บุญสิตากล่าว มีแววไม่พอใจติดมาในน้ำเสียงนั้นเล็กน้อย
“ปากแข็งเหมือนกันน่ะเรา”
ธัชพงษ์กล่าวพร้อมกับเข้าไปยืนพิงระเบียงมองออกไปข้างนอกในแนวเดียวกับที่หญิงสาวยืนอยู่เมื่อครู่
“สิตาไม่ได้ปากแข็งก็คุณผู้ชายอยากมากล่าวหาสิตาทำไม”
“อ๋อเหรอแล้วนี่แน่ะ คนใช้ที่ไหนกันน่ะ เขาพูดกับเ้านายเสียงเขียวปั๊ดอย่างนั้นไม่กลัวตกงานบ้างหรือไง”
ชายหนุ่มกล่าวอย่างจะตำหนิกลายๆ นั้นเองหญิงสาวจึงได้รู้สึกตัวรีบกล่าวขอโทษเขาออกไป
“สิตาขอโทษค่ะก็คุณผู้ชายอยากมาหาเื่สิตาก่อนทำไม”
“ตกลงว่าฉันเป็คนผิดใช่ไหมเนี้ย”
ชายหนุ่มกล่าวกลั้วหัวเราะ รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุและหญิงสาวก็เลือกที่จะใช้การนิ่งเป็คำตอบให้เขาได้คิดเอาเอง
“แล้วก่อนที่ฉันจะเดินเข้ามานี่เธอกำลังคิดอะไรอยู่”
ชายหนุ่มเปลี่ยนเื่ถามเมื่อเห็นหญิงสาวเงียบไป
“คุณผู้ชายรู้ได้ยังไงค่ะว่าสิตากำลังคิดอะไรอยู่”
หญิงสาวย้อนถามเขาโดยไม่มองหน้า
“อ้าวเธอนี่ถามแปลก ใครที่อยู่คนเดียวเงียบๆก็ต้องกำลังคิดอะไรอยู่ทั้งนั้นฉันไม่เชื่อหรอกนะว่าใครอยู่คนเดียวแล้วจะไม่คิดอะไรได้”
คำพูดของเขาทำให้หญิงสาวต้องนิ่งอึ้งไปอีกอย่างยอมจำนนก่อนจะตอบออกมาเบาๆ
“สิตากำลังคิดถึงพ่ออยู่ไม่รู้ว่าป่านนี้พ่อจะเข้าบ้านหรือยัง”
ขณะที่กล่าวสายตาของหญิงสาวทอดมองออกไปไกล ราวกับจะมองไปให้เห็นถึงตัวของผู้เป็พ่อจริงๆนั้นเลยทีเดียว
“พ่อของเธอประกอบอาชีพอะไรอยู่”
“พ่อขับแท็กซี่แต่ก็...ช่างเถอะ”
หญิงสาวเกือบจะหลุดปากเล่าถึงความเสเพลของพ่อออกไปให้เขาฟังแล้วเชียว เพราะมันเป็ความทุกข์ใจที่เธออยากจะระบายอยู่นั้นเอง ก่อนจะเปลี่ยนใจในที่สุดไม่มีเหตุผลอะไรที่เธอจะต้องประจานพ่อของตัวเองให้คนอื่นฟังนี่น่ะ
“ดูท่าทางว่าเธอจะรักและเป็ห่วงพ่อเอามากๆเลยน่ะ”
“ก็เรามีกันอยู่แค่สองคนพ่อลูกนี่”
“แล้วแม่ของเธอล่ะ”
“แม่เสียไปได้หลายปีแล้ว”
หญิงสาวกล่าวเสียงเศร้า
“ฉันเสียใจด้วยน่ะ”
ชายหนุ่มกล่าวอย่างจริงใจ
“ก็คงจะไล่ๆกับที่คุณแม่ของคุณผู้ชายเสียนั้นแหละค่ะ”
บุญสิตาอดย้อนเขาออกไปไม่ได้ ก็เื่อะไรที่เธอจะยอมเป็คนที่น่าสงสารอยู่คนเดียวล่ะ
“งั้นก็นับได้ว่าเราหัวอกเดียวกันสิน่ะ”
ธัชพงษ์กล่าวขรึมแต่ก็ยังมีรอยยิ้มจางๆติดอยู่ที่ริมฝีปากที่สวยราวกับริมฝีปากของอิสตรีทีเดียว
“สิตาง่วงนอนแล้วขอตัวก่อนค่ะ”
หญิงสาวกล่าวตัดบทออกมาดื้อๆเมื่อรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างประหลาดเมื่อได้เห็นรอยยิ้มของเขา ก่อนหันหลังเดินไปยังห้องนอนของตน
ธัชพงษ์มองตามร่างโปร่งระหงที่อยู่ในชุดเสื้อผ้าที่แสนจะธรรมดานั้นไปด้วยความรู้สึกเอื้อเอ็นดูอย่างที่ไม่เคยรู้สึกกับใครมาก่อนเลยจริงๆ
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
“วันนี้ไม่ออกไปไหนหรือลูก”
นางชุติมาเดินเข้ามาถามบุตรสาวที่นั่งหน้าบึ้งอยู่ในห้องนั่งเล่น
“ไม่มีอารมณ์หรอกค่ะคุณแม่ั้แ่นังบุญสิตาเข้ามาอยู่ที่นี่หนูรู้สึกหงุดหงิดเอามากๆเลย”
ชาลินีบ่นอย่างรู้สึกตามที่พูดจริงๆ ยิ่งเอาสิ่งที่ชัยวุฒิเคยพูดไว้มาคิดด้วยแล้วเธอก็ยิ่งรู้สึกเครียดไปกันใหญ่
“แม่ว่าบางที่มันอาจจะไม่มีอะไรอย่างที่เราคิดกันก็ได้น่ะลูก”
นางชุติมาไม่รู้จะทำอะไรได้ดีไปกว่าพูดปลอบใจบุตรสาว
“แต่ถ้าเรามัวแต่นิ่งนอนใจเกิดนังนั้นมันคว้าพี่ธัชไปได้จริงๆขึ้นมาละคะ”