บทที่20 เื่เล่าของลุงหยางสือ
ข้าหยางสือ หัวหน้าองครักษ์ของเว่ยอ๋อง เว่ยหานกงพระอนุชาของฮ่องเต้ ตัวท่านอ๋องรักษาดินแดนอยู่ทางใต้ ครอบครัวนั้นอยู่เมืองหลวงแต่เพราะหลี่อ๋องคิดการใหญ่ จึงหาทางที่จะจับท่านชาย ลูกชายคนเดียวของเว่ยอ๋องเป็ตัวประกัน เขาจึงต้องลอบพาท่านชาย หลบหนีออกมา เพื่อนำตัวท่านชายไปส่งให้ผู้เป็บิดา
ตลอดการเดินทางไปแดนใต้ หลบหลีกกลุ่มคนตามล่าของหลี่อ๋องมาได้ตลอดทาง สุดท้ายเลยเปลี่ยนเส้นทางอ้อมมาทางเมืองหยางโจวแทน ใช้ที่พักม้าของแต่ละเมืองที่ผ่าน ส่งข่าวไปยังแดนใต้การเดินทางแบบนี้ล่าช้า แต่ก็ดีกับชีวิตของเขาและท่านชาย
เมื่อเข้าเมืองหยางโจว จึงหาที่พักเป็วัดร้าง เพื่อปะปนกับพวกขอทานที่นี่จึงได้รู้จักกับอันหานที่นอนหมดอาลัยตายอยากอยู่มุมหนึ่งของวัดพวกขอทานบางคนพยามป้อนข้าวเขา
ด้วยความที่ท่านชายสงสารเขา จึงไปวนเวียนดูแลเขา เมื่อเห็นท่านชายอันหานก็น้ำตาไหล เดาว่าเขาคงมีลูกชายอายุน่าจะเท่ากับท่านชาย
เมื่อได้พูดคุยกันมากขึ้น ทั้งสองจึงเกิดความผูกพันต่อกันอันหานดูมีกำลังใจที่จะมีชีวิตต่อ ส่วนท่านชายคงคิดถึงคนในจวน คุยกันไปมาจึงรู้ว่าครอบครัวของอันหานอยู่ที่ไหน ท่านชายจึงมาโน้มน้าวข้าให้พาอันหานกลับไปส่งที่บ้าน ตอนแรกหยางสือไม่เห็นด้วยเพราะกลัวว่าอันหานจะเป็ภาระ และยังเป็อันตรายต่อชีวิตของอันหานเองด้วยเพราะถ้าถึงคราวจำเป็เขาก็คงต้องทิ้งอันหาน เพื่อปกป้องท่านชาย
แต่ท่านชาย บอกกล่าวว่า ตัวเขาเองชีวิตก็แขวนอยู่บนเส้นด้ายอยู่แล้วส่วนอันหานก็เป็ชายที่ถอดใจกับชีวิตนี้แล้วพวกเราทั้งสามก็เหมือนเท้าหนึ่งเหยียบไปอยู่ในปรโลก ครึ่งหนึ่งเหมือนตายไปแล้ว
แล้วมันจะดีแค่ไหน ถ้าเราพาเขากลับบ้านไปเจอครอบครัวได้อย่างน้อยต่อให้ต้องตาย ก็ยังได้ฝังใกล้กับคนในครอบครัว
เด็กชายแปดขวบ ที่ก่อนหน้านี้ชีวิตมีพร้อมทุกอย่างบริวารอยู่ล้อมหน้าล้อมหลัง อยากได้อะไรก็แค่เอ่ยปากเดิมทีก็เป็เด็กที่ฉลาดอยู่แล้ว แต่ตอนนี้เหมือนจะเข้าใจโลกมากขึ้นกว่าเดิม
สุดท้ายหยางสือจึงต่อเปลไม้เพื่อลากอันหานกลับไปยังหมู่บ้านหยางที่อำเภอเจียงใต้ถือว่าอยู่นอกเส้นทางยิ่งกว่าเดิม และไม่ใกล้จุดหมายปลายทางแม้แต่น้อย แต่น่าแปลกกลับเป็การเดินทางที่ปลอดโปร่งอย่างไม่คาดคิดมาก่อน เพราะไม่พบเจอคนตามล่ามาเลย
จนเท้าเหยียบเข้าอำเภอเจียงใต้ ก่อนที่ฤดูหนาวจะมาพวกเขาก็มาถึงหมู่บ้านหยางจนได้
ครอบครัวอันที่รออยู่บ้านไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอกอย่างที่หัวหน้าครอบครัวคิดเอาไว้ว่าตัวเองจะเป็ภาระ ภรรยาเขาได้โชคชั้นใหญ่จากป่าเขา คือเห็ดหลินจือร้อยปีและกลายเป็ครอบครัวมีฐานะ ไหนจะเห็ดบัวนั่นที่เพาะได้อีกซึ่งครอบครัวนี้เป็จุดเริ่มต้นในการเพาะ ทำให้คนในหมู่บ้านอยู่ดีกินดีขึ้นไม่ได้ดูเหมือนชาวบ้านที่ยากจน ที่พบเจอมาระหว่างทาง
พวกเขายิ้มแย้ม แจ่มใสและเป็มิตร มองเขากับท่านชายเป็ผู้มีพระคุณของครอบครัวอัน
แต่จะว่าไป หลังจากเข้าสู่อำเภอเจียงใต้ ยิ่งใกล้หมู่บ้านหยางความเป็อยู่ของผู้คนก็ดีขึ้นเรื่อยๆเขาเพิ่งมาทราบทีหลังอีกนั่นแหละว่าเพราะบ้านอันไม่หวงวิธีเพาะปลูกเห็ดบัวซ้ำกลับแบ่งปันให้คนในหมู่บ้าน และคนในหมู่บ้านก็นำไปเผยแผ่ให้ญาติพี่น้องต่างหมู่บ้านทำให้พวกเขาได้รายได้อย่างงามจากการขายเห็ดบัวจนฟางข้าวที่ถูกทิ้งหลังจากเกี่ยวข้าว มีราคาขึ้นมา และตอนนี้ขาดตลาดแต่ถึงแม้บางหมู่บ้านจะไม่ได้เพาะเห็ดแต่ก็ก่อเกิดการจ้างงานมากมายก่อนเข้าสู่หน้าหนาวที่จะถึงนี้
ฤดูหนาวละแวกนี้ น่าจะไม่มีภาพคนนอนตายเพราะอดอยากให้เห็นอย่างที่ผ่านมา
ทีแรกหยางสือคิดว่าค้างคืนกับครอบครัวอันแค่วันสองวันจากนั้นจะออกเดินทางกันต่อ แต่ครอบครัวอันรั้งไว้และท่าทีท่านชายก็อยากจะอยู่ที่นี่ต่อ นานแล้วที่พวกเขาปลอมเป็ขอทาน เร่ร่อนไปทั่ว แต่ที่นี่ นอกจากอาหาร ที่นอนแล้วท่านชายยังได้เพื่อนวัยเดียวกันคืออันหยาง
ลูกชายของอันหาน เป็เด็กที่ฉลาดและใฝ่รู้ หยางสือจึงไม่แปลกใจว่าทำไมเมื่อเขาได้พูดคุยกันท่านชายจึงทำให้มีแรงฮึดอยากจะกลับบ้านท่านชายตอนนี้แลกเปลี่ยนความรู้อยู่ในห้องอันหยางบางอย่างที่ไม่เข้าใจพวกเขาก็จะเข้าไปถามอันหาน
จนนานวันเข้า ท่านชายดูพึงพอใจที่จะอยู่หมู่บ้านที่เงียบสงบนี่ หรือว่าหน่วยข่าวกรองของหลี่อ๋องไม่ได้อยู่ในอำเภอเจียงใต้นี้แต่ถ้าพ้นหน้าหนาว ทางหลี่อ๋องถึงจะเจอเบาะแสพวกเขาก็ได้หยางสือจึงตัดสินใจจะอยู่ที่นี่ไปจนกว่าจะพ้นฤดูนี้ และสำรวจหาทางหนีทีไล่ไว้ก็น่าจะเพียงพอ
นานแล้วที่เขาเองเคยชิมเห็ดบัว นั่นเป็อาหารที่นายท่านได้รับมาจากในวังจึงแบ่งให้พวกเขาองครักษ์ได้ลิ้มลอง กันคนละคำ เพราะมันเป็สิ่งที่หาได้ยาก และรสชาติแสนอร่อย
แต่บ้านหลังนี้กลับเพาะมันขึ้นมาได้จากพี่น้องชายหญิงคู่หนึ่ง ที่ทำกันเล่นๆ ไม่ใช่ใครที่ไหน อันหยางและอันผิง
และบนโต๊ะอาหารวันที่เขามาถึง พวกเขาได้กินต้มเห็ดบัวชามใหญ่ๆหนึ่งชาม ท่านชายถึงกับเจริญอาหารมากกว่าปกติ
ต่อมาพอเข้าหน้าหนาวหิมะเริ่มตกแล้วบนโต๊ะอาหารก็มีผักกาดดองที่พอคีบเข้าปากก็รับรู้ถึงกลิ่นหอมแถมรสชาติยังดีอีกต่างหาก ที่สำคัญการดองผักแบบนี้มาจากการเล่นของเด็กหญิงอันผิง ที่อยากเลียนแบบแม่ตัวเอง
พูดถึงเด็กคนนี้ ถ้ามองผ่านๆ ก็เหมือนเด็กหญิงชนบททั่วไปแต่มีความสนใจต่อคนแปลกหน้าอย่างเขาด้วย ปกติเด็กวัยนี้ต้องใช้เวลาหลอกล่อหลายวันกว่าจะคุ้นเคยกัน ซึ่งไม่ใช่เขาแน่ๆแต่อันผิงกลับมายืนลอบมอง คอยสังเกตดูเขา เพียงคนเดียว และในที่สุดก็เดินเอามือไขว้หลังเข้ามาสำรวจเขาในห้อง
แม้ว่าเขาจะทำหน้าดุๆ ใส่ แบบว่าเด็กบางคนเห็นคงต้องร้องไห้บ้างแต่ไม่เกิดเหตุการณ์นั้นกับอันผิงวันหนึ่งเขานั่งเขียนจดหมายเพื่อรายงานความเคลื่อนไหวของเขาเพื่อส่งไปให้ท่านอ๋องอันผิงก็ปีนขึ้นเก้าอี้มานั่งอยู่ข้างๆ จ้องมองดูตัวหนังสือของเขาบนโต๊ะ
เขาคิดว่าเด็กวัยนี้ไม่น่าจะอ่านข้อความบนจดหมายออกได้ทั้งหมดจึงปล่อยให้เด็กน้อยนั่งมองอยู่ข้างๆ อีกอย่างข้อความนั้นต้องถอดรหัสอีกที
จนท่านชายเดินเข้ามา
“น้องเล็ก แอบอ่านจดหมายท่านพ่อหรือ”
เด็กหญิงดูสะดุ้งใ สำหรับเขาแล้ว ช่างน่าเอ็นดูแต่ไม่เข้าใจว่าทำไมท่านชายจึงเคร่งขรึม แต่มีอันหยางก้าวตามมาเมื่อเห็นน้องสาวของตน เขาจึงทำตัวเป็ผู้ใหญ่สั่งสอนเด็ก
“น้องสาว ขออนุญาตท่านลุงหรือยัง”
อันผิงพยักหน้ารับ ทำเอาหยางสือแอบยิ้มเอ็นดูว่าขอเขาั้แ่เมื่อไหร่กันนะ
“น้องเ้าไม่ก่อกวนอะไรลุงเลย อันหยาง”
อันหยางพยักหน้ารับ ส่วนอันผิงลงจากเก้าอี้แล้ว เดินไปหาคนเป็พี่จากนั้นอันหยางก็จับจูงน้องสาวออกไปจากห้อง
หยางสือหันมามองท่านชาย ที่ยังมองตามสองพี่น้องพอรับรู้ถึงสายตาของเขาจึงหันมา
“ไม่เห็นต้องไปดุอันผิงเลย” หยางสือเอ่ยขึ้น
“ข้าก็แค่รู้สึกว่า น้องเล็ก เหมือนจะอ่านหนังสือออกขอรับ”
หยางสือแสดงสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ เด็กถึงเพียงนั้นหยางเป่าจึงเล่าต่อว่าน้องเล็กดูไม่ค่อยเหมือนเด็กอย่างที่พวกลูกพี่ลูกน้องผู้หญิงที่ยังเล็กๆ เลยที่สำคัญไม่เคยงอแงอย่างเด็กเล็กๆ ในจวน ยากนักที่เด็กวัยนี้จะนั่งนิ่งๆ อยู่ข้างๆผู้ใหญ่ได้ โดยที่ไม่ต้องคอยกำกับตลอดเวลา
หนังสือเรียนฉบับเริ่มต้นของอันหยางอันผิงนั้นเหมือนจะอ่านออกหมดแล้ว เพราะอันหยางชอบที่ไปชี้ถามตัวอักษรในนั้น แถมยังคัดลายมือได้เป็บางคำด้วย ถึงตัวหนังสือออกจะน่าเกลียดไปสักหน่อย
และที่สำคัญอันผิงเองก็ดูเ้าเล่ห์ไม่เบาเวลาที่สือเว่ยเว่ยมาเรียนด้วย และชอบนำตัวหนังสือบนกระดาษที่เขาคัดให้ไปถามอันผิงซึ่งเขาไม่แน่ใจว่าสือเว่ยเว่ยอยากมีเพื่อนเรียนหรืออยากรู้ว่าตัวเองนั้นเก่งกว่าอันผิงกันแน่
ตอนแรกนั้น อันผิงก็ตอบให้ตลอด แต่พอถามบ่อยๆ เข้าอันผิงไม่แสดงท่าทีรำคาญอย่างเด็กที่โดนรบกวนซ้ำๆ แต่กลับแกล้งทำว่าจำไม่ได้กลับทำท่านึกอยู่นานแล้วส่ายหัว
สือเว่ยเว่ยมีทีท่าพอใจแต่กลับเป็อันหยางที่เริ่มกลัวน้องสาวของตนจะลืมตัวอักษร จึงเข้าไปสอนใหม่สอนซ้ำไปซ้ำมา อันผิงก็อ่านได้อีกครั้ง แต่พอสือเว่ยเว่ยเข้ามาถามอีกอันผิงก็ทำท่าคิดนานกว่าจะบอกตัวหนังสือเ่าั้ได้จนสือเว่ยเว่ยต้องเอ่ยว่ามันคือตัวอะไรบ้างอันหยางเห็นเช่นนั้นก็จะเข้ามาสอนใหม่อีกครั้ง อันผิงก็ทิ้งท่าไม้ตายทำทีเป็หาวขึ้นมา ทำหน้าเหมือนเหนื่อยมาก และล้มลงบนที่นอน แกล้งหลับไปเลย
บอกเขาหน่อยสิ นี่คือเด็กวัยห้าขวบจริงหรือ
อันหยางไม่เคยสังเกตเห็นสิ่งเหล่านี้สำหรับเขาไม่ว่าน้องสาวของเขาทำอะไรก็น่ารักสำหรับเขาไปเสียหมด
แต่สำหรับเขาที่เป็คนนอก พอจับสังเกตได้ โดยเฉพาะ่ที่จางชิวเหมยมาเล่นด้วยสองคนนี้อยู่ในวัยเดียวกัน และจางชิวเหมยต่างหากที่เหมาะกับคำว่าเด็กห้าขวบดูขี้อาย และกลัวคนแปลกหน้า หลบอยู่ข้างหลังคนเป็พี่แล้วคอยชะเง้อแอบมองพอเขามองไปก็หลบอยู่หลังคนเป็พี่ต่อ
ตามปกติเด็กวัยนี้ไม่น่าเล่นกันได้นานมาก โดยไม่มีผู้ใหญ่คอยสอดส่องแต่เมื่อทั้งสองอยู่ด้วยกัน กลับอยู่กันได้อย่างสงบสุข โดยมีอันผิงคอยชี้นำ
อันผิงมักเหมือนคุณครูตัวน้อย คอยชี้ถามว่า ดอกไม้ ต้นไม้พวกนี้มีชื่อว่าอะไร ไหนชิวเอ๋อร์ตอบสิ พอเห็นจางชิวเหมยเริ่มเบื่อก็ถามเื่ที่บ้านของจางชิวเหมย ก่อนมาท่านแม่ ท่านพ่อ ของเ้าทำอะไร
แม้กระทั่งพาไปดูเล้าไก่หลังบ้าน ก็ยังยังสอนนับเลขโดยนับไก่ในเล้าว่ามีกี่ตัว นับกันซ้ำๆ อยู่อย่างนั้นให้ชิวเหมยท่องขั้นตอนให้อาหารไก่
ในความทรงจำของเขา เด็กเล็กนั้นไม่ใช่แค่วิ่งเล่นไล่จับนั่งเล่นของเล่น พอเหนื่อยก็งอแง หิวก็ร้อง เท่านั้นไม่ใช่หรือแต่อันผิงนั้นแตกต่างออกไป
จนเื่ของบ่อน้ำ จางชิวเหมยอยากจะไปตรงบ่อน้ำซึ่งมันอันตรายสำหรับเด็ก แต่อันผิงกลับอธิบายว่าโดยการพาจางชิวเหมยไปที่แคร่แล้วให้ลองปีนขึ้นนั่ง และพากันลง ถามจางชิวเหมยว่าขึ้นลงลำบากไหมพออีกฝั่งพยักหน้ารับ
“เห็นไหมล่ะ เพราะขาพวกเราเล็กแค่นี้ ยังขึ้นลงลำบากเลย ตรงบ่อน้ำนะมันลึกมาก ถ้าเราไปตรงนั้นแล้วเผลอตกลงไปนะ เ้าจะขึ้นมาไม่ได้แล้วเ้าจะไม่ได้เจอท่านพ่อ ท่านแม่ จะไม่ได้กินของอร่อยอีกเลยนะ รอจนเ้าสูงเท่าท่านพ่อและท่านแม่ถึงจะไปได้เข้าใจไหม”
และนี่คือคำอธิบายของเด็กวัยห้าขวบหรือ
เมื่อหยางสือได้ฟังคำบอกเล่าของหยางเป่า เขาก็ยังยิ้มอยู่ท่านชายของเขาเองก็ฉลาดมาั้แ่เล็ก เพราะอย่างนั้นก็ไม่แปลกที่อันผิงจะเป็เด็กฉลาดอีกคนหนึ่ง ในอดีตมีสตรีมากมายโดยเฉพาะสตรีในวังหลวง ที่ซ่อนคมไว้มากมาย
หยางเป่าทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ แต่นี่คือความคิดเห็นของผู้ใหญ่เขาคงต้องเชื่อใช่ไหม ส่วนน้องเล็ก สำหรับเขาใช่ว่าเขาจะไม่ชอบ เพียงแต่ว่าเขารู้สึกเหมือนอยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ที่รู้มาก เลยไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรกับน้องสาวคนนี้ต่างจากสือเว่ยเว่ย ที่เขาสามารถชี้แนะโน่นนี่ได้ ฟังนางเล่าเื่ที่นางประสบมา
ส่วนอันผิง กลับเหมือนผู้ใหญ่ที่อยู่ในร่างเด็กเหมือนเวลาเราจะพูดอะไร ก็จะรู้ทันไปเสียหมด แต่ไม่บอกกล่าว กลับทำหน้าตาแกล้งโง่แต่โดยรวมเขาก็เอ็นดูอันผิงไม่น้อย ไม่งั้นจะคอยเรียกสือเว่ยเว่ยเวลาจะก้าวเท้าไปรบกวนการนอนจ้องหนังสือของอันผิงแล้วนั่งยิ้มบนเตียงของอันหยางหรือ
บางทีเขาก็สงสัยว่า หนังสือเรียนเล่มนั้นคือหนังสือนิยายจำพวกพื้นบ้านหรือ ทั้งที่ในใจก็รู้ดีว่า หนังสือพวกนี้ในบ้านอันนั้นไม่มี