ฉันก็ไม่ปล่อยให้เสียเวลา รีบมัดมือมัดเท้ามันให้แน่นหนา ก่อนจะย่อตัวแบกร่างที่หมดสติขึ้นพาดบ่า
ไอ้ผู้นี้หนักพอตัวอยู่ดอก แต่ก็ยังพอไหวอยู่บ้าง ไม่ถึงกับทำให้เอวฉันเคล็ดไปเสียก่อน
ฉันเดินลัดเลาะตามเงาไม้มองหาจุดซ่อนที่แนบเนียนพอจะไม่ให้ใครมาเจอร่างของไอ้โม่งดำนี่โดยง่าย
แลก็ไม่ลืมใช้กิ่งไม้กวาดรอยการต่อสู้บนพื้นให้เรียบร้อย
กวาดไปก็นึกไป.. โชคดีที่วันนี้ลมไม่แรง ไม่อย่างนั้นใบไม้กระจายหมดเป็นแน่
“ท่านชายซุน ดูท่าเรื่องที่เจ้าปีศาจหื่นกามกลัวจะเป็นจริง..”
หนานหงเซียกล่าวขึ้นเมื่อเห็นฉันเดินกลับมาพร้อมร่างหมดสติของเจ้าคนชุดคลุมดำพาดบ่า
เห็นสภาพของแม่หญิงที่ยังบาดเจ็บอยู่ ฉันก็เลือกพาแม่นางออกมาจากแนวถนนหลักเสียหน่อย หามุมหลบเงาไม้ให้ไกลจากเส้นทางสายหลักของหมู่บ้านเถื่อนพอควร
จะได้แอบสังเกตพวกโจรเถื่อนได้ถนัดตาโดยไม่ให้ใครเห็นเรา ทั้งยังสะดวกแก่การดูแลแม่หงเซียไปพร้อมกันด้วย
พูดก็พูดเถิด... พอได้หลบเร้นอยู่กันลำพังเช่นนี้ ใจฉันก็แอบคิดอยู่ลึก ๆ ว่าคงไม่ใช่แค่บาดแผลที่นางต้องระวัง..
“ใช่แล้วแม่หงเซีย เจ้าผู้นี้ผู้ส่งสารจริง ๆ”
ฉันเอ่ยพร้อมโยนแท่งไม้ไผ่ในมือให้นางอ่านต่อ ก่อนจะหันไปลากร่างไร้สติของไอ้ชุดดำที่เพิ่งโดนฟาดร่วงมาเมื่อครู่ ไปยังต้นไม้ต้นหนึ่งที่อยู่ลึกเข้าไปด้านหลัง
เชือกเหล็กพิเศษที่พ่อหงชุนมอบไว้ก่อนออกเดินทางยังอยู่ในอกเสื้อ..
ฉันหยิบมันออกมาแล้วจัดการมัดอ้ายเจ้านั่นติดต้นไม้แน่นหนาจนไม่อาจกระดิกตัวได้แม้แต่น้อย
ถ้าฟื้นขึ้นมากะจะดิ้นหลุดล่ะก็..
คงได้ถูกกระบองของฉันหวดซ้ำ..
“เจ้าปีศาจฯ มันเฉลียวนัก..
คาดเดาการเคลื่อนไหวของพวกทำเงินเถื่อนได้ล่วงหน้าตั้งหลายก้าว”
เสียงของแม่หงเซียดังขึ้นพร้อมถอนหายใจเบา ๆ ราวกับฝืนพูดคำชมที่ตัวเองไม่อยากเอ่ยออกมา
ฉันลอบเหลือบมองใบหน้าของแม่หญิง พลางอมยิ้มน้อย ๆ อยู่ในใจ
ถึงปากจะไม่อยากชม แต่สุดท้ายก็หลุดออกมาจนได้
เถอะ.. ยังดีที่แม่หงเซียยังมีคุณธรรมพอจะรู้จักยกย่องคุณความดีของผู้อื่น แม้นจะเป็นคำสร้อยอย่าง 'เจ้าปีศาจหื่นกาม' ก็ตาม
เอาเถิด..
ฉันเองก็ต้องยอมรับว่าอ้ายเจี้ยนมันฉลาดนัก..
ถ้าไม่มีมันช่วยคิดช่วยวางแผน พวกเราคงยังคลำหาทางอยู่ในป่าอยู่กระมัง
“อ่า.. อ้ายเจี้ยนมันฉลาดจริง ๆ นั้นแล.. แผลของแม่เป็นอย่างไรบ้าง? ยังเจ็บอยู่ฤๅไม่?”
ฉันเอ่ยถามขณะสายตาก็เหลือบไปมองข้อเท้าด้านขวาของแม่หงเซียที่ยังพันผ้าไว้แน่นหนา
นางส่ายหน้าคราหนึ่ง
“ไม่เจ็บแล้วท่านชายซุน แค่รู้สึกคัน ๆ เล็กน้อย”
ฉันเลิกคิ้วเล็กน้อยพลางถอนหายใจเบา ๆ
“คันรึ?
ฟังดูแล้วน่าสงสัยนัก..
แผลของแม่น่าจะเริ่มมีหนองขึ้นแล้วกระมัง..
หากปล่อยไว้ ประเดี๋ยวจะยุ่งยากกว่านี้เสียเปล่า ๆ”
ว่าจบฉันก็ไม่รอช้า เรียกกล่องปฐมพยาบาลออกมาอีกครั้ง ก่อนจะย่อตัวลงข้างกายแม่หงเซียอย่างระมัดระวัง
“ครานี้ต้องแกะผ้าพันแผลออก แล้วทาโอสถใหม่อีกหนหนึ่ง..
แต่ครานี้ฉันจะเปิดแผลไว้ให้แห้งสนิทจนตกสะเก็ด จะได้ไม่เป็นอีก”
ฉันกล่าวเสียงนิ่ง ๆ พยายามไม่ให้ท่าทีดูจริงจังจนเกินเหตุ แม้นในใจจะเริ่มเต้นผิดจังหวะอยู่ไม่น้อยเมื่อคิดว่าจะต้องสัมผัสข้อเท้าของแม่หญิงอีกครา
“มะ..ไม่ต้องหรอกท่านชายซุน มันไม่ได้เป็นอะไรมาก”
เสียงแม่หงเซียสั่นพร่าเล็กน้อย แก้มนวลขึ้นสีระเรื่อทันใด มือก็รีบชักเท้ากลับไปก่อนจะดึงชายกระโปรงลงมาปิดรอยแผลไว้อย่างฉับไว
อาจเป็นเพราะนางยังไม่ลืมบทเรียนจากการปฐมพยาบาลหนก่อน
“ไม่ได้แม่หญิง..
หากเกิดแผลติดเชื้อขึ้นมา ไม่เพียงมีแค่แม่ที่ลำบาก..
หากเกิดอะไรขึ้น..
ฉันเองก็จะพลอยลำบากไปด้วย..
คิดเสียว่าทำเพื่อฉันก็แล้วกัน..
ขออนุญาต...”
ฉันพูดพลางถอนใจเบา ๆ พยายามไม่แสดงท่าทีกระหยิ่มยิ้มย่องออกไปทางสีหน้า
เอ่ยจบ..
ฉันก็ไม่เปิดโอกาสให้ใครทักท้วงแม้แต่น้อย (แม้นเอาเข้าจริงนางก็เงียบอยู่แล้ว)
มือจึงค่อย ๆ เลิกชายกระโปรงนางขึ้นอย่างระมัดระวัง แล้วจึงค่อยดึงข้อเท้าที่แอบซ่อนไว้ออกมาดูแผลอย่างที่ตั้งใจไว้
“อ่า.. แม่เห็นฤๅไม่..
เป็นหนองจริง ๆ ด้วย
ครานี้แม่ก็อย่าดื้อแล้วให้ฉันทำแผลให้แม่เถิด”
ฉันเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง แต่ในใจนี่แทบอยากเอากระจกมาส่องหน้าตนว่าแสดงสีหน้าออกไปเยี่ยงไร
ฉันรีบเบือนหน้าไปอีกทาง ทำทีเหมือนไม่มีอะไร กลัวสีหน้าจักเผยความในใจออกมาโดยพลั้งเผลอจนถูกเหมาเป็นพวกเดียวกับอ้ายเจี้ยน
ฉันเงยหน้าขึ้นจากแผลแล้วเหลือบมองแม่หงเซียครู่หนึ่ง..
เห็นนางพยักหน้าน้อย ๆ แก้มแดงเรื่อ มือข้างหนึ่งกอดชายกระโปรงแน่น ส่วนอีกมือก็จับข้อมือของตัวเองไว้แน่นหนา
สายตานางมองตรงมายังฉัน แต่ก็รีบหลบวูบไปในพริบตา
เถอะ.. ถึงจะไม่พูด ฉันก็พอดูออกว่าแม่หญิงตรงหน้าคงกำลังว้าวุ่นไม่น้อย
นางคงไม่เคยมีใครมาดูแลใกล้ชิดเช่นนี้กระมัง
ฉันก้มหน้ากลับไปสนใจแผลตรงข้อเท้าอีกครั้ง..
พยายามทำมือให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ กลัวว่าแม้แต่ปลายนิ้วจะไปกระทบผิวนางโดยไม่จำเป็น
หากมือฉันหนักไปเพียงนิด..
นางอาจจะสะดุ้งหนีจนทำให้ทุกอย่างยุ่งยากยิ่งกว่าเดิม
“เสร็จแล้วแม่หญิง..
ปล่อยให้แผลตากลมสักพักจนแห้งตกสะเก็ดก่อนแล้วค่อยพลันแผล
ระหว่างนี้ก็พยายามอย่าขยับเท้าข้างนี้มาก..
ประเดี๋ยวฝุ่นผงจะเข้าไปในแผลจนทำให้ฉันต้องทำแผลให้แม่อีก..
นี่แม่ฟังฉันอยู่ฤๅไม่..”
“ฟะ..ฟะ..ฟังอยู่..”
เห็นท่าทางของแม่หงเซียที่ยังมีสีระเรื่อบนใบหน้า ฉันก็อดยิ้มในใจไม่ได้
ไม่ใช่เพราะหลงตัวเองดอกหนา.. แต่บอกตามตรง ใครเห็นแม่หญิงมีท่าทีเขินอายเช่นนั้นก็ต้องใจเต้นเป็นธรรมดา
ฉันเลยคิดจะแหย่นางเล่นเบา ๆ สักหน่อย
แบบที่สุภาพบุรุษเขาทำกันเวลาอยากให้หญิงสาวคลายเก้อ
“อยู่นิ่ง ๆ หนาแม่..
มีของติดอยู่บนผมของแม่... ประเดี๋ยวฉันเอาออกให้”
ฉันโน้มตัวเข้าไปช้า ๆ สายตาจ้องที่เส้นผมนางจริง ๆ มือยื่นไปหยิบเบา ๆ อย่างตั้งใจ แม้นใบหน้าจะขยับเข้าใกล้ แต่ก็เว้นระยะไว้พอสมควร ไม่ให้ดูบุ่มบ่ามจนน่าตกใจ
ฉันไม่ได้เร่ง..
ไม่ได้ฉวยโอกาส..
ก็แค่ชายคนหนึ่งที่อยากทำให้แม่หญิงรู้ว่า..
ถ้าอยู่ใกล้ฉันแล้วจะไม่มีอะไรต้องกลัว
หนานหงเซียยกมือข้างหนึ่งขึ้นแตะอกฉันไว้เบา ๆ คล้ายจะเว้นระยะ
ส่วนมืออีกข้างก็รีบยกขึ้นมาปัดผมตัวเองพัลวัน
“ขะ..ขะ..ข้าทำเอง..ข้าปัดเอง!!!”
ฉันชะงักไปเล็กน้อยกับท่าทีของนาง..
ไม่ได้รู้สึกเสียหน้าดอกหนา
แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าบางทีฉันอาจจะล้ำเส้นเกินไป
เอาเถอะ..
ฉันอาจไม่ได้แค่จะหยิบของออกจากผมนางจริง ๆ ก็ได้..
แต่ก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้นางตกใจถึงเพียงนั้นนี่..
อาจเป็นเพราะฉันลุกนางเกินไป
แลเมื่อเหลือบมองสีหน้าของแม่หงเซีย..
แก้มยังแดงระเรื่อ ดวงตาก็หลบสายตาฉันอยู่เหมือนเดิม
เห็นเช่นนั้น มุมปากของฉันพลันยิ้มบาง ๆ ที่มุมปากแลจึงเอ่ยขึ้นกับนางด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ
“ออกแล้ว...แม่หงเซีย
แม่เลิกปัดผมของแม่ได้แล้ว..”
ฉันยื่นมือไปแตะแขนนางเบา ๆ แค่พอให้รู้ว่าฉันไม่คิดจะรุกล้ำ ไม่ได้จับ ไม่ได้บีบ มีเพียงสัมผัสอ่อนโยนพอให้คนตรงหน้าเข้าใจ ว่าฉันอยู่ตรงนี้ ไม่ใช่เพื่อข่มนาม ไม่ได้จับแน่น แค่แตะไว้พอให้รู้สึกว่าฉันไม่ถือสา
จากนั้นจึงค่อย ๆ แบฝ่ามือนางออก แล้ววางบางสิ่งลงไปในนั้น
“แม่หงเซีย ทานหมั่นโถวลูกนี้รองท้องก่อนเถิด..
เอาไว้เผื่อฉันล่าอสูรได้สักตน ค่อยทำอย่างอื่นให้แม่ทาน”
ฉันกล่าวพร้อมส่งยิ้มบาง ๆ ให้อีกครั้ง แล้วก็ปล่อยมือนางออกอย่างแผ่วเบา ก่อนจะลุกขึ้นแล้วถอยไปอีกมุม
ปล่อยให้นางได้หายใจทั่วท้องหน่อย
ก็แค่รุกแบบรู้จังหวะนั้นแล..
ฉันเหลือบมองกลับไปยังแม่หงเซียอีกครั้ง..
นางยังคงหลบสายตา ใบหน้าแดงระเรื่ออย่างปิดไม่มิด มือยังจดจ้องอยู่กับชายกระโปรงคล้ายไม่รู้จะจับอะไรดี
แววตาที่มองมาก่อนหน้าก็เหมือนจะมีบางอย่าง.. แต่พอฉันขยับตัว นางก็เบือนหน้าหนีอย่างรวดเร็ว
ฉันไม่กล้าคิดเองเออเองนักดอกหนา..
แต่อาการแบบนั้น มันไม่ใช่อาการของคนรังเกียจ หรือหวาดกลัวแน่นอน
เถอะ.. บางทีนางอาจแค่ไม่ชินกับการมีใครมาใกล้ชิดมากนัก..
โดยเฉพาะคนที่ไม่ใช่คนในครอบครัว
เวลาล่วงเลยไปจนแสงแรกของอรุณโผล่พ้นขอบฟ้า ฉันจึงเห็นอ้ายเจี้ยนกับพ่อหงชุนกลับมาจากการตรวจตรา
สีหน้าของทั้งสองแม้นจักดูอ่อนล้าจากการไม่ได้นอน
แต่แววตานั้นกลับฉายแววแน่วแน่ขึ้นมาอย่างชัดเจน
ข้อมูลที่ทั้งสองนำมาก็น่าสนใจไม่น้อย..
หมู่บ้านเถื่อนแห่งนี้มีบ้านอยู่สิบเก้าหลัง คนงานที่ใช้ผลิตเงินเถื่อนมีถึงร้อยยี่สิบคน
เป็นพวกที่ไม่มีวิชาเลยสักคน
ส่วนจอมยุทธ์ที่มีวิชาจริง ๆ มีอยู่แค่สามสิบกว่าคน เป็นพวกสัมผัสยุทธ์ยี่สิบสามคน กับสัมผัสปราณขั้นต้นอีกแปดคนเท่านั้น
ที่น่าแปลกใจก็คือ..
พวกสัมผัสปราณขั้นกลางสองคนที่เคยตามล่าสองพี่น้องหนานนั่นกลับไม่พบที่นี่..
คงออกตามหาเราอยู่ที่ไหนสักแห่งนั่นแล
นับว่าเป็นโชคดีที่ยังไม่ต้องเผชิญหน้ากันอีกครา
ฉันฟังรายงานต่ออีกหน่อย จึงพอจับใจความได้ว่าที่นี่มีแท่นผลิตเงินเถื่อนถึงหกแท่น
พวกมันแบ่งคนเข้าเวรเป็นกะ ๆ หลังละสิบคน หมุนเวียนทำงานกันตลอดทั้งวัน ถ้าเราจะลงมือ ก็ต้องเลือกช่วงที่มันอ่อนแรงที่สุดนั่นแล
“ข้าคิดว่าคืนนี้เป็นเวลาที่เหมาะที่สุดหากคิดจะทำลายแท่นพิมพ์เงินเถื่อนพวกนั้น..
หากเจ้าพวกสัมผัสปราณขั้นกลางทั้งสองคนกลับมา งานของพวกเราคงยากขึ้น”
อ้ายเจี้ยนเอ่ยออกมาตรง ๆ ตามนิสัยมันนั่นแหละ ฟังดูแล้วก็มีเหตุผลดีอยู่
แต่ก่อนฉันจะทันอ้าปากพูดอันใด..
พ่อหงชุนก็ตัดบทเสริมขึ้นมาเสียก่อน
“แต่ใจข้าอยากจะลงมือให้เร็วที่สุด ทว่าพวกข้ายังไม่ได้พักผ่อนกันเลย..
ข้ากลัวว่าความล้าจะทำให้งานเสีย..
เช่นนั้นก็เอาตามพี่หม่าว่าเถิด”
ว่าแล้วมันก็หันไปมองน้องสาวของตนต่อทันที ราวกับจะขอเสียงสนับสนุนอีกแรง
“เป็นอย่างไรบ้างเซียเอ๋อร์..
แผลที่เท้าของเจ้าทุเลาลงบ้างหรือยัง?”
“ดีขึ้นแล้วเสด็จพี่..
โอสถของท่านชายซุนดียิ่งนัก ไม่ทันไรแผลก็ตื้นขึ้นแล้ว”
แม่หงเซียตอบพี่ชายของนางเสียงนุ่ม ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตามาทางฉันเพียงครู่
แต่ทันทีที่สายตาของเราประสานกัน นางกลับรีบเบือนหน้าหนีเหมือนถูกจับได้ว่าทำอะไรผิดอยู่
ฉันเองก็เพียงยิ้มบาง ๆ ไม่ได้กล่าวอะไรออกไป..
จักว่าหยอกก็เกรงใจ จักเงียบก็กลัวนางคิดมาก..
เอาเป็นว่าขอแค่แม่หญิงยังยิ้มได้ ฉันก็พอใจแล้ว
“แล้วพอจะวิ่งหรือใช้ท่าร่ายไหวหรือไม่?
เพราะถ้าหากลงมือคืนนี้จริงพวกเราต้องรีบหนีกันในทันที
หากเจ้าไม่ไหวพวกข้าจะได้เลื่อนไปวันอื่น”
พ่อหงชุนถามซ้ำ..
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความห่วงใยน้องสาว แม้นท่าทีของมันจะดูนิ่งขรึม แต่ฉันรู้ดีว่ามันไม่อยากเลื่อนเวลาแผนการนี้เลย เพราะนี่คือจังหวะทอง
ถ้าพลาดไป..
พวกเราคงต้องลุ้นกันอีกหลายตลบว่าเมื่อใดพวกสัมผัสปราณขั้นกลางจะกลับมา
หรืออาจหนักกว่านั้น..
มีจอมยุทธ์ขั้นสูงโผล่มาแทน
“ไหว..น้องไหว.. อย่าได้เลื่อนเลย..”
แม่หงเซียตอบเสียงหนักแน่น แม้จะเห็นแววลังเลบางเบาในดวงตา แต่ฉันก็พอเข้าใจว่า นางอยากช่วยพี่ชายให้สุดกำลัง
“เจ้าไหวจริง ๆ แน่หรือ..?
เพราะหากว่าเจ้าฝืน..
อาจทำให้พวกเราเป็นอันตรายกันหมด”
พ่อหงชุนถามซ้ำ น้ำเสียงฟังดูเด็ดเดี่ยวแต่แฝงความห่วงใยน้องสาวไว้อย่างแน่น
ฉันเลยถือโอกาสแทรกขึ้นในจังหวะนั้น
“ไหวไม่ไหวเราค่อยถกกันคราหลังจากที่วางแผนกันเสร็จแล้วก็ได้พ่อหงชุน
ยังไม่มีแผนเราจักรู้ได้อย่างไรว่าแม่หงเซียไหวหรือไม่ไหว”
ฉันพูดไปก็เหลือบมองแม่หญิงที่กำลังเม้มริมฝีปากแน่น..
นัยน์ตาเป็นประกายกร้าว ดูแลจักใช่ว่าจะยอมถอยง่าย ๆ เหมือนกัน
“ที่พี่ซุนกล่าวก็มีเหตุผล..
ว่าอย่างไรพี่หม่า..
ท่านพอมีความคิดดี ๆ บ้างหรือไม่?”
พ่อหงชุนหันไปหาเกลอของฉันโดยไม่ลังเล เห็นได้ชัดว่าเจ้าตัวเชื่อมั่นในมันพอตัว
ก็แน่ล่ะ..
ใครอยู่ใกล้อ้ายคิ้วบางจักต้องรู้ว่าอ้ายนี่ฉลาดเกินเด็กปกติไปหลายช่วงตัว
“ก็พอมีอยู่..
แต่แผนของข้าต้องใช้คือคนทั้งหมดในนี้..”
อ้ายเจี้ยนว่าแล้วก็เริ่มอธิบายแผนการของมันอย่างไม่รีรอ
ส่วนพวกเราที่เหลือก็ตั้งใจฟังไม่ให้ตกหล่น แม้บางจุดจะยังดูพร่า ๆ แต่ก็ช่วยกันเสริม ช่วยกันอุดช่องโหว่อย่างดี
“อย่างไร..?
พวกเจ้าคิดว่าทำได้หรือไม่?”
อ้ายเจี้ยนสรุปก่อนจะหันมาสบตาทีละคน ราวกับจะค้นหาคำตอบผ่านดวงตาของแต่ละคน
ซึ่งสุดท้ายก็ได้คำตอบพร้อมเพรียง..
พวกเราทุกคนพร้อมจักลุย
“เช่นนั้นก็ดี..
โหวหวัง.. เจ้าก็รั้งอยู่ที่นี่ก่อน ข้ากับหนานหงชุนจะไปจัดการวางกลไกก่อน หากมีอะไรเกิดขึ้นรีบส่งข้อความมา”
พ่อเจี้ยนหันมาบอกฉันพร้อมพยักหน้าเบา ๆ
ฉันก็พยักหน้ารับ
“ไม่มีปัญหา..
พวกเอ็งก็ทำอย่างระมัดระวังด้วยแล้วกัน
ส่วนน้องสาวของเอ็ง.. พ่อหงชุน
ฉันจักดูแลให้อย่างดีที่สุด รีบ ๆ กลับมาให้ทันนอนสักหน่อยเถิด
เวลาพักมันเหลือน้อยเข้าไปทุกขณะแล้ว”
ฉันเอ่ยพร้อมเหลือบมองไปที่พ่อหงชุน จากนั้นสายตาก็เคลื่อนไปหยุดอยู่ที่แม่หงเซียชั่วครู่
เถอะ..
จักเอ่ยคำให้ดูสง่าสักหน่อยก็ใช่ที่ จักพูดตรง ๆ ก็กลัวโดนถลึงตาใส่
เอาเป็นว่าพูดกำกวมหน่อยแต่ลงมือดูแลเต็มร้อยนั่นแล
“ขอบใจพวกท่านทั้งสองมาก..”
พ่อหงชุนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแฝงความรู้สึก
“หากแผนนี้สำเร็จได้..
ไม่ใช่แค่บ้านเมืองที่รอด..
แต่ประชาชนทั้งแคว้นก็คงไม่ต้องลำบากเพราะเงินเถื่อนอีกต่อไป!!”
“ไปจัดการตามแผนของเอ็งเถอะ..
สำเร็จฤๅรอดมาได้ค่อยมาขอบคุณก็ยังไม่สาย”
ฉันตบบ่าเจ้าพ่อหงชุนเบา ๆ พร้อมส่งรอยยิ้มให้มันอย่างมั่นใจ
ไม่ใช่ยิ้มแบบกลบเกลื่อนดอกหนา..
แต่เป็นรอยยิ้มแบบ 'เอ็งไปเถอะ ฉันคุมให้เองตรงนี้'
พอเห็นสองคนนั้นแยกตัวออกไป ฉันก็หันกลับมาส่องอุปกรณ์ในแหวนมิติอีกคราหนึ่ง ก่อนจะหยิบยันต์สื่อสารออกมาแผ่นหนึ่ง แล้วเป่าลมปราณเข้าไปจนมันลุกเป็นไฟในพริบตา
“เจ้าคุณพ่อ.. มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น
ฉันต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน”