บทที่ 41 ผู้ชายของเธอ
มีอาคารเล็กๆ ในตลาดเจิ้นซีอยู่หลายอาคารแต่ค่าเช่าแพงเกินไป และส่วนใหญ่ต้องเช่าพร้อมพื้นที่ขายของหน้าร้านที่ชั้นหนึ่ง มีน้อยมากที่ยินดีให้บุคคลภายนอกเช่า แม้แต่ห้องว่างก็ปล่อยเช่าเพียงห้องเดี่ยวเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งอาคาร
เมื่อนับรวมแม่ น้องชายและต่งเซียงด้วยแล้ว ห้องเช่าห้องเดียวย่อมไม่เพียงพอ
ไกลออกไปรอบนอก มีบ้านชั้นเดียวอยู่หลายหลัง แต่เธอยังไม่เจอหลังที่ถูกใจ
เล่อเวยไม่ถือหากจะมีหลายครอบครัวอาศัยอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน แต่ตอนนี้เธอไม่มีเงินมากพอที่จะเช่าบ้านพร้อมลานบ้าน เธอ้าห้องว่างอย่างน้อยสองห้อง พวกเธอสี่คน ไม่สิ เมื่อต่งเซียงพาลูกชายกลับมา คนห้าคนไม่สามารถเบียดเสียดอยู่ด้วยกันในห้องเล็กๆ เพียงสิบกว่าตารางเมตรได้
“คุณไม่กลับกวางโจวเหรอคะ” พริบตาเดียวก็เกือบจะสี่โมงเย็นแล้ว เล่อเวยยังหาบ้านหลังที่ถูกใจไม่ได้ และไม่รู้ว่าทำไมหลิ่วไถเฉิงกับเพื่อนของเขาถึงยังไม่ออกเดินทาง หลิ่วไถเฉิงคอยเดินตามเธอไปมาซึ่งทำให้เธอรู้สึกประหม่าเล็กน้อย “อีกสักพักก็จะมืดแล้ว ต้องใช้เวลาห้าถึงหกชั่วโมงในการขับรถจากฉางผิงไปกวางโจวนะคะ”
“พวกเราจะออกเดินทางวันพรุ่งนี้ ส่วนวันนี้ฉันอยากไปช่วยดูบ้านเป็เพื่อนเธอก่อน เผื่อว่าตอนฉันส่งหนังสือมาให้ จะได้รู้ที่อยู่ด้วย”
คำพูดของหลิ่วไถเฉิงนั้นฟังดูมีเหตุผล แม้เล่อเวยจะรู้สึกแปลกๆ เล็กน้อย เพราะเธอสามารถโทรแจ้งที่อยู่กับเขาในภายหลังได้ แต่เพราะเขามีน้ำใจกับเธอมาก เล่อเวยจึงไม่ได้พูดอะไร
เธอไม่ได้รู้สึกรังเกียจที่จะมีหลิ่วไถเฉิงเดินไปเป็เพื่อน
เล่อตงอ้วนเกินไป เดินเหินลำบาก ส่วนจี่เฟิ่งก็เหนื่อยง่ายจากการทำงานหนักมานานหลายปี ดังนั้นการให้พวกเขาพักและรออยู่ที่รถกระบะจึงเหมาะสมกว่า
แถมอวี๋ฉางเซิ่งที่เริ่มสนิทสนมกับจี่เฟิ่งและเล่อตง ก็แบ่งปันเสียงหัวเราะและบทสนทนา ช่วยให้ทั้งคู่ไม่เบื่อได้
เล่อเวยจึงรู้สึกมั่นใจในการเดินพาหลิ่วไถเฉิงออกไปมองหาบ้านที่อยู่ห่างออกไป
ก่อนค่ำ ในที่สุดเล่อเวยก็เจอบ้านที่พอใช้ได้
บ้านหลังนี้ใช้เวลาเดินจากตลาดเจิ้นซีมาประมาณยี่สิบนาที มีห้องห้าห้องพร้อมลานบ้าน และมีเพียงครอบครัวเดียวอาศัยอยู่ จากห้องที่เหลือทั้งสี่ห้อง สองห้องนั้นค่อนข้างโทรม ค่าเช่าห้าหยวนต่อเดือน ส่วนห้องที่ดีหน่อยราคาสิบหยวนต่อเดือน
เล่อเวยเช่าห้องดีห้องหนึ่ง ห้องโทรมห้องหนึ่ง ห้องที่ดีให้จี่เฟิ่ง ต่งเซียงกับลูกของเธออยู่ ส่วนห้องที่โทรมหน่อย เธอกับเล่อตงจะเป็คนอาศัยเอง
เล่อเวยพอใจมาก บอกว่าถึงห้องจะทรุดโทรมแต่ไม่รั่วซึม ดูดีกว่าบ้านสกุลเล่อเสียอีก
หลิ่วไถเฉิงอดทนแล้วอดทนอีก ฝืนกลืนคำพูดที่ว่า เขาสามารถช่วยจ่ายค่าเช่าห้องดีๆ ให้เธอทั้งสองห้องได้
เขามองออกว่าถึงแม้เล่อเวยจะเป็คนจิตใจดีและร่าเริง แต่เธอมีความนับถือในตัวเองสูง เด็กสาวเป็คนที่มีความคิด และพากเพียรพยายามทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง
ในบางสถานการณ์ เธอออกปากขอความช่วยเหลือจากเขาอย่างเปิดเผย แต่ในบางเื่ เธอก็มีหลักการของเธอเอง
เล่อเวยไม่มีทางขอให้เขาจ่ายค่าเช่าห้องให้
หลิ่วไถเฉิงไม่เคยตามจีบผู้หญิงมาก่อน แต่เขาเข้าใจอยู่อย่างหนึ่งว่า สำหรับผู้หญิงที่เขาชอบแล้ว อย่างแรกคือต้องเคารพในตัวเธอ ส่วนอย่างที่สองคือต้องเชื่อใจเธอ
เมื่อเห็นเล่อเวยมั่นใจ เขาจึงเชื่อในตัวเธอ
ผู้หญิงคนนี้มีความมุ่งมั่นตั้งใจ วันข้างหน้าเธอจะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่
เขาสามารถสนับสนุนและช่วยเหลือเธอได้ในทุกเื่ แต่ไม่สามารถตัดสินใจแทนเธอได้
การที่เขาให้เล่อเวยยืมเงินห้าสิบหยวน ถือเป็การช่วยเหลือในยามยากแทนมิตรภาพ แต่ตอนนี้ การเสนอจ่ายค่าเช่าให้กับเธอ อาจจะถือได้ว่าเป็การดูถูก
หลิ่วไถเฉิงลอบถอนหายใจ และตัดสินใจได้ในที่สุด
ตอนเขากลับไปที่กวางโจว เขาจะรวบรวมหนังสืออ้างอิงและแบบฝึกหัดที่ดีที่สุดในตลาด ส่งมาให้เล่อเวยอย่างแน่นอน!
เล่อเวยรู้สึกขนลุกขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เ้าตัวไม่รู้เลยว่ากำลังจะได้เผชิญกับทะเลปัญหาของจริงในเร็วๆ นี้ เธอแค่รู้สึกว่าหลิ่วไถเฉิงเป็คนที่ไม่เลว เดิมทีเ้าของบ้าน้าคุยกับเธอสองสามคำ แต่พอเห็นหลิ่วไถเฉิงตัวสูงใหญ่เดินเข้ามา ฝ่ายนั้นก็เงียบลง แล้วยอมรับเงินสิบห้าหยวนของเล่อเวยแต่โดยดี
ในยุคนี้ ไม่มีสัญญาเช่าบ้านในเมืองเล็กๆ เ้าของบ้านและผู้เช่ามักจะตกลงกันเอง พวกเขาแค่ย้ายเข้ามาหลังจากจ่ายเงินแล้วก็พอ
“ห้องน้ำอยู่ในสวนหลังบ้าน เตาไฟอยู่ในลานบ้าน พวกเธอกับครอบครัวเหล่าหลินหารือกันเอาเองว่าจะแบ่งกันใช้ยังไง”
“ลุงจาง คนนี้เป็ผู้เช่าใหม่เหรอ” หญิงอ้วนเดินมาจากทางลานบ้าน ก่อนจะยิ้มให้อย่างใจดี “ฉันอาศัยอยู่ที่นี่ ชื่ออวี๋ซู่หลัน”
“สวัสดีค่ะพี่อวี๋”
“เอ๊ะ พ่อหนุ่มรูปหล่อคนนี้ ผู้ชายของเธอเหรอ”
บทที่ 42 ไม่มีใครกลับมา
ทันทีที่คำพูดนั้นหลุดออกมา ทั้งเล่อเวยและหลิ่วไถเฉิงก็ผงะไปเล็กน้อย
ผู้ชายของเธอ ฟังดูค่อนข้างดี หลิ่วไถเฉิงคิดอย่างมีความสุข และไม่ได้เอ่ยปากปฏิเสธ
เล่อเวยรู้สึกกระดากอายเล็กน้อย เธอเผลอลืมตัวไปชั่วขณะ เธอมักจะรู้สึกไปเองว่าตัวเธอคือนางเล่อในวัยสามสิบกว่าๆ จนมองข้ามความจริงที่ว่าตอนนี้เธออายุเพียงสิบหก และกำลังยืนอยู่ข้างๆ หลิ่วไถเฉิงในวัยยี่สิบ สำหรับคนนอก พวกเธอจะดูเหมือนคู่รักวัยหนุ่มสาวก็คงจะไม่แปลก
“พี่อวี๋ อย่าล้อฉันเลยค่ะ เขาเป็คนบ้านเดียวกันกับฉันเอง”
ถึงแม้หลิ่วไถเฉิงจะไม่ใช่คนจากหมู่บ้านเฟิงเล่อ แต่เล่อเวยมักจะแนะนำเขาแบบนี้กับคนอื่นเพื่อลดปัญหา
อย่างไรก็ตาม เขาเป็ญาติของครอบครัวน้าสะใภ้กุ้ย การบอกว่าเขาเป็คนบ้านเดียวกันจึงไม่ใช่เื่ผิด
“อ๋อ คนบ้านเดียวกัน ฮ่าๆ” อวี๋ซู่หลันยิ้มอย่างมีเลศนัย มองดูพวกเขาด้วยสายตาของคนที่ชอบเื่ซุบซิบนินทา “พวกเธอเช่าสองห้องเหรอ”
“ใช่ค่ะ มีแม่ น้องชาย กับเพื่อนอีกคนและลูกของเธอ พวกเราอยู่ด้วยกัน” เธอกำลังจะเป็เพื่อนบ้านกับอวี๋ซู่หลันอย่างน้อยๆ ก็ครึ่งปี เล่อเวยจึงยิ้มหวานกว่าเดิมอย่างเป็ธรรมชาติ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้านนั้นคือสิ่งที่สำคัญ “อีกสักพักฉันจะไปรับพวกเขามา”
หลังคุยกันสองสามคำ เล่อเวยก็ล็อกประตูทั้งสองห้อง แล้วตามหลิ่วไถเฉิงกลับไปที่ตลาดเจิ้นซี ขากลับเธอจงใจเดินให้ช้าลงเพื่อเทียบกับความเร็วในการเดินของจี่เฟิ่ง กว่าจะถึงตลาดก็ใช้เวลาประมาณยี่สิบนาที
เพราะหากเดินด้วยความเร็วของตัวเอง เธอสามารถไปถึงที่นั่นภายในสามถึงสี่นาทีด้วยซ้ำ
รวมเวลาไปรับคน ซื้ออุปกรณ์ทำซาลาเปา เครื่องนอน อุปกรณ์ทำความสะอาด เดินเข้าร้านนั้นออกร้านนี้ กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ค่ำแล้ว
หลิ่วไถเฉิงกับอวี๋ฉางเซิ่งเจอโรงแรมแห่งหนึ่งในตลาดเจิ้นซี พวกเขากลัวว่าเธอจะต้องรอคนในตลาดที่วุ่นวายเพียงลำพัง หลิ่วไถเฉิงจึงตัดสินใจลงมาอยู่เป็เพื่อนเธอ
โชคดีที่หลิ่วไถเฉิงอยู่ด้วย เล่อเวยเลยรู้เวลาได้อย่างแม่นยำ ทันทีที่ใกล้จะถึงเวลา เธอก็มุ่งหน้าไปยังฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของตลาดเจิ้นซี
เธอดีใจที่มีหลิ่วไถเฉิงอยู่คุยเป็เพื่อน เวลาจึงผ่านไปโดยที่พวกเขาไม่ทันได้สังเกต
ตอนแรก เล่อเวยสงสัยว่าเธอมาเร็วเกินไปหรือเปล่า แต่หลิ่วไถเฉิงดูนาฬิกาก่อนจะบอกว่า “สองทุ่มครึ่ง”
“รออีกหน่อยก็แล้วกัน บางทีบ้านนั้นอาจจะให้อยู่กินข้าวเย็น”
พวกเขารออีกครึ่งชั่วโมงกว่าๆ จนเกือบจะสามทุ่มครึ่ง แต่ก็ยังไม่มีวี่แววของต่งเซียง
เกิดอะไรขึ้น เธอควรจะทำยังไงดี สมองของเล่อเวยทำงานอย่างรวดเร็ว
ด้วยบุคลิกของต่งเซียง เมื่อตัดสินใจแล้ว ก็จะไม่กลับคำเป็อันขาด เธอไม่มีทางตัดสินใจอยู่ที่บ้านหลังนั้นต่อหลังกลับเข้าไปที่หมู่บ้านอย่างแน่นอน
น่าจะมีบางอย่างเกิดขึ้นระหว่างทางหรือในหมู่บ้าน
ไม่ว่าจะทางไหน ก็ต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นแน่ๆ!
“พี่ไถเฉิง ไปหมู่บ้านของพี่ต่งกัน”
“ได้! เดี๋ยวฉันขับรถเอง”
เพื่อไม่ให้คลาดกันระหว่างทาง หลิ่วไถเฉิงจึงขอให้อวี๋ฉางเซิ่งมารอแทนพวกเขาที่ตลาดเจิ้นซี เผื่อว่าต่งเซียงกลับมา จะได้มีใครสักคนรออยู่
รถกระบะแล่นไปตามทางอย่างรวดเร็ว และใช้เวลาสี่สิบกว่านาทีมาถึงหมู่บ้านของต่งเซียง
เล่อเวยขอบคุณตัวเองที่ขอที่อยู่ของต่งเซียงไว้ก่อนหน้านี้ บางทีในตอนนั้น สัญชาตญาณคงบอกเธอว่าเื่ราวอาจจะไม่ราบรื่นนัก จึงเตือนให้เธอเตรียมตัวเอาไว้
สัญชาตญาณอันเฉียบแหลมของเธอช่วยไว้ได้มาก!
หมู่บ้านแห่งนี้ใหญ่กว่าหมู่บ้านเฟิงเล่อและดูไม่ใช่หมู่บ้านที่ยากจน หลิ่วไถเฉิงจอดรถที่ทางเข้าหมู่บ้าน และตามเล่อเวยไปหาที่อยู่บนกระดาษแผ่นนั้น
จากประตูหน้าลานบ้าน เล่อเวยได้ยินเสียงดังมาจากข้างใน
“หยางหยางเป็หลานชายของฉัน แกจะมาพาเขาไปได้ยังไง!”
“ทำไมจะไม่ได้ เขาอยู่ในท้องฉันมาตั้งสิบเดือน ฉันเป็แม่ของเขา!”
“แกทำร้ายลูกชายของฉัน แล้วยังจะมาเอาตัวหลานชายฉันไป แกอยากให้สกุลเติ้งของเราไร้ผู้สืบสกุลงั้นเหรอ!”
“แล้วเติ้งซานเป่ามีเมียน้อยเพราะฉันเหรอ ฉันทำอะไรให้ ฉันแต่งกับเขามาสามปี เคยทำผิดกับสกุลเติ้งด้วยหรือไง ทำไมเขาถึงทำกับฉันแบบนี้ เขายังเป็คนอยู่หรือเปล่า!”
“พูดแบบนั้นแล้วจะได้อะไรขึ้นมา หยางหยางเป็หลานของฉัน แกไม่มีสิทธิ์มาเอาเขาไป!”
“เขาเป็ลูกชายฉัน ฉันคลอดเขาออกมา! คืนหยางหยางให้ฉันเดี๋ยวนี้ เอาเขาไปซ่อนไว้ที่ไหน! เอาคืนมานะ!”