ตอนที่ 44เสียเปรียบจึงเลือกถอยหนึ่งก้าว!
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา…
เสือน้อยก็มักเดินไปส่งเธอกลับบ้านเป็นประจำช่วงวันเวลาที่หวานชื่น…จะทำอะไรก็มักจะเต็มไปด้วยความสุขเสมอยามเมื่อความรักผลิบานก็มักจะเป็นเช่นนี้กันหมด
หลังจากผ่านไปได้เดือนกว่าๆ ‘คุณอามิ่ง’ ก็ค่อย ๆ ลดการจิบน้ำมะนาวลงหลังจากที่เก๊กเสียงเข้มมาหลายสัปดาห์ มันคงเป็นความตลกขบขันของตำนานว่าที่พ่อตากับว่าที่ลูกเขย
คล้ายเปรียบแล้วก็เป็นดั่งแมวกับหนูหรือเปรียบให้เห็นภาพก็คงเป็นแม่ผัวกับลูกสะใภ้
ทุกอย่างที่คุณอามิ่งทำในหลายสัปดาห์นี้ก็คือตามสืบพฤติกรรมของเจ้าตัวแสบที่ลูกสาวสุดแสนจะน่ารักของเขา พามาให้ได้รู้จัก
และเมื่อเขาได้ฟังจากปากเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันก็ถือว่าพอจะใช้ได้ ทั้งขยันทำมาหากินตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะช่วยแม่ขายกับข้าวมัดถุงแกงที่เด็กหนุ่มภาคภูมิใจนำเสนอ
มองดูแล้วก็นับว่าผ่านเรียกได้ว่าพอไปวัดไปวาได้
เมื่อเจอกันบ่อย ๆเข้าเสือน้อยก็พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดความเห็นกับคุณอามิ่ง ซึ่งฝ่ายหลังพยายามสืบสาวความคิดความอ่าน
พ่อมิ่งพบว่าเด็กหนุ่มดูเป็นผู้ใหญ่กว่าคนในวัยเดียวกันเล็กน้อยทว่าก็ยังอยู่ในช่วงวัยคึกคะนอง แสบซ่าถึงทรวงตามวัย
เสือน้อยอยู่ทานข้าวที่บ้านของเหมือนฝันนับวันก็ยิ่งเริ่มสนิทสนมกันมากยิ่งขึ้น บางวันก็ชวนคุยกันไปคุยกันมาก็ถึงขั้นชักชวนพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายให้มาทำความรู้จักกัน
สำหรับเสือน้อยแล้วนี่ไม่ได้เป็นปัญหาเลยเจอกันหน่อยก็ไม่เป็นไร เขาเป็นคนเปิดกว้างอยู่แล้วเขารู้ว่าคนภายนอกมองเหยียดหยามว่า ลูกศิลปินไส้แห้งกับลูกแม่ค้าขายข้าวแกง แต่เสือน้อยก็ไม่รู้สึกอะไรกับมัน
ถึงมันจะไม่จริงก็ดีหรือจริงก็แล้วแต่ตัวเขาภูมิใจที่พ่อแม่ทำมาหากินอย่างสุจริต
หากพูดให้กว้าง ๆกว่านี้หน่อย นั่นก็คือตอนเด็ก ๆ ที่พ่อเล่าว่า “คนเรามักมีหน้าที่อาชีพแตกต่างกันไปเช่น หมอมีหน้าที่ของหมอ ตำรวจมีหน้าที่ของตำรวจวิศวกรก็มีหน้าที่ของตน ทุกอาชีพล้วนส่งเสริมเกื้อหนุนซึ่งกันและกันให้สังคมและประเทศชาติขับเคลื่อนไปได้ด้วยดี…”
บางคนที่มองเหยียดหยามอาชีพคนงานก่อสร้างดูถูกพวกหมอนวด รังเกียจพวกคนเก็บขยะ ทว่าหากขาดคนเหล่านี้ และคนอาชีพเหล่านี้ไป ใครจะสร้างตึกสร้างบ้านให้ใครจะมานวดคลายเส้นให้คนที่เจ็บปวดเมื่อยล้า?
และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเก็บขยะหากไม่มีคนแยกขยะ หรือไม่มีคนขับรถเก็บขยะ บ้านเมืองจะเป็นเช่นไรไม่เน่าตายหนูแมลงวิ่งกันเกลื่อนเมืองหรอกหรือ?
พ่อผันล้วนให้ความสำคัญกับทุกอาชีพเวลาที่เล่าให้เสือน้อยฟัง มักจะย้ำสิ่งสำคัญนั่นก็คือมีศีลธรรมเป็นพื้นฐาน เช่นซื่อสัตย์ต่ออาชีพของตัวเอง ตามวิสัยมนุษย์ปกติ
ซึ่งได้พูดเน้นย้ำกับเขาอยู่เป็นประจำ
เสือน้อยจึงไม่อายใครเลยสำหรับคนที่มาล้อมาแซวเขา อย่างมากก็รำคาญหูหน่อย
ถ้าทนไม่ไหวก็มีลงไม้ลงมือบ้างเล็กน้อยแต่ไม่ใช่เพราะความโกรธที่ล้อเลียนพ่อแม่ว่าทำอาชีพเหล่านี้ หากแต่รำคาญเสียมากกว่า
……
วันหนึ่งในขณะที่เสือน้อยกำลังยืนขายหมูปิ้งอยู่หน้าโรงเรียนตามปกติ…
ไม่รู้ว่าพีไปอารมณ์เสียมาจากไหนเขาเดินผ่านมาหน้าโรงเรียนเห็นหน้าเสือน้อยแล้วไม่สบอารมณ์เพราะดูจากสีหน้าค่าตาก็บอกบุญไม่รับ โดยปกติทั้งคู่ก็ไม่ถูกกันอยู่แล้วเสมือนน้ำกับไฟ
อย่างมากเจอกันก็ปล่อยผ่านต่างคนต่างเดิน แต่ทว่าวันนี้พีกลับเดินเข้ามาหาเสือน้อยพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์แฝงอยู่ที่มุมปาก
“ขายอย่างไง?” พีถามด้วยน้ำเสียงยียวน เขาเห็นป้ายราคาที่ติดไว้อยู่ตัวใหญ่เท่าหม้อแกง…แต่แล้วทำไมจะถามก็แค่นั้นเอง?
เสือน้อยที่มองเห็นพีเดินเข้ามาถามแบบนี้ก็รู้สึกโดยสัญชาตญาณนักล่า ว่าคงจะมีเรื่องเป็นแน่แล้ว! แต่ก็ยังรวบรวมรอยยิ้มตอบด้วยน้ำเสียงปกติที่พูดกับลูกค้าคนอื่น ๆ
“ชุดละยี่สิบห้าบาทครับหมูสองข้าวเหนียวหนึ่งห่อครับ”
“ซื้อแยกไม่ได้เหรอ?”
“ซื้อแยกได้ครับ…คุณลูกค้าจะซื้ออะไรดีหรือครับ!”เสือน้อยก็ยิ้มตอบ
พีเลิกคิ้วข้างหนึ่งก่อนที่จะถามว่า “เอาข้าวเหนียวอย่างเดียวห้าร้อยบาทมีมั้ย?”
“มีสิครับแต่ขอรับเงินก่อนนะครับ!” เสือน้อยยื่นมือมาทำท่าจะขอเก็บเงินก่อนซึ่งถ้าเขาไม่ทำแบบนี้พอไปเอาข้าวเหนียวมาและมาบอกเลิกกันการคันเขาไม่เสียเวลาแย่หรอกหรือ?
พีเห็นดังนั้นจึงเปลี่ยนใจทันที“เฮ้ย! เปลี่ยนใจแล้วว่ะ อยากได้หมูปิ้งห้าร้อยบาท!”
เสือน้อยก็ตอบเสียงเรียบ“ไปคิดมาให้ดีก่อน ค่อยกลับมาสั่งก็ได้ครับ…คุณลูกค้า!”
จากนั้นพีก็โวยวายเสียงดัง“เฮ้ย! มึงเป็นพ่อค้าประสาอะไรวะ พูดจาแบบนี้กับลูกค้าได้ไง!” คนรอบข้างก็หันมามองทั้งนักเรียนและผู้คนที่กำลังรอรถเมล์อยู่
“เอ่อ…สรุปแล้ว คุณลูกค้าจะซื้ออะไรดีครับ!?” เสือน้อยนิ่งสงบสยบทุกการเคลื่อนไหวเขายิ้มหรี่ตามองนายพี
“งั้นเอามาชิมสักชุด!”ก่อนยื่นเงินให้ตามจำนวน พอได้หมูปิ้งมาเขาก็ยังไม่ไปไหนยืนอยู่ด้านหน้าของเสือน้อย กินกันสด ๆ ให้เสือน้อยเห็นไปเลย!
เขาหยิบหมูปิ้งมาหนึ่งไม้ก่อนจะกัดเข้าไปคำหนึ่ง และร้องตะโกนออกมาว่า “เฮ้ย! อะไรวะ รสชาติหมาไม่แดกนี่มึงใช้หมูเน่า หมูเขียวมาทำอาหารหรือเปล่าเนี่ย!?”
ก่อนที่จะลองกัดอีกคำ “ชัดเลยหมูเน่า! มีกลิ่นตุ ๆ ด้วย อื้อฮือไอ้เลวมึงกล้าเอาของเสียมาทำให้ลูกค้ากินเหรอวะ!” เขาเอาไม้หมูปิ้งชี้ไปทางเสือน้อยด่าสาดเสียเทเสีย
แต่ทว่าเสือน้อยก็ยิ้มแห้งโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวันว่าไม่จริง เสือน้อยก็ยืนดูรอการแสดงของอีกฝ่าย
พีก็ได้ใจพอเห็นว่าอีกฝ่ายไม่กล้าแก้ตัวดังนั้นเขาจึงหยิบข้าวเหนียวขึ้นมาดม ทำจมูกฟุดฟิด เหมือนหมากำลังพิสูจน์กลิ่น ก่อนที่จะเงยหน้าสบตากับเสือน้อยพร้อมกับยกยิ้มที่มุมปากโดยไม่มีใครเห็น
เขากัดข้าวเหนียวเข้าไปคำหนึ่ง“เฮ้ย! ข้าวเหนียวบูด ไอ้เลว! ไอ้ชั่ว! มึงกล้าเอาของแบบนี้มาขายได้ไงวะ!?” ก่อนที่เขาจะคายเศษอาหารที่เคี้ยว ลงบนพื้นไปบริเวณด้านข้างที่เสือน้อยยืนอยู่
พร้อมทั้งโยนหมูทั้งถุงใส่รองเท้าพ่อค้าหมู่ปิ้งรายนี้เป็นเชิงว่าไม่พอใจในรสชาติเป็นอย่างยิ่ง
พีตะโกนขึ้น“ทุกคนครับอย่าไปซื้อของมันกิน! ของบูดของเสียทั้งนั้น ถึงว่ามึงมาขายทุกวันเลยนี่มึงลดต้นทุนแบบนี้นี่เอง หน็อยแน่…ไอ้พ่อค้าชั่ว!” จากนั้นสารพัดคำด่าก็ถาโถมมา พีอยากชวนให้เสือน้อยลงมือใจจะขาด
เพราะถ้าเสือน้อยลงมือเท่ากับว่ายอมรับกลายๆ ว่าข้อกล่าวหานั้นเป็นความจริง และเมื่อได้อยู่ในสถานการณ์แบบนี้อีกทั้งเสียเปรียบเช่นนี้ เขาจึงต้องหาวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า!
เสือน้อยตะโกนเสียงดังลั่น“ใจเย็น ๆ ครับคุณลูกค้า! ถ้าเช่นนั้นผมคืนเงินให้คุณลูกค้าดีมั้ยครับหากคุณลูกค้าคิดว่าของผมมันไม่ดี!?”
ไม่รอคำตอบ…เสือน้อยก็ยื่นเงินออกไปหนึ่งร้อยบาท“นี่รวมเป็นค่าชดเชยให้ด้วยครับ ส่วนลูกค้าท่านไหนกินแล้วรู้สึกว่ากลิ่นไม่ดีไม่ปกติ ข้าวเหนียวบูดเหมือนลูกค้าท่านนี้ผมยินดีคืนเงินให้ครับ” เสือน้อยยิ้มพร้อมผงกศีรษะเชิงขอโทษไปรอบ ๆ ด้าน
“แค่นี้มันไม่พอหรอกร้อยบาทมึงเล่นเอาหมูเสียข้าวเหนียวบูดมาให้กูกิน คนกินเขาเสียความรู้สึกไปแล้วโว้ย!แล้วถ้าเกิดกูท้องเสียขึ้นมามึงจะทำยังไงฮะ จะรับผิดชอบไหวไหม?” พีชี้หน้าประณาม
เสือน้อยก้มหัวให้เชิงขอโทษเขาถามขึ้นอย่างฉับพลันดูแสร้งทำท่าลุกลี้ลุกลน“แล้วคุณลูกค้าอยากได้เท่าไหร่…เป็นค่าชดเชยดีครับ?”
“มึงนี่นอกจากจะขายของมือสองแล้วยังจะขายอาหารมือสองด้วยเหรอ ไอ้บ้าเอ๊ย! ถ้ามึงจริงใจอย่างน้อยก็สักสี่พันถึงจะพอชดเชยได้!” พียิ้มสบตาตอบ
ส่วนที่ด่าว่าเรื่องของมือสองพีหมายถึงกระเป๋านักเรียน เขาย่อมรู้ว่าเป็นฝีมือของเสือน้อยที่อยู่เบื้องหลังเพราะเห็นมันไปยืนขายอยู่ จึงได้เอาเรื่องนี้มาพูดกระแนะกระแหน
ทว่าภายในใจของเสือน้อยแสยะยิ้มชั่วร้าย“เสร็จกู!”
เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมาด้วยสีหน้าสลดมองดูเศร้าเสียใจอย่างมาก ดูท่าแล้วน้ำตาคลออยู่หน่อย ๆ “เอ่อ…ก็ได้ครับสี่พันบาทอย่างไงคุณลูกค้าช่วยรอสักครู่นะครับ” เขาก็ค่อย ๆ ล้วงเงินในกระเป๋าหยิบเอาแบงก์ห้าร้อยออกมาแปดใบ
เพราะเมื่อเป็นเช่นนี้เท่ากับว่ามันเป็นแก๊งรีดไถคนแถวนั้นย่อมเข้าใจได้โดยปริยาย!
พีก็พูดเหน็บแนมขึ้นว่า“กูเคยเห็นแต่ ‘เสื้อมือสอง’ ไม่นึกว่าจะได้เห็น ‘เสือมือสอง’ นี่มึงขายอาหารคุณภาพต่ำ วันหลังมึงอย่าไปทำแบบนี้กับใครอีกนะ”ก่อนจะเอาเงินสะบัด ๆ โบกไปมาสองสามที
พอได้เงินเสร็จพีก็ยิ้มกว้างเดินออกไปตอนนี้เขาได้วิธีการไถเงินใหม่แล้ว ย่อมสะใจเป็นธรรมดาโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับไอ้เสือมือสอง
พอพีเดินเข้าโรงเรียนไปฝูงชนที่มุงดูอยู่ก็ทำหน้าสงสารเสือน้อย ผิดถูก ชั่วดี ทุกคนไม่ใช่ควายที่จะมองดูไม่รู้เรื่องไม่รู้ราว
……
เสือน้อยก็ฝืนยิ้มพยายามเรียกลูกค้าด้วยเสียงอ่อน “เชิญได้เลยครับ หมูปิ้งชุดละยี่สิบห้าบาทถ้าเสียหรือมีกลิ่นยินดีคืนเงินนะครับ”หลังจากนั้นก็มีคนเข้ามารุมล้อมช่วยกันอุดหนุนทั้งนักเรียนและคนทำงานที่ยืนรออยู่บริเวณนั้น
เด็กรุ่นน้องใส่ชุดพละสีชมพูเดินเข้ามาหาถามเสียงดังจนคนแถว ๆ นั้นได้ยิน “พี่ทำไมต้องไปยอมมันด้วยอะ?” เด็กหนุ่มรุ่นน้องดูโกรธแทนเขาเป็นอย่างมาก
เสือน้อยก็ยิ้มเชิงขอบใจเขาตอบด้วยน้ำเสียงจนใจ “บางครั้งก็จำเป็นต้องยอม จะทำไงได้พ่อเขาใหญ่เป็นถึงท่านสจ.ประจำจังหวัดแน่ะ” พร้อมกันนั้นเขาก็ได้ชี้ป้ายที่มีรูปพ่อของพีให้คนที่อยู่รอบๆ ดูหน้าและก็ดูชื่อให้ชัด
เขาหันไปมองเด็กหนุ่มรุ่นน้องพร้อมพูดขึ้นว่า“กระดูกมันคนละเบอร์เกินไป ตัวพี่ไปสู้รบตบมือกับลูกคนใหญ่คนโตขนาดนั้นไม่ไหวหรอกเดี๋ยวท่าน สจ.พาที จะพาลมาเล่นงานพี่เอา!”เสือน้อยพูดเสียงอ่อนพร้อมกับส่ายหน้า
ไม่นานคนที่อยู่โดยรอบก็เข้าใจว่าทำไมพ่อค้าหนุ่มน้อยรายนี้ ถึงยินยอมให้อีกฝ่ายขู่อยู่ฝ่ายเดียวเพราะอีกฝ่ายมีคนหนุนหลังเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในจังหวัดนี่เอง
แต่ทว่ายิ่งเป็นเช่นนั้นก็ยิ่งทำให้คนเกลียดคนที่อยู่โดยรอบมีไม่ต่ำกว่าร้อย เด็กครึ่งหนึ่ง ผู้ใหญ่ครึ่งหนึ่งแค่นี้ก็เพียงพอจะเป็นกระบอกเสียงให้เขาแล้ว
เด็กหนุ่มที่มาถามเต็มไปด้วยความผิดหวังเดินจากไปส่วนเสือน้อยไม่นานก็มีคนมาพูดให้กำลังใจ เป็นคนวัยทำงานสองสามคนมาตบบ่า
แววตาของทุกคนก็ได้จับจ้องไปที่รูปอวยพรตามเทศกาลของ ‘นายก อบจ.’ พร้อมกับทางทีมงานสจ.
สมองของทุกคนก็จำชื่อของ ‘สจ.พาที’ ได้ขึ้นใจทั้งเด็กและโดยเฉพาะผู้ใหญ่!
หลังจากเก็บของเสร็จ…เสือน้อยก็เดินเข้าไปในโรงเรียนก็เห็นไอ้ทรพีเดินโบกเงินไปมา ทำท่าเหมือนได้ชัยชนะอันยิ่งใหญ่
แต่เสือน้อยก็มองเขาทีหนึ่งก่อนไม่สนใจเสียง “ร้องเหมียว ๆ” ที่ดังตามไล่หลังมาเป็นระลอก ๆ
เขาได้แต่ส่ายหน้าคิดในใจ“นี่กูไถเงินพ่อมึงมาได้เป็นล้าน ก็แค่แบ่งเศษให้มึงสี่พันก็ดีใจเสียแล้ว…”ในใจกลับหัวเราะร่า ซึ่งมันสะท้อนผ่านแววตาของเขา ที่ดูเย้ยหยันอีกฝ่ายเป็นอย่างมาก
เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบสำหรับเสือน้อยแล้ว
…ในบางครั้งการยอมถอยหนึ่งก้าวไม่ได้แปลว่ากลัวอีกฝ่าย และก็ไม่ใช่การแสดงความอ่อนแอด้วย หากแต่เป็นการชักหมัดกลับมาเพื่อเริ่มสะสมพละกำลังให้มากกว่าเดิม แล้วก็ค่อยชกออกไปอีกครั้ง!
……