บทที่ 24 การรักษาและช่วยชีวิต
ท่ามกลางดงข้าวโพดที่ขึ้นหนาแน่นไม่ไกลจากทางเข้าหมู่บ้าน เสียงหมัดกระทบเนื้อและเสียงสบถด่าดังกึกก้อง กลุ่มชายฉกรรจ์กำลังรุมล้อมทำร้ายชายคนหนึ่งที่บัดนี้ล้มลงไปกองกับพื้นในสภาพบอบช้ำ
“หึ! ไอ้หมอนี่มันหนังเหนียวจริง ๆ ขนาดโดนไปตั้งเยอะยังไม่ยอมปริปากร้องสักแอะ!” หนึ่งในกลุ่มนักเลงเอ่ยอย่างเย้ยหยัน พลางเงื้อเท้าเตะเข้าที่ชายโครงของคนที่นอนอยู่บนพื้นอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง ‘อั่ก’ ชายผู้นั้นครางออกมาด้วยความเ็ปที่แสนสาหัส
“ถุย! อย่ามาทำเก่งกับฉันหน่อยเลย!” ชายที่นอนจมกองดินพยายามเงยหน้าขึ้นด้วยท่าทางพยศ เขาถ่มน้ำลายปนเืลงพื้นพลางจ้องมองกลุ่มคนตรงหน้าด้วยสายตาดูแคลนอย่างไม่เกรงกลัว
น้ำเสียงที่คุ้นหูนั้นแว่วเข้าสู่โสตประสาทของเสิ่นหนานซิงทันที เธอรีบเงยหน้าขึ้นมองตามต้นเสียงก่อนจะสบตาเข้ากับชายผู้นั้นพอดี
เป็เขาจริง ๆ ด้วย! นายตำรวจหนุ่มที่เคยช่วยเธอไว้วันนั้น... ที่แท้เขาก็คือ เซิ่งเหยี่ยอี้
เซิ่งเหยี่ยอี้ถ่มเืออกจากปาก วันนี้เขาช่างโชคร้ายเหลือเกินที่มาเสียท่าให้พวกสุนัขลอบกัด ทันทีที่เหลือบไปเห็นเสิ่นหนานซิง เขาก็จำได้ทันทีว่าเธอคือเด็กสาวคนนั้น ทว่าในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ เขาไม่มีเวลามาสนใจเื่อื่น นอกจากต้องหาทางรับมือกับพวกเดนสังคมเหล่านี้ให้ได้
“พี่คะ...” เสิ่นหนานเยว่ที่เห็นการทะเลาะวิวาทอันป่าเถื่อนรีบคว้าชายเสื้อของเสิ่นหนานซิงไว้แน่นด้วยความหวาดกลัว
“ไม่เป็ไรนะหนานเยว่ ไม่เกี่ยวกับเรา” เสิ่นหนานซิงดึงน้องสาวให้มาหลบข้างหลังพลางเร่งฝีเท้าหวังจะเดินเลี่ยงไปทางอื่น
“เซิ่งเหยี่ยอี้! แกคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่มาจากไหนกัน! แม่แกยอมขายตัวเพื่อให้แกได้ดิบได้ดีอยู่ในเมืองใหญ่ไม่ใช่หรือไง! พูดกันตามตรง แกมันก็แค่ไอ้กระจอกที่แย่ยิ่งกว่าพวกเราเสียอีก!”
หัวหน้ากลุ่มหัวเราะร่าด้วยความสะใจ ทว่าในวินาทีถัดมาเหตุการณ์กลับพลิกผัน ชายที่เคยนอนนิ่งพลันกระโจนตัวขึ้นมาราวกับสัตว์ป่าแล้วใช้ศีรษะกระแทกเข้าที่ใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างแรง
เซิ่งเหยี่ยอี้ดูเหมือนจะเข้าสู่ภาวะคลุ้มคลั่ง เขาขึ้นคร่อมตัวอีกฝ่ายแล้วรัวหมัดเตะถีบอย่างไม่ยั้งมือ ทว่าด้วยาแเดิมที่สาหัสและการถูกรุมเร้า การต่อสู้ตัวต่อตัวจึงไม่อาจยื้อได้นานนัก ในที่สุดเขาก็ถูกกลุ่มนักเลงรุมซ้อมอีกครั้งจนหมอบกระแตลงกับพื้น
“ไอ้เวรนี่! รุมมันให้หนักกว่าเดิม! ดูสิว่ามันยังจะกล้าอวดดีอีกไหม!” หัวหน้ากลุ่มะโสั่งลูกน้องเสียงหลงพลางถ่มน้ำลายอย่างเกรี้ยวกราด
เสียงหมัดที่ระดมเข้าใส่เนื้อดังถนัดหูจนเสิ่นหนานซิงเริ่มทนดูต่อไปไม่ไหว เธอครุ่นคิดหาทางรอดอย่างรวดเร็วก่อนจะปล่อยมือน้องสาวแล้วกำชับให้หนานเยว่ไปหลบในที่ปลอดภัย ส่วนตัวเธอนั้นรีบวิ่งย้อนกลับไปที่จุดเกิดเหตุ
เธอรีบก้มลงหยิบก้อนหินขนาดพอดีมือขึ้นมาหลายก้อน แล้วระดมขว้างเข้าใส่กลุ่มนักเลงที่กำลังรุมตีเซิ่งเหยี่ยอี้อย่างเมามัน จนพวกนั้นต้องชะงักมือและหันมามองต้นทางของก้อนหินที่ถาโถมเข้าใส่
“เฮ้ย! นังหนู อย่ามายุ่งเื่ของคนอื่น! ที่นี่ไม่ใช่ที่ของแก ไสหัวไปซะ!” หัวหน้ากลุ่มคำรามขู่ด้วยสีหน้าดุร้ายเมื่อเห็นว่าเป็เพียงเด็กสาวคนหนึ่งยืนถือก้อนหินจ้องมองมา
“อีกไม่ถึงห้านาทีตำรวจจะแห่กันมาที่นี่เพื่อตามหาเขา ถ้าไม่อยากเข้าคุกก็อย่าหาว่าฉันไม่เตือน!” เสิ่นหนานซิงเอ่ยเสียงกร้าวข่มความประหม่าไว้ในใจ เพราะรู้ดีว่าลำพังพละกำลังของเธอคงไม่อาจสู้ชายฉกรรจ์กลุ่มนี้ได้
“ขู่ใครกันฮะ! คนแซ่คังคนนี้ไม่ได้ขวัญอ่อนง่าย ๆ หรอก!” หวังคังนิ่งคิดในใจ แม้ไอ้หนุ่มนี่จะเป็ตำรวจพนักงานชั่วคราว แต่ก็น่าจะมีพรรคพวกอยู่บ้างไม่น้อย
“คุณจะลองเสี่ยงดูก็ได้นะ” เสิ่นหนานซิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าแฝงด้วยความมั่นใจ ท่าทางนิ่งสงบของเธอเริ่มทำให้คนกลุ่มนั้นลังเลใจ
พวกนักเลงมองหน้ากันไปมา ขณะที่ชายที่นอนอยู่บนพื้นก็นิ่งสนิทจนดูคล้ายคนไร้ลมหายใจ
“พี่คังครับ ผมว่าไอ้หมอนี่น่าจะมีคนหนุนหลังไม่ธรรมดา วันนี้เราหยุดไว้แค่นี้ก่อนดีไหมครับ? ถือว่าได้ระบายอารมณ์ไปพอสมควรแล้ว!” ลูกน้องคนหนึ่งเอ่ยเสนอเพราะเริ่มหวั่นใจกับคำขู่
“ชิ! วันนี้ถือว่าแกดวงดีไป ถ้าวันหน้าฉันเจอแกอีก ฉันไม่ปล่อยไว้แน่!” หวังคังเตะเข้าที่ร่างของเซิ่งเหยี่ยอี้อย่างแรงเป็การทิ้งท้าย ก่อนจะพาลูกน้องรีบวิ่งหนีหายไป
เสิ่นหนานซิงลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ในมือของเธอกำเข็มป้องกันตัวไว้แน่น หากพวกนั้นไม่ยอมถอยไปง่าย ๆ เธอคงต้องตัดสินใจใช้มันเพื่อเอาตัวรอด จากนั้นเธอจึงรีบวิ่งเข้าไปหาเซิ่งเหยี่ยอี้แล้วก้มลงสำรวจาแของเขาด้วยความเร่งร้อน
ไม่รู้ว่าเป็เพราะเหตุใดเธอถึงยอมเสี่ยงชีวิตวิ่งกลับมาช่วยเขา บางทีอาจเป็เพราะความกตัญญูที่เขาเคยช่วยเธอไว้ครั้งก่อน เธอจึงอยากจะตอบแทนคืนให้เขาบ้าง
เสิ่นหนานซิงตรวจดูาแที่ศีรษะของชายหนุ่ม พบว่าโชคดีที่เป็เพียงรอยถลอกตื้น ๆ เท่านั้น
ในขณะที่เซิ่งเหยี่ยอี้ยังคงหลับตาพริ้ม สายตาของเสิ่นหนานซิงก็แอบกวาดมองใบหน้าของเขาอย่างละเอียด แม้จะมีรอยขีดข่วนจากใบข้าวโพดและคราบเืเปรอะเปื้อน แต่ก็ไม่อาจปกปิดความคมเข้มและหล่อเหลาของเขาได้เลย... เขาช่างดูดีในแบบที่เธอพึงพอใจจริง ๆ
เมื่อคิดฟุ้งซ่านไปไกล มือของเธอจึงเผลอไปกดเข้าที่หน้าอกของชายหนุ่มโดยแรง จนเขาครวญครางออกมาและลืมตาขึ้นมองเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะทนความเ็ปไม่ไหวและหมดสติไปอีกรอบ
เสิ่นหนานซิงรู้สึกผิดขึ้นมาจับใจจึงรีบกลับมาโฟกัสกับการตรวจร่างกายต่อ เธอพบว่ารูปทรงแขนของเขาดูบิดเบี้ยวผิดรูปไป คาดว่ากระดูกน่าจะหัก
เธอจึงค่อย ๆ เลิกเสื้อของเขาขึ้นเพื่อตรวจหาอาการาเ็ภายในเพิ่มเติม พบว่าตามลำตัวมีรอยเขียวช้ำไปทั่ว ทว่าสิ่งที่สะดุดตาเธอกลับกลายเป็กล้ามหน้าท้องที่เป็ลอนสวยงามจนเธอต้องรีบส่ายหัวดึงสติกลับมา
'หนานซิง! นี่ใช่เวลามานั่งชมซิกแพคผู้ชายไหม!'
เมื่อมั่นใจว่าไม่มีอาการาเ็ภายในที่อันตรายถึงชีวิต และขาทั้งสองข้างมีเพียงรอยช้ำภายนอก เสิ่นหนานซิงก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
นอกเหนือจากแขนที่หักแล้ว อาการส่วนใหญ่ก็เป็เพียงแผลภายนอกที่ดูน่ากลัวเท่านั้น
เสิ่นหนานซิงจึงรีบหักก้านข้าวโพดที่แห้งแข็งและใบหนา ๆ มาสองสามอันเพื่อนำมาใช้เป็ไม้ดามชั่วคราว เธอทำการยึดแขนของเขาไว้อย่างมั่นคงและพันด้วยผ้าก๊อซที่มีติดตัวไว้อย่างคล่องแคล่ว
“พี่คะ!” เสิ่นหนานเยว่วิ่งเข้ามาหา เมื่อเห็นภาพพี่สาวกำลังปฐมพยาบาลคนเจ็บด้วยท่าทางที่เชี่ยวชาญ เธอก็ถึงกับอึ้งไปครู่ใหญ่
“หนานเยว่ มาช่วยพี่หน่อย พี่จะแบกเขาไปที่สถานีอนามัย... หนานเยว่?” เสิ่นหนานซิงเรียกซ้ำเมื่อเห็นน้องสาวยังคงยืนอึ้งไม่ไหวติง
“อ้อ... ค่ะ!” เสิ่นหนานเยว่ได้สติจึงรีบเข้าไปช่วยพยุงร่างของเซิ่งเหยี่ยอี้ขึ้น จากนั้นเสิ่นหนานซิงก็รวบรวมพละกำลังทั้งหมดแบกร่างชายหนุ่มที่ตัวหนักอึ้งมุ่งหน้าไปยังสถานีอนามัยทันที
“ลุงเฉิงคะ! ลุงเฉิง!” ทันทีที่ถึงประตูสถานีอนามัย เสิ่นหนานซิงก็ะโเรียกเสียงหลง
“หนานซิง? เกิดอะไรขึ้นน่ะ... อ้าว! เสี่ยวเหยี่ย?!” เฉิงกว่างไป๋ใที่เห็นเด็กสาวแบกคนเจ็บมาถึงที่ เมื่อพบว่าเป็คนคุ้นเคยจึงรีบปรี่เข้าไปช่วยพยุงเซิ่งเหยี่ยอี้เข้าไปด้านในห้องพักฟื้น
“ลุงเฉิงคะ เขาถูกรุมทำร้ายมาค่ะ หนูดูอาการเบื้องต้นแล้วคิดว่าแขนน่าจะหักค่ะ” เสิ่นหนานซิงนวดไหล่ที่ล้าจากการแบกคนตัวโตพลางสูดลมหายใจเข้าปอด
“ไม่นึกเลยว่าเธอจะตัวแค่นี้แต่กลับแรงเยอะแบกคนไหว ไหล่คงช้ำไปหมดแล้วล่ะสิ กลับไปอย่าลืมใช้น้ำมันดอกไม้แดงนวดคลายเส้นล่ะ” ลุงเฉิงสั่งการเสียงเรียบพลางตั้งใจตรวจดูอาการของเซิ่งเหยี่ยอี้อย่างละเอียดโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง
“ลุงเฉิงคะ ให้หนูช่วยอะไรไหมคะ?” เสิ่นหนานซิงไม่อยากปล่อยให้โอกาสเรียนรู้วิธีรักษาจริงหลุดลอยไป เพราะท่าทางของลุงเฉิงดูนิ่งสุขุมและเปี่ยมด้วยประสบการณ์มาก
“ได้สิ เธอไปเตรียมผ้าก๊อซกับอุปกรณ์ดามแขนมาให้ฉันหน่อย” ทันทีที่สิ้นเสียงสั่ง เสิ่นหนานซิงก็รุดไปจัดการตามคำสั่งทันทีอย่างรวดเร็ว
เฉิงกว่างไป๋ทำการตรวจอาการซ้ำอีกรอบ พบว่าแขนของเซิ่งเหยี่ยอี้หักรุนแรงจริงตามที่เด็กสาววินิจฉัยไว้ ส่วนจุดอื่นเป็เพียงแผลถลอกและฟกช้ำ
เขาลอบสังเกตการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่เสิ่นหนานซิงทำไว้แล้วก็ต้องยอมรับในใจว่าทำได้ไร้ที่ติ หากไม่ใช่เพราะเขายังแอบวางมาดแข่งขันกับเด็กสาวอยู่ละก็ เขาคงจะเอ่ยปากชมเธอไปนานแล้ว
ลุงเฉิงลงมือรักษาไปพร้อมกับเอ่ยสอนเคล็ดวิชาและข้อควรระวังต่าง ๆ ให้เสิ่นหนานซิงฟัง ซึ่งเธอก็ไม่ปล่อยให้คำพูดเ่าั้เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา เธอตั้งใจฟังและจดจำทุกรายละเอียดด้วยความเคารพ
“พี่คะ มีอะไรให้ฉันช่วยไหมคะ?” หลังจากยืนเงียบอยู่นาน เสิ่นหนานเยว่ก็เอ่ยถามขึ้นอย่างสุภาพ
ลุงเฉิงเงยหน้าขึ้นมอง จึงเพิ่งสังเกตเห็นว่ามีเด็กสาวอีกคนยืนอยู่ในห้องด้วย
“ลุงเฉิงคะ นี่คือน้องสาวของหนูเองค่ะชื่อหนานเยว่... หนานเยว่ ทักทายลุงเฉิงสิ” เสิ่นหนานซิงที่มัวแต่ยุ่งกับการช่วยคนจนลืมน้องสาวไปชั่วขณะรีบแนะนำตัว
“สวัสดีค่ะลุงเฉิง หนูชื่อเสิ่นหนานเยว่ค่ะ” เด็กสาวทักทายอย่างนอบน้อม เฉิงกว่างไป๋เพียงพยักหน้าตอบสั้น ๆ ก่อนจะกลับไปมีสมาธิกับการรักษาต่อ
“หนานเยว่ เธอช่วยกลับบ้านไปก่อนนะ แล้วบอกแม่ด้วยว่าพี่จะตามไปทีหลังเมื่อจัดการธุระตรงนี้เสร็จแล้ว อย่าลืมเอาของที่พี่ซื้อไว้กลับไปด้วยล่ะ”
ในขณะนี้เสิ่นหนานซิงกำลังเริ่มตั้งเตาต้มสมุนไพรเพื่อใช้พอกบริเวณแขนที่าเ็ของเซิ่งเหยี่ยอี้ เธอจึงยังไม่สามารถทิ้งคนไข้ไปในตอนนี้ได้
“ค่ะพี่ ฉันจะรีบกลับไปบอกพ่อกับแม่ให้เดี๋ยวนี้เลยค่ะ!”
เสิ่นหนานเยว่ก้าวออกจากสถานีอนามัยมุ่งหน้ากลับบ้านพร้อมคำถามมากมายที่ติดค้างอยู่ในหัว ดูเหมือนพี่สาวของเธอจะเปลี่ยนไปมากจริง ๆ... ท่าทางตอนที่ตั้งใจช่วยคนเมื่อกี้ ช่างดูสง่างามและเก่งกาจจนเธอยังรู้สึกทึ่ง!