แม้ชีเหนียงจะไม่ยินยอมอย่างไร แต่ลั่วจิ่งเฉินกับเฉียนจี้หวั่งก็ทำสัญญาเช่ากันเรียบร้อย นางจึงเลี่ยงไม่ได้และได้แต่มองดูบ่าวสกุลเฉียนขนย้ายสัมภาระขึ้นรถม้า
เมื่อได้เห็นบ้านบนถนนหูถงทิศใต้ จู่ๆ ชีเหนียงก็รู้สึกว่าครอบครัวของนางเหมือนได้ประโยชน์อันใหญ่หลวง บ้านหลังนี้ต้องมีมูลค่าอย่างน้อยทองคำพันตำลึง หากคิดค่าเช่าก็น่าจะต้องจ่ายอย่างต่ำห้าร้อยตำลึงต่อเดือน แต่สุดท้ายพวกเขากลับตกลงเช่าบ้านหลังนี้ที่ราคาสี่สิบตำลึง นี่เท่ากับได้กำไร
จากสายตาของชีเหนียงทำให้จ้าวจือชิงรู้ว่านางค่อนข้างพึงพอใจ ดังนั้นเวลามองเฉียนจี้หวั่งก็ลื่นหูลื่นตากว่าแต่ก่อนมากนัก ถือว่าเขาได้ทำเรื่องดีๆ แล้ว
“ใต้เท้าเฉียน ในเมื่อจัดการเรียบร้อยแล้ว งานในที่ว่าการของท่านก็คงยุ่งมากสินะ?”
เฉียนจี้หวั่งกำลังจะตอบว่าไม่ยุ่ง แต่พอเห็นท่าทีขับไล่ไสส่งของจ้าวจือชิง หากตนยังอยู่ต่อไป ไม่แน่ว่าเจ้านี่คงงัดลูกไม้ชั่วร้ายอะไรมาเล่นงานตนเองแน่
พอเฉียนจี้หวั่งจากไป ชีเหนียงก็เริ่มเก็บกวาดบ้าน แต่เหมือนจะไม่มีอะไรให้ต้องเก็บกวาดนัก เรือนหลังใหญ่เช่นนี้ ถึงขั้นทำความสะอาดไว้แต่แรก กระทั่งข้าวของเครื่องใช้ก็เตรียมไว้ครบครัน
เห็นทีใต้เท้าเฉียนนั้นเตรียมการไว้แต่แรกแล้ว อีกฝ่ายแทบไม่เคยคิดเรื่องที่ว่าพวกนางจะไม่ตกลงด้วยซ้ำ
จ้าวจือชิงกลับแอบชื่นชมเฉียนจี้หวั่งที่จัดการได้ดี ซึ่งต่างจากชีเหนียงที่ไม่ค่อยสบายใจ พอคิดเช่นนี้ การที่เขาบอกความจริงออกไปก็เป็นเรื่องดี อย่างน้อยเขาอยู่ในเมืองหลวงก็ไม่ต้องสรรหาทุกอย่างเอง แล้วยังมีผู้ช่วยอีกด้วย! เพียงแต่หวังว่าวันข้างหน้าจะไม่ทำให้เขาตกกระไดพลอยโจนไปด้วยก็พอ!
หลังจากเก็บกวาดเรียบร้อย ชีเหนียงก็ออกไปทำความคุ้นเคยกับสถานที่ เมื่อไปถึงสถานที่แห่งใหม่ทุกครั้ง จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องรู้ว่าสถานที่เหล่านั้นมีอะไรบ้าง เพียงแต่ชีเหนียงหารู้ไม่ว่า นางเพิ่งออกจากบ้านไป ชายสองคนในบ้านก็เริ่มแยกเขี้ยวใส่กัน
ลั่วจิ่งเฉินตอบรับเฉียนจี้หวั่ง ก็เพราะเขาเห็นเฉียนจี้หวั่งคอยมองไปที่จ้าวจือชิงตลอด แม้ว่าจ้าวจือชิงจะไม่ได้มีปฏิกิริยาตอบกลับแต่อย่างใด แต่เขาดูออกชัดเจนว่า ใต้เท้าเฉียนผู้นี้มิใช่คนที่เห็นผู้ใดก็เข้าไปทำดีเอาใจเช่นนั้น ตรงกันข้าม ใต้เท้าเฉียนค่อนข้างเที่ยงตรง หากมิใช่คนที่เขาให้ความสำคัญ แม้จะเก่งกาจแค่ไหน เขาก็ไม่มีทางเหลียวแลแม้แต่น้อย
“ในเมื่อท่านสนิทคุ้นเคยกับใต้เท้าเฉียนเพียงนี้ เหตุใดยังต้องใช้ข้าเป็นข้ออ้างในการหาบ้านให้ท่านแม่?” เพียงคำพูดเดียวของลั่วจิ่งเฉินก็หยุดจ้าวจือชิงที่คิดจะตามชีเหนียงไป
เมื่อได้ยินเสียงอันแน่วแน่ของเขา จ้าวจือชิงคิดไม่ตกว่าเขาเผยไต๋อะไรออกไปเมื่อไหร่ เขาจึงทำหน้าขึงขังเยี่ยงพยัคฆ์และจ้องมองลั่วจิ่งเฉินอย่างแน่นิ่ง
“เจ้ากินเยอะไป? หรือฝันกลางวันอยู่?”
“หากข้ามีความสามารถนั้น แล้วจะให้ชีเหนียงลำบากมาหลายวันเช่นนี้หรือ?” พูดจบก็เหมือนนึกอะไรได้และยกยิ้มมุมปากเยาะเย้ย “คงไม่ใช่ว่าใครบางคนไม่มีความมั่นใจ ดังนั้นจึงอยากหาข้ออ้างล้มเลิกหรอกนะ?”
“เจ้าก็บอกมาตั้งแต่แรกสิ อย่างมากข้าก็แค่หน้าด้านไปหาใต้เท้าหยาง ให้ใต้เท้าหยางใช้เงินไปขอร้องใต้เท้าเฉียน ให้เขาทำลายสัญญาที่ทำไว้”
ทั้งที่รู้ว่าจ้าวจือชิงจงใจพูดเช่นนี้ ลั่วจิ่งเฉินก็ไม่อยากโดนเขาดูถูก จึงโต้ตอบ “ข้าไม่มีทางถอนตัวอยู่แล้ว หวังว่าใครบางคนจะเก็บซ่อนหางหมาป่าให้ดี ข้าโดนหลอกไม่เป็นไร แต่ท่านแม่ข้าไม่ชอบการปกปิดซ่อนเร้น ถึงเวลานั้นถ้านางรู้ว่าทั้งหมดนี้เกิดจากแผนการของใครบางคน เกรงว่าคนผู้นั้นคงจบไม่สวยแน่”
คำพูดนี้จี้ใจดำจ้าวจือชิง แต่ตีให้ตายเขาก็ไม่มีทางยอมรับ ส่วนหลังจากนี้ ก็ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของอนาคต
“เหอะ ใครบางคนอะไรกัน เจ้ามีแรงกายแรงใจนี้มิสู้ไปอ่านตำราดีกว่า อย่าคิดว่าเมื่อครู่ที่โรงเตี๊ยม แม้ใต้เท้าเฉียนบอกว่าเจ้าสามารถเป็นจอหงวนได้ แล้วไม่แยแสคนรอบข้าง ถึงเวลานั้นจริงเจ้าอย่าใจฝ่อไปก่อนล่ะ!”
“ไม่ลำบากให้ท่านต้องห่วง!”
คำสนทนาของทั้งสอง พูดได้ว่าไม่ค่อยสบอารมณ์นัก ลั่วจิ่งเฉินรู้ว่าคนมากความสามารถในเมืองหลวงมีมากมายถมเถ ตนเองก็แค่หนึ่งในคนทั้งหมด เพียงแต่ปัญญาชนทุกคนล้วนหวังให้ตนเองเดินไปสู่จุดสูงสุด เขาก็ไม่ต่างกัน เขาตรากตรำสู้มาจนถึงตอนนี้ ไม่มีทางถอดใจกับความหวังของตนเองเพียงเพราะคำพูดเยาะเย้ยของผู้อื่นเพียงไม่กี่คำแน่
…..
วันนี้ใต้เท้าเฉียนยังบอกข่าวกับเขาอีกว่า ครึ่งปีให้หลังจะมีการจัดงานชุนนุมปัญญาชนที่หอหลิงหลงที่มีเพียงปีละหนึ่งครั้ง ส่วนผู้เข้าร่วมทั้งหมด จำต้องสอบผ่านระดับเมืองเป็นตำแหน่งจวี่เหรินก่อนจึงจะเข้าร่วมได้ ความหมายของใต้เท้าเฉียนชัดเจนมาก เขาต้องการให้ตนเองแสดงความสามารถในหอหลิงหลงสักหน่อย ช่วงที่เขาอยู่เมืองหลวง ต้องทำความรู้จักกับบัณฑิตที่มีชื่อบ้าง การจะมีความโดดเด่นในเมืองหลวง นอกจากต้องได้เรียนรู้จากยอดคนแท้จริงแล้ว ยังต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้คน นี่ต่างจากสิ่งที่เขารู้มาในอดีตอย่างสิ้นเชิง
เดิมทีเขาคิดว่ามีเหตุผลมากมายที่ไม่ต้องการทำให้ตนเองกลายเป็นคนที่โดดเด่นท่ามกลางฝูงชน แต่ตอนนี้เห็นทีคงไม่เหมือนเดิมแล้ว
“ไยต้องกังวล หากเจ้ามีตำแหน่งจุดยืนที่มั่นคงในบรรดาบัณฑิตเหล่านี้จริง เรื่องที่เจ้ากังวลก็ใช่ว่าจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน บางทีอาจจะเพราะตำแหน่งสถานะของเจ้า ที่กลับทำให้เจ้าปลอดภัยมากยิ่งขึ้นต่างหาก”
หลังจากมองเห็นความกังวลของเขา ใต้เท้าเฉียนก็บอกคำพูดที่ตีความได้สองแง่กับเขา คำพูดนี้ทำให้เขารู้สึกว่าใต้เท้าเฉียนคงรู้อะไรมาบ้าง แต่นี่คือความลับของเขา เขาไม่ต้องการให้คนภายนอกรับรู้ นอกจากนี้ใต้เท้าเฉียนอาจจะแค่พูดด้วยความบังเอิญและไม่ได้มีความนัยแฝงอะไร หากเขาถามมากไป กลับกันคือจะไม่ดีงามนัก
แต่พอมาไตร่ตรองอย่างละเอียด คำพูดของใต้เท้าเฉียนก็มีเหตุผลอยู่บ้าง เหมือนกับที่ท่านแม่พยายามหาเงินอย่างมาก จนอยากถึงจุดที่ร่ำรวยมหาศาล ก็เพียงเพื่อทำให้เวลาที่มีคนจะคิดร้ายกับพวกนางก็ต้องประเมินความสามารถของตนก่อนว่ากล้าทำหรือไม่และจะทำได้ไหม!
ชีเหนียงหารู้ไม่ว่า ภายใต้สถานการณ์ที่นางไม่รับรู้ สิ่งที่ตนพยายามไม่ให้ลั่วจิ่งเฉินรับรู้ สุดท้ายเขาก็ยังก้าวย่างไปสู่ความจริงทีละก้าวอยู่ดี
หลังจากจัดแจงลั่วจิ่งเฉินเรียบร้อย ชีเหนียงก็เตรียมตัวออกเดินทางไปบ้านพักตากอากาศอันหยาง เพราะไม่วางใจเรื่องจิ่งเฉิน ชีเหนียงจึงไม่ได้คิดจะให้จ้าวจือชิงตามไปด้วย แต่จ้าวจือชิงมีหรือจะฟังคำเกลี้ยกล่อม พอชีเหนียงเพิ่งไป อีกฝ่ายก็ตามติดไปด้วย
สำหรับเรื่องนี้ ลั่วจิ่งเฉินไม่ได้ประหลาดใจนัก อีกทั้งเขารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้จำเป็นต้องให้มีคนดูแลตลอด เขาคือเด็กที่ผ่านความยากจนมาและติดตามข้างกายท่านแม่มานาน สำหรับการทำอาหารและซักผ้า เขาย่อมทำได้อย่างง่ายดาย มีเพียงสิ่งเดียวที่ทำไม่เป็น เห็นจะเห็นการต่อรองราคาก็เท่านั้น
สถานที่อาศัยในถนนหูถงทิศใต้ที่ดีที่สุดคงหนีไม่พ้นสถานที่แห่งนี้ ออกจากประตูไปก็คือตลาดสด เดินไปอีกไม่ไกลก็คือทะเลสาบแห่งหนึ่ง ข้างทะเลสาบมีต้นหลิ่วสูงใหญ่ ฤดูร้อนมีร่มเงา ซึ่งเป็นสถานที่หลบร้อนได้ดี นับตั้งแต่ค้นพบสถานที่ล้ำค่าแห่งนี้ ทุกครั้งที่เล่าเรียนจนเหนื่อย เขาก็มักจะมาเดินเล่นที่นี่
เพียงแต่ครั้งนี้ที่ต่างออกไปคือ กลับมีผู้เฒ่าคนหนึ่งกำลังตกปลา เพียงแต่ผู้ที่ตกปลาเหมือนความอดทนยังไม่พอ หากไม่ใช่ผล็อยหลับและส่งเสียงกรน ก็โมโหใจร้อน
“ติดเบ็ดเร็วสิ! รีบขึ้นมาเร็ว! ขึ้นมาแล้ว ตาจะพาพวกเจ้ากลับไปเล่นที่บ้าน!” ผู้เฒ่าพึมพำกับทะเลที่แหวกว่ายในทะเลสาบ แต่ปลากลับเหมือนมีปัญญาหลักแหลม ไม่ว่าเขาจะใช้เหยื่ออะไร ผ่านไปสองชั่วยามก็ไม่มีแม้แต่ปลาตัวน้อยขึ้นมาติดเหยื่อ
ลั่วจิ่งเฉินเพียงแค่มองในตอนเริ่มต้นไม่นาน จากนั้นก็พิงข้างต้นไม้และงีบพร้อมกับรับลมเย็นไปพลาง
ผู้เฒ่าเห็นเขานอนสบายใจเช่นนี้ก็โยนไม้ตกปลาทิ้งไว้
-----