ตอนที่ 26 – พลธนูของอาณาเขต
“น่านะ” พสุขอร้องพันธกรในขณะที่กำลังเดินออกจากโรงเรียนไป “ให้ฉันได้เข้าร่วมสมรภูมิรบด้วยกันเถอะ”
“ไม่ได้ มันอันตรายเกินไป” พันธกรขัดขึ้นมาทันที ทำเอาพสุถึงกับงอนไปเลย เขาหันมาบอกกับพันธกร
“นายก็อายุเท่าฉันยังทำได้เลย ฉันก็ต้องทำได้สิ” พสุยังพูด พันธกรถึงกับถอนหายใจออกมา
“นายนี่ดื้อด้านจริงๆ นะ เพิ่งจะรู้” พันธกรบอกออกมา “แล้วถ้านายเกิดเป็อะไรขึ้นมา ฉันจะทำยังไง?”
“โอ๊ย! ฉันไม่เป็อะไรง่ายๆ หรอก” พสุทำท่าโบกไม้โบกมือไปมา “นะ ให้ฉันเข้าร่วมต่อสู้ด้วยเถอะ ฉันเองก็อยากปกป้องอาณาเขตของตัวเองเหมือนกัน”
“ฉันก็ด้วย”
ทั้งพันธกรและพสุหันไปด้านหลังพร้อมกัน ก็เห็นบ๊อบ เด็กหนุ่มที่มีปัญหากับพันธกรกำลังเดินเข้ามาเหมือนกัน ฝ่ายพสุได้ยินว่าบ๊อบจะอาสาช่วยด้วย เขาก็หัวเราะออกมา
“คนขี้ขลาดอย่างนายเนี่ยเหรอ? จะร่วมสู้ด้วย?” พสุถามออกมา เกือบไปแล้ว บ๊อบเกือบไปแล้ว เกือบจะด่าว่าพสุไปแล้ว แต่เขาก็สามารถระงับอารมณ์ได้
“แหม เดี๋ยวก็กล้าหาญขึ้นเองแหละ พอจับปืนแล้ว” บ๊อบบอกออกมา “นะ ช่วยสอนฉันให้สู้ให้เป็ด้วยเถอะ”
พสุหันไปมองหน้าพันธกรอย่างจะถามว่า ‘จะเอาอย่างไร?’ พันธกรถอนหายใจก่อนจะบอกออกมา “มันอันตรายจริงๆ นะ เื่ฆ่าพวกเอไอน่ะ ถ้านายเป็อะไรไปอีกคนเหมือนไอ้ดิน ฉันจะทำยังไง? จะรับผิดชอบยังไง?”
“ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร เพราะฉันเป็คนอาสาเอง” บ๊อบพูดออกมา ทำเอาพันธกรแปลกใจ เพราะจู่ๆ บ๊อบก็ทำดีกับเขาขึ้นมา ทั้งที่เมื่อเช้ายังร้ายอยู่เลย แล้วบ๊อบก็พูดต่อ “นะ ให้ฉันเข้าร่วมการฝึกด้วยเถอะนะ”
“อย่าเชียวนะ ไอ้พัน” พสุเตือนเอาไว้ก่อนเสียงเบา “ระวังมันจะใช้ปืนยิงนายนะ แล้วแกล้งทำเป็อุบัติเหตุ”
พันธกรถึงกับหันมามองพสุทันที บ๊อบเนี่ยหรือจะยิงเขา? บ๊อบเป็คนแบบนั้นจริงๆ หรือ? ไม่มั้ง? พันธกรคิดอยู่ในใจ ก็เลยตัดสินใจพูดออกมา
“อ๊ะ ก็ได้ๆ” พันธกรอนุญาตในที่สุด ทำเอาบ๊อบเผยรอยยิ้มออกมา ในขณะที่พสุหันไปหาพันธกรแล้วถามจริงจัง
“เฮ้ย นายเอาจริงเหรอ?” เขาถาม “ไม่กลัวมันฆ่านายเหรอ?”
“มันคงไม่ถึงขั้นนั้นหรอกมั้ง?” พันธกรยังมองโลกในแง่ดีอยู่ โดยไม่รู้เลยว่าบ๊อบวางแผนชั่วร้ายอะไรไว้ บ๊อบเดินเข้ามาจับมือพันธกรพลางกล่าวขอบคุณ
“ขอบคุณนะที่ช่วยให้ฉันมีส่วนร่วมในศึกครั้งนี้” บ๊อบกล่าวออกมา “แล้ว เอ่อ คือเื่เมื่อเช้าน่ะ ขอโทษด้วยนะ นายทำดีที่สุดแล้ว ฉันเองที่ไปตำหนินาย ขอโทษด้วยนะ”
พันธกรส่ายหน้าอย่างไม่ว่าอะไร “ไม่ต้องขอโทษหรอก ฉันเองก็ไม่ได้ติดใจอะไรมากนักหรอก”
บ๊อบยิ้มหวานออกมา แต่ภายในใจของเขานั้นกำลังหัวเราะลั่น พันธกรติดกับเขาเสียแล้ว บ๊อบคิดจะกำจัดพันธกรไปให้พ้นทาง วรรณสาจะได้เป็ของเขา เขาคิดเช่นนั้น
“งั้นฝึกวันนี้เลยไหมล่ะ?” บ๊อบถามขึ้นมา เพราะอยากเริ่มแผนเร็วๆ พันธกรนึกคิดอยู่พักหนึ่งจึงบอก
“เอาไว้ พรุ่งนี้ดีกว่า พรุ่งนี้โรงเรียนหยุด แล้วฉันจะมาสอนนายกับไอ้ดินให้ยิงปืน” พันธกรบอกออกมา ทำเอาบ๊อบแอบเสียดาย แล้วพันธกรก็กล่าวต่อ “นะ เอาไว้พรุ่งนี้่บ่ายๆ ละกัน ฉันจะเป็คนสอนพวกนายสองคนเอง”
“จริงนะ?” บ๊อบถามย้ำออกมาเพื่อความแน่ใจ “นายห้ามผิดสัญญานะ”
“เออ ไม่ผิดสัญญาหรอก” พันธกรบอกออกมา “งั้นฉันกับไอ้ดินกลับบ้านก่อนนะ”
แล้วพันธกรกับพสุก็ออกเดินทางกลับบ้านไปพร้อมกัน ทิ้งให้บ๊อบยืนนิ่งด้วยความโกรธ พอภายหลังบ๊อบแล้ว พสุก็ถามพันธกรขึ้นว่าคิดอะไรอยู่? คนอย่างบ๊อบน่ะอันตรายมาก ทำเอาพันธกรสงสัย
“อันตรายยังไงเหรอ?”
“ก็มันเป็คนรักแรงเกลียดแรง และไม่ว่าอยากจะได้อะไร ก็ต้องหาทางเอาให้ได้จนได้ แม้จะใช้วิธีที่เลวร้ายก็เถอะ” พสุเตือนพันธกรขึ้นมา “นี่ไม่ใช่ครั้งแรกนะที่มันใช้วิธีสกปรก เพื่อเอาสิ่งที่อยากได้มา นายต้องระวังนะ มันฆ่านายได้ รู้ตัวหรือเปล่า?”
“คงไม่ขนาดนั้นมั้ง?” พันธกรยังมองบ๊อบในแง่ดีอยู่ แต่พสุส่ายหน้าพร้อมกับบอก
“ถ้ามันจะเล่นมันเล่นถึงตายเลยนะ” พสุบอก “ไอ้นี่อันตราย นอกจากจะขี้อิจฉาแล้ว ยังประสงค์ไม่ดีต่อคนอื่นด้วย”
แต่พันธกรไม่คิดว่าบ๊อบจะกล้าถึงขนาดอยากฆ่าคนหรอก เพราะบ๊อบเองดูท่าแล้วก็ไม่น่าจะทำอะไรแบบนั้นได้ ตัวพันธกรไม่รู้เลยว่าภัยกำลังมาถึงตัว
มื้อเย็นที่บ้านของชานนท์และณปภาก็มีอาหารมากมายหลายจานเช่นเดิม ชัชชัยที่พอจะชอบต้มยำกุ้งน้ำข้นแล้ว เขาก็ซดน้ำซุปเข้าไปแล้วก็ยิ้มออกมา ทำเอาภัทร เพื่อนสนิทของเขาต้องถามออกมา
“ไหนแกบอกไม่ชอบของเผ็ดไง?” ภัทรถามขึ้นมา “ชอบซะแล้วเหรอ?”
“เออ” ชัชชัยเอ่ยออกมาอย่างรู้สึกเขินอายเหมือนกัน แล้วพันธกรก็เดินกลับมาที่บ้านของชานนท์และณปภา วรรณสาเห็นดังนั้นจึงเรียกพันธกรมากินข้าว
“ฮ้า! วันนี้มีอะไรกินมั่ง?” พันธกรถามขึ้นมาทันทีเมื่อได้กลิ่นอาหารหันหอมหวล ณปภาก็บอกเมนูของมื้อเย็นนี้ออกไป พันธกรจึงเข้าไปนั่งที่โต๊ะทานข้าวอย่างสบายใจ ขณะที่วรรณสาคดข้าวให้พันธกร โดยที่มีปฏิคมมองอยู่ตลอด
“เขาบอกเหรอว่าจะขอร่วมสมรภูมิด้วย?” วรรณสาถามพันธกร เมื่อพันธกรเล่าเื่พสุให้ทุกคนฟัง ว่าเขาก็อยากจะเป็ทหารปกป้องอาณาเขตเหมือนกัน
“ใช่” พันธกรตอบรับ “แล้วก็มีอีกคน ชื่อบ๊อบ เขา้าจะเข้าร่วมการต่อสู้กับพวกเราด้วย”
วรรณสาชักสีหน้าทันทีทันใด พันธกรเห็นก็สงสัย ในขณะที่ทรัพย์สิน ผู้นำของทุกคนกล่าวออกมา “เื่เข้าร่วมรบด้วยกัน พี่ไม่ขัดหรอก แต่พวกเขาไม่ห่วงตัวเองเลยเหรอ? ถ้าพวกเขาเป็อะไรไป พ่อแม่เขาจะว่ายังไง?”
“ก็นั่นน่ะสิครับ พี่สิน” พันธกรวางช้อนแล้วก็ถอนหายใจ “แต่สองคนนั้น อยากจะร่วมมือให้ได้”
“พสุน่ะเข้าใจ” วรรณสาบอกออกมา “สาเข้าใจว่าเขาอยากร่วมจริงๆ แต่คนหลังเนี่ยสิ เขาดูท่าทางไม่ชอบพันนะ มีอะไรเคลือบแฝงหรือเปล่าก็ไม่รู้? ถึงอยากมาฝึกด้วย”
“ไม่หรอก สา เขาเองก็ขอโทษพันแล้ว” พันธกรบอก ทำเอาวรรณสาส่ายหน้าออกมา
“พันใจดีเกินไป รู้ตัวหรือเปล่า?” เธอบอกออกมา ปฏิคมจึงพูดขึ้นมาด้วย
“ใช่ ไอ้พัน แกใจดีเกินไปหรือเปล่า?” ปฏิคมว่า “เห็นสาเล่าให้ฟังนี่ว่าไอ้คนชื่อบ๊อบอะไรนั่นมันดูถูกนายไม่ใช่เหรอ? แล้วจู่ๆ จะมาร่วมมือกัน มันไม่แปลกไปหน่อยเหรอ?”
“ไม่หรอกน่า เขาอาจจะคิดไม่ดีกับฉัน แต่คงไม่ถึงขนาดจ้องจะทำร้ายหรอก” พันธกรผู้ไม่รู้อะไรเลยบอกขึ้นมา แล้วปฏิคมก็ถามต่อว่าจะฝึกฝนทั้งสองคนที่ไหน?
“ฉันก็ยังไม่รู้” พันธกรบอกตามตรง “งานนี้ต้องไอ้ดินช่วยแล้วล่ะ ว่ามีที่ไหนบ้างที่พอจะซ้อมยิงปืนได้”
“เฮ้ๆ น้องต้องระวังนะ ถ้าะุของพวกเราหมดละซวยแน่” ปราชญาเตือนขึ้นมา “อย่าลืมนะว่าะุเราก็มีจำกัดเหมือนกัน ของพี่ก็ใกล้หมดแล้วด้วย”
“จริงเหรอครับ?” พันธกรถอนหายใจออกมา “งั้นทำไงดีล่ะ?”
เช้าวันรุ่งขึ้น พันธกรก็เดินทางมายังบ้านของพสุอีกครั้ง แล้วก็เห็นแม่ของเขากำลังตั้งร้านขนมไทยขายเหมือนเดิม มีคนมาเลือกซื้อมากมายกว่าเดิมเยอะ พันธกรเห็นอย่างนั้นก็ดีใจ ก่อนจะสวัสดีทักทายแม่ของพสุ แล้วก็เดินเข้าไปในบ้านของพสุ ฝ่ายพสุ พอเห็นพันธกรเดินเข้ามาในบ้านก็ยินดีเป็อย่างยิ่ง
“รีบไปฝึกซ้อมยิงปืนกันเร็ว ฉันอยากยิงจะแย่อยู่แล้ว” พสุบอกขึ้นมา พันธกรยกมือขึ้นเกาศีรษะก่อนจะบอก
“เอ่อ ขอโทษนะ” เขากลัวพสุจะโกรธเขาจริงๆ เขาเลยค่อยๆ บอกออกมาทีละประโยค “แต่ะุปืนพกเรามีจำกัด ถ้าจะซ้อมคงซ้อมไม่ได้ นายพอจะมีอาวุธอื่นที่ไม่ใช่ปืนไหม?”
ตอนแรก พันธกรคิดว่าพสุจะไม่พอใจเสียอีกที่เขาไม่ได้ฝึกการใช้ปืนให้กับเขา แต่พสุกลับพยักหน้า แล้วบอกยิ้มๆ “ฉันมีคันธนูกับธนูอยู่ ของพวกนี้ ฆ่าพวกเอไอได้ไหม?”
“ได้สิ” พันธกรรีบตอบรับอย่างยินดีที่พสุไม่โกรธ “ไหน ขอดูหน่อยสิว่าเป็ยังไง?” พันธกรขอดูคันธนูของพสุ พสุเลยชวนเขาขึ้นไปบนห้องนอนของตัวเอง แล้วก็เปิดตู้เสื้อผ้าออกมา ในนั้นมีคันธนูเหล็กกับลูกดอกอยู่เป็จำนวนมาก พสุเลยให้พันธกรดู
“นี่ไง พอจะใช้ได้ไหม?” พสุถามพันธกร เขาก็พยักหน้า แต่ก็ยังมีปัญหาต่อไปอีก
“แล้วสถานที่ที่เราจะใช้ฝึกซ้อมล่ะ?” เขาถามพสุ พสุก็ยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะบอก
“หลังบ้านฉันมีสนามเล็กๆ อยู่” พสุบอกออกมาเช่นนั้น “เอาเป็ที่ซ้อมก็ได้ เดี๋ยวฉันจะเอากระดาษสีขาวแปะบนกำแพงแล้ววาดวงกลมไว้เป็ตรงกลาง แล้วฉันจะลองยิงธนูดู”
พันธกรเลยโล่งใจที่หาสถานที่ฝึกซ้อมได้แล้ว แล้วเขาก็ถามพสุว่าคันธนูกับลูกดอกพวกนี้เป็ของใคร? พสุได้ยินอย่างนั้น เขาก็ทำหน้าเศร้าเล็กน้อย ทำเอาพันธกรถึงกับใว่าเขาถามอะไรผิดไปหรือเปล่า?
“ขอโทษนะ ฉันถามอะไรผิดพลาด...”
“ไม่หรอก ช่างมันเถอะ” พสุถอนหายใจออกมา “เป็ของพ่อฉันเองนะ เป็สมบัติอย่างเดียวของพ่อที่เหลืออยู่ พ่อเสียชีวิตจากาล่าพวกเอไอนั่น” พสุพูดแล้วก็ถอนหายใจออกมาอีก “แต่ช่างเถอะ อย่าไปสนใจเลย มาฝึกซ้อมการยิงธนูกันเถอะ นะ”
“อือ” พันธกรออกจะโล่งใจที่พสุไม่ได้ว่ากล่าวอะไรเขา แล้วทั้งสองก็ไปยังหลังบ้าน ก็พบสนามหญ้าเล็กๆ จริงๆ ด้วย พสุเอากระดาษสีขาวแผ่นใหญ่มาแปะตรงกำแพงแล้วเอาเทปติด ก่อนจะวาดวงกลมเป็จุดเล็กๆ ตรงกลาง แล้วเขาก็เดินออกห่างมาจากกำแพง
“แต่ปืนกับธนูมันจะเหมือนกันเหรอ?” พสุหันมาถามพันธกร พันธกรเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่น่าจะคล้ายๆ กัน เขาคิดอย่างนั้น เลยบอกพสุออกไป ตัวพันธกรเองก็เคยยิงธนูมาก่อนหน้านี้แล้วเหมือนกัน แต่มันนานมาแล้ว
“แล้ววิธีเล็งให้เข้าเป้าต้องทำยังไงเหรอ?” พสุถามพันธกรขึ้นมาพลางคว้าคันธนูที่ทำจากเหล็กขึ้นมา แล้วก็เอามืออีกข้างถือลูกดอกไว้ในมือ พันธกรสอนวิธียิงธนูให้พสุฟัง ว่าควรจะทำเช่นไร ฝ่ายพสุพอได้ฟัง เขาก็เตรียมตัวพร้อมแล้วที่จะยิงธนูใส่เป้าหมายที่ติดบนกำแพง
พสุง้างคันศรออกมาพร้อมกับจับลูกดอกไปด้วย แล้วพอเขาคิดว่าเล็งแม่นแล้วก็ตัดสินใจปล่อยลูกดอกออกไป ปรากฏว่าลูกดอกดันพุ่งเข้าไปปักกำแพงเสียอย่างนั้น พสุถึงกับถอนหายใจออกมา เมื่อคิดว่าตัวเองฝีมือล้มเหลว
“ไม่เป็ไร” พันธกรให้กำลังใจพสุ “ตอนฉันยิงปืนครั้งแรก ฉันยังทำปืนหล่นเลย แถมไม่เข้าเป้าด้วย มือใหม่ก็อย่างงี้แหละ ไม่เป็ไร เอาใหม่”
พสุพยักหน้าก่อนจะเล็งคันธนูใหม่ ครั้งนี้เขาตั้งใจเล็งมากกว่าเมื่อกี้แล้ว พอคิดว่าตรงเข้าเป้าแล้ว เขาก็ยิงลูกดอกออกไป คราวนี้มันปักตรงกระดาษสีขาว แต่ปักบริเวณ้าของกระดาษ ไม่ได้โดนเป้าตรงกลาง
“ว้า” พสุออกจะไม่พอใจฝีมือของตัวเอง “ถ้าเป็แบบนี้ในสนามรบ ฉันแย่แน่ๆ”
“น่า มือใหม่ก็เป็แบบนี้ทุกคนแหละ” พันธกรให้กำลังใจเพื่อน “ลองยิงอีกครั้งดู นายอาจจะทำได้ก็ได้”
พสุถอนหายใจ ก่อนจะยกคันธนูขึ้นอีกครั้งพร้อมกับลูกดอก ครั้งนี้ เขาตั้งใจมากกว่าเมื่อสองครั้งเมื่อกี้เสียอีก เขาเล็งจนคิดว่าแม่นตรงเป้าแล้วก็ปล่อยลูกดอกออกไป ปรากฎว่าคราวนี้ ลูกดอกพุ่งเข้าไปปักตรงกลางวงกลมพอดี
“เฮ้ย!” พสุร้องออกมาอย่างดีใจ “ทำได้แล้วเว้ย! ทำได้แล้ว ไม่อยากเชื่อเลย!!”
“อย่าเพิ่งดีใจไป เพื่อน ลองอีกครั้ง” พันธกรบอกให้พสุลองอีกครั้ง พสุก็เลยทำตาม เขาเอาลูกดอกอีกดอกมาเตรียมไว้พร้อมกับง้างคันธนู พอคิดว่าแม่นแล้ว เขาก็ปล่อยลูกดอกออกไป คราวนี้มันก็เข้าตรงกลางวงกลมพอดีอีกเช่นกัน
“เฮ้ย เก่งเหมือนกันนี่!” พันธกรชื่นชมพสุ “นายเก่งกว่าฉันอีกนะ ฉันนะ กว่าจะเข้าเป้าตรงกลางได้ ใช้เวลาร่วมอาทิตย์ แต่นี่นายใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที เก่งจริงๆ”
“จริงเหรอ?” พสุเกาศีรษะอย่างเขินอายที่พันธกรชมเขา “แต่คงเป็โชคมากกว่ามั้ง? ฉันขอลองอีกดอกหนึ่ง”
พันธกรก็อนุญาต พสุเลยเดินไปเอาลูกดอกอีกดอกมาเตรียมตัวไว้ ก่อนจะง้างคันธนู แล้วก็ยิงลูกดอกออกไป มันปักเข้าตรงกลางวงกลมอีกครั้ง พันธกรถึงกับปรบมือ
“ไม่ใช่โชคแล้วแบบนี้ อยู่ที่ฝีมือมากกว่า” พันธกรชื่นชมพสุ “นายเองก็ยิงแม่นนะ เรียกได้ว่าเป็ ‘พลธนู’ ก็ได้”
“จริงเหรอ?” พสุดูจะตื่นเต้นเมื่อเห็นฝีมือของตัวเองแล้วว่าสามารถทำได้จริงๆ “ฉันเป็ ‘พลธนู’ เหรอ?”
“แบบนี้ถ้าพวกเอไอมาโจมตี เราก็มีผู้ช่วยแล้ว” พันธกรบอกขึ้นมาพลางยิ้มแย้ม “แต่ฉันแนะนำให้นายยิงใส่บริเวณหัวของมันนะ จุดอ่อนของมันน่าจะอยู่ที่หัว”
“ได้เลยครับ” พสุทำท่าเคารพพันธกรแบบทหาร แล้วเขาก็เอามือลง ก่อนจะเริ่มซ้อมยิงธนูอีกครั้ง ทั้งสองคนซ้อมกันจนพอใจ ในตอนนั้นเอง แม่ของพสุก็เดินมาหลังบ้าน ก็เห็นพสุกำลังจัดการเก็บลูกดอกธนูอยู่ แม่เขาถึงกับถามว่าพสุจะทำอะไรกับธนูพวกนี้?
“ผมจะเป็ทหาร” พสุบอกออกมาอย่างกล้าหาญ “ผมจะร่วมอาสารบไปกับพวกไอ้พันด้วย”
“ลุกพูดอะไรออกมาน่ะ?” แม่ของพสุว่าเขาเสียงดัง พันธกรชักเห็นท่าไม่ดีแล้ว แต่ก่อนที่เขาจะพูดอะไร พสุก็สวนแม่ขึ้นมาก่อน
“ผมเองก็อยากปกป้องอาณาเขตตัวเองจากพวกเอไอเหมือนกัน ก็เลยมาฝึกยิงธนู” พสุบอกกับแม่ ทำเอาแม่ของเขาต้องส่ายหน้าออกมาทันที
“แม่เสียพ่อไปแล้วจากา” แม่เขาพูดขึ้นน้ำเสียงสั่น ทำเอาพสุกับพันธกรถึงกับใ เมื่อเห็นหยดน้ำตาของเธอไหลรินออกมา “แล้วถ้าแม่เสียลูกจากาไปอีก แม่จะทำยังไง?”
พสุรู้สึกผิดนิดหน่อยที่ทำให้แม่ร้องไห้ แต่เขาก็เข้าไปโอบกอดแม่ ก่อนจะบอก “ผมไม่ตายง่ายๆ หรอกแม่ คิดมาก”
“แต่มันอันตรายนะลูก” แม่ของเขายกมือปาดน้ำตาทิ้งไป ก่อนจะพูดกับเขาอย่างจริงจัง “แม่ไม่อนุญาตให้ลูกออกไปช่วยคนอื่นรบด้วย”
“แม่ครับ” พสุขอร้องแม่ของตัวเอง “ยังไงผมก็จะทำให้ได้ ผมอยากปกป้องอาณาเขตบ้าง ผมอยากเป็ทหารกล้าบ้าง ถึงผมอาจจะตายจริง ผมก็ยินดีที่ได้ทำหน้าที่ดูแลทุกคน”
“แล้วแม่ล่ะ?” แม่ของเขาร้องออกมา “ถ้าลูกตายไป แม่จะทำยังไง?”
“คนเราเกิดมาก็ต้องตายทั้งนั้นแหละแม่ ขึ้นอยู่กับว่าช้าหรือเร็ว” พสุบอกออกมา ท่าทางเขาดูมุ่งมั่นจริงๆ “ที่ผมทำแบบนี้ก็เพื่อจะปกป้องทุกคน นะ แม่นะ อนุญาตให้ผมเข้าร่วมสมรภูมิรบด้วยเถอะ”
“ไม่!” แม่ของเขาว่าเสียงดัง “แม่จะไม่ยอมเสียใครไปอีกแล้ว”
แล้วแม่ของเขาก็เดินปึงปังกลับไปหน้าบ้านทันที พสุหันมามองพันธกร ก่อนจะทำหน้าเหมือนกับจะบอกว่า ‘แล้วจะทำอย่างไรดี?’
“เพื่อแม่นาย ฉันว่านายอย่าทำเลย หลบอยู่แต่ในบ้านนี่แหละ ดีแล้ว” พันธกรว่าออกมา แต่พสุกลับบอกอีกอย่าง
“ไม่ ฉันจะสู้ไปพร้อมกับพวกนายด้วย” พสุว่าออกมาเสียงเบา คงจะกลัวแม่ได้ยิน “ให้โอกาสฉันเถอะ รับรอง ฉันไม่เป็ตัวถ่วงแน่ๆ”
พันธกรถอนหายใจออกมา พสุช่างดื้อดึงเหลือเกิน เขาเอง ถ้าเกิดพสุเป็อะไรไป? เขาจะเข้าหน้าแม่ของพสุติดได้อย่างไร? ถ้าพสุเป็อะไรขึ้นมา คนที่เสียใจที่สุดในชีวิตไม่ใช่แค่แม่ของเขา แต่เป็เขาด้วย
“เอาไว้คุยกันทีหลังละกัน” พันธกรตัดสินใจบอกออกมา “วันนี้เราซ้อมกันพอละ พักกันก่อนเถอะ”
ฝ่ายบ๊อบก็เดินทางมาทางบ้านของพสุ ก่อนจะขออนุญาตแม่ของพสุเข้าไปในบ้าน พอเขาเข้ามาในบ้านก็เจอพันธกรกับพสุพอดี เขาถึงกับเอ่ย “อย่าบอกนะว่านายสองคนแอบมาซ้อมการใช้อาวุธกันที่นี่?”
“ใช่” พสุเอ่ยออกมาเลย ทำเอาบ๊อบถึงกับโมโห แต่ก่อนที่เขาจะกล่าวว่าร้ายอะไรไป เขาก็หยุดได้ทัน
“โธ่ ไม่เห็นตามฉันมาบ้างเลย” บ๊อบพูดออกมาทั้งที่ในใจยังมีโทสะอยู่ “ใจร้ายจัง”
“คือ ขอโทษนะ เราใช้ปืนซ้อมจริงไม่ได้ เพราะะุของพวกเราก็เหลือน้อยเต็มทนแล้ว” พันธกรบอกออกมา “นายพอจะมีอาวุธอย่างอื่นที่ไม่ใช่ปืนไหม?”
บ๊อบส่ายหน้าออกมา พันธกรจึงตัดสินใจบอกไปเลย “งั้นก็คงช่วยอะไรไม่ได้ นายอยู่เฉยๆ เถอะ แล้วปล่อยให้พวกเราจัดการกันเอง”
พันธกรว่าแล้วก็บอกลาพสุก่อนจะเดินออกไปจากบ้านของเขา เมื่ออยู่กันสองต่อสอง บ๊อบก็เผยธาตุแท้จริงออกมา “แกอยากเป็ทหารเหรอ!? น้ำหน้าอย่างแกเนี่ยนะจะกล้าสู้กับพวกเอไอ?”
“หน้ากากคนดีหลุดออกมาแล้วน่ะสิ” พสุดูบ๊อบออก เขารู้ทันทีเลยว่าบ๊อบไม่ประสงค์ดีต่อพันธกร “ฉันไม่มีวันให้เพื่อนใหม่ฉันเป็อะไรแน่นอน”
“คอยดูละกัน ตอนที่เอไอบุกอีกครั้ง....” บ๊อบจะพูดประโยคต่อไปแต่ก็หยุดเอาไว้ พสุออกจะสงสัย เลยถามว่าบ๊อบจะพูดอะไร?
“ไม่มีอะไรหรอก แต่จำเอาไว้ แกไม่มีวันฆ่าพวกเอไอเหมือนพวกกลุ่มเด็กม.ปลายพวกนั้นได้หรอก” บ๊อบชี้นิ้วของเขาไปที่พสุและกล่าวออกมาอย่างโกรธเคือง “แกมันก็แค่ตัวถ่วงเท่านั้นแหละ ไปสู้กับเขาก็เป็ตัวถ่วงเปล่าๆ”
พสุเริ่มไม่พอใจขึ้นมา เขาถือคันธนูและเอาลูกดอกเล็งไปที่บ๊อบ แต่ยังไม่ตัดสินใจปล่อยลูกดอกออกไป บ๊อบเห็นดังนั้นก็หัวเราะร่าออกมา
“จะยิงฉันให้ตายเหรอ?” บ๊อบพูดพร้อมกับหัวเราะขำขัน “ก็ได้ ลองดูสิ ว่าแกจะกล้าหรือเปล่า?”
พสุยืนนิ่ง เหงื่อของเขาไหลจากหน้าผากลงมาถึงคาง แล้วเขาก็ตัดสินใจเอาคันธนูลง เมื่อบ๊อบเห็นดังนั้นก็หัวเราะออกมาอย่างสาแก่ใจ
“เห็นไหม? แกไม่กล้า ‘ฆ่า’ หรอก ฉันรู้” บ๊อบพูดจาดูถูกพสุออกมา “แต่ฉันกล้าเว้ย”
แล้วบ๊อบก็เดินหันหลังออกไปจากบ้านของพสุทันที พสุถึงกับถอนหายใจอย่างหนัก ก่อนจะมองคันธนูเหล็กที่อยู่ในมือของเขาเอง
“ฉันไม่กล้า ‘ฆ่า’ อย่างงั้นเหรอ?” พสุถามตัวเอง แล้วก็ส่ายหน้า พยายามไล่สิ่งที่บ๊อบพูดป่วนสมองเขาออกไป ให้ออกไปจากสมอง แต่ไม่ว่าอย่างไร คำพูดของบ๊อบก็หวนเข้ามาอีกจนได้
พันธกรเดินกลับไปที่บ้านของชานนท์และณปภาอีกครั้งเพื่อจะกินข้าวเที่ยง มื้อเที่ยงก็จัดเต็มเช่นเคย พวกทรัพย์สินกำลังนั่งกินข้าวกันอยู่ กมลกำลังตักผัดผักกินเข้าไป แล้วเธอก็สังเกตเห็นว่าพันธกรกลับมาแล้ว
“น้องพันกลับมาแล้ว” กมลบอกคนอื่นๆ ทุกคนบนโต๊ะอาหารจึงหันไปมองพันธกรที่เพิ่งเดินเข้ามาพอดี
“เป็ไงบ้าง? พัน?” วรรณสาถามออกไป “แล้วเขาตกลงจะยอมร่วมมือกับเราหรือเปล่า?”
“อืม ร่วมมือ แต่แม่ของเขาขัดเขาเอาไว้ นี่ยังไม่รู้เลยว่าถึงเวลาจริงจะออกมาสู้ได้หรือเปล่า?” พันธกรบอกอย่างหนักใจ และเขาก็เล่าให้ฟังอีกว่า ถึงจะไม่ใช่ปืน แต่พสุก็มีอาวุธร้ายแรงเหมือนกัน นั่นคือธนูนั่นเอง
“พันก็เคยยิงธนูเหมือนกันเหรอ?” วรรณสาถาม “เพิ่งจะรู้”
“เคยยิงเมื่อตอนเด็กๆ ม.ต้นน่ะ” พันธกรตอบ พร้อมกับนั่งลงบนโต๊ะทานอาหาร เขาหวนนึกไปถึงใบหน้าของแม่ของพสุที่เป็ห่วงลูกของตัวเองมาก เขาไม่รู้ว่าที่เขาฝึกสอนพสุไปนี่ เขาทำผิดหรือทำถูกกันแน่?
“เฮ้อ กินข้าวดีกว่า” พันธกรถอนหายใจออกมา ก่อนจะขอข้าวจากณปภา ฝ่ายเธอก็ตักข้าวให้เขา แล้วพันธกรก็กินผัดผักเข้าไปบ้าง ขณะที่วรรณสามองเขาอย่างเป็ห่วง