“ถ้ายังไงก็ขอฝากลูกสาวของเราสองคนด้วยนะคะ แกอาจจะดื้อไปสักนิดหัวรั้นไปสักหน่อย แต่ก็เป็คนขยันค่ะ แต่ถ้าทำอะไรที่ไม่เข้าท่าก็ปราม ๆ ได้เลยนะคะ ไม่ต้องเกรงใจ” หยาดพิรุณรู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ ที่พ่อแม่ของเธอพูดอะไรทำนองนั้นออกมา แต่เธอก็ไม่รู้จะไปอธิบายอะไรต่อมิอะไรให้ท่านเข้าใจได้ยังไง จำต้องทนได้แต่นิ่ง
“ไม่หรอกครับ หยาดก็ดูเป็คนตั้งใจทำงาน ผมว่าเธอดูเป็คนเก่งนะครับ เหมาะที่จะเป็แม่ของลูก” คำพูดของเควิ่นทำทุกคนบนโต๊ะอาหารถึงกับชะงักงัน
“ผมหมายถึงแม่ของหลานชายของคุณพ่อคุณแม่น่ะครับ” เควิ่นเลยตามน้ำ เพราะเลี้ยวกลับลำไม่ทันจริง ๆ แม้เขาจะคิดว่าเธอเหมาะที่จะเป็แม่ของลูกจริง ๆ แต่ก็คงไม่ใช่แม่ของลูกเขาอยู่ดี เพราะเธอไม่ใช่ภรรยาของเขา แม้จะเคยได้ชื่อว่าเคยเป็มาก่อน
“ขอโทษนะพ่อหนุ่ม ว่าจะถามนานแล้วว่าคิ้วกับแขนไปโดนอะไรมารึ เห็นเป็รอยแดงเป็จ้ำ ๆ ทุกคนจ้องไปที่พลาสเตอร์ปิดแผลบริเวณหางคิ้วของเควิ่น ในขณะที่หยาดพิรุณรู้ดีว่าแผลนั้นก็จากอะไรก็ได้แต่ก้มหน้านิ่ง
“เผอิญผมซุ่มซ่ามนิดหน่อย เดินไปสะดุดขาใครเขาเข้า แต่ไม่เป็อะไรมากหรอกครับ ผมชินแล้ว” เควิ่นพูดพลางชำเลืองสายตาไปยังคนที่นั่งก้มหน้าก้มตาอยู่
“งั้นรึ! เื่หนุ่ม ๆ สาว ๆ ล่ะมั้งพ่อเนอะ” พิมพ์ใจหันไปยิ้มกับปองพล
“ว่าแต่พ่อเคแต่งงานมีครอบครัวแล้วหรือยัง ปีนี้อายุเท่าไหร่แล้ว” ปองพลเอ่ยเข้าประเด็น เพราะตนเองก็อยากรู้ว่าหนุ่มหล่อท่าทางโก้เก๋รายนี้ จะเป็พวกเ้าชู้ประตูดิน หรือเป็คนเข้าท่าเข้าทีพอจะไว้เนื้อเชื่อใจให้คลุกคลีสนิทสนมกับลูกสาวของตนหรือไม่ หากมีครอบครัวแล้ว ตนคงจะไม่อยากให้หยาดพิรุณไปสนิทสนมมากนัก เพราะคงจะไม่ดีกับคนทั้งคู่ในสายตาของคนอื่น ๆ
“ผมยังไม่มีครอบครัวครับ ปีนี้อายุสามสิบเอ็ดแล้ว รู้สึกว่าตัวเองควรจะมีครอบครัวได้สักที” ใบหูซีดขาวพลันแดงระเรื่อขึ้นมาทันทีเมื่อพูดถึงเื่ในทำนองอย่างว่า มือแกร่งยกขึ้นแตะััที่ใบหูของตัวเองด้วยความเขินอายอย่างเห็นได้ชัด
“แล้วมีสาว ๆ ที่ดู ๆ อยู่บ้างหรือเปล่าล่ะ” ปองพลถามทีเล่นทีจริง ก่อนจะแสร้งทำเป็หัวเราะกลบเกลื่อนด้วยว่าตนก็ไม่อยากถามละลาบละล้วงอะไรมากนัก
“จริงก็มีดู ๆ ไว้บ้าง แต่ไม่รู้ว่าฝ่ายนั้นเขาจะโอเคกับผมด้วยมั้ย ผมเป็คนที่มีอดีตแย่ ๆ คงจะยากหน่อยล่ะมั้งครับที่จะทำให้เขาโอเคกับคนแบบผม” พูดถึงตรงนี้ก็ชำเลืองหางตามองไปที่ร่างบาง หยาดพิรุณก้มหน้าก้มตามองแต่จานข้าว รอฟังว่าเขาจะแสร้งพูดอะไรออกมาอีก
“อายุห่างจากเ้าหยาดตั้งเก้าปี ดูหลานฉันสิ โตจนเป็หนุ่มแล้ว ถ้าพ่อเคแต่งงานมีลูกก็คงน่ารักเหมือนเ้าคิโด้นี่แหละ หน้าฝรั่ง จมูกโด่ง ผิวขาว ดูสิแม่...จะว่าไปเ้าคิโด้ก็หน้าคล้ายกับพ่อเคอยู่เหมือนกันนะ” หยาดพิรุณเผลอทำช้อนหลุดจากอุ้งมือบางทันที เมื่อได้ยินคำกล่าวของผู้เป็พ่อ
“เป็อะไรน่ะหยาด แล้วทำไมถึงไม่กินข้าวกินปลา นั่งกินกันมาตั้งนานแล้วข้าวไม่ลดเลยนะลูก”
“เอ่อ! ขอโทษค่ะพ่อ พอดีหยาดรู้สึกเวียนหัวนิดหน่อย ถ้ายังไงหยาดขอตัวขึ้นไปพักก่อนนะคะ”
“อ้าว! แล้วไม่กินข้าวก่อนเหรอ” ปองพลขมวดคิ้ว ถามลูกสาวด้วยความเป็ห่วง
“อิ่มแล้วน่ะค่ะ ยังไงฝากคิโด้ด้วยนะคะ” เธอบอกกับผู้เป็พ่อ ก่อนจะหันมาหาลูกชายตัวน้อย
“คิโด้ครับเดี๋ยวทานข้าวเสร็จแล้ว จะอยู่เล่นต่อกับคุณตาคุณยายก็ได้นะครับ ถ้าถึงเวลานอน ก็ขึ้นไปตามหม่ามี๊ เดี๋ยวหม่ามี๊พาเข้านอนนะครับ”
“ไม่เป็ไรหรอกหยาด เดี๋ยวให้เ้าคิโด้นอนกับพ่อแม่ก็ได้ เราไปพักเถอะ” ปองพลบอกลูกสาว
“ขอบคุณค่ะพ่อ” ร่างบางกำลังจะเดินไปที่บันไดทางขึ้น แต่ผู้เป็พ่อทำเสียงกระแอมไอให้เธอหันมาส่งแขกก่อน
“ขอตัวก่อนนะคะ แล้วก็ขอโทษด้วยที่เสียมารยาท ทานให้อร่อยนะคะ” หยาดพิรุณพูดโดยไม่มองหน้า ก่อนจะเดินขึ้นบ้านไป สายตาคมกริบมองตามร่างบอบบางขึ้นไปด้วยความเป็ห่วง ในขณะที่ผู้เป็พ่อเองก็มองตามลูกสาวที่ทำท่าทางพึลึกพิลั่นไม่เหมือนเช่นทุกครั้งที่มาจะดูร่าเริงกว่านี้ แต่กับครั้งนี้ดูแปลกไปจริง ๆ แล้วไหนหลานชายจะมีหน้าตาคล้าย ๆ กับพ่อเควิ่นนี่อีก ทำผู้เป็พ่อถึงกับเคลือบแคลงใจ แต่ก็ไม่ได้แสดงอะไรออกมา
จนกระทั่ง
“นี่ของฝากเล็ก ๆ น้อย ๆ” ผู้เป็แม่ยื่นกระเช้าผลไม้ให้กับร่างสูง ระหว่างที่พิมพ์ใจ ปองพล และไอคิโด้เดินมาส่งเขาที่หน้าประตูรั้ว “ขอบคุณมากนะครับ แต่ว่าผมคงรับไว้ไม่ได้ นี่มันของซื้อของขาย” เควิ่นยิ้มอย่างขอบคุณ
“รับไว้เถอะนะพ่อคุณ ถือว่าเป็น้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ”
“มันเยอะมากเลยครับ ผมต้องขอโทษด้วยจริง ๆ ถึงเอาไปก็ทานไม่หมดอยู่ดีครับ เพราะว่าผมอยู่คอนโด อีกอย่างถ้าผมอยากทานขอมาทานที่นี่แทนได้มั้ยครับ” เควิ่นพูดพร้อมกับมองหน้าเ้าตัวเล็ก
“แบบนั้นก็ได้นะแม่ ให้พ่อเคมาทานที่สวนเราเลย จะได้ไม่ต้องหิ้วไปหิ้วมาเสียเวล่ำเวลา” ผู้เป็สามีบอกกับภรรยา ก่อนจะหันมายิ้มให้กัน
“ฉันกลับก่อนนะ ดูท่าว่าแม่เธอเขาจะโกรธฉันจริงจังเลยล่ะ” เควิ่นย่อตัวลงกระซิบกระซาบกับร่างน้อย ๆ ที่ยืนตาใสแป๋ว
“ไม่เป็ไรหรอกฮะ เอาไว้วันหลังเราค่อยเริ่มแผนใหม่ คุณอาอย่าพึ่งท้อสิฮะ” ไอคิโด้ยกสองมือน้อย ๆ ขึ้นลูบไล้ใบหน้าอันหล่อเหลาของร่างสูง เพื่อเป็การปลอบใจ
“จริง ๆ ดึกแล้ว ถ้าจะค้างที่นี่เราก็ยินดีนะ” ปองพลเอ่ยปาก
“ขอบคุณมากครับ แต่ผมไม่อยากรบกวนเวลาครอบครัวของคุณพ่อคุณแม่ อีกอย่างขับรถไม่กี่ชั่วโมงก็ถึงกรุงเทพแล้ว ผมกลับไปนอนที่คอนโดจะสบายใจกว่าครับ ขอบคุณมากสำหรับอาหารมื้อนี้ด้วยนะครับ ถ้ามีโอกาสผมจะแวะมาที่นี่อีกครับ” พูดจบก็เดินไปที่รถ ไอคิโด้โบกมือลา เควิ่นรู้สึกใจหายที่ต้องกลับไป ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงได้รู้สึกผูกพันกับครอบครัวนี้ไปซะแล้ว
เช้าวันรุ่งขึ้น
“โอเค กระเป๋าเดินทางกลับจัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว คิโด้ดูการ์ตูนไปก่อนนะครับ เดี๋ยวหม่ามี๊จะลงไปบอกคุณตาคุณยายว่าเราจะกลับกันแล้ว ให้คุณตาเอารถไปส่งเราที่ท่ารถเลย เดี๋ยวหม่ามี๊มานะครับ” หยาดพิรุณบอกกับลูกชายที่นั่งดูโทรทัศน์อยู่ที่โซฟาภายในห้องนอนชั้นสอง ศีรษะเล็กผงกขึ้นลงเบา ๆ เป็การตอบรับ ก่อนที่เธอจะเดินลงไปที่ชั้นล่าง
เสียงของปองพลและพิมพ์ใจที่พูดคุยกันอย่างเคร่งเครียดอยู่ภายในห้องครัว ทำให้หยาดพิรุณที่กำลังจะเดินเข้าไปหาถึงกับต้องหยุดชะงักแล้วตั้งใจฟังสิ่งที่ทั้งสองคนกำลังพูดคุยอยู่
“อะไรนะพ่อ ที่ดินสวนของเรากำลังจะถูกยึดรึ!” พิมพ์ใจพูดพลางกุมมือของสามี
“พ่อขอโทษนะแม่ แต่ปีที่แล้วผลไม้ของเราขายไม่ได้ราคาเลย แถมยังขาดทุนจนเราไม่มีเงินจะไปจ้างคนงาน ที่ดินที่เราเอาไปจำนอง เพื่อกู้เงินมาใช้ระหว่างที่ลูกหยาดท้องเ้าคิโด้ ก็ไม่ได้ส่งดอกเบี้ยเขามาหลายเดือนแล้ว” ปองพลบอกกับภรรยา
“เราจะทำยังไงดีกันล่ะพ่อ จะบอกเ้าหยาดมั้ย ฉันไม่อยากให้ลูกกังวลเลย เพราะตอนนี้ลูกก็ทำงานแล้วก็ส่งเสียเ้าคิโด้เองทั้งหมด ถ้าลูกรู้จะต้องหาเงินหาทองมาช่วยเราแน่ แม่ไม่อยากให้ลูกมาเดือดร้อนเลยนะพ่อ” พิมพ์ใจบอกกับสามี
“พ่อก็ไม่อยากให้เ้าหยาดกับเ้าคิโด้มารับรู้เื่พวกนี้เหมือนกัน เราอาจจะต้องยอมให้เขายึดไป พ่อเพาะไม้ดอกไม้ประดับขายเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็คงพอมีพอกินพอใช้อยู่บ้างสำหรับปากท้องของสองตายายไหนจะยังมีค่าเบี้ยยังชีพของคนชราที่เขาจ่ายให้ตอนที่พ่อเกษียณ ก็ยังพอมีเงินเก็บอยู่บ้าง ยังไงเราสองคนก็ไม่ลำบากหรอกนะแม่” พูดถึงตรงนี้ หยาดพิรุณที่รอฟังเื่ทั้งหมดอยู่ก็ค่อย ๆ เดินเข้ามาภายในครัว น้ำตาร่วงหยดเผาะด้วยความรู้สึกผิดเต็มหัวใจ ที่ตัวเองเป็สาเหตุให้พ่อและแม่ต้องมาลำบาก
“พ่อคะ แม่คะ หยาดขอโทษ!” ปองพลและพิมพ์ใจหันไปมองหน้าลูกสาวด้วยสีหน้าที่เศร้าสลด
“หยาดได้ยินหมดแล้วนะคะ ทำไมถึงไม่คิดที่จะบอกเื่นี้กับหยาด ทั้ง ๆ ที่เื่มันเกิดขึ้นเพราะหยาด หยาดทำพ่อกับแม่เดือดร้อนที่ต้องมาส่งเสียหยาดกับลูกตอนที่หยาดตั้งท้อง และไหนจะตอนที่หยาดยังไม่มีงานทำ” หยาดพิรุณร่ำไห้แล้วก้มลงไปกราบพ่อแม่อย่างรู้สึกผิดกับปัญหาที่ตัวเองก่อไว้ ร่างระหงทรุดตัวลงกับพื้น ท่ามกลางความรู้สึกเ็ปของคนเป็พ่อและแม่
“มันไม่ใช่ความผิดของหยาดหรอกนะ” พิมพ์ใจประคองลูกสาวให้ลุกขึ้นแล้วสวมกอดเธอด้วยความรัก
“มันเป็ความผิดของหยาดเอง หยาดยอมให้เื่แบบนี้มันเกิดขึ้น (พูดด้วยถ้อยคำและน้ำเสียงปนความสะอื้น) พ่อกับแม่ทำเพื่อหยาดทำเพื่อคิโด้มามากพอแล้ว หยาดจะไม่ทำให้พ่อกับแม่ต้องลำบากอีก หยาดจะหาเงินมาช่วยไถ่ที่ดินของเราคืน พ่อกับแม่ไม่ต้องกังวลไปนะคะ หยาดขอโทษที่หยาดเป็ตัวปัญหาของเื่ทั้งหมด หยาดจะแก้ไขเื่พวกนี้ด้วยตัวของหยาดเองนะคะ” หยาดพิรุณร่ำไห้ออกมาอย่างรู้สึกผิดอยู่เต็มหัวใจ พิมพ์ใจเห็นอย่างนั้นหัวใจแทบสลาย ไม่ต่างจากปองพลผู้เป็พ่อ ที่เป็หัวหน้าครอบครัว ก่อนจะเดินเข้าไปวางมือเบา ๆ บนศีรษะมนพลางลูบไล้ไปมาด้วยความทะนุถนอม และ้าที่จะปลอบโยน
“ฟังพ่อนะหยาด วันที่หยาดอุ้มท้องเ้าคิโด้มาหาพ่อกับแม่ เราสองคนไม่เคยถามเลยว่าลูกเจออะไรมาบ้าง ไม่รู้ว่าสิ่งที่เจอมันหนักหนาแค่ไหน พ่อกับแม่ไม่เคยโกรธหยาดเลย พ่อแม่กลับดีใจเสียอีกที่เราจะได้มีตัวน้อย ๆ มาวิ่งเล่นที่บ้านของเรา หยาดอย่าโทษตัวเองเลยนะลูก ไม่ว่าสิ่งที่แบกอยู่มันจะหนักหนาสักแค่ไหน แต่หยาดไม่ได้แบกมันคนเดียวนะลูก พ่อกับแม่พร้อมจะแบกมันไปพร้อม ๆ กับหยาด พ่อกับแม่รักหยาดรักเ้าคิโด้จำคำพวกนี้ไว้นะลูก” ปองพลบอกกับลูกสาว หยาดพิรุณเช็ดคราบน้ำตา แล้วตอบรับพ่อของเธอ
"ค่ะพ่อ หยาดก็รักพ่อกับแม่นะคะ” หยาดพิรุณถอนหายใจออกมาบาง ๆ
"กลับไปทำหน้าที่ของเราได้แล้ว รักษาเนื้อรักษาตัวด้วยนะลูก" ปองพลบอกกับลูกสาว สามคนโอบกอดกันด้วยความรักและความเข้าใจอย่างอบอุ่น
สองสัปดาห์ต่อมา
หยาดพิรุณรู้สึกสบายใจขึ้นมากที่ได้กำลังใจดี ๆ จากพ่อแม่ของเธอ หลังจากที่กลับมาจากบ้านสวน แถมงานของเธอในตอนนี้ก็ยังไปได้สวย ส่วนอิตาเควิ่นเองก็พลอยหายหน้าหายตาไปด้วย ไม่รู้์เข้าข้างหรือว่าฟ้าเป็ใจกันแน่ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอรู้สึกโล่งใจเอามาก ๆ
แต่แล้ว…ทุกอย่างก็พังทลายเมื่อเขากลับเข้ามาที่สปาอีกครั้ง ด้วยใบหน้าที่หล่อเหลาไม่ต่างจากเดิม แถมสีหน้าค่าตาก็ยังดูสดใสกว่าทุกครั้ง เล่นเอาพนักงานสาว ๆ ใจเต้นตูมตามมองคล้อยตามกันเป็แถว ๆ เมื่อเห็นเขาเดินผ่านเคาน์เตอร์แผนกต้อนรับตรงไปยังห้องทำงานของวีรนุช
“พอดีผมไปดูงานที่ต่างประเทศ ก็เลยแวะเอาของมาฝากครับ” มือแกร่งวางของฝากต่าง ๆ ลงที่โต๊ะทำงานของเธอ
“อะไรกันคะเค อยู่ ๆ จะมาก็มา จะไปก็ไปไม่เห็นบอกกล่าวกันสักคำ” วีรนุชหน้ามุ่ยจ้องมองคนตัวสูงที่ยืนเท้าแขนลงบนโต๊ะขณะที่ประสานสายตากัน
“ขอโทษนะวี พอดีผมบินด่วนจริง ๆ ไปจัดการธุระนิดหน่อย ก็เลยเอาของฝากมาขอโทษแล้วไงครับ ยังไม่หายงอนอีกเหรอ” เควิ่นจ้องหน้าเธอ ก่อนที่วีรนุชจะคลี่ยิ้มออกมาบาง ๆ
“เื่อะไรวีต้องงอนคะ เคไม่ได้สำคัญกับวีขนาดนั้นสักหน่อย”
“จริงสิ ผมเองก็ลืมไปว่าใครกันที่สำคัญกับวีมากที่สุด งั้นผมไปก่อนนะ จะแวะเอาของฝากไปให้คุณอุษาด้วย ครั้งก่อนไม่มีของฝากติดมือมา ตั้งท่างอนไปตั้งหลายวัน” พูดจบ ร่างสูงก็เดินตรงไปยังห้องทำงานของอุษา วีรนุชมองตามไปแบบยิ้ม ๆ