บทที่ 14 เ้าว่าระหว่างข้ากับเ้า ใครจะเป็ผีเฝ้าเรือนก่อนกัน
ภายในห้วงมิติ
“พรวด… แค่ก ๆ ๆ ๆ...”
โม่หลานอีหายใจติดขัดด้วยความเ็ป ใบหน้าเล็ก ๆ ที่เคยงดงามบัดนี้ไร้สีเื เหลือไว้เพียงความเกลียดชังที่น่ากลัว
“น่ารังเกียจ น่ารังเกียจ น่ารังเกียจ!”
นางกัดฟันสาปแช่ง ขณะที่พลังชีวิตภายในห้วงมิติต่างไหลทะลักเข้าสู่ร่างกาย ซ่อมแซมาแลึกที่อกของนาง
“จีอู๋ซวง! น่ารังเกียจ!!!”
ร่างของเซียนเฒ่าปรากฏขึ้น ดวงิญญาของเขาดูจางลง มองไกล ๆ ราวกับสายควันจาง ๆ
เขาเอ่ยอย่างเหนื่อยล้า
[เ้าประมาทเกินไปแล้ว หากหัวใจของเ้าไม่ได้อยู่ด้านขวา แม้แต่เซียนผู้ยิ่งใหญ่ก็ช่วยเ้าไว้ไม่ได้]
ถูกต้อง หัวใจของโม่หลานอีอยู่ด้านขวา นางมีรากจิติญญาแสงที่สามารถฟื้นฟูตัวเองได้ อีกทั้งพลังชีวิตภายในห้วงมิติ าแเช่นนี้ไม่นานก็หายดี
แต่อย่าว่าแต่จะลืมเลือน ความแค้นที่โม่หลานอีมีต่อจีอู๋ซวง นั้นไม่อาจลบเลือนได้เลย แม้แต่ต่อเซียนเฒ่าผู้นี้นางก็ยังเคืองขุ่น
“ท่านมิได้กล่าวว่านางเป็เพียงแค่บุปผาไร้ค่าดอกหนึ่งหรือ ไฉนจึงเก่งกาจปานนี้!”
เซียนเฒ่าได้ยินดังนั้นก็ได้แต่เอ่ยอย่างกระอักกระอ่วน
[แม้ว่านางจะเป็บุปผาไร้ค่า แต่ทว่านางกลับบ่มเพาะกระบี่จิตได้!]
“กระบี่จิตงั้นรึ”
[ใช่แล้ว! ดังเช่นผู้ฝึกยุทธ ผู้ฝึกกระบี่ก็มิจำเป็ต้องใส่ใจเื่ของพลังปราณ ผู้ฝึกยุทธฝึกฝนร่างกายตนเอง ส่วนผู้ฝึกกระบี่ก็หลอมรวมจิติญญาเข้ากับกระบี่ ขอเพียงในมือยังคงถือกระบี่ ฝึกปรือจนถึงขั้นสูงสุด ก็จะเป็ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด! ยิ่งผู้ที่ควบคุมกระบี่จิตได้ ยิ่งน่าสะพรึงกลัว กระบี่เดียวทำลายได้ทุกสิ่ง ทุกอย่างล้วนอยู่ภายใต้กระบี่เล่มเดียว เ้าพอจะเข้าใจหรือไม่]
โม่หลานอีได้ยินดังนั้นก็โกรธจนแทบกระอักเื
เดิมทีนางคิดว่าจีอู๋ซวง เป็เพียงขยะที่ไม่อาจฝึกฝนได้ ใครจะไปคิดว่านางจะเป็ถึงผู้ฝึกกระบี่!
[โชคยังดีที่ตัวตนที่แท้จริงของเ้ายังมิได้เปิดเผย ต่อไปนี้ก็ทำตัวดี ๆ กับนางเข้าไว้]
“อะไรนะ”
[เ้ามิใช่ผู้ที่ชำนาญการเอาใจผู้คนและเกาะแข้งเกาะขาผู้อื่นหรือ รีบไปเกาะให้แน่น ๆ เข้าไว้!]
โม่หลานอีนางเ็ปที่อกอยู่แล้ว พอได้ยินคำพูดของเซียนเฒ่ายิ่งทำเอานางเกือบสำรอกเืออกมา
ทันใดนั้นนางก็นึกขึ้นได้ หากนางผู้นั้นเก่งกาจปานนั้น ย่อมต้องมีวาสนาแน่นอน มิเช่นนั้นพวกเราไปขโมยวาสนาของนางมาได้หรือไม่
เซียนเฒ่ามีสีหน้าราวกับท้องผูก
[มิได้ นางไม่มีวาสนาติดตัว…]
“ไม่มี?”
[ถูกแล้ว ไม่มี]
“ไม่มีได้อย่างไร ในเมื่อนางมีชีวิตที่ดีเช่นนี้”
เซียนเฒ่า [...]
จะเป็ไปได้หรือไม่ ที่นางอาศัยเพียงแค่ฝีมือ มิใช่วาสนา?
ร่างของเซียนเฒ่าพลันโปร่งใสราวกับอากาศ รีบกล่าว
[ข้าต้องไปปลีกวิเวกเสียหน่อย ใน่เวลานี้ เ้าจงระวังตัวให้มาก]
“เข้าใจแล้ว”
เซียนเฒ่าถอนหายใจ คิดจะสั่งเสียสิ่งใดอีก แต่ไม่อาจจะทันเสียแล้ว รีบรุดเข้าไปในไม้หล่อเลี้ยงิญญาในห้วงมิติ ทันใดนั้น พลังที่ใช้ไปกับลูกศรก่อนหน้าก็มากโข ผลกลับไม่โดนเป้าหมาย ช่างน่าโมโหเสียจริง
หลังจากเซียนเฒ่าหลับใหลไป โม่หลานอีรักษาอาการาเ็หายดีแล้ว จึงออกมาจากห้วงมิติในจี้หยก แล้วฉีกยันต์เคลื่อนย้าย รีบรุดกลับไปยังสำนัก
จีอู๋ซวงกลับไปถึงสำนัก เรียกนกกระเรียนเซียนออกมา ทั้งคนทั้งนกจ้องหน้ากันอยู่ครู่ใหญ่ สุดท้ายนกกระเรียนก็ยังคงก้มหน้า ยอมทนทุกข์ทรมานจากการถูกขนเปรอะเปื้อน ปล่อยให้ก้อนถ่านนี้ขึ้นมาบนหลัง พาบินกลับยอดเขาดาวคะนอง จากนั้นก็ราวกับมีผีไล่ล่า บินจากไปอย่างรวดเร็ว
จีอู๋ซวงมองดูมือที่ดำเป็ตอตะโกของตน กับรอยเปื้อนรูปตัวคนบนขนนกกระเรียน
“…”
นางก็เป็คนรักสะอาด นกกระเรียนจะเชื่อหรือไม่?
ช่างเถิด ครั้งหน้าค่อยเอาของอร่อยมาฝากมันมากหน่อยก็แล้วกัน
จีอู๋ซวงไปอาบน้ำก่อน จากนั้นก็กินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย กำลังจะเข้านอนพักผ่อนให้หายเหนื่อย ก็ถูกเหลียนซิงที่รีบร้อนกลับมา บ่นจนหูแทบแตก
“ท่านบรรพบุรุษน้อย ท่านไปโดนอะไรมาทั้งตัวแบบนี้ ท่านอยากปลิดชีพข้าหรือขอรับ… บลา ๆ ๆ…”
“ท่านบรรพบุรุษน้อย ท่านจะไปที่ใดภายภาคหน้า โปรดแจ้งแก่ข้าด้วยเถิด บลา บลา บลา...”
จีอู๋ซวง “...”
“น่ารำคาญยิ่งนัก”
เหลียนซิงช่างเป็บุรุษที่จุกจิกเสียกระไร
ในที่สุดจีอู๋ซวงจึงจำต้องรับปากว่า นางจะไม่แอบหนีออกไปอีก แม้ไม่ได้ปฏิญาณต่อ์ แต่เหลียนซิงก็ยอมปล่อยนางไป
เมื่ออิ่มหนำสำราญ าแของจีอู๋ซวงก็หายไปเกือบหมด นางลองไปหลอมรวมพลังแห่ง์ แต่กลับพบว่ามิใช่เื่ง่าย จำต้องค่อยเป็ค่อยไป
เช่นนั้น ก็ไปเรียนวิชาหกแขนงก่อนก็แล้วกัน
เมื่อวานถูกฟ้าผ่าจีอู๋ซวงก็พลันเกิดความคิด คิดวิธีลัดในการฝึกวิชาหกแขนงได้!
วันนี้ต้องลองดูสักตั้ง เผื่อสำเร็จขึ้นมาเล่า?
ยิ่งไปกว่านั้น โม่หลานอีถูกนางสังหารไปแล้ว บุญวาสนาของเหลียน หยวน กับ ลู่สิงโจว สองเ้ากรรม คงจะกลับคืนมาแล้วกระมัง นางก็นับว่าทำตามที่รับปากกับท่านอาจารย์รองได้แล้ว
ขณะครุ่นคิดเช่นนั้น นางจีอู๋ซวงก็มาถึงยังหอพระธรรมแห่งสำนักเทศนา ณ ศาลาหวงฝ่า
เพียงย่างกรายเข้าไป ก็มีผู้คนรี่เข้ามา พูดทักทายนางด้วยความสนิทสนม
“ศิษย์น้องน้อย เ้ามาแล้วรึ”
จีอู๋ซวง มองใบหน้าอันงดงาม ไร้ที่ติ พร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจนั้น ภาพในหัวพลันผุดคำถามขึ้นมา
‘นางนี่มันโม่หลานอีมิใช่รึ’
นางยังมีชีวิตอยู่หรือ
มิใช่ว่าข้าแทงทะลุหัวใจนางไปแล้วหรอกหรือ.. นางจะมีชีวิตรอดได้อย่างไร ‘
‘หรือจะเป็แมลงอสูรแห่งแดนมืด ที่ไม่มีวันตาย’
‘ไม่ มิควรเป็เช่นนั้น ข้าย่อมมั่นใจในฝีมือตนเองเป็อย่างดี’
เคยได้ยินมาว่าบนโลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่ามนุษย์กระจกที่มีหัวใจอยู่ทางด้านขวา หรือว่านางผู้นี้จะเป็เช่นนั้น
‘ไม่เป็ไร ฆ่านางครั้งแรกได้ ก็ฆ่าครั้งที่สองได้ ครั้งนี้ก็แค่ทนเจอฟ้าผ่าอีกรอบ’
ความตั้งใจฆ่าฟุ้งขึ้นในใจของนาง ทันใดนั้นไอสังขารสีม่วงแห่ง์ในร่างก็ะโโลดเต้น ด่าทอไม่หยุด
จีอู๋ซวงเข้าใจแล้ว
ความหมายของมันคือ หากนาง้าหลอมรวมมันเพื่อสร้างกระดูกกระบี่ นางจะฆ่าลูกหลานแห่งโชคชะตาของมันไม่ได้ มิฉะนั้นจะถูกทำลายล้างไปด้วยกัน
“แค่เ้าหรือ?” จีอู๋ซวง เย้ยหยัน
ไอสีม่วงเช่นนี้ นางเก็บมันไว้ก็เพราะเสียดายเท่านั้น นางไม่จำเป็ต้องใช้กระบี่สังหาร เพียงแค่ใช้พลังิญญาก็สามารถกำจัดมันได้แล้ว!
พลังอัสนีสีม่วงหัวเราะ
[ถ้าข้าอยู่นอกร่างของเ้า ข้าคงทำอะไรเ้าไม่ได้ แต่ตอนนี้ข้าอยู่ในร่างของเ้า เ้าว่าระหว่างเราใครจะตายก่อน?]
จีอู๋ซวงซึ่งเป็ฝ่ายกลืนพลังอัสนีสีม่วงเข้าไปในท้อง “...”
เอ่อ... ประมาทไปหน่อย...