องครักษ์ที่ติดตามไปด้วยสลับกันแบกหมอเทวดาชวีคนที่เดินนำอยู่ด้านหน้าคอยใช้มีดทำกับข้าวฟันหญ้าเพื่อเบิกทาง อีกทั้งบนตัวทุกคนยังห้อยถุงสมุนไพรซึ่งมีสรรพคุณในการขับไล่แมลงและงูพิษทำให้คนด้านหลังซึ่งเดินตามมาสะดวกและปลอดภัยทั้งหมดจึงสามารถเดินทางได้อย่างรวดเร็วว่องไว
ตอนเที่ยงทุกคนหยุดพักกินขนมและน้ำชาพักผ่อนอยู่ครู่หนึ่งก็ออกเดินทางต่อ บ่ายแก่ก่อนพระอาทิตย์จะตกดินองครักษ์เลือกพื้นที่โล่งกว้างอยู่ใกล้แม่น้ำตั้งกระโจมขึ้นมาสามหลังหลังหนึ่งเป็นของหมอเทวดาชวี อีกหลังเป็นของครอบครัวหยวน ส่วนอีกหลังที่หรูหราใหญ่โตที่สุดเป็นของหลิ่วตี๋
หยวนเหล่าเอ้อร์อดเบ้ปากมิได้อยู่บนเขาแท้ๆ ชายหนุ่มยังจะทำตัวพิถีพิถันมากเรื่องอีก ไม่รู้ว่าทำให้ผู้ใดดูกันก่อนจะทอดถอนใจ ‘เฮ้อ นี่สินะคนรวย’
มีโอกาสขึ้นเขาทั้งทีเจินเจินจึงคิดจะไปเก็บผักผลไม้ป่ามากินทว่าขณะที่กำลังจะไปเก็บนั้น จ้าวจินจู้กลับรั้งแขนนางไว้เจินเจินยิ้มกว้างพร้อมกับส่งเสียงเรียกเสียงหวาน “ท่านน้า!”
จ้าวจินจู้อดใจละลายมิได้ เขาหยิบกระดาษห่อน้ำมันออกมาจากในอกเสื้อแล้วยัดใส่มือหลานสาว“น้าให้เจ้า น้าเตรียมลูกกวาดมาให้เจ้าโดยเฉพาะเลยนะ”
ดวงตาเจินเจินเปล่งประกายในทันใด เด็กหญิงรีบเปิดห่อน้ำมันออกดูข้างในมีลูกกวาดสามเม็ด นางหยิบขึ้นมาเม็ดหนึ่งแล้วชูขึ้น “ท่านน้ากิน!”
จ้าวจินจู้โบกมือปฏิเสธ“น้าไม่กินขนม เจ้ากินเถิด”
เจินเจินเอียงคออย่างสงสัยใต้หล้านี้มีคนไม่ชอบลูกกวาดด้วยหรือ? สงสัยได้เพียงไม่นาน เด็กหญิงก็วิ่งไปหามารดาเพื่อชวนให้กินลูกกวาดทว่าอีกฝ่ายกลับปฏิเสธแล้วให้นางเก็บไว้กินเอง
หยวนเหล่าเอ้อร์ซึ่งอยู่ด้านข้างยิ้มรอให้บุตรสาวนำลูกกวาดมาให้เป็นคนถัดไปทว่าเด็กหญิงกลับวิ่งผ่านหน้าเขาไปหาหลิ่วตี๋เสียอย่างนั้น“พี่ชายสุนัขจิ้งจอกกินลูกกวาด!”
หยวนเหล่าเอ้อร์ “…”
หลิ่วตี๋เหลือบมองใบหน้าหยวนเหล่าเอ้อร์ซึ่งฉายแววตะลึงระคนผิดหวังก่อนจะยกยิ้มมุมปากแล้วอ้าปากกินลูกกวาดที่เด็กหญิงป้อนให้
“เจินเจินก่อนจะกินอะไรต้องล้างมือก่อนรู้หรือไม่”หลิ่วตี๋เพิ่งจะกินลูกกวาดที่เจินเจินป้อนเข้าไป หมอเทวดาชวีก็เดินเข้ามาพาไปล้างมือที่ริมกองไฟ
หลังตั้งกระโจมเสร็จ บรรดาองครักษ์ก็ก่อกองไฟและต้มน้ำเตรีนมไว้ให้คนทั้งหมดหมอเทวดาชวีพาเด็กหญิงมาล้างหน้าล้างมือยังน้ำที่ต้มเอาไว้ให้นี้
อีกด้านหนึ่งครั้นหลิ่วตี๋ได้สติกลับคืนมา แล้วมองไปที่มือของเจินเจินข้างที่ป้อนลูกกวาดให้ตนเมื่อสักครู่นี้มือข้างนั้นทั้งสกปรกและดำปิ๊ดปี๋ ลูกกวาดที่เมื่อครู่เขายังรู้สึกว่าหวาน เวลานี้กลับไร้ซึ่งรสชาติหวานล้ำนั้นอีกต่อไปแล้ว
ขณะที่ชายหนุ่มกำลังจะคายลูกกวาดเม็ดนั้นออกมาเจินเจินกลับหันหน้ามายิ้มให้รอยยิ้มกว้างและดวงตาใสซื่อบริสุทธิ์ทำให้เขาตัดใจคายออกมาไม่ลง หลิ่วตี๋ใช้ฟันกัดเคี้ยวลูกกวาดจนแหลกละเอียดก่อนจะกลืนลงท้อง
ในหมู่ชาวบ้านธรรมดาไม่ใช่มีคำกล่าวว่า‘กินของไม่สะอาดจะไม่ทำให้ป่วยไข้’ ไม่ใช่หรือ
เวลาเดียวกันนี้เองหยวนเหล่าเอ้อร์เอามือกุมใบหน้าพลางหันไปหาภรรยาซึ่งกำลังจัดการกับสมุนไพรที่เก็บมาได้“ข้าหน้าตาดีสู้คุณชายหลิ่วไม่ได้หรือ”
จ้าวซื่อมองพิจารณาสามีอยู่สักครู่ถึงค่อยตอบ“ท่านเป็นบุรุษที่หล่อเหลาที่สุดในต้าจิ้ง!”
จ้าวจินจู้ที่อยู่ไม่ไกลคิดในใจ ‘นี่พี่สาวของเขาตาบอดไปแล้วหรือไร?’
หยวนเหล่าเอ้อร์ถามอย่างสงสัยต่อ“แล้วเหตุใดเมื่อครู่เจินเจินถึงมองข้ามข้า มองเห็นแต่คุณชายหลิ่วเล่า”
‘นั่นเพราะตาเจินเจินไม่ได้บอดอย่างไรเล่า’ จ้าวจินจู้ตอบแทนพี่สาวอยู่ในใจ
“ท่านคือบิดาของนางบิดาต่อให้หน้าตาดีอย่างไรก็ไร้ความหมาย ย่อมสู้บุรุษอื่นมิได้ บุรุษอื่นต่อไปยังกลายมาเป็นสามีได้…”
หยวนเหล่าเอ้อร์ร้องอ๋อ “มีเหตุผล”
จ้าวจินจู้ที่ฟังอยู่ “…”
‘เคราะห์ดีที่เจินเจินได้สกุลกู้อบรมสั่งสอนหากให้พี่สาวกับพี่เขยเป็นคนอบรมสั่งสอนแล้วละก็ ไม่รู้หากเติบใหญ่ไปภายภาคหน้านางจะมีนิสัยเช่นไร’ จ้าวจินจู้คิดขณะที่ในสมองปรากฏภาพเจินเจินตอนเติบใหญ่ซึ่งถูกล้อมหน้าล้อมหลังด้วยบุรุษหน้าตาดีมากมาย…
เอิ่ม ภาพนี้มันออกจะ…
จ้าวจินจู้รีบส่ายหน้าเป็นพัลวันเพื่อสะบัดไล่ภาพเหล่านี้ออกไปจากสมอง
เมื่อล้างมือล้างหน้าเสร็จเรียบร้อยแล้วเจินเจินจึงวิ่งมานั่งด้านข้างจ้าวจินจู้ สองแก้มกลมป่องนูนออกมาคงเพราะอมลูกกวาดเอาไว้
“อานอาหาอาอือ?” เนื่องจากในปากอมลูกกวาดเอาไว้เวลาพูดจึงมีน้ำลายไหลออกมา ขณะที่จ้าวจินจู้กำลังจะใช้แขนเสื้อเช็ดให้กลับมีมือข้างหนึ่งยื่นมาแล้วแย่งหน้าที่นี้ไปเสียก่อน
หลิ่วตี๋มาปรากฏตัวเบื้องหน้าอย่างรวดเร็วจนน่าแปลกใจชายหนุ่มใช้ผ้าเช็ดหน้าค่อยๆ ซับน้ำลายตรงมุมปากของเจินเจินอย่างแผ่วเบา
เช็ดเสร็จแล้วชายหนุ่มกลับโยนผ้าเช็ดหน้าซึ่งปักเป็นรูปต้นไผ่ไว้บนตักเจินเจิน“ครั้งต่อไปเจ้าต้องเช็ดเอง”กล่าวจบหันไปเอ่ยถามจ้าวจินจู้ที่นั่งนิ่งอย่างตกตะลึง “เจ้ามีธุระใดกับนาง”
“ข้า…ข้าอยาก…อยากให้นางสอน…สอน…”จ้าวจินจู้ตอบอึกอัก
หลิ่วตี๋ขมวดคิ้ว “สอนอะไร”เขาไม่เข้าใจเลยครอบครัวที่หน้าไม่อายเช่นนี้ไยถึงมีบุตรสาวที่น่ารักเช่นเจินเจินได้หากมิใช่เพราะหน้าตาของนางมีความคล้ายคลึงกับสามีภรรยาหยวนแล้วละก็ เขาคงคิดว่าทั้งคู่ลักพาตัวเด็กหญิงผู้นี้จากผู้อื่นมาเป็นบุตรของตนเองเป็นแน่
ยิ่งเห็นหลิ่วตี๋มีสีหน้าใกล้จะหมดความอดทนเต็มที่จ้าวจินจู้ก็ยิ่งหวาดกลัว เสียงที่เอ่ยออกมาจึงยิ่งสั่นกว่าเดิม “นับ…นับเลข…”
“อ้ายอูแอว!”เจินเจินชูมือขึ้นอย่างร่าเริง นางอ้าปากเอ่ยออกมาครั้งนี้ทำให้น้ำลายไหลออกมาอีกรอบทั้งยังทำให้ผ้าเช็ดหน้าที่หลิ่วตี๋ให้มาร่วงหล่นลง
จ้าวจินจู้โน้มตัวลงไปจะเก็บตามสัญชาตญาณทว่าหลิ่วตี๋กลับยื่นเท้าไปเหยียบผ้าเช็ดหน้าผืนนั้น ก่อนใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำลายให้เจินเจิน
จ้าวจินจู้ “…”
คุณชายท่านนี้มีปัญหาอะไรกันแน่ตอนแรกก็เข้ามาขวางไม่ให้ตนใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำลายให้หลานสาวยามนี้ยังจงใจเหยียบผ้าเช็ดหน้า อีกทั้งยังใช้แขนเสื้อของตนเองเช็ดน้ำลายให้นางอีก
เหล่าบรรดาองครักษ์ “…”
นี่ยังใช่คุณชายผู้รักสะอาดของพวกเขาอยู่หรือไม่หากเปลี่ยนเป็นพวกเขาที่เป็นคนทำให้อาภรณ์ของคุณชายหลิ่วสกปรกเปรอะเปื้อนแล้วละก็ เพียงคิดก็ตัวสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวเหล่าองครักษ์ไม่อยากจะคิดถึงผลที่จะตามมาเลย
“กินลูกกวาดดีๆ ไม่ต้องพูดแล้วส่วนเจ้า เดี๋ยวข้าสอนให้เอง” หลิวตี๋มองแขนเสื้อของตนที่ยามนี้เปียกเหนียวเป็นวงขณะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดจะไม่ให้เขาหงุดหงิดได้อย่างไร ตรงแขนเสื้อเปื้อนที่น้ำลายของเจินเจิน ให้รู้สึกคันยุบยิบประหนึ่งมีมดวิ่งวนไปมาอย่างไรอย่างนั้น
“ไม่…ไม่เป็นไร…”จ้าวจินจู้พูดตะกุกตะกักอย่างหวาดกลัว ไม่รู้ว่าเขาไปเอาความกล้ามาจากที่ใด จากนั้นจึงอุ้มเจินเจินขึ้นมาแล้วรีบวิ่งออกไปใบหน้าของเด็กหญิงซบอยู่ที่บริเวณไหล่ของตนทำให้บริเวณนี้เปียกชื้นน้ำลายเป็นวง
หลิ่วตี๋อยากจะเข้าไปแย่งเจินเจินกลับมาแล้วพาไปล้างหน้าล้างตาเสียเหลือเกินทว่าสุดท้ายก็ไม่ได้ทำ เขาเดินกลับไปที่กระโจม ถอดเสื้อผ้าที่เปื้อนน้ำลายออกแล้วสั่งให้คนนำไปจัดการเสีย
เจินเจินนั่งอยู่ด้านข้างจ้าวจินจู้ใกล้กับกองไฟกำลังใช้กิ่งไม้แถวนั้นสอนน้าชายนับเลข จ้าวจินจู้วิ่งรถเทียมล่อกับพี่สาวได้หลายเที่ยวแล้วจึงรับรู้ได้ถึงความสำคัญของการคำนวนอีกทั้งเวลามีคนมาซื้อของ ลูกค้าซื้อของเยอะทีไรก็ได้แต่ทำหน้างงงวย ด้วยเพราะคำนวณไม่เป็นทุกคราไป
จ้าวจินจู้ไม่ใช่คนโง่เสียทีเดียวเจินเจินสอนแค่ไม่กี่รอบก็สามารถเข้าใจ รอจนเด็กหญิงกินลูกกวาดหมดบ่าวรับใช้ข้างกายหลิ่วตี๋ก็เดินเข้ามา “แม่นางให้บ่าวพาท่านไปชำระกายผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าดีหรือไม่เจ้าคะ”
“แต่เจ้าเป็นบุรุษ บุรุษไม่อาจอาบน้ำให้สตรีได้” เจินเจินกล่าวอย่างมีเหตุมีผลประหนึ่งตนเองคือผู้ใหญ่แล้วกระนั้น
บ่าวรับใช้มองท่าทางน่ารักน่าชังของเด็กหญิงแล้วยิ้มออกมาก่อนจะอธิบายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เรียนแม่นาง บ่าวเป็นบ่าวรับใช้หญิงของคุณชาย เพื่อสะดวกในการเดินทางจึงต้องแต่งตัวเป็นบุรุษเจ้าค่ะบ่าวหาใช่บุรุษหรือไม่”