บทที่ 21
หากฉันตายจะไม่ได้พบเธออีก
ทุกอย่างมันช่างดูไร้ค่ารวมไปถึงตัวตนของตัวเองแม้มีทุกสิ่งมันกลับว่างเปล่า ความทะเยอทะยานทั้งหมดที่ผ่านมามันเพื่ออะไร ปลายเท้าเปลือยเปล่าะโข้ามกำแพงสูงตระหง่าน ความรู้สึกขององค์หญิงเวลานี้ไม่ต่างอะไรจากนกที่บินกลับเข้ากรง
"แกดูนั่น องค์หญิงกลับมาแล้ว" ชายร่างท้วมใช้ศอกกระทุ้งคู่หูของเขา
"อย่าหันไปมองสิเ้าอ้วน..." เขาพยายามกระซิบให้เบาที่สุด ถึงจะพูดออกไปแต่ตัวเขาเองก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองตามเช่นกัน
เอวาปลดชุดคลุมสกปรกออกเผยให้เห็นผมสีฟ้ายาวสลวยสะท้อนกับแสงอาทิตย์ ผืนผ้าบางบนร่างกายพลิ้วไหวตามการก้าวเดิน ใบหน้าเชิดขึ้นสูงเดินไปยังใจกลางพระราชวังโดยไม่สนใจชายทั้งสอง
"ฉันว่าเธอสวยกว่าสตรีทุกคนที่ฉันเคยเห็น..." ชายร่างท้วมเอียงคอกระซิบ
"ให้มันน้อยๆหน่อย เธอเป็ถึงองค์หญิงแห่งอาณาจักรเชียวนา พูดอะไรระวังปากหน่อย"
"เอาน่าๆ ฉันรู้แล้ว ว่าแต่เย็นนี้ฉันว่าจะออกไปจับปลาเสียหน่อย ฉันทำฉมวกอันใหม่ขึ้นมา คราวนี้ไม่ว่าปลาตัวไหนก็ดิ้นไม่หลุดแน่นอน" ชายร่างท้วมพยายามเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
"ครั้งก่อนแกก็พูดแบบนี้ ไอ้ขี้โม้เอ๊ย..."
เพียงไม่กี่ชั่วยามที่เธอออกไปด้านนอกกำแพง บรรยากาศภายในพระราชวังดูเงียบเหงามากกว่าที่ควรเป็ เท้าที่เปลือยเปล่าเดินมาถึงทางเข้าท้องพระโรง ปกติบริเวณนี้ทหารองค์รักษ์จะเดินวนเพ่นพ่านไปมา เวลานี้มันกลับดูสงบจนน่าผิดสังเกต แน่นอนว่าเธอััได้ถึงอะไรบางอย่างที่น่าขัดใจแต่สองเท้าก็ยังก้าวเดินต่อไปไม่หยุด บนบัลลังก์สีทองสตรีในชุดคลุมสีขาวกำลังนั่งรอเธออยู่ เมื่อเห็นสตรีผมฟ้ากลับมาก็ปรากฏรอยยิ้มมีเลศนัยขึ้นตรงมุมปาก
"แอบไปเที่ยวเล่นที่ไหนมาองค์หญิง..." ปลายนิ้วชี้ที่หุ้มด้วยเหล็กชี้ไปยังสตรีผมฟ้า
"ท่านมีธุระอันใดอีก..." เอวาเดินตรงขึ้นไปหมายไม่ใส่ใจผู้มาเยือนผู้นี้
"จะรีบไปไหนสาวน้อย...หรือว่าในใจกำลังร้อนรนอะไรอยู่ ฮ่า ฮ่า ฮ่า!" ทุกวาจาในการพูดล้วนมีควันเผาไหม้ลอยคลุ้งออกมาจากข้างริมฝีปาก องค์หญิงทำได้เพียงเก็บอารมณ์ทั้งหมดเอาไว้ พยายามไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามสังเกตเห็นความว้าวุ่นในจิตใจที่ฉายออกมาทางสีหน้า
"แล้วจะรีบไปไหนล่ะองค์หญิง!!" มือภายใต้กรงเล็บคว้าข้อแขนขาวเนียน พร้อมกระชากร่างอันบอบบางมานั่งอยู่บนตัก
"ท่านจะทำอะไร! ฉันเป็ถึงองค์หญิงแห่งอาณาจักร! ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ!" เอวาดิ้นรนขัดขืน
"ไม่น่ารักเลย...สาวน้อย เบื้องบนผิดหวังในตัวเธอเป็อย่างมาก" นิ้วเหล็กกล้าบีบเข้าที่ลำคอ ความร้อนจากฝ่ามือส่งผลให้เหล็กปลายนิ้วเป็สีส้ม สตรีในชุดคลุมสีขาวจ้องมองต้นคอขาวเนียนกำลังลุกไหม้ด้วยความพึงพอใจ ควันจางๆจากิัที่ถูกเผาส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง
"ทหาร!!" เอวาสอดสายตามองหาความช่วยเหลือแต่กลับไม่พบผู้ใดในบริเวณ
"สาวน้อย...ชอบทำอะไรไร้ประโยชน์เสียจริง เธอคิดจริงๆหรือว่ามนุษย์พวกนั้นจะทำอะไรได้...ฉันไม่แปลกใจเลยที่ใครๆต่างหลงใหลในความอ่อนแออันน่าเวทนานี้" ลิ้นแข็งเกร็งแง้มออกมาจากริมฝีปากภายใต้หมวกคลุม มันตวัดเลียข้างแก้มสตรีผมฟ้าดั่งการลิ้มลองรสชาติของผู้ที่ใครๆต่างหลงใหล ก่อนโยนร่างนั้นลงไปกองกับพื้นแบบไม่ใยดี รอยไหม้รอบต้นคอกำลังเยียวยาตนเองแบบเร่งด่วน เอวาได้แต่นั่งตัวสั่นอยู่บนพื้นหายใจหอบแรงหวังให้ทุกอย่างมันผ่านพ้นไป
"เธอคงยังไม่รู้สินะ นับแต่นี้มันคงมีอะไรเกิดขึ้นหลายอย่าง..." ร่างใต้ชุดคลุมสีขาวลุกขึ้นจากบัลลังก์ เหมือนดั่งการละเล่นได้จบลงแล้ว
"แก้าอะไรจากฉันอีก!"
"ชู่ววว ถามผิดแล้วองค์หญิง ฉันไม่้าสิ่งใดจากคนแบบเธอนักหรอก เธอควรถามว่าเบื้องบน้าสิ่งใดจากคนไร้ประโยชน์แบบเธอกันแน่...ถึงปล่อยให้เธอเดินลอยหน้าลอยตาอยู่แบบนี้..." ร่างนั้นเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ทุกย่างก้าวแฝงไปด้วยจิตใจมุ่งร้าย
ความร้อนระอุภายใต้ร่างผ้าคลุมสีขาวเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น จนสตรีผมฟ้าแทบจะหายใจไม่ออก ภายในหัวนึกถึงเพียงใบหน้าของจูเลี่ยนที่จะโผล่มาทุกครั้งเมื่อเธอมีเื่เดือดร้อน แต่ครั้งนี้มันต่างออกไปไม่มีใครให้เธอได้พึ่งพิง
"หากฉันต้องตายตอนนี้ ฉันจะไม่ได้พบจูเลี่ยนอีก..." เธอบ่นพึมพำเหมือนสติค่อยๆจางหายไปทีละนิด เปลวเพลิงอันร้อนแรงจากสองฝ่ามือกำลังเดือดระอุหมายแผดเผาทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความเกรี้ยวกราด
"จริงๆแล้วท่านผู้นั้นมีคำสั่งจับกุมเธอเท่านั้น ฉันไม่เข้าใจจริงๆคนแบบแกมันมีดีอะไร ทุกคนถึงเป็ห่วงเป็ใยแกเสียเหลือเกินแกกำลังเหยียบย่ำทุกสิ่ง เพียงเพราะความทะเยอทะยานอันอ่อนแอ!" ร่างภายใต้ผ้าคลุมสูดหายใจเข้าลึก
"แต่สำหรับฉัน! ไม่มีพื้นที่ให้คนแบบแกอีกต่อไป!!" เปลวไฟอันร้อนระอุะเิออก เส้นเืทั้งสองแขนหมุนวนถักทอจนกลายเป็เกราะห่อหุ้มแขนทั้งสองข้างที่ลุกโชนด้วยเปลวเพลิงหมุนวนอยู่ในดวงตาสีฟ้าที่ดูสิ้นไร้หนทาง
"ลาก่อนองค์หญิง..."
"....."
"ฉึก!!!"
“……………”
เืสาดกระเซ็นลอยฟุ้งในอากาศ ส่งผลให้ร่างใต้ผ้าคลุมเสียหลักเซไปข้างหลัง เปลวไฟในมือปัดป่ายไปทั่ว มือภายใต้เกราะที่ร้อนระอุกุมดวงตาข้างขวาด้วยความเ็ป เสียงกรีดร้องดังลั่นทั่วทั้งบริเวณ สตรีผมฟ้าเรียกสติกลับคืนมาในเสี้ยววินาที เมื่อเห็นลูกธนูปักลึกเข้าไปในเบ้าตาของร่างที่กำลังเผาไหม้ทุกสิ่ง ทั่วทั้งห้องท้องพระโรงกำลังลุกเป็ไฟ
"พวกแกบังอาจนัก!!!!" ร่างนั้นพยายามจะถอนลูกธนูดอกนั้นออกจากดวงตาแต่ไม่สามารถทำได้
"เป็ไงล่ะ! ฉันบอกแล้วฉมวกใหม่ของฉันมันได้ผล!" ชายร่างท้วมะโมาแต่ไกล
"องค์หญิงหนีเร็ว!" ชายอีกคนะโตามหลังมาติดๆ
องค์หญิงได้สติกลับมาเต็มที่ เธอดีดตัวขึ้นจากพื้นถอยร่นออกไปข้างหลัง เส้นเืมากมายห่อหุ้มตัวเธอ ดูพลิ้วไหวหนาวเย็นห่อรัดตามสัดส่วนของร่างกาย เกิดเป็เกราะโปร่งใสสวยงามคล้ายผลึกน้ำแข็ง หน้ากากที่เป็ผลึกปิดบังทั้งสองดวงตา ส่วนร่างที่ลุกเป็ไฟสาดเปลวเพลิงเป็ก้อนเข้าใส่ชายทั้งสองด้วยความโกรธแค้น แต่มันไม่สามารถไปถึงได้ ผลึกน้ำแข็งโผล่พรวดขึ้นมาจากพื้นปิดกั้นลูกไฟเอาไว้ มันหมุนวนด้วยความร้อนระอุจนแตกดับหมดอานุภาพไป
"ฉันว่าหน้าที่ของเราคงหมดแล้ว พวกเราหนีกันเถอะ!" ชายร่างท้วมโยนปืนหน้าไม้ทิ้ง แล้วฉุดร่างชายอีกคนที่กำลังตะลึงกับพลังเหนือธรรมชาติที่กำลังเข้าห้ำหั่นกันใจกลางท้องพระโรง
"แกว่ามันแปลกๆมั้ย ทุกคนหายไปไหนกันหมด..." ชายร่างท้วมเกิดความสงสัย มันดูไม่ปกติเท่าไหร่ทหารแห่งอาณาจักที่ควรจะเฝ้าอยู่ด้านหน้าล้วนหายไปจนหมดสิ้น
"ไม่รู้สิ...โดนเผาเป็เถ้าถ่านไปหมดแล้วมั้ง..." ทั้งสองพยายามวิ่งสุดฝีก้าวไปยังประตูส่วนหน้าของพระราชวัง แต่แทบจะหมดความหวัง ซากศพจำนวนมากกองระเนระนาดไปทั่วบริเวณ บนยอดเตี้ยๆของกองซากศพมีสตรีร่างเปลือยนางหนึ่งหรี่ตาไม่สบอารมณ์จ้องมองพวกเขาทั้งสอง
"ฉันพลาดพวกแกไปได้อย่างไร..." ร่างของเธอนั้นเปลือยเปล่าผิวสีขาวซีดเส้นผมถูกย้อมไปด้วยเืสะท้อนแวววาวกับแสงแดดยามเย็น
เสียงะเิต่อเนื่องดังออกมาจากท้องพระโรง ประกายน้ำแข็งสีฟ้าทิ่มทะลุผนังสลับไปมากับเปลวไฟสีแดงฉาน ร่างสองร่างโผล่ออกมาด้านนอกลอยขึ้นเหนือพระราชวัง
"ท่านรีส…กำลังเล่นสนุกใหญ่เชียว มีเพียงฉันที่ต้องตามกำจัดมดปลวกแสนน่าเบื่อพวกนี้" จบประโยคเธอก็หรี่ตามองชายทั้งสอง ทั้งคู่ยืนตัวสั่นจนแทบจะกอดกัน ร่างเปลือยของหญิงสาวในเวลานี้ดูไร้ค่าในทันทีเมื่อเทียบกับกองซากศพแหลกเละของทหารแห่งอาณาจักรเบื้องหน้า อาจเป็เื่โชคดีแล้วที่พวกเขายืนเฝ้ายามอยู่ในจุดที่ไม่คิดว่าจะมีใครสนใจมันทำให้พวกเขางีบหลับได้บ่อยครั้ง แต่มาคิดดูอีกทีเขาไม่ควรมาเป็ทหารั้แ่แรก พวกเขาไม่คิดมาก่อนว่าต้องเผชิญกับตัวตนของหญิงสาวอันน่าสะพรึงที่กำลังย่างกรายเข้ามาอย่างเชื่องช้า
"พวกเราตายแน่! แบบนี้ตายอย่างแน่นอน!..." ทั้งคู่ตัวสั่นด้วยความกลัวหลับตาจนมิด
ไม่ทันที่ความตายจะได้มาเยือน ร่างปริศนาอีกร่างก็กระแทกประตูบนกำแพงพระราชวังบานใหญ่เข้ามา ประตูเหล็กกล้าทั้งสามชั้นกระเด็นลอยออกไปไกล ฝุ่นควันปลิวว่อนทั่วบริเวณด้านหน้า
"นั่นใครอีกล่ะนั่น!" ทั้งสองอุทานพร้อมๆกัน
สตรีที่เพิ่งเข้ามาใหม่การแต่งกายช่างดูประหลาดยิ่งนัก เธออยู่ในชุดกันเปื้อนคาดเอวแต่งกายคล้ายกับหญิงสาวชาวบ้านธรรมดา สิ่งที่ว่าประหลาดนั้นคือผ้าผืนยาวลวดลายคล้ายผ้าปูโต๊ะพันรอบใบหน้าจนมิดชิด กับผมหางม้าที่โผล่ออกมาจากเหนือศีรษะ เธอสาดส่องสายตาไปรอบๆเมื่อเห็นองค์หญิงแห่งอาณาจักรยังคงปลอดภัยดีเธอก็รู้สึกโล่งใจ
"ทหาร!" เธอตวาดดังลั่นหมายเรียกสติชายทั้งสองที่กำลังสั่นกลัว
"หาโอกาสพาเธอออกมา! องค์หญิงของพวกแกจะใช้พลังต่อสู้อีกไม่ได้! ยัยนั่นไม่รู้จักประมาณตนเสียจริงให้ตายสิ!" "ส่วนเธอ...เข้ามา...มันจะได้จบไวไว..." สตรีแต่งกายประหลาดกวักมือเรียกสตรีร่างเปลือย พร้อมตั้งท่าหมัดมวยสำหรับต่อสู้ ท่อนแขนและขาของเธอแปรเปลี่ยนเสมือนเหล็กกล้าิักลายเป็สีเงิน ส่วนเส้นผมที่ถูกมัดสยายออกเป็แฉกแหลมคม เวลานี้ทั่วทั้งร่างดูไม่ต่างจากมนุษย์เหล็ก